ปัญญาจารย์ บทเรียนที่ 6

ความสับสนของความปรารถนา

พระธรรม        ปัญญาจารย์ 6:1-12

อ้างอิง              ปญจ.1:14;2:14-15;3:15;5:13,19;โยบ 3:3,16 ;1พศด.29:15;สภษ.27:20;สดด.39:6

บทนำ           มนุษย์เรามีความปรารถนามากมาย อยากหล่อ สวย อยากรวย อยากดัง หรืออยากมีความสุขสนุกสนานในชีวิต แต่สุดท้ายก็พบว่า สิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมาย ไม่เหลืออะไรเลย เมื่อไม่มีพระเจ้าอยู่ในความสัมพันธ์กับสิ่ง      เหล่านั้น !  ทุกอย่างจบลงที่อนิจจัง เหมือนทุ่มเทวิ่งตามลมแทบตาย แต่สุดท้ายก็กลับไม่ได้อะไรเลย!

บทเรียน

6:1 “มี​สิ่ง​สามานย์​อย่าง​หนึ่ง​ที่​ข้าพเจ้า​เห็น​ภายใต้​ดวงอาทิตย์ และ​สิ่งนั้น​หนัก​สำหรับ​มนุษย์” 

     (There is an evil that I have seen under the sun, and it lies heavy on mankind: )

6:2 “คือ​คน​หนึ่ง​คน​ใด​ที่​พระเจ้า​ประทาน​ความ​มั่งคั่ง ทรัพย์สมบัติ และ​เกียรติ​ให้ เขา​ไม่​ขาด​สิ่งใด​เลย เขา​ได้​ทุกสิ่ง​ที่​เขา​ปรารถนา​สำหรับ​ตน แต่​พระเจ้า​มิได้​ประทาน​ความ​สามารถ​ใน​การ​ใช้​สิ่งเหล่านี้​ให้​เขา คนแปลกหน้า​กลับ​เอา​ไป​ใช้​เสีย นี่​ก็​อนิจจัง​และ​เป็น​ความ​ทุกข์ใจ​อย่าง​เลวร้าย” 

 (a man to whom God gives wealth, possessions, and honor, so that he lacks nothing of all that he  desires, yet God does not give him power to enjoy them, but a stranger enjoys them. This is   vanity; it is a grievous evil. )

6:3 “แม้ว่า​คน​หนึ่ง​คน​ใด​มี​ลูก​สัก​ร้อย​คน และ​มี​อายุ​ยืนยาว ไม่​ว่า​เขา​จะ​อยู่​นาน​หลาย​ปี​แต่​จิตใจ​เขา​ไม่ได้​อิ่ม​ด้วย​ความ​มั่งคั่ง​เลย และ​ไม่มี​งาน​ฝังศพ​ของ​ตน​ด้วย ข้าพเจ้า​ว่า​ลูก​ที่​เกิด​มา​แท้ง​เสีย​ยัง​ดี​กว่า​คน​นั้น”

     (If a man fathers a hundred children and lives many years, so that the days of his years are  many, but his soul is not satisfied with life’s good things, and he also has no burial, I say that a     stillborn child is better off than he. )

6:4 “เพราะ​เด็ก​นั้น​ก่อ​ตัว​มา​ใน​ความ​อนิจจัง​และ​จาก​ไป​ใน​ความ​มืด และ​ชื่อ​เขา​ถูก​ปิด​ไว้​ใน​ความ​มืด” 

     (For it comes in vanity and goes in darkness, and in darkness its name is covered.)

6:5 “ยิ่งกว่านั้นอีก เขา​ยัง​ไม่​ทัน​เห็น​หรือ​ยัง​ไม่​ทัน​รู้จัก​ดวงตะวัน เด็ก​คน​นี้​มี​ความ​สงบสุข​ยิ่งกว่า​ผู้ใหญ่​นั้น​เสีย​อีก”

            (Moreover, it has not seen the sun or known anything, yet it finds rest rather than he. )

6:6 “เออ แม้ว่า​เขา​มี​ชีวิต​อยู่​พัน​ปี​ทวี​อีก​เท่า​ตัว แต่​ไม่ได้​ชื่นชม​สิ่ง​ดี​อะไร ทุก​คน​ต่าง​จบลง​ที่​เดียวกัน​ไม่​ใช่​หรือ?”

