พ.ย. 122014
 

กางเขน ความล้ำลึก และพระวิญญาณ  

พระธรรม        1โครินธ์ 2:1-16

อ้างอิง             1คร.1:17,20-23,27;2:1,4-6,13,18;3:1;4:10;9:22;2คร.11:29-30;12:1,7

บทนำ

เรื่องกางเขนเป็นเรื่องสุดล้ำลึกที่ผู้ไม่รู้ คิดว่าเป็นเรื่องโง่เขลา แม้แต่ซาตาน นักปราชญ์ บัณฑิต และบรรดาผู้รู้ทั้งหลายในโลกก็ยังไม่เข้าใจ จนกระทั่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเปิดเผยให้รู้จึงเข้าใจ และคนที่เปิดใจรับก็จะได้รับความรอดโดยฤทธิ์เดชของพระเจ้า

บทเรียน

2:1 “พี่น้องทั้งหลาย เมื่อข้าพเจ้ามาหาท่านเพื่อประกาศความล้ำลึกของพระเจ้าแก่พวกท่านนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้มาด้วยถ้อยคำหวานหูหรือด้วยความฉลาดปราดเปรื่อง” 

       (And I, when I came to you, brothers, did not come proclaiming to you the testimony of God with lofty speech or wisdom.)

2:2 “เพราะข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะไม่แสดงความรู้เรื่องใดๆ ในหมู่พวกท่านเลย เว้นแต่เรื่องพระเยซูคริสต์และการที่พระองค์ทรงถูกตรึงที่กางเขน”

       (For I decided to know nothing among you except Jesus Christ and him crucified. )

2:3 “และข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งหลายด้วยความอ่อนแอ ด้วยความกลัวและความหวาดหวั่นมาก”

       (And I was with you in weakness and in fear and much trembling, )

2:4 “คำพูดและคำเทศนาของข้าพเจ้าไม่ใช่เป็นการพูดชักชวนด้วยปัญญาแต่เป็นการสำแดงพระวิญญาณและ ฤทธานุภาพ” 

     (and my speech and my message were not in plausible words of wisdom, but in demonstration of the Spirit and of power, )

2:5 “เพื่อความเชื่อของพวกท่านจะไม่ขึ้นกับปัญญาของมนุษย์ แต่ขึ้นกับฤทธิ์เดชของพระเจ้า”

     (so that your faith might not rest in the wisdom of men but in the power of God.)

2:6 “ถึงกระนั้นเรากล่าวถึงปัญญาในท่ามกลางคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ไม่ใช่ปัญญาของยุคนี้ หรือของอำนาจครอบ‍ครองยุคนี้ ซึ่งกