ปัญญาจารย์ บทเรียนที่ 1

สารพัดอนิจจัง

พระธรรม        ปัญญาจารย์      1:1-18

อ้างอิง           ปญจ.1:1,12;2:3,11-12,16,26,3:10,15-17;7:13,23,27;8:10;12:8,12;สดด.39:5-6;19:5-6;88:12; สภษ.27:20;ยรม.45:3

บทนำ           อนิจจัง เหนื่อยอ่อน กินลมกินแล้ง ทุกข์ระทม และเศร้าโศก นี่คือ ปรากฏการณ์จริงของชีวิตบนโลกนี้      แต่หากชีวิตของเรามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าอย่างถูกต้อง และใกล้ชิดสนิทสนม มุมมองและชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!

บทเรียน

  1:1 “ถ้อยคำ​ของ​ปัญญาจารย์ ผู้​เป็น​เชื้อสาย​ของ​ดาวิด กษัตริย์​ใน​เยรูซาเล็ม”

           (The words of the Preacher, the son of David, king in Jerusalem.)

 1:2 “ปัญญาจารย์​กล่าว​ว่า อนิจจัง อนิจจัง อนิจจัง อนิจจัง สารพัด​อนิจจัง”

          (Vanity of vanities, says the Preacher, vanity of vanities! All is vanity.)

 1:3 “มนุษย์​ได้​ประโยชน์​อะไร​จาก​การ​ตรากตรำ​ทุกอย่าง​ของ​เขา ซึ่ง​เขา​ตรากตรำ​ภายใต้​ดวงอาทิตย์​นั้น”

          (What does man gain by all the toil at which he toils under the sun?)

  1:4 “คน​รุ่นหนึ่ง​จาก​ไป และ​คน​อีก​รุ่นหนึ่ง​ก็​มา แต่​แผ่นดิน​โลก​ยัง​คง​เดิม​อยู่​เป็น​นิตย์”

          (A generation goes, and a generation comes, but the earth remains forever.)

  1:5 “ดวงอาทิตย์​ขึ้น และ​ดวงอาทิตย์​ตก แล้ว​กระหืดกระหอบ​ไป​ถึง​ที่​ซึ่ง​ขึ้น​มา​นั้น​อีก”

        (The sun rises, and the sun goes down, and hastens to the place where it rises.)

  1:6 “ลม​พัด​ไป​ทาง​ใต้ แล้ว​เวียน​กลับ​ไป​ทาง​เหนือ ลม​พัด​เวียน​ไป​เวียน​มา แล้ว​ลม​พัด​กลับ​ตามทาง​เวียน​ของ​มัน”

          ( The wind blows to the south and goes around to the north; around and around goes the wind,  and on its circuits the wind returns.)

 1:7 “แม่น้ำ​ทุกสาย​ไหล​ไป​สู่​ทะเล แต่​ทะเล​ก็​ไม่​เต็มแม่น้ำ​ไหล​ไป​สู่​ที่ใดก็​ไหล​ไป​สู่​ที่นั่น​อีก”

         (All streams run to the sea, but the sea is not full; to the place where the streams flow, there they  flow again.)

  1:8 “สารพัด​ก็​เหนื่อยอ่อน​ไป​กัน​หมด แต่ละคน​ก็​พูด​ไม่​ออกนัยน์ตา​ดู​ก็​ไม่​อิ่มหรือ​หู​ฟัง​เท่าไร​ไม่​เคย​พอใจ​กับ​สิ่ง​ที่​ได้‍ยิน”

(All things are full of weariness; a man cannot utter it; the eye is not satisfied with seeing, nor the ear filled with hearing.)

 1:9 “สิ่งใด​ที่​มี​อยู่​แล้ว ก็​จะ​มี​ขึ้น​อีก สิ่ง​ที่​ทำ​กัน​แล้ว คือ​สิ่ง​ที่​จะ​ต้อง​ทำ​กัน​อีกไม่มี​สิ่งใด​ใหม่​ภายใต้​ดวงอาทิตย์”

         (What has been is what will be, and what has been done is what will be done,and there is nothing  new under the sun.)

 1:10 “มี​สัก​สิ่ง​หนึ่ง​หรือ​ที่​ใคร​จะ​พูด​ได้​ว่า “ดูซี สิ่งนี้​ใหม่”? แต่​สิ่งนั้น​มี​อยู่​แล้ว ใน​สมัย​ก่อน​เรา​ทั้งหลาย”

           (Is there a thing of which it is said, “See, this is new”? It has been already in the ages before us.)