     (Even though he should live a thousand years twice over, yet enjoy no good—do not all go to the one place?)

6:7 “การ​ตรากตรำ​ทั้งหมด​ของ​มนุษย์​ก็​เพื่อ​ปาก​ของ​เขา แต่​ถึงกระนั้น​เขา​ก็​ไม่​รู้จัก​อิ่ม” 

     (All the toil of man is for his mouth, yet his appetite is not satisfied. )

6:8 “เพราะ​ว่า​คน​มี​สติ​ปัญญา​ได้​เปรียบ​อะไร​กว่า​คนเขลา​เล่า? หรือ​คน​ยากจน​ที่​รู้จัก​วาง​ตัว​ต่อหน้า​คน​ทั้งปวง​ก็​ได้​เปรียบ​อะไร?”

     (For what advantage has the wise man over the fool? And what does the poor man have who  knows how to conduct himself before the living? )

6:9 “การ​เห็น​ด้วย​นัยน์ตา​ก็​ดี​กว่า​ความ​ปรารถนา​ที่​ตระเวน​ไป นี่​ก็​อนิจจัง​ด้วย​คือ กินลมกินแล้ง”

(Better is the sight of the eyes than the wandering of the appetite: this also is vanity and a striving after wind.)

6:10 “สิ่งใด​ซึ่ง​มี​อยู่​เดี๋ยวนี้ เขา​ได้​ตั้งชื่อ​เรียก​สิ่งนั้น​นาน​มา​แล้ว และ​ก็​ทราบ​กัน​แล้ว​ว่า มนุษย์​คือ​อะไร และ​เขา​ไม่​อาจ​โต้เถียง​กับ​ผู้​แข็งแรง​กว่า​ตน​ได้” 

     (Whatever has come to be has already been named, and it is known what man is, and that he is  not able to dispute with one stronger than he. )

6:11 “ยิ่ง​พูด​มาก​ก็​ยิ่ง​อนิจจัง​มาก แล้ว​มนุษย์​ได้​ประโยชน์​อะไร​เล่า?“

     (The more words, the more vanity, and what is the advantage to man? )

6:12 “เพราะ​ใคร​จะ​รู้​ได้​ว่า​สิ่งใด​ดี​สำหรับ​มนุษย์​ใน​ขณะ​ดำเนิน​ชีวิต​ตาม​วันเวลา​ของ​ชีวิต​ที่​อนิจจัง​ของ​ตน​ที่​ได้​เสีย​ไป​ดุจดัง​เงา​เล่า? หรือ​ใคร​จะ​บอก​กับ​มนุษย์​ได้​ว่า อะไร​จะ​เกิดขึ้น​ภายหลัง​เขา​ที่​ภายใต้​ดวงอาทิตย์?”

   (For who knows what is good for man while he lives the few days of his vain life, which he  passes like a shadow? For who can tell man what will be after him under the sun?)

 ข้อมูลมีประโยชน

6:1       “สิ่งสามานย์” (There is an evil   ) –ปญจ.2:21;4:8;5:13,16;9:3;10:5;11:2

          “สิ่งนั้นหนักสำหรับมนุษย์” (it lies heavy on mankind) –ปญจ.8:6;โยบ 6:3;23:2;33:7;สดด.32:4; 38:4;129:1-1;สภษ.15:10

6:2      “ความมั่งคั่ง ทรัพย์สมบัติ และเกียรติ” (wealth, possessions, and honor,) = สิ่งที่ใคร ๆ ก็ฝันใฝ่อยากได้ แต่ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า มีแล้วจะมีความสุขในชีวิต

