ก.พ. 262014
 

เสียงเพลงในหุบเขา

พระธรรม          2พงศ์กษัตริย์ 3:1-27    

อ้างอิง            1พกษ.12:28-32;15:26;16:30-32;19:16;22:4-5,47;2พกษ.1:1,17;16:3;20:10;21:6

บทนำ            เราจะทำอะไรควรปรึกษาพระเจ้าก่อนที่จะลงมือทำไปแล้วเกิดปัญหาค่อยมาขอคำปรึกษาจากพระเจ้า เช่นเดียวกัน อย่าให้เราสร้างปัญหาโดยไม่จำเป็น เพราะจะทำให้คนมากมายต้องเดือดร้อนไปกับเรา

บทเรียน

3:1 “โยรัม​ พระราชโอรส​ของ​อาหับ​ทรง​ครอง​อิสราเอล​ใน​กรุง​สะมาเรีย ใน​ปี​ที่ 18 ของ​รัชกาล​เยโฮชาฟัท​พระราชา​ แห่ง​ยูดาห์ และ​ทรง​ครองราชย์​อยู่ 12 ปี”

     (In the eighteenth year of Jehoshaphat king of Judah, Jehoram the son of Ahab became king over  Israel in Samaria, and he reigned twelve years. )

3:2 “โยรัม ​ทรง​ทำ​สิ่ง​ชั่วร้าย​ใน​สายพระเนตร​ของ​พระยาห์เวห์ แต่​ไม่​ทรง​เหมือน​พระราช​บิดา​และ​พระราชมารดา​ของ​พระองค์ พระองค์​ทรง​รื้อ​เสา​ศักดิ์สิทธิ์​ของ​พระบาอัล ซึ่ง​พระราช​บิดา​ของ​พระองค์​ทรง​ทำ​ไว้”

                (He did what was evil in the sight of the Lord, though not like his father and mother, for he put  away the pillar of Baal that his father had made. )

3:3 “แม้​กระนั้น พระองค์​ยัง​ทรง​เกาะ​ติด​อยู่​กับ​บาป​ทั้งหลาย​ของ​เยโรโบอัม​บุตร​ เนบัท ผู้​ได้​นำ​ให้​อิสราเอล​ทำ​บาป​ด้วย โยรัม​ไม่ได้​ทรง​หัน​จาก​บาป​นั้น”

     (Nevertheless, he clung to the sin of Jeroboam the son of Nebat, which he made Israel to sin; he  did not depart from it.)

3:4 “เมชา​พระราชา​แห่ง​โมอับ​ทรง​เป็น​ผู้​เพาะ​พันธุ์​แกะ และ​พระองค์​ต้อง​ถวาย​ลูกแกะ 100,000 ตัว และ​ขน​แกะผู้    100,000 ตัว​แก่​พระราชา​อิสราเอล”

                (Now Mesha king of Moab was a sheep breeder, and he had to deliver to the king of Israel   100,000 lambs and the wool of 100,000 rams. )

3:5 “ต่อมา​เมื่อ​อาหับ​สิ้น​พระชนม์​แล้ว พระราชา​แห่ง​โมอับ​ก็​กบฏ​ต่อ​พระราชา​แห่ง​อิสราเอล”

               (But when Ahab died, the king of Moab rebelled against the king of Israel. )

3:6 “กษัตริย์​โยรัม​จึง​ทรง​ออก​จาก​กรุง​สะมาเรีย​ใน​ครั้ง​นั้น และ​ทรง​ระดม​พล​คน​อิสราเอล​ทั้งสิ้น”

               (So King Jehoram marched out of Samaria at that time and mustered all Israel. )

3:7 “พระองค์​ทรง​ส่งสาร​ไป​ยัง​เยโฮชาฟัท พระราชา​แห่ง​ยูดาห์​ว่า “พระราชา​แห่ง​โมอับ​ได้​กบฏ​ต่อ​ข้าพเจ้า ท่าน​จะ​ไป​รบ​กับ​โมอับ​พร้อม​กับ​ข้าพเจ้า​หรือ​ไม่?” และ​พระองค์​ตรัส​ตอบ​ว่า “ข้าพเจ้า​จะ​ไป ข้าพเจ้า​ก็​เป็น​เหมือน​ที่​ท่าน​เป็น  และ​ประชาชน​ของ​ข้าพเจ้า​ก็​เป็น​เหมือน​ประชาชน​ของ​ท่าน ม้า​ของ​ข้าพเจ้า​ก็​เป็น​เหมือน​ม้า​ของ​ท่าน

       (And he went and sent word to Jehoshaphat king of Judah, “The king of Moab has rebelled   against me. Will you go with me to battle against Moab?” And he said, “I will go. I am as you are,

               my people as your people, my horses as your horses.” )

3:8 “แล้ว​ตรัส​ต่อ​ไป​ว่า “พวกเรา​จะ​ยก​ขึ้น​ไป​ทาง​ไหน?” โยรัม​ตรัส​ตอบ​ว่า “ไป​ทาง​ถิ่น​ทุรกันดาร​เอโดม

               (Then he said, “By which way shall we march?” Jehoram answered, “By the way of the wilderness  of Edom.”

3:9 “พระราชา ​แห่ง​อิสราเอล​จึง​เสด็จ​ไป​พร้อม​กับ​พระราชา​แห่ง​ยูดาห์ และ​พระราชา​แห่ง​เอโดม และ​เมื่อ​ทั้ง​สาม​กษัตริย์​เสด็จ​อ้อม​ไป​ได้​เจ็ด​วัน​แล้ว ก็​หา​น้ำ​ให้​กองทัพ​และ​ให้​สัตว์​ที่​มา​ด้วย​ไม่ได้”

           (So the king of Israel went with the king of Judah and the king of Edom. And when they had  made a circuitous march of seven days, there was no water for the army or for the animals that

                 followed them. )

3:10 “แล้ว​พระราชา​แห่ง​อิสราเอล​จึง​ตรัส​ว่า “อนิจจา​เอ๋ย พระยาห์เวห์​ทรง​เรียก​สาม​กษัตริย์​นี้​มา​เพื่อ​จะ​มอบ​ไว้​ใน​มือ​ของ​ โมอับ

                (Then the king of Israel said, “Alas! The Lord has called these three kings to give them into the hand of Moab.” )

3:11 “แต่​เยโฮชาฟัท​ตรัส​ว่า “ที่นี่​ไม่มี​ผู้​เผย​พระวจนะ​ของ​พระยาห์เวห์ เพื่อ​เรา​จะ​ให้​เขา​ทูลถาม​พระยาห์เวห์​หรือ?”แล้ว​ข้าราชการ​คน​หนึ่ง​ของ​พระราชา​อิสราเอล​ทูล​ว่า “เอลีชา​บุตร​ชาฟัท​อยู่​ที่นี่ พ่ะ​ย่ะ​ค่ะ เขา​เคย​เป็น​คน​รับ​ใช้​ ของ​เอลียาห์

        (And Jehoshaphat said, “Is there no prophet of the Lord here, through whom we may inquire of  the Lord?” Then one of the king of Israel’s servants answered, “Elisha the son of Shaphat is here,   who poured water on the hands of Elijah.” )

3:12 “และ​เยโฮชาฟัท​ตรัส​ว่า “พระวจนะ​ของ​พระยาห์เวห์​อยู่​กับ​เขา” พระราชา​แห่ง​อิสราเอล เยโฮชาฟัท และ​พระราชา​แห่ง​เอโดม​จึง​เสด็จ​ลง​ไป​หา​ท่าน”

                 (And Jehoshaphat said, “The word of the Lord is with him.” So the king of Israel and  Jehoshaphat and the king of Edom went down to him.)

3:13 “เอลีชา ​ทูล​พระราชา​แห่ง​อิสราเอล​ว่า “ข้า​พระบาท​มี​อะไร​เกี่ยว​ข้อง​กับ​ฝ่าพระบาท​หรือ? เชิญ​เสด็จ​ไป​หา​ผู้​เผย​พระวจนะ​ของ​เสด็จพ่อ​และ​เสด็จแม่​ของ​ ฝ่าพระบาท​เถิด” แต่​พระราชา​แห่ง​อิสราเอล​ตรัส​กับ​ท่าน​ว่า “ไม่​ไป

      เพราะ​พระยาห์เวห์​ทรง​เรียก​กษัตริย์​ทั้ง​สาม​นี้​มา​เพื่อ​มอบ​ไว้​ใน​ มือ​ของ​โมอับ