  1:11 “ไม่มี​การ​จดจำ​ถึง​คน​สมัย​ก่อน และ​ไม่มี​การ​จดจำ​ถึง​คน​สมัย​หลัง​ที่​จะ​เกิด​มา โดย​คน​รุ่น​ต่อมา”

     (There is no remembrance of former things, nor will there be any remembrance of later  things yet to Be among those who come after.)

1:12 “ข้าพเจ้า ปัญญาจารย์ เคย​เป็น​กษัตริย์​เหนือ​อิสราเอล​ใน​กรุงเยรูซาเล็ม 

              (I the Preacher have been king over Israel in Jerusalem.)

1:13 “และ​ด้วย​สติ​ปัญญา ข้าพเจ้า​ตั้งใจ​ค้นคว้า​และ​ตรวจสอบ​ทุกสิ่ง​ที่​ทำ​กัน​ภายใต้​ฟ้าสวรรค์ และ​พบ​ว่า​พระเจ้า​ประทาน​ ภารกิจ​ที่​ยากลำบาก​ให้​มนุษย์​ทำ เพื่อ​พวกเขา​จะ​สาละวน​กับ​สิ่ง​ที่​ทำ”

           (And I applied my heart to seek and to search out by wisdom all that is done under  heaven. It is n unhappy business that God has given to the children of man to be busy with.)

1:14 “ข้าพเจ้า​เคย​เห็น​การงาน​ทั้งปวง​ซึ่ง​เขา​กระทำ​กัน​ภายใต้​ดวงอาทิตย์ และ​ดูเถิด สารพัด​ก็​อนิจจัง​คือ​กินลมกินแล้ง”

     (I have seen everything that is done under the sun, and behold, all is vanity and a striving after wind.)

 1:15 “อะไร​ที่​คด​จะ​ทำ​ให้​ตรง​ไม่ได้ และ​อะไร​ที่​ขาด​อยู่​จะ​นับ​ให้​ครบ​ไม่ได้”

             ( What is crooked cannot be made straight, and what is lacking cannot be counted.)

1:16 “ข้าพเจ้า​รำพึง​ว่า “ดูซิ ข้าพเจ้า​มี​สติ​ปัญญา​มาก​ยิ่ง มาก​กว่า​ทุก​คน​ที่​ครอง​อยู่​เหนือ​กรุงเยรูซาเล็ม​ก่อน​ข้าพเจ้า  และ​ข้าพเจ้า​เจนจัด​ใน​สติ​ปัญญา​และ​ความ​รู้​อย่างยิ่ง” 

          (I said in my heart, “I have acquired great wisdom, surpassing all who were over Jerusalem before me, and my heart has had great experience of wisdom and knowledge.” )

1:17 “ข้าพเจ้า​ก็​ตั้งใจ​เข้าใจ​สติ​ปัญญา เข้าใจ​ความ​บ้าบอ​และ​ความ​เขลา ข้าพเจ้า​ค้นพบ​ว่า​เรื่อง​นี้​ก็​เป็น​แต่​กินลมกิน‍แล้ง​ด้วย”

(And I applied my heart to know wisdom and to know madness and folly. I perceived that this    also is but a striving after wind.)

  1:18 “เพราะ​เมื่อ​มี​สติ​ปัญญา​มาก​ขึ้น ก็​มี​ความ​ทุกข์​ระทม​มาก​ขึ้น และ​บุคคล​ที่​เพิ่ม​ความ​รู้​ก็​เพิ่ม​ความ​เศร้าโศก”

             (For in much wisdom is much vexation, and he who increases knowledge increases sorrow.)

 

ข้อมูลมีประโยชน์

 

1:1       “ปัญญาจารย์” ( the Preacher) = ผู้ถ่ายทอดความรู้ (12:9)

คำภาษาฮีบรูของคำนี้คือ “โคเฮเลท” มีความหมายที่เกี่ยวข้องกับ “การชุมนุม” = หน้าที่ของปัญญาจารย์อาจเกี่ยวข้องกับตำแหน่งในชุมนุมชน (12:9-10)

“เชื้อสายของดาวิด” (the son of David) = หมายถึงซาโลมอน

1:2       “อนิจจัง” (vanities) –คำสำคัญนี้ปรากฏราว ๆ 35 ครั้งในพระธรรมปัญญาจารย์นี้ และปรากฏ ในโยบ 27:12, คำ ๆ นี้ในภาษาฮีบรูดั้งเดิมหมายความว่า “ลมหายใจ” (สดด.39:5,11;62:9;144:4)

= ประเด็นหลักของพระธรรมเล่มนี้คือ ทุกอย่างในชีวิตนี้ล้วนอนิจจัง ไม่มีประโยชน์ และสูญเปล่า หากไม่มีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้า (ซึ่งจะทำให้ชีวิตมีความหมาย) และความอนิจจังนั้นอาจนำไปสู่ความทุกข์หรือสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้

“สารพัด” (All ) = ทุกสิ่ง (ข.8)
= ทุกสิ่งที่มนุษย์กระทำโดยไม่ให้พระเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้อง ล้วนกลายเป็นสิ่งสูญเปล่า

1:3-11 –เป็นการอธิบายของผู้เขียนว่า ความพยายามของมนุษย์ (ที่ปราศจากพระเจ้า) นั้นไร้เป้าหมายที่คู่ควร และไร้ประโยชน์ จึงไร้ความหมายอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “อนิจจัง”

1:3       “ได้ประโยชน์”(gain) หรือ “ได้กำไร”

-ในพระคัมภีร์ใหม่ พระเยซูทรงขยายความคำถามนี้ใน มก.8:36-38

“ภายใต้ดวงอาทิตย์” (under the sun) = เป็นวลีที่สำคัญในพระธรรมเล่มนี้ ใช้ถึง 29 ครั้ง สื่อถือ “โลก” และ “ความจำกัดของโลก”

อีกวลีที่ใช้ในความหมายเดียวกันคือ “ภายใต้ฟ้าสวรรค์” (ข.13;2:3;3:1)

1:4-9 -อธิบายว่า การตรากตรำของมนุษย์นั้นไร้ประโยชน์ (ข.3) เพราะมนุษย์มีชีวิตอยู่ในโลกแบบจำเจ ไม่มี

ความก้าวหน้า และไม่มีความหมาย เห็นได้จากความไม่ถาวรของคนในแต่ละรุ่นและในการสืบทอดที่ไม่รู้จบ (ข.4) และในวัฏฎจักรขึ้นลงของดวงอาทิตย์ (ข.5) , ลม (ข.6) และสายน้ำ (ข.7

จนสรุปได้ว่า สารพัดก็เหนื่อยอ่อนไปกันหมด (ข.8) และไม่มีสิ่งใดใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์ (ข.9)

1:4       “แผ่นดินโลกยังคงเดิมอยู่เป็นนิตย์” (the earth remains forever) = ในความหมายว่า ไม่เปลี่ยนแปลงไปมาเหมือนคนกับสิ่งที่คนทำซึ่งไม่แน่นอน

1:8       “สารพัด” (All things) = ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวถึงในข้อ 4-7

1:10     “สิ่งนี้ใหม่” ( this is new) = หลายอย่างดูเหมือนใหม่ เพราะอดีตถูกกลืนไปอย่างรวดเร็วโดยง่าย และวิถีต่าง ๆ ก็ย้อนกลับมาภายใต้โฉมหน้าใหม่

1:12-18 หลังจากที่ได้ชี้แจงให้เห็นว่า การดิ้นรนทั้งหลายทั้งปวงของมนุษย์ ดูเหมือนอนิจจังไร้ประโยชน์ (ข.3,11)

เวลานี้ผู้เขียนได้ยืนยันว่า ความพยายามของมนุษย์ (ข.12-15 ปท.2:1-11) และการแสวงหาปัญญาของ มนุษย์ (ข.16-18; ปท. 2:12-17) ก็ไร้ความหมายเหมือนเปล่าประโยชน์เช่นกัน

1:12     “ข้าพเจ้า” (I ) -ผู้เขียนเปลี่ยนมาใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 แล้วกลับไปใช้สรรพนามบุรุษที่ 3 อีกครั้งในบทสรุป (12:9-14)

1:13     “ภายใต้ฟ้าสวรรค์” (under heaven) = ความหมายเดียวกัน “ภายใต้ดวงอาทิตย์” ใน1:3

