ก.พ. 122014
 

อย่าลบหลู่พระเจ้าและคนของพระองค์!

พระธรรม        2พงศ์กษัตริย์ 1:1-18

อ้างอิง              2พกษ.1:2-6,11,15-16;3:1-5;4:38;6:14;8:16;9:16,21,17:1;18:7,38;1พกษ.19:11,16-21

บทนำ           กษัตริย์อาหัสยาห์ ขึ้นครองราชย์ไม่นานก็จบชีวิตลง เพราะไม่ยำเกรงพระเจ้า ไม่ใส่ใจพระวจนะของพระองค์ และไม่ให้เกียรติต่อคนของพระองค์ อย่าให้เรานำเอาภัยพิบัติมาสู่ตนเองและคนที่อยู่ใต้การดูแลของเรา เพราะความดื้อรั้นทรนงของตัวเราเองเลย!

บทเรียน

1:1 “ภายหลัง​อาหับ​สิ้น​พระชนม์​แล้ว โมอับ​ก็​กบฏ​ต่อ​อิสราเอล”

      (After the death of Ahab, Moab rebelled against Israel.)

1:2 “ส่วน​อาหัสยาห์​ทรง​ตก​ลง​มา​จาก​ช่อง​หน้าต่าง​ตาข่าย​ที่​ห้อง​ชั้นบน​ของ​พระองค์​ใน​กรุง​สะมาเรีย และ​ประชวร จึง​ทรง​ใช้​บรรดา​ผู้​สื่อสาร​ไป รับสั่ง​ว่า “จง​ไป​ถาม​พระบาอัลเซบูบ พระ​แห่ง​เอโครน​ว่า​เรา​จะ​หาย​จาก​ความ​เจ็บ​ป่วย​นี้​หรือ​ไม่?”

     (Now Ahaziah fell through the lattice in his upper chamber in Samaria, and lay sick; so he sent  messengers, telling them, “Go, inquire of Baal-zebub, the god of Ekron, whether I shall recover  from this sickness.” )

1:3 “แต่​ทูต​ของ​พระยาห์เวห์​พูด​กับ​เอลียาห์​ชาว​ทิชบี​ว่า “จง​ลุกขึ้น​ไป​พบ​บรรดา​ผู้​สื่อสาร​ของ​พระราชา​แห่ง​สะมาเรีย  และ​จง​พูด​กับ​เขา​ทั้งหลาย​ว่า ‘เพราะ​ไม่มี​พระเจ้า​ใน​อิสราเอล​แล้ว​หรือ? ท่าน​จึง​ไป​ถาม​พระบาอัลเซบูบ พระ​แห่ง​เอโครน’”

     (But the angel of the Lord said to Elijah the Tishbite, “Arise, go up to meet the messengers of the king of Samaria, and say to them, ‘Is it because there is no God in Israel that you are going to inquire of Baal-zebub, the god of Ekron? )

1:4 “เพราะ ​ฉะนั้น​พระยาห์เวห์​ตรัส​ดังนี้​ว่า ‘เจ้า​จะ​ไม่ได้​ลุก​ขึ้น​จาก​ที่นอน​ของ​เจ้า แต่​เจ้า​จะ​ต้อง​ตาย​แน่” แล้ว​เอลียาห์​ก็​ไป”

    (Now therefore thus says the Lord, You shall not come down from the bed to which you have gone up, but you shall surely die.’” So Elijah went.)

1:5 “ผู้​สื่อสาร​นั้น​ก็​กลับ​มา​เฝ้า​พระราชา พระองค์​ตรัส​ถาม​เขา​ทั้งหลาย​ว่า “ทำไม​พวก​เจ้า​จึง​พา​กัน​กลับ​มา?”