“ไม่ขาดสิ่งใดเลย” (so that he lacks nothing of all that he desires) = มีทุกสิ่งตามที่ใจปรารถนา (แต่ขาดความสัมพันธ์กับพระเจ้า)

“พระเจ้ามิได้ประทานความสามารถในการใช้สิ่งเหล่านั้นให้เขา” (God does not give him power to enjoy them) = พระเจ้าไม่ได้ให้เขาชื่นชมกับสิ่งเหล่านั้น (เปรียบเทียบ ข้อ 2 กับ 5:19)

= ชี้ให้เห็นว่าการได้ชื่นชมกับพระพรของพระเจ้านั้นเป็นรางวัลพิเศษ เป็นของขวัญจากพระเจ้า

= ไม่ใช่สิทธิหรือหลักประกัน -พระเจ้าทรงเรียกผู้ที่ลืมความจริงนี้ว่า คนโง่ (คนเขลา) –ลก.12:20

= ความมั่งคั่งที่ปราศจากของขวัญแห่งความชื่นชมยินดีในสิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมายอะไรเลย

“คนแปลกหน้ากลับเอาไปใช้เสีย” (but a stranger enjoys them   ) = กลับมีคนแปลกหน้ามาชื่นชมแทน

“เป็นความทุกข์ใจอย่างเลวร้าย” (it is a grievous evil) = ความเลวร้ายที่น่าสลดใจ –ปญจ.5:13

6:3       “มีลูกสักร้อยคนมีอายุยืนยาว” (a hundred children lives many years)   = การมีอายุยืนนานและประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่มากมาย จะกลายเป็นสิ่งที่กลวงโป๋ เมื่อไม่มีสิ่งใดที่คู่ควรในบั้นปลายของชีวิตที่มีสิ่งเหล่านั้น

“…แต่จิตใจเขาไม่ได้อิ่มด้วยความมั่งคั่งเลย” (his soul is not satisfied with life’s good things)

= ความมั่งคั่งบนเส้นทางที่ไร้คุณค่านั้น ไร้ความหมายหรือประโยชน์ใด ๆ

“ไม่มีงานฝังศพของตนด้วย” (also has no burial) = ไม่ได้มีการจัดงานศพอย่างสมเกียรติ

= ตายอย่างเสื่อมเสีย หรือปราศจากคนอาลัยรัก   ตัวอย่างเช่น กษัตริย์เยโฮยาคิม (ยรม.22:18-19)

“ลูกที่เกิดมาแท้งเสียยังดีกว่าคนนั้น” ( stillborn child is better off than he) = ทารกที่ตายตั้งแต่เกิด

= ชีวิตของคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า เปรียบดุจการเดินทางที่ไร้จุดหมายมุ่งสู่การดับสูญ ซึ่งการตายตั้งแต่แรกเกิดยังนับว่าเป็นการเดินทางที่ง่าย และสั้นกว่ามาก (โยบ 3:3,16;สดด.58:8)

6:4       “เด็กนั้นก่อตัวมาในความอนิจจัง” (it comes in vanity) = เกิดมาอย่างไร้ความหมาย ไร้แก่นสาร

          “ชื่อของเขาถูกปิดไว้ในความมืด” (name is covered) = จากไปในความมืด จากไปอย่างไร้ความหมาย

6:5       “เด็กคนนี้มีความสงบสุขยิ่งกว่าผู้ใหญ่นั้นเสียอีก” (yet it finds rest rather than he) = ไม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทั้งปวงเหมือนที่พวกผู้ใหญ่ต้องเผชิญ (โยบ 3)

6:6       “ทุกคนต่างจบลงที่เดียวกันไม่ใช่หรือ?” (all go to the one place?) =ทุกชีวิตไปยังที่เดียวกัน หรือทุกคนต้องตายในแง่การมองเห็นด้วยตา แต่ในตอนนี้ไม่ได้พูดถึงสภาพที่อยู่เบื้องหลังความตายที่เห็นนั้น (ข.12;3:21;2:14)

