ส.ค. 272014
 

ใครจะปลอบใจ?

พระธรรม        ปัญญาจารย์ 4:1-16

อ้างอิง                ปญจ.3:13,16;10;18;สภษ.27:20;30:7-9

บทนำ               ความเกียจคร้าน

ความอิจฉาริษยา

ความโง่

และการตรากตรำโดยปราศจากการทรงนำและอวยพรของพระเจ้า ล้วนเป็นอนิจจังอย่างแท้จริง!

บทเรียน

4:1 “ข้าพเจ้า​หัน​มา​พิจารณา​การ​ข่มเหง​ทุก​รูปแบบ​ที่​เกิดขึ้น​ภายใต้​ดวงอาทิตย์ และ​ดูเถิด น้ำตา​ของ​ผู้​ถูก​ข่มเหง​ไม่มี​คน​ปลอบใจ​เขา ผู้​ข่มเหง​เขา​นั้น​มี​อำนาจ​อยู่​ใน​มือ จึง​ไม่มี​ใคร​ปลอบใจ​เขา​ได้”

       (Again I saw all the oppressions that are done under the sun. And behold, the tears of the  oppressed, and they had no one to comfort them! On the side of their oppressors there was       power, and there was no one to comfort them. )

4:2 “เพราะฉะนั้น​ข้าพเจ้า​ยกย่อง​คน​ตาย​ที่​ตาย​ไป​แล้ว​ว่า​มี​โชค​ดีกว่า​คน​ที่​ยัง​มี​ชีวิต​อยู่” 

       (And I thought the dead who are already dead more fortunate than the living who are still alive. )

4:3 “ที่​ดี​ยิ่งกว่า​คน​ทั้งสอง​จำพวก​นั้น​คือ คน​ที่​ยัง​ไม่​เป็น​มา​และ​ไม่​เห็น​การ​ชั่ว​ที่​อุบัติ​ขึ้น​ภายใต้​ดวงอาทิตย์”

      (But better than both is he who has not yet been and has not seen the evil deeds that are done  under the sun.)

4:4 “และ​ข้าพเจ้า​เห็น​ว่า​การ​ตรากตรำ​ทุกอย่าง และ​ความ​ชำนาญ​ใน​การงาน​ทุกอย่าง​มา​จาก​ความ​ริษยา​ของ​คน​ที่​มี​ต่อ​เพื่อนบ้าน​ของ​ตน นี่​ก็​อนิจจัง​ด้วย​คือ กินลมกินแล้ง”

      (Then I saw that all toil and all skill in work come from a man’s envy of his neighbor. This also is  vanity and a striving after wind.)

4:5 “คนโง่​งอมืองอเท้าและ​กิน​เนื้อ​ของ​ตนเอง”

          (The fool folds his hands and eats his own flesh.)

4:6 “สิ่งของ​กำมือ​หนึ่ง​ที่​ได้​มา​ด้วย​ความ​สงบก็​ดีกว่า​สิ่งของ​สอง​กำมือ​ที่​ได้​มา​ด้วย​การ​ตรากตรำและ​การ​กินลม‍ กินแล้ง”

     (Better is a handful of quietness than two hands full of toil and a striving after wind.)

4:7 “ข้าพเจ้า​หัน​มา​พิจารณา​เรื่อง​อนิจจัง​ภายใต้​ดวงอาทิตย์​อีก​เรื่อง​หนึ่ง”

     (Again, I saw vanity under the sun:)

4:8 “คือคน​หนึ่ง​อยู่​ตัว​คน​เดียว ไม่มี​บุตร​หรือ​พี่น้อง แต่​เขา​ตรากตรำ​ไม่​หยุด ตา​ของ​เขา​ไม่​เคย​อิ่ม​ความ​มั่งคั่ง เขา​ไม่​เคย​คิด​ว่า “ข้า​ตรากตรำ​และ​อดใจ​จาก​สิ่ง​ที่​ชื่นชอบ​เพื่อ​ใคร​กัน?” นี่​ก็​อนิจจัง​ด้วย​และ​เป็น​เรื่อง​สามานย์”

     (one person who has no other, either son or brother, yet there is no end to all his toil, and his eyes  are never satisfied with riches, so that he never asks, “For whom am I toiling and depriving myself  of pleasure?” This also is vanity and an unhappy business.)

4:9 “สอง​คน​ดี​กว่า​คน​เดียว เพราะว่า​เขา​ทั้งสอง​ได้​รับ​รางวัล​ดี​สำหรับ​การ​ตรากตรำ​ของ​พวกเขา”

           (Two are better than one, because they have a good reward for their toil. )

4:10 “เพราะ​ว่า​ถ้า​พวกเขา​ล้มลง คน​หนึ่ง​จะ​ได้​พยุง​เพื่อน​ของ​ตน​ให้​ลุกขึ้น แต่​วิบัติ​แก่​คน​นั้น​ที่​อยู่​คน​เดียว​เมื่อ​เขา​ล้ม‍ลง และ​ไม่มี​ใคร​พยุง​เขา​ให้​ลุกขึ้น” 

   (For if they fall, one will lift up his fellow. But woe to him who is alone when he falls and has not  another to lift him up! )

4:11 “อนึ่ง ถ้า​สอง​คน​นอน​อยู่​ด้วยกัน พวกเขา​ก็​อบอุ่น แต่​ถ้า​นอน​คน​เดียว​จะ​อบอุ่น​ได้​อย่างไร?”

     (Again, if two lie together, they keep warm, but how can one keep warm alone? )

4:12 “และ​ถ้า​คน​หนึ่ง​เอา​ชนะ​คน​คน​เดียว​ได้ คน​สอง​คน​ย่อม​ต่อต้าน​เขา​ได้​แน่ เชือก​สาม​เกลียว​จะ​ขาด​ง่าย​ก็​หา​มิได้”

     (And though a man might prevail against one who is alone, two will withstand him—a threefold  cord is not quickly broken.)

4:13 “คน​หนุ่ม​ยากจน​และ​มี​สติ​ปัญญา​ก็​ดีกว่า​กษัตริย์​ชรา​และ​โฉดเขลา ผู้​ไม่​รับ​คำแนะนำ​อีก​แล้ว” 

     (Better was a poor and wise youth than an old and foolish king who no longer knew how to take  advice. )

4:14 “ถึงแม้​คน​หนุ่ม​นั้น​ออก​มา​จาก​เรือนจำ​แล้ว​ขึ้น​เป็น​กษัตริย์ หรือ​เกิด​เป็น​คน​จน​ใน​ราชอาณาจักร​ของ​เขา​เอง” 

     (For he went from prison to the throne, though in his own kingdom he had been born poor.)

4:15 “ข้าพเจ้า​พิจารณา​ทุก​ชีวิต​ที่​เคลื่อนไหว​อยู่​ภายใต้​ดวงอาทิตย์ รวม​ทั้ง​หนุ่ม​อีกคนหนึ่ง​ที่​จะ​ขึ้น​เป็น​กษัตริย์​แทน”

   (I saw all the living who move about under the sun, along with that youth who was to stand in the king’s place. )

4:16 “จำนวน​คน​ทั้งหมด​ที่​อยู่​ก่อน​พวกเขา​มี​มากมาย​จน​นับไม่ถ้วน และ​บรรดา​คน​ที่​มา​ภายหลัง​ก็​ไม่​เปรมปรีดิ์​ใน​ตัว​ คน​หนุ่ม​นั้น นี่​ก็​อนิจจัง​ด้วย​คือ กินลมกินแล้ง”

     (There was no end of all the people, all of whom he led. Yet those who come later will not rejoice  in him. Surely this also is vanity and a striving after wind.)

 

ข้อมูลมีประโยชน์

 4:1     “การข่มเหงทุกรูปแบบ” (all the oppressions) -ได้กล่าวถึงใน ปญจ. 3:16 และเป็นอีกส่วนหนึ่งในโศกนาฏกรรมของมนุษย์ชาติ การค้นพบว่า ชีวิตนั้นอนิจจัง นับเป็นเรื่องน่าเศร้าอยู่แล้ว แต่การได้ประสบกับความโหดร้ายของชีวิต ยิ่งทำให้ขมขื่นสุดบรรยาย –สดด.12:5

“ไม่มีใครปลอบใจเขาได้” (no one to comfort them) = ไม่มีใครปลอบโยน – พคค.1:16

4:2       “คนตายที่ตายไปแล้ว” (dead who are already dead) –ยรม.20:17-18;22:10

“โชคดีกว่าคนที่มีชีวิตอยู่” (more fortunate than the living who are still alive.) = มีความสุขมากกว่าคนที่ยังเป็นอยู่ –โยบ 3:10;18;ยรม.20:16-18,   = ภาพรวมที่กว้างกว่าใน โรม 8:35-39

4:3      “คนที่ยังไม่เป็นมา” ( who has not yet been) = คนที่ยังไม่เกิดมา –โยบ 3:16

          “อุบัติขึ้นภายใต้ดวงอาทิตย์” (that are done under the sun) = ที่เคยทำกันมาภายใต้ดวงอาทิตย์

–โยบ 3:22

4:4-6   -บ่งบอกว่า การทำงานหนักที่เกิดมาจากความอิจฉาริษยา เป็นแรงกระตุ้นผลักดันที่ไม่ได้นำความสุขมาสู่ ชีวิต รวมทั้งความเกียจคร้านก็ไม่มีทางนำมาซึ่งความหมายและความอิ่มใจในชีวิต

4:4       “การตรากตรำทุกอย่าง และความชำนาญในการงานทุกอย่าง”(all toil and all skill in work ) = นี่ก็เป็นสิ่งอนิจจัง ยกเว้นว่าการกระทำเช่นนั้นอยู่ภายใต้การทรงนำและการอวยพรจากพระเจ้า ดุจดังกรณีของโยเซฟ ในปฐมกาล 39; ปท .ปญจ.3:13

          “ความริษยา” (envy) = ตัวผลักดันให้ต่อสู้แข่งขัน และบางครั้งอาจกระทำด้วยความเห็นแก่ตัว ซึ่งกลับ ทำลายตัวของเราเองได้

          “กินลมกินแล้ง” (a striving after wind) = เหมือนวิ่งไล่ตามลม – ปญจ.1:14

4:5       “คนโง่งอมืองอเท้า” (The fool folds his hands) = ภาพพรรณนาถึงพฤติกรรมของคนเกียจคร้านที่นำความพินาศมาสู่ตัวเองอย่างโง่เขลา ซึ่งบรรยายไว้ชัดเจน ใน 10:18;สภษ.6:6-11;24:30-34

4:6       “ความสงบ” (quietness) = ความสงบสุข –สภษ.30:7-9

และ อ.เปาโลได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ใน ฟป.4:11-13

“สองกำมือที่ได้มาด้วยการตรากตรำ” ( than two hands full of toil ) -สภษ.15:16-17;16:18

4:7-12   -ได้บรรยายถึงความอนิจจัง ความยากลำบาก และชีวิตที่ไร้ความหมายของผู้ที่ตรากตรำทำงานเพื่อตัวเองเท่านั้น

4:8       “ตาของเขาไม่เคยอิ่มความมั่งคั่ง” (his eyes are never satisfied with riches) = ตาของเขาไม่มีความพึงพอใจ –สภษ.27:20

4:9-12 –แทนที่จะแข่งขันด้วยความริษยา พระเจ้าปรารถนาให้เรามีชีวิตที่รู้จักพอ กระทำดีและมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข โดยการร่วมมือกันทำงานและช่วยเหลือกัน เป็นเพื่อนกัน สามัคคีธรรมกัน มีความรัก สนับสนุนกัน และพึ่งพิงในพระเจ้า (ปฐก.2:18;กจ.2:42;1คร.1:9;2คร.13:14;ฟป.2:1;1ยน.1:3,6-7

4:13-16 -ความเจริญก้าวหน้าใด ๆ ของคนเรา ที่ปราศจากพระเจ้า ล้วนเป็นอนิจจัง

4:13    “ชราและโฉดเขลา ผู้ไม่ได้รับคำแนะนำ”(old and foolish king who no longer knew how to take advice ) = น่าเศร้าที่ผู้ปกครองหยิ่งยโส ไม่เป็นผู้นำที่ดีอย่างที่ประชาชนต้องการ และไม่รับฟังคำแนะนำของผู้อื่น ผลก็คือ เขาจะอยู่ต่อไปในฐานะผู้ปกครองไม่ได้นาน

4:16     “จำนวนคนทั้งหมดที่อยู่ก่อนพวกเขามีมากมาย”(all the people, all of whom he led) = มายืนต่อหน้าหรือเข้าเฝ้าเขา และรับใช้เขา

“ภายหลังก็ไม่เปรมปรีดิ์ในตัวคนหนุ่มนั้น” (Yet those who come later will not rejoice in him)

= คนรุ่นต่อมาไม่ยอมรับในตัวผู้ปกครองนี้อีกต่อไป

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยประสบกับการข่มเหง หรือการปฏิบัติต่อตัวของคุณอย่างไม่เป็นธรรม จนต้องหลั่งน้ำตา โดยปราศจากคนที่ช่วยปลอบใจคุณบ้างหรือไม่? อย่างไร?
  2. คุณเคยเห็นบุคคลใดประสบกับสภาวะอย่างในข้อ 1 ข้างต้นบ้าง? แล้วคุณมีส่วนช่วยเหลืออะไรเขาบ้างหรือไม่? อย่างไร?
  3. การที่คุณทราบว่า พระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งการปลอบประโลมใจ (2คร.1:3) ที่ปลอบประโลมประชากรของพระองค์เสมอมา (สดด.86:18;อสย.51:3,12) ได้ช่วยอะไรคุณบ้างหรือไม่? ทั้งในด้านการดำเนินชีวิตและการรับใช้พระเจ้า? (ปท.มธ.9:22;ยน.14:16;2คร.1:4)
  4. คุณเคยคิดว่า “คนที่ตายไปแล้ว” ยังโชคดีกว่า “คนที่ยังมีชีวิตอยู่” บ้างหรือไม่? ทำไมจึงคิดอย่างนั้น?
  5. คุณเคยอิจฉาริษยาผู้ใดจนทำให้ตัวของคุณและของคนผู้นั้นเป็นทุกข์บ้างหรือไม่? อย่างไร?
  6. คุณเคยได้รับความทุกข์ เพราะความอิจฉาริษยาของผู้ใดบ้างหรือไม่? ในเรื่องอะไร แล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
  7. คุณรู้สึกอย่างไรกับคนที่ “งอมืองอเท้า”? คุณเคยเป็นคนอย่างที่ว่านี้หรือไม่? แล้วผลเป็นอย่างไร?
  8. คุณเคยตรากตรำทำงานหรือทำทุกอย่างเพื่อตัวเองคนเดียวมาเกือบทั้งชีวิตบ้างหรือไม่? แล้วคุณรู้สึกอย่างไร? คุ้มค่าหรือไม่? หากย้อนเวลากลับไปได้ คุณจะเปลี่ยนแปลงตัวเองในช่วงเวลาใด? ทำไม?
  9. คุณมีประสบการณ์ชีวิตแบบ “เชือกสามเกลียว” บ้างหรือไม่? กับใคร และเป็นอย่างไร? แบ่งปัน
  10. คุณเคยเห็นความอนิจจังในเรื่องการเปลี่ยนผู้นำหรือผู้ปกครองที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าบ้างหรือไม่? และมีบทเรียนอะไรสอนใจคุณบ้าง?

ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.