     (The messengers returned to the king, and he said to them, “Why have you returned?” )

1:6 “พวกเขา ​ทูล​พระองค์​ว่า “มี​ชาย​คน​หนึ่ง​ขึ้น​มา​พบ​กับ​พวก​ข้า​พระบาท และ​พูด​กับ​พวก​ข้า​พระบาท​ว่า ‘จง​กลับ​ไป​หา​พระราชา​ผู้​ทรง​ใช้​ท่าน​มา และ​ทูล​พระองค์​ว่า พระยาห์เวห์​ตรัส​ดังนี้​ว่า เพราะ​ไม่มี​พระเจ้า​ใน​อิสราเอล​แล้ว​หรือ? เจ้า​จึง​ใช้​คน​ไป​ถาม​พระบาอัล​เซบูบ​พระแห่ง​เอโครน เพราะ​ฉะนั้น​เจ้า​จะ​ไม่ได้​ลุก​ขึ้น​จาก​ที่นอน​ของ​เจ้า แต่​เจ้า​จะ​ต้อง​ตาย​แน่

    (And they said to him, “There came a man to meet us, and said to us, ‘Go back to the king  who  sent you, and say to him, Thus says the Lord, Is it because there is no God in Israel that you are  sending to inquire of Baal-zebub, the god of Ekron? Therefore you shall not come down from the bed to which you have gone up, but you shall surely die.’” )

1:7 “พระองค์​ตรัส​ถาม​เขา​ทั้งหลาย​ว่า “คน​ที่​ขึ้น​มา​พบ​เจ้า​และ​บอก​สิ่ง​เหล่านี้​แก่​เจ้า​นั้น​มี​ลักษณะ​อย่างไร?”

   (He said to them, “What kind of man was he who came to meet you and told you these things?” )

1:8 “เขา​ทั้งหลาย​ทูล​ตอบ​พระองค์​ว่า “ท่าน​มี​ขนดก​และ​มี​สายหนัง​คาด​เอว​ของ​ท่าน” และ​พระองค์​ตรัส​ว่า “เป็น​เอลียาห์​ชาว​ทิชบี

     (They answered him, “He wore a garment of hair, with a belt of leather about his waist.” And he said, “It is Elijah the Tishbite.”)

1:9 “แล้ว​พระราชา​ก็​รับสั่ง​ให้​นาย​กอง​ กับ​ทหาร 50 นาย​ไป​หา​เอลียาห์ เขา​ได้​ขึ้น​ไป​หา​ท่าน นี่แน่ะ ท่าน​นั่ง​อยู่​บน​ยอด​เขา​และ​นาย​กอง​กล่าว​แก่​ท่าน​ว่า “ท่าน​คน​ของ​พระเจ้า พระราชา​ตรัส​ดังนี้​ว่า ‘ลง​มา’

    (Then the king sent to him a captain of fifty men with his fifty. He went up to Elijah, who was  sitting on the top of a hill, and said to him, “O man of God, the king says, ‘Come down.’” )

1:10 “แต่​เอลียาห์​ตอบ​นาย​กอง​ว่า “ถ้า​เรา​เป็น​คน​ของ​พระเจ้า ก็​ขอ​ให้​ไฟ​ลง​มา​จาก​ฟ้า​สวรรค์​เผา​ผลาญ​ท่าน และ​คน​ทั้ง​ห้าสิบ​ของ​ท่าน​เถิด” แล้ว​ไฟ​ก็​ลง​มา​จาก​ฟ้า​สวรรค์ และ​เผา​ผลาญ​เขา​กับ​คน​ทั้ง​ห้าสิบ​ของ​เขา​เสีย”

   (But Elijah answered the captain of fifty, “If I am a man of God, let fire come down from heaven  and consume you and your fifty.” Then fire came down from heaven and consumed him and his  fifty.)

1:11 “แล้ว​พระราชา​รับสั่ง​ให้​นาย​กอง​อีก​คน​หนึ่ง​กับ​ทหาร 50 นาย​ของ​เขา และ​เขา​ก็​กล่าว​แก่​ท่าน​ว่า “ท่าน​คน​ของ​พระเจ้า พระราชา​ตรัส​ดังนี้​ว่า ‘ลง​มา​เร็วๆ’

    (Again the king sent to him another captain of fifty men with his fifty. And he answered and said to him, “O man of God, this is the king’s order, ‘Come down quickly!’” )

1:12 “แต่​เอลียาห์​ตอบ​ว่า “ถ้า​เรา​เป็น​คน​ของ​พระเจ้า ก็​ขอ​ให้​ไฟ​ลง​มา​จาก​ฟ้า​สวรรค์​เผาผลาญ​ท่าน และ​คน​ทั้ง​ห้าสิบ​ของ​ท่าน​เถิด” และ​ไฟ​ของ​พระเจ้า​ลง​มา​จาก​ฟ้า​สวรรค์ และ​เผา​ผลาญ​เขา​กับ​คน​ทั้ง​ห้าสิบ​ของ​เขา​เสีย”

    (But Elijah answered them, “If I am a man of God, let fire come down from heaven and consume  you and your fifty.” Then the fire of God came down from heaven and consumed him and his  fifty.)