“พระเจ้า” (God            ) = ผู้เขียนใช้คำภาษาฮีบรูเพียงคำเพียงแทนพระเจ้า คือ “เอโลฮีม” ซึ่งใช้ราว 30 ครั้ง เพื่อเน้นความเป็นพระเจ้าผู้ครอบครองสูงสุด (ผู้เขียนไม่ได้ใช้นามของพระเจ้าตามพันธสัญญา คือ       “ยาห์เวห์” ที่แปลว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า” –ปฐก.2:4; อพย.3:14-15)

1:14     “กินลมกินแล้ง” (a striving after wind)= วิ่งไล่ตามลม เป็นภาพเปรียบเทียบถึงความเปล่าประโยชน์และไร้ความหมาย วลีนี้ใช้ถึง 9 ครั้ง (1:14,17:2;11,17,26;4:4,6,16;6:9)

1:15    “คด…ทำให้ตรงไม่ได้ ขาดอยู่…นับให้ครบไม่ได้” (crooked cannot be made straight,   what is lacking cannot be counted) = เพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ความพยายามของมนุษย์จึงไร้ความหมาย และหมดหวัง เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่ และยอมรับในสถานะในชีวิตที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ (ดังที่ปัญญาจารย์จะแนะนำต่อไป) -ปท.7:13

1:16     “ทุกคนที่ครองอยู่เหนือกรุงเยรูซาเล็มก่อนข้าพเจ้า” (all who were over Jerusalem before me) –ดู 2:7,9- ตัวบ่งชี้ วลีนี้อาจรวมถึงกษัตริย์หรือผู้ปกครองที่อยู่ก่อนหน้าดาวิด ด้วย อาทิ เมลคีเซเดค (ปฐก.14:18) , อา‌โด‌นี‌เซ‌เดก (ยชว.10:1),อับดีเคปา (กล่าวถึงในจดหมายอามาร์นา จากอียิปต์)

1:18     “มีสติปัญญามากขึ้นก็มีความทุกข์ระทมมากขึ้น…เพิ่มความรู้ก็เพิ่มความเศร้าโศก” (much wisdom is much vexation, and he who increases knowledge increases sorrow.) = ความรู้และปัญญาที่ปราศจากพระเจ้า นำไปสู่ความหดหู่และความทุกข์เศร้าโศกมากยิ่งขึ้น

คำถามนำอภิปราย

  1. ในพระธรรมปัญญาจารย์ 1:1-18 นี้ มีข้อใดที่สะกิดใจของคุณมากที่สุด? ในเรื่องใด? ทำไม? (แบ่งปัน)
  2. คุณได้เห็นปรากฏการณ์อะไรในโลกหรือในประเทศไทยนี้ ที่สะท้อนหรือยืนยันความจริงของพระธรรมตอนนี้

ให้คุณเห็นอย่างชัดเจน ? (แบ่งปัน)

  1. คุณมีประสบการณ์กับ “ความอนิจจัง” อะไรในชีวิตของคุณบ้างที่สอดคล้องกับพระธรรมตอนนี้? อย่างไร?
  2. การมีประสบการณ์กับ “ความอนิจจัง” (ในข้อ 3) นั้นได้ส่งผลกระทบอะไรต่อชีวิต จิตใจ และจิตวิญญาณของคุณบ้าง? และอย่างไร?
  3. คุณเคยมีประสบการณ์กับการทุ่มเทเพื่อจะเข้าใจสติปัญญา ความบ้าบอ (บ้าคลั่ง)และความเขลาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย (หรือในโลก) แล้วพบว่าความพยายามเหล่านั้น ไร้ประโยชน์บ้างหรือไม่? ในเรื่องอะไร? และอย่างไร?
  4. จากบทเรียนวันนี้ ทำให้คุณตั้งใจว่าจะไม่ทำอะไรต่อไปบ้าง?

1)      ………………………………………………………………………………………………………………..

2)      ………………………………………………………………………………………………………………..

3)      ………………………………………………………………………………………………………………..

  1. จากบทเรียนนี้ ทำให้คุณตั้งใจที่จะทำอะไรต่อไปบ้าง?

1)      ……………………………………………………………………………………………………………….

2)      ………………………………………………………………………………………………………………..

3)      ………………………………………………………………………………………………………………..

  1. บทเรียนที่ประทับใจของคุณมากที่สุดในวันนี้คือ………………………………………………………….

อย่างไร? ……………………………………………………………………………………………………………….

ทำไม? ………………………………………………………………………………………………………………..

ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.