     (And Elisha said to the king of Israel, “What have I to do with you? Go to the prophets of your   father and to the prophets of your mother.” But the king of Israel said to him, “No; it is the Lord

    who has called these three kings to give them into the hand of Moab.” )

3:14 “แล้ว​เอลีชา​ทูล​ว่า “พระยาห์เวห์​จอม​ทัพ​ซึ่ง​ข้า​พระบาท​ปรนนิบัติ ทรง​พระชนม์​อยู่​แน่​ฉัน​ใด ถ้า​ข้า​พระบาท​ไม่ได้​เคารพ​นับ​ถือ​เยโฮชาฟัท​พระราชา​แห่ง​ยูดา ห์​แล้ว ข้า​พระบาท​จะ​ไม่​มอง​หรือ​แล​ดู​พระองค์​เลย”

                (And Elisha said, “As the Lord of hosts lives, before whom I stand, were it not that I have regard   for Jehoshaphat the king of Judah, I would neither look at you nor see you. )

3:15 “เวลา​นี้ ขอ​ทรง​นำ​ผู้​เล่น​เครื่อง​สาย​มา​ให้​ข้า​พระบาท​สัก​คน​หนึ่ง” เมื่อ​ผู้เล่น​เครื่อง​สาย​บรรเลง​แล้ว ฤทธานุภาพ​ของ​พระยาห์เวห์​ก็​มา​เหนือ​ท่าน”

                 (But now bring me a musician.” And when the musician played, the hand of the Lord came upon  him. )

3:16 “และ​ท่าน​ทูล​ว่า “พระยาห์เวห์​ตรัส​ดังนี้​ว่า ‘ทำ​หุบเขา​นี้​ให้​เต็ม​ไป​ด้วย​สระ’”

           (And he said, “Thus says the Lord, ‘I will make this dry streambed full of pools.’ )

3:17 “เพราะ ​พระยาห์เวห์​ตรัส​ดังนี้​ว่า ‘เจ้า​ทั้งหลาย​จะ​ไม่​เห็น​ลม​หรือ​ฝน แต่​หุบเขา​นั้น​จะ​เต็ม​ไป​ด้วย​น้ำ เพื่อ​เจ้า​จะ​ได้​ดื่ม ทั้ง​เจ้า​เอง ฝูง​ปศุสัตว์​ของ​เจ้า และ​สัตว์​ใช้​งาน​ของ​เจ้า’”

            (For thus says the Lord, ‘You shall not see wind or rain, but that streambed shall be filled with   water, so that you shall drink, you, your livestock, and your animals.’ )

3:18 “เรื่อง​อย่างนี้​เป็น​เรื่อง​เล็ก​น้อย​ใน​สายพระเนตร​ของ​พระยาห์เวห์ และ​พระองค์​จะ​ทรง​มอบ​คน​โมอับ​ไว้​ใน​มือ​ของ​พวกเจ้า​ด้วย”

               (This is a light thing in the sight of the Lord. He will also give the Moabites into your hand, )

3:19 “พวกเจ้า​จะ​โจมตี​เมือง​ที่​มี​ป้อม​ทุก​เมือง และ​เมือง​เอก​ทุก​เมือง และ​จะ​โค่น​ต้นไม้​ดี​ทุก​ต้น และ​จะ​อุด​น้ำพุ​ทุก​แห่ง​เสีย และ​ทำ​ไร่นา​ดี​ทุก​แปลง​ให้​เสีย​ไป​ด้วย​หิน

                (and you shall attack every fortified city and every choice city, and shall fell every good tree and  stop up all springs of water and ruin every good piece of land with stones.” )

3:20 “ต่อมา​พอ​รุ่งเช้า​ประมาณ​เวลา​ถวาย​เครื่อง​บูชา นี่แน่ะ มี​น้ำ​มา​ทาง​เมือง​เอโดม​จน​แผ่นดิน​เต็ม​ไป​ด้วย​น้ำ”

        (The next morning, about the time of offering the sacrifice, behold, water came from the direction   of Edom, till the country was filled with water.)