1:13 “แล้ว​พระราชา​รับสั่ง​ให้​นาย​กอง​คน​ที่​สาม​ไป​พร้อม​กับ​ทหาร 50 นาย​ของ​เขา และ​นาย​กอง​คน​ที่​สาม​ก็​ขึ้น​ไป  และ​คุกเข่า​ต่อ​หน้า​เอลียาห์ และ​วิงวอน​ท่าน​ว่า “ท่าน​คน​ของ​พระเจ้า ขอ​ให้​ชีวิต​ของ​ข้าพเจ้า​และ​ชีวิต​ของ​ผู้​รับ‌ใช้​ของ​ท่าน​อีก 50 คน​นี้​เป็น​สิ่ง​ประเสริฐ​ใน​สายตา​ของ​ท่าน”

   (Again the king sent the captain of a third fifty with his fifty. And the third captain of fifty went up  and came and fell on his knees before Elijah and entreated him, “O man of God, please let my  life, and the life of these fifty servants of yours, be precious in your sight. )

1:14 “นี่แน่ะ ไฟ​ลง​มา​จาก​ฟ้า​สวรรค์ และ​ได้​เผา​ผลาญ​นาย​กอง​สอง​คน​ก่อน​เสีย พร้อม​ทั้ง​ทหาร 50 นาย​ของ​เขา​ด้วย แต่​บัดนี้​ขอ​ให้​ชีวิต​ของ​ข้าพเจ้า​เป็น​สิ่ง​ประเสริฐ​ใน​สายตา​ของ ​ท่าน

   (Behold, fire came down from heaven and consumed the two former captains of fifty men with  their fifties, but now let my life be precious in your sight.” )

1:15 “แล้ว​ทูต​ของ​พระยาห์เวห์​กล่าว​แก่​เอลียาห์​ว่า “จง​ลง​ไป​กับ​เขา​เถิด อย่า​กลัว​เขา​เลย” ท่าน​ก็​ลุกขึ้น​ลง​ไป​กับ​เขา เข้า​เฝ้า​พระราชา”

   (Then the angel of the Lord said to Elijah, “Go down with him; do not be afraid of him.” So he  arose and went down with him to the king )

1:16 “และ​ทูล​พระองค์​ว่า “พระยาห์เวห์​ตรัส​ดังนี้​ว่า ‘เพราะ​เจ้า​ได้​ส่ง​ผู้​สื่อสาร​ไป​ถาม​พระบาอัลเซบูบ พระ​แห่ง​เอโครน เนื่อง​จาก​ไม่มี​พระเจ้า​ใน​อิสราเอล​ให้​ทูล​ถาม​พระวจนะ​ของ​ พระองค์​อย่าง​นั้น​หรือ? เพราะ​ฉะนั้น เจ้า​จะ​ไม่‌ได้​ลุก​ขึ้น​จาก​ที่นอน แต่​เจ้า​จะ​ต้อง​ตาย​แน่

    (and said to him, “Thus says the Lord, ‘Because you have sent messengers to inquire of Baal-zebub, the god of Ekron—is it because there is no God in Israel to inquire of his word?—   therefore  you shall not come down from the bed to which you have gone up, but you shall surely  die.’”)

1:17 “ดังนั้น​อาหัสยาห์​ก็​สิ้น​พระชนม์ ตาม​พระวจนะ​ของ​พระยาห์เวห์​ซึ่ง​เอลียาห์​กล่าว​นั้น และ​โยรัม​ ได้​ขึ้น​ครอง‌ราชย์​แทน ใน​ปี​ที่ 2 แห่ง​รัชกาล​เยโฮรัม พระราชโอรส​ของ​เยโฮชาฟัท​พระราชา​แห่ง​ยูดาห์ เพราะ​อาหัสยาห์​ไม่มี​โอรส”

    (So he died according to the word of the Lord that Elijah had spoken. Jehoram became king in  his place in the second year of Jehoram the son of Jehoshaphat, king of Judah, because Ahaziah  had no son. )

1:18 “ส่วน​พระราช​กิจ​อื่นๆ นอก​นั้น​ของ​อาหัสยาห์ ซึ่ง​พระองค์​ทรง​กระทำ ได้​บันทึก​ไว้​ใน​หนังสือ​พงศาวดาร​กษัตริย์​แห่ง​อิสราเอล​ไม่​ใช่​ หรือ?”

     (Now the rest of the acts of Ahaziah that he did, are they not written in the Book of the Chronicles  of the Kings of Israel?)

ข้อมูลมีประโยชน์

1:1       “ภายหลังอาหับสิ้นพระชนม์แล้ว” (After the death of Ahab) –1พกษ.22:37, ปท. ยชว.1:1;วนฉ.1:1;   2ซมอ.1:1

“โมอับ” (Moab) = เป็นเมืองขึ้นในรัชกาลของดาวิด (2ซมอ.8:2) เมื่อเผ่าอิสราเอลทางเหนือและเผ่าที่อยู่อีกฟากของแม่น้าจอร์แดนกบฎต่อยูดาห์ และแต่งตั้งเยโรโบอัมเป็นกษัตริย์ การครอบครองโมอับอาจเปลี่ยนมือไปอยู่ในการดูแลของอาณาจักรเหนือ

-โมอับสามารถปลดปล่อยดินแดนแถบเมเดบาจากการควบคุมของอิสราเอล

1:2       “บาอัลเซบูบ” (Baal-zebub) –วนฉ.10:6 , ชาวซีเรียมีพระต่าง ๆ –หัวหน้าของพระเหล่านั้นคือ พระฮาดัด (บาอัล) ,พระโมท พระอานาท และพระริมโมน

ชาวคานาอันก็นมัสการพระกลุ่มเดียวกับพวกไซดอน(ชาวฟินิเซีย)มีพระบาอัลเป็นเทพเจ้าและมีพระตามท้องถิ่นต่าง ๆ อีก (วนฉ.2:11)

“พระบาอัล” แปลว่า “เจ้านาย” เชื่อกันว่าเป็นลูกชายของพระดาโกนหรือลูกชายของพระเอล ในซีเรีย (อารัม) เรียกว่า “พระฮาดัด และในบาบิโลนเรียกว่า “พระอาดัด”   เชื่อกันว่า สามารถอวยพรให้มีลูกดก ให้ฝนที่ให้ชีวิตแก่แผ่นดิน มักจะยืนอยู่บนหลังวัว เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ และความแข็งแรง (1พกษ 12:28) มีรถศึกเป็นเมฆฝน มีเสียงเป็นฟ้าผ่า ถือสายฟ้าเป็นหอกและธนู

-การบูชาพระบาอัลทำโดยการร่วมประเวณีและการสังเวยเด็ก (ยรม.19:5)

-ในพระคัมภีร์เล่าเรื่องของเอลียาห์และเอลีชาที่ต่อต้านลัทธิบูชาพระบาอัลทั้งทางตรงและทางอ้อม (1พกษ.17-2พกษ.13) และในพระคัมภีร์เดิมตอนอื่น ๆ (สดด.29:3-9;68:1-4,32-34;93:1-5;97:1-5;ยรม.10:12-16;14:22;ฮชย.2:8,16-17;อมส.5:8)

-“พระอัชโทเรท” = เทพีทั้งหมดซึ่งรวมพระอัชโทเรท (เมียของพระบาอัล) ,เจ้าแม่    อาเชราห์ (เมียของพระเอล หัวหน้าเทพเจ้าของชาวคานาอัน)

-โดยที่อัชโทเรทมีความเกี่ยวข้องกับดาวศุกร์ และเป็นเทพีงามแห่งสงครามและความอุดมสมบูรณ์

-ในบาบิโลนเรียกอีกชื่อว่า “เทพีอิชทาร์”

-ในซีเรีย(อารัม) เรียกว่า “อัซทาร์ท”

-ในกรีกเรียกว่า “อัสทาร์เท” (หรืออะโฟรไดท์)

-ในโรม เรียกว่า “วีนัส”

-การนมัสการอัทโทเรทนั้น เต็มไปด้วยกามตัณหา (1พกษ.14:24;2พกษ.23:7)

“เอโครน” (Ekron) = เมืองที่อยู่ทางเหนือสุดในบรรดาเมืองทั้ง 5 ของฟิลิสเตีย (ยชว.13:3;1ซมอ.5:10)

“เราจะหายจากความเจ็บป่วยนี้หรือไม่?” (I shall recover from this sickness) = อาหัสยาห์ คงเกรงว่า อาการบาดเจ็บจะร้ายแรงถึงชีวิต จึงหันไปหาพระต่างชาติเพื่อรู้อนาคต ไม่ใช่การรักษา

1:3       “ทูตของพระยาห์เวห์” (angel of the Lord) –1พกษ.19:7;ปฐก.16:7

-ปกติพระเจ้าจะตรัสโดยตรงในจิตสำนึกของผู้เผยพระวจนะ (1พกษ.17:2,8;18:1;19:9;21:17)

-อาจต้องการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างผู้สื่อสารของอาหัสยาห์ และผู้สื่อสาร (ทูต)ของพระเจ้า

“เอลียาห์” (Elijah) –1พกษ.17:1

“พระราชาแห่งสะมาเรีย” (the king of Samaria) –1พกษ.21:1

1:4       “แต่เจ้าจะต้องตายแน่” (you shall surely die) –อาหัสยาห์ได้รับนิมิตหรือคำตอบที่เขาต้องการจาก      พระเจ้า ไม่ใช่จากบาอัลเชบูบ

1:5       “ทำไมพวกเจ้าจึงพากันกลับมา?” (Why have you returned?) = อาหัสยาห์ รู้ว่าผู้ส่งสารไม่สามารถเดินทางไปกลับเอโครนได้เร็วขนาดนี้

1:8       “ท่านมีขนดก” ( He wore a garment of hair) = แปลได้อีกอย่างว่า “ท่านสวมเสื้อผ้าที่ทำด้วยขนสัตว์”

= เสื้อคลุมขนสัตว์ของเอลียาห์ (1พกษ.19:19)  คงทำจากขนแกะหรือขนอูฐ คาดเอวด้วยสายหนังแบบ

ง่าย ๆ (มธ.3:4) ซึ่งแตกต่างจากผ้าลินินเนื้อดี ยรม.13:1)  ของคนที่ร่ำรวยอย่างกษัตริย์และชนชั้นสูง         (มธ.11:7-8;ลก.7:24-25)

“เป็นเอลียาห์ชาวทิชบี” (It is Elijah the Tishbite.) = อาหัสยาห์คุ้นเคยกับรูปลักษณ์ของเอลียาห์เป็นอย่างดี เพราะเอลียาห์เคยผชิญหน้ากับอาหับผู้เป็นบิดาของเขาหลายครั้ง

1:9       “นายกองทัพทหาร 50 นาย” (captain of fifty men with his fifty) = คนในสมัยนั้นเชื่อว่า อำนาจ        เวทมนตร์หรือคำสาปแช่งสามารถหักล้างได้ หากบังคับให้ผู้สาปแช่งถอนคำพูดหรือฆ่าผู้แช่งให้ตาย อาหัสยาห์อาจมีความคิดในทำนองนี้ จึงอาจคิดจับหรือฆ่าเอลียาห์

“ท่านคนของพระเจ้า…ลงมา” (O man of God… Come down) = กษัตริย์อาหัสยาห์พยายามให้          เอลียาห์ผู้เผยพระวจนะ(ของพระเจ้า)อยู่ใต้อำนาจของเขา การกระทำเช่นนี้เป็นการละเมิดพันธสัญญาเกี่ยวกับกษัตริย์ของอิสราเอล ซึ่งความประพฤติของกษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบและสิทธิอำนาจของพระวจนะของพระเจ้าที่ตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า ร(1ซมอ.10:25;12:23)

1:10     “ไฟก็ลงมาจากฟ้าสวรรค์ และเผาผลาญเขากับคนทั้งห้าสิบของเขาเสีย” (Then fire came down from heaven and consumed him and his fifty) –1พกษ.18:38;ปท.กับโมเสส –ลนต.10:2;กดว.16:35