6:7-12 ผู้เขียนปัญญาจารย์ชี้ให้เห็นว่า การตรากตรำของมนุษย์เพื่อได้ความพอใจหรือความปรารถนาของมนุษย์นั้น

  1. ไม่รู้จักอิ่ม (ข.7)
  2. ไม่ได้เปรียบอะไร (ข.8)
  3. กินลมกินแล้ง (ข.9)
  4. มีความจำกัด (ข.10)
  5. ได้ประโยชน์อะไร (ข.11)
  6. เป็นดุจเงา (ข.12)

6:7       “เขาก็ไม่รู้จักอิ่ม” ( yet his appetite is not satisfied) –สภษ.21:20

6:8       “ได้เปรียบอะไรกว่าคนเขลาเล่า?”(For what advantage has the wise man over the fool?) -ปญจ.2:15

6:9       “ความปรารถนาที่ตระเวนไป” (the wandering of the appetite) = ความชื่นชมหรือพอใจกับสิ่งที่ตนมีอยู่นั้นดีกว่าการมีความปรารถนาที่ไม่รู้จบ (ฟป.4:11-12;1ทธ.6:6,8)

6:10     “เขาได้ตั้งชื่อเรียกสิ่งนั้นนานมาแล้ว” ( has already been named) =ล้วนถูกระบุชื่อไว้ก่อนแล้ว

= พระเจ้ากำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว –ปญจ.3:15

          “และก็ทราบกันแล้วว่า” ( known what) = รู้กันอยู่แล้ว      = พระเจ้าทรงทราบล่วงหน้า

“ผู้แข็งแรงกว่าตน” (one stronger than he) = แข็งแรงกว่าเราผู้เป็นมนุษย์นั่นคือ หมายถึง พระเจ้า

6:12     “ชีวิตที่อนิจจัง” (vain life) –โยบ 10:20;20:8

          “ดุจดังเงา” (like a shadow) –โยบ 8:9;14:2;1พศด.29:15;สดด.39:6

คำถามนอภิปราย

 

  1. คุณเคยเห็นความเลวร้ายหรือสิ่งสามานย์ใดบ้างที่ในโลกนี้ ที่ทำให้คุณสะทกสะท้านใจหรือหดหู่มากที่สุด? ทำไม?
  2. คุณเคยมีประสบการณ์กับความเลวร้ายหรือความสลดใจอะไรในชีวิตบ้างที่ทำให้คุณได้สติและคิดได้ถึงคุณค่าของชีวิตคุณ?
  3. คุณเริ่มตระหนักถึงพระเจ้าและมีความสัมพันธ์กับพระองค์เป็นส่วนตัวเมื่อไร? และอย่างไร?
  4. การมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าเป็นส่วนตัวนั้น ส่งผลต่อมุมมองของคุณต่อความสำเร็จ ทรัพย์สมบัติ หรือการหาความสนุกสนาน เพลิดเพลินในชีวิตอย่างไรบ้าง?
  5. หากให้คุณเลือกได้ระหว่าง เกิดมาในโลกกับไม่เกิดขึ้นมาในโลกนี้เลย คุณจะเลือกอะไร? และทำไมคุณเลือกเช่นนั้น?
  6. เวลานี้คุณชื่นชมกับเรื่องอะไรมากที่สุดในชีวิต? ทำไม?
  7. คุณยอมรับได้หรือไม่ว่า ความสามารถในการชื่นชมกับสิ่งเหล่านั้นมาจากพระเจ้า? ทำไม?
  8. เมื่อคุณรู้ว่า วันหนึ่งทุกอย่างที่คุณได้กระทำหรือได้มานั้นจะต้องถูกทิ้งไว้ให้คนอื่นมารับหรือมาแทนคุณ?   คุณจะเตรียมมอบสิ่งเหล่านั้นให้แก่ใคร? ทำไม? เมื่อไร? และอย่างไร?

ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.