3:21 “และ​เมื่อ​คน​โมอับ​ทั้งหมด​ได้​ยิน​ว่า​บรรดา​พระราชา​ยก​ขึ้น​มา​รบ​กับ​ ตน พวก​เขา​ก็​รวบ​รวม​ทุก​คน​ที่​สวม​เกราะ​ได้​ ทั้ง​หนุ่ม​และ​แก่ และ​ให้​ไป​ตั้ง​รับ​ที่​พรมแดน”

        (When all the Moabites heard that the kings had come up to fight against them, all who were able  to put on armor, from the youngest to the oldest, were called out and were drawn up at the

               border. )

3:22 “เมื่อ​พวกเขา​ตื่น​ขึ้น​ตอน​เช้า​ตรู่ ดวง​อาทิตย์​ส่องแสง​อยู่​บน​น้ำ คน​โมอับ​เห็น​น้ำ​ที่​อยู่​ตรงข้าม​กับ​ตน​แดง​เหมือน​ เลือด”

          (And when they rose early in the morning and the sun shone on the water, the Moabites saw the  water opposite them as red as blood. )

3:23 “พวกเขา​พูด​ว่า “นี่​เป็น​เลือด บรรดา​พระราชา​สู้รบ​กัน​แน่ๆ และ​ฆ่า​กัน​เอง โมอับ​เอ๋ย เวลา​นี้​มา​เถิด มา​ริบ​เอา​ข้าวของ​ของ​เขา

         (And they said, “This is blood; the kings have surely fought together and struck one another  down. Now then, Moab, to the spoil!” )

3:24 “แต่​เมื่อ​คน​โมอับ​มา​ถึง​ค่าย​อิสราเอล คน​อิสราเอล​ก็​ลุกขึ้น​ต่อสู้​กับ​พวก​เขา​จน​เขา​ทั้งหลาย​หนี​ไป แล้ว​คน​อิสราเอล​รุก​หน้า​เข้า​ไป​ใน​แผ่นดิน​ได้​ฆ่าฟัน​คน​โมอับ”

         (But when they came to the camp of Israel, the Israelites rose and struck the Moabites, till they   fled before them. And they went forward, striking the Moabites as they went. )

3:25 “พวกเขา ​ได้​ทลาย​เมือง​ต่างๆ และ​แต่​ละ​คน​โยน​หิน​เข้า​ไป​ใน​ไร่นา​ที่​ดี​ทุก​แปลง เขา​อุด​น้ำพุ​เสีย​ทุก​แห่ง และ​โค่น​ต้นไม้​ดีๆ เสีย​หมด จน​ที่​สุด​ก็​เหลือ​แต่​เมือง​คีร์หะเรเซท​เท่า​นั้น บรรดา​นักสลิง​ได้​ล้อม​เมือง​ไว้​และ​โจมตี​ได้”

      (And they overthrew the cities, and on every good piece of land every man threw a stone until it  was covered. They stopped every spring of water and felled all the good trees, till only its stones    were left in Kir-hareseth, and the slingers surrounded and attacked it.)

3:26 “เมื่อ​พระราชา​แห่ง​โมอับ​ทรง​เห็น​ว่า​จะ​สู้​ไม่ได้ ก็​ทรง​พา​พลดาบ 700 คน​ตีฝ่า​ออก​มา​ทาง​ด้าน​พระราชา​แห่ง​เอโดม แต่​ออก​มา​ไม่ได้”

     (When the king of Moab saw that the battle was going against him, he took with him 700  swordsmen to break through, opposite the king of Edom, but they could not. )

3:27 “แล้ว​พระองค์​ทรง​นำ​พระราชโอรส​หัวปี ผู้​ควร​จะ​ขึ้น​ครอง​ราชย์​แทน​นั้น ถวาย​เป็น​เครื่อง​บูชา​เผา​ทั้ง​ตัว​ที่​บน​กำแพง และ​มี​พระพิโรธ​ใหญ่​ยิ่ง​ต่อ​พวก​อิสราเอล เขา​ทั้งหลาย​ก็​ยก​ถอย​ไป​จาก​พระองค์​และ​กลับ​บ้านเมือง​ของ​ ตน”

       (Then he took his oldest son who was to reign in his place and offered him for a burnt offering  on the wall. And there came great wrath against Israel. And they withdrew from him and returned

      to their own land.)

 ข้อมูลมีประโยชน์

  3:1       “โยรัม” (Jehoram) หรืออีกชื่อว่า เยโฮรัม  = โอรสของอาหับ

“ทรงครองอิสราเอล” (over Israel) = ขึ้นเป็นกษัตริย์ในปีที่ 18 ของรัชกาลของเยโฮชาฟัท พระราชาของยูดาห์ –1:17

“ครองราชย์อยู่ 12 ปี” (twelve years) = ปี 852 -841 ก.ค.ศ

3:2       “แต่ไม่ทรงเหมือนพระราชบิดา และพระราชมารดา”  (  not like his father and mother) = ทำชั่วยังไม่ถึงขนาดที่อาหับและเยเซเบลได้กระทำ (1พกษ.16:30-34;1พกษ.18:4;19:1-2;21:7-15)

“รื้อเสาศักดิ์สิทธิ์ของพระบาอัล” (put away the pillar of Baal) = เสาที่อาหับได้สร้างไว้เป็นตัวแทนของพระบาอัล (1พกษ.14:23) เพื่อเยเซเบล (1พกษ.16:32-33)     (ต่อมาหินนี้ถูกนำกลับมาตั้งที่เดิมในภายหลัง)

3:3       “บาปทั้งหมายของเยโรโบอัม” ( sin of Jeroboam) = บาปที่นำคนอิสราเอลให้ทำบาปตามและทิ้ง     พระเจ้า –1พกษ.14:16

3:4       “เมชาพระราชาแห่งโมอับ” (Mesha king of Moab)  -เป็นกษัตริย์แห่งโมอับที่บันทึกว่า ในรัชกาล “บุตร” ของอมรีหรือแท้จริงหมายถึง “หลาน” คือโยรัม ไม่ใช่อาหับ และอ้างว่า โมอับสามารถปลดปล่อยดินแดนแถบเมเคบาจากการควบคุมของอิสราเอลได้    (1:1)

“ลูกแกะ 100,000 ตัว และขนแกะผู้ 100,000 ตัว” (100,000 lambs and the wool of 100,000 rams)      = บรรณาการประจำปีจำนวนมหาศาลที่เมชาแห่งโมอับต้องส่งให้กับอิสราเอลในฐานะเมืองขึ้น(อสย.16:1)

3:5       “กบฏต่อพระราชาแห่งอิสราเอล” (rebelled against the king of Israel) = เมื่ออาหับสิ้นพระชนม์พระราชาแห่งโมอับกบฏต่ออิสราเอล

3:7       “ท่านจะไปรบกับโมอับพร้อมกับข้าพเจ้าหรือไม่?” (Will you go with me to battle against Moab?) = โยรัมปรารถนาที่จะโจมตีโมอับตลบหลัง (ข.8) แต่กองทัพของเขาต้องผ่านยูดาห์

“ข้าพเจ้าจะไป”  (I will go) –เยโฮชาฟัทตอบรับที่จะร่วมมือกับโยรัมทั้ง ๆ ที่ท่านถูกผู้เผยพระวจนะของ   พระเจ้ากล่าวโทษมาแล้ว (1พกษ.22:4) เมื่อคราวเป็นพันธมิตรกับอิสราเอล ทั้งในสมัยของอาหับ (2พศด.18:1;19:1-2) และสมัยของอาหัสยาห์ (2พศด.20:35-37)

-แต่เยโฮชาฟัทก็ยังกลับตกลงร่วมมือกับโยรัมอีก ท่านคงกังวลว่า โมอับกำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ (2พศด.20) และอาจคิดว่า โยรัมนั้นชั่วร้ายน้อยกว่ากษัตริย์อิสราเอลที่ผ่านมา (ข.2)

3:8       “ไปทางถิ่นทุรกันดารเอโดม” (By the way of the wilderness of Edom.) = หากใช้เส้นทางนี้กองทัพอิสราเอลและยูดาห์ต้องเดินทางอ้อมลงไปทางใต้ของทะเลตายเพื่อหลีกเลี่ยงป้อมปราการด่านหน้าทางตอนเหนือของโมอับ และไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกโจมตีด้านหลังของซีเรีย (อารัม) และเอโดมซึ่งเป็นเมืองขึ้นของยูดาห์  ในขณะนั้นคงจำต้องให้อิสราเอลเคลื่อนทัพผ่านเขตแดนของตน

3:9       “พระราชาแห่งเอโดม” (            king of Edom) = แท้จริงเป็นผู้สำเร็จราชการที่เยโฮชาฟัทแต่งตั้ง (8:20;1พกษ.22:47)

3:11     “ที่นี่ไม่มีผู้เผยพระวจนะของพระยาห์เวห์…หรือ?” (Is there no prophet of the Lord here,…?)

– 1พกษ.22:7, หลังจากแผนการของกษัตริย์ทั้ง 3 ล้มเหลว พวกเขาจึงหันมาแสวงหา(พระวจนะของ) พระเจ้า (ข.12)

“เอลีชาบุตรชาฟัทอยู่ที่นี่” (Elisha the son of Shaphat is here) -เอลีชาอาจเดินทางร่วมกับกองทัพนี้ในฐานะที่เป็นตัวแทนของเอลียาห์ (ผู้ชรา) เอลียาห์ส่งจดหมายไปถึงเยโฮรัมบุตรเยโฮชาฟัท หลังจากบิดาของท่านเสียชีวิตใน –2พศด.21:12-15

3:13     “เชิญเสด็จไปหาผู้เผยพระวจนะของเสด็จพ่อเสด็จแม่ของฝ่าพระบาทเถิด” (Go to the prophets of your father and to the prophets of your mother.) –1พกษ.22:6

3:14     “ถ้าข้าพระบาทไม่ได้เคารพนับถือเยโฮชาฟัท พระราชาแห่งยูดาห์แล้ว ข้าพระบาทจะไม่มองหรือแลดูพระองค์เลย”(were it not that I have regard for Jehoshaphat the king of Judah, I would neither look at you nor see you) = โยรัมได้รับพระพรแห่งพระวจนะของพระเจ้าเพียงเพราะเขาเกี่ยวข้องกับเยโฮชาฟัท

3:15     “ขอทรงนำผู้เล่นเครื่องสายมาให้ข้าพระบาทสักคนหนึ่ง” (bring me a musician   ) =  “ให้ไปหานักเล่นพิษมาคนหนึ่ง” เพื่อเตรียมใจและสภาพแวดล้อมให้พร้อมรับฟังพระวจนะของพระเจ้า

“ฤทธานุภาพของพระยาห์เวห์”( the hand of the Lord) = พระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า (อสค.1:3; ยรม.15:17)

3:16     “ทำหุบเขานี้ให้เต็มไปด้วยสระ” (make this valley full of ditches) = กองทัพอิสราเอลตั้งค่ายอยู่ในหุบเขากว้าง (อาราบาห์) ระหว่างที่ราบสูงโมอับทางตะวันออกและที่ราบสูงยูดาห์ทางตะวันตกอยู่ทางใต้ของทะเลตาย

3:17     “หุบเขานั้นจะเต็มไปด้วยน้ำ”( valley shall be filled with water ) = พระวจนะของพระเจ้าประกอบไปด้วยคำสั่งและพระสัญญาที่พระเจ้าประทานให้แก่ชนชาติของพระองค์ด้วยพระเมตตา ซึ่งพวกเขาต้องตอบสนองด้วยความเชื่อและการเชื่อฟัง (ข.16)

3:19     “จะโค่น…จะอุด…” (shall fell … and stop up…) = กองทัพของทั้ง 2 จะทำลายล้างโมอับที่กบฏ

3:20     “ประมาณเวลาถวายเครื่องบูชา” (the meat offering was offered) –อพย.29:38-39;กดว.28:3-4

“มีน้ำมาทางเมืองเอโดม” (there came water by the way of Edom) = น้ำท่วมฉับพลันบนภูเขาเอโดมที่อยู่ไกลออกไป ทำให้น้ำไหลขึ้นไปทางเหนือผ่านหุบเขากว้าง(พื้นที่แห้ง) เพื่อลงสู่ทะเลตาย (ข.16)

3:23     “บรรดาพระราชาสู้รบกันแน่ ๆ ” (the kings have surely fought together) = ชาวโมอับคิดไปเองว่าคงเกิดความขัดแย้งในท่ามกลางพันธมิตรจนสู้รบฆ่ากันเลือดนองแผ่นดินเพราะพวกเขาเคยมีความขัดแย้งอย่างรุนแรงกันมาก่อน

3:25     “เมืองคีร์หะเรเซท” (Kir-hareseth) = เมืองหลวงของโมอับ (อสย.16:7,11;ยรม.48:31,36)

= เมืองเครากในปัจจุบันตั้งอยู่ประมาณ  18 กิโลเมตรทางตะวันออกของทะเลตาย และประมาณ 24 กิโลเมตรทางใต้ของแม่น้ำอารโนน