-อาหัสยาห์ต้องรู้ว่า เขาเป็นกษัตริย์ที่เป็นตัวแทนภายใต้สิทธิอำนาจและการปกครองของพระเจ้า เขาต้องไม่ใช้อำนาจอย่างทรราชเหมือนบรรดากษัตริย์ต่างชาติ (1ซมอ.12:14-15)

-ที่ภูเขาคารเมลพระเจ้าเคยรับรองผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ด้วยไฟจากฟ้าสวรรค์ไปแล้ว (1พกษ.18:38-39) และทรงยืนยันต่ออาหัสยาห์อีกครั้ง

1:11     “พระราชารับสั่งให้นายกองอีกคนหนึ่งกับทหาร 50 นายของเขา” ( the king sent to him another captain of fifty men with his fifty) = อาหัสยาห์ ปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อพระวจนะของ(คนของ)พระเจ้าทั้ง ๆ ที่พระเจ้าสำแดงฤทิ์เดชของพระองค์ให้เห็นชัดเจนแล้ว

1:13     “…พระราชารับสั่งให้นายกองคนที่สามไปพร้อมกับทหาร 50 นายของเขา” (…the king sent the captain of a third fifty with his fifty.) = อาหัสยาห์ยังดื้อรั้นไม่ยอมจำนนต่อพระเจ้าอีก

“คุกเข่าต่อหน้าเอลียาห์” (fell on his knees before Elijah) –นายทหารคนที่ 3 ตระหนักว่า เอลียาห์เป็นผู้กล่าวพระวจนะของพระเจ้า และตรัสว่า ตัวเองต้องตายจึงคุกเข่าด้วยความถ่อมตัวถ่อมใจขอร้องเอลียาห์

1:15     “จงลงไปกับเขาเถิด อย่ากลัวเขาเลย” (Go down with him ;do not be afraid of him) –ข.3;อสย. 51:12;57:11;ยรม.1:17;อสค.2:6

1:17     “อาหัสยาห์ก็สิ้นพระชนม์ตามพระวจนะของพระยาห์เวห์” (he died according to the word of the Lord ) = สุดท้ายอาหัสยาห์ก็ถูกพิพากษาลงโทษ เพราะหันเหไปจากพระเจ้า ไปหาพระต่างชาติ และยืนยันว่า พระวจนของพระเจ้านั้นเชื่อถือได้ และทรงอำนาจมากยิ่งกว่าอำนาจของกษัตริย์ (และพระใด ๆ)

“โยรัม” (Jehoram) = น้องชายของอาหัสยาห์ (3:1;1พกษ.22:51)  ขึ้นครองราชย์แทน

“ในปีที่ 2 แห่งรัชกาลเยโฮรัมพระราชโอรสของเยโฮชาฟัทพระราชาแห่งยูดาห์” (in the second year of Jehoram the son of Jehoshaphat, king of Judah)

-รัชกาลของเยโฮรัม ทับซ้อนกับเยโฮชาฟัท บิดาตั้งแต่ปี 853-848 ก.ค.ศ. เยโฮรัมสำเร็จราชการร่วมกับบิดามาจนถึงเวลาที่ได้ครองราชย์เพียงผู้เดียวในปี 848 ก.ค.ศ. (2พกษ.8:16)

1:18     “หนังสือพงศาวดารกษัตริย์แห่งอิสราเอล” (the Book of the Chronicles of the Kings of Israel?)

–1พกษ.14:19

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยประสบกับอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยแบบร้ายแรงบ้างหรือไม่?  เกิดขึ้นได้อย่างไร? คุณเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นั้นบ้าง?
  2. เมื่อคุณมีปัญหาหรือยู่ในสภาพที่ออกอาการสาหัส คุณคิดถึงใครหรืออะไรก่อน ?  ทำไม?
  3. คุณแก้ปัญหาหรืออาการของคุณอย่างไร?? ถวายเกียรติแด่พระเจ้าหรือไม่?
  4. ในยามที่คุณประสบปัญหา คุณเคยมองข้ามพระเจ้าหรือพระวจนะของพระองค์หรือผู้เผยพระวจนะ(ผู้รับใช้)ของพระองค์บ้างหรือไม่?  คุณทำอะไรให้พระเจ้าไม่พอพระทัยหรือไม่?  ทำไม?

ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)