3:26     “ตีฝ่าออกมาทางด้านพระราชาแห่งเอโดม” (to break through  opposite the king of Edom) =กษัตริย์ โมอับพยายามเอาตัวรอดโดยมุ่งฝ่าเอโดม แต่ไปไม่รอด

3:27     “ถวายเป็นเครื่องบูชาเผาทั้งตัวที่บนกำแพง” (offered him for a burnt offering on the wall)              = กษัตริย์เมชานำบุตรชายหัวปีซึ่งเป็นรัชทายาทไปบูชายัญ (16:3;ยรม.7:31) มาถวายแด่พระเคโมช       (1พกษ.11:7;กดว.21:29;ยรม.48:46) เพื่อขอให้มาช่วยเหลือ

“มีพระพิโรธใหญ่ยิ่งต่อพวกอิสราเอล” (there came great wrath against Israel) = ในบางฉบับแปลว่า “พวกเขาคั่งแค้นอิสราเอลยิ่งนัก” = ดังนั้น ในตอนนี้ไม่น่าจะเกี่ยวกับพระเคโมช เพราะไม่ใช่พระเจ้าที่แท้จริง (1พกษ.11:7) และไม่น่าจะเกี่ยวกับพระเจ้าแท้ (พระยาห์เวห์) เพราะพระองค์คงไม่กระทำสิ่งใดในนามของพระเคโมช หลังจากที่มีการบูชายัญถวายเช่นนั้น (2พกษ.16:3;17:17;21:6)  แต่น่าจะมาจากความโกรธแค้นของประชาชน (5:11;13:19) ที่ถูกปลุกเร้าให้ลุกขึ้นมาต่อสู้แบบถวายหัวจนนำชัยชนะกลับมาให้พวกเขาเอง

คำถามนำอภิปราย

  1.  เวลานี้มีสิ่งใดบ้างที่คุณกำลังกระทำอยู่ที่พระเจ้าถือว่าเป็นสิ่งที่ “ชั่ว” ในสายพระเนตรของพระองค์? หรือเป็นสิ่งที่คนในคริสตจักรกำลังกระทำอยู่?  คุณจะจัดการกับมันอย่างไร? ทำไม?
  2. คุณเคยก่อการกบฎหรือต่อต้านบุคคลใดหรือองค์กรใดบ้างหรือไม่?  ในเรื่องอะไรและทำไม?
  3. เคยมีใครก่อการต่อต้าน(กบฏ)ต่อคุณ  คริสตจักรหรือองค์กรที่คุณดูแลอยู่บ้างหรือไม่?  ผลเป็นอย่างไร?
  4. เคยมีใครชวนคุณร่วมมือหรือเป็นพันธมิตรกับเขา ในการจัดการ/เล่นงานกับคนอื่นบ้างหรือไม่?  เรื่องอะไร?  แล้วคุณร่วมมือหรือไม่ ผลเป็นอย่างไร?
  5. คุณเคยกระทำอะไร (เรื่องสำคัญ) ไปโดยไม่ปรึกษาพระเจ้าบ้างหรือไม่?  แล้วผลเป็นอย่างไร?
  6. คุณเคยปรึกษากับคนของพระเจ้าหรือพระวจนะของพระเจ้าก่อนรับปากหรือลงมือปฏิบัติกิจใด ๆ ที่ทำให้คุณมั่นใจก่อนที่คุณจะ

1)      รับปากกระทำ หรือ

2)      กล้าปฏิเสธไม่กระทำบ้างหรือไม่?  อย่างไร? และผลที่เกิดเป็นอย่างไรบ้าง?

7. คุณเคยมีประสบการณ์กับการทรงนำหรือการช่วยเหลือจากพระเจ้าที่เหนือธรรมชาติบ้างหรือไม่?  เรื่องอะไร? และอย่างไร?

8. คุณเคยเป็น “ปากเสียง”ของพระเจ้าในการประกาศและนำคนให้ปฏิบัติตามพระประสงค์/พระวจนะของพระองค์บ้างหรือไม่? เรื่องอะไร? และอย่างไร?

9. คุณเคยสูญเสียความสำเร็จหรือชัยชนะไปในตอนบั้นปลายบ้างหรือไม่?  เรื่องอะไร? และอย่างไร?  และมีบทเรียนอะไรสอนใจคุณบ้าง?

ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

 

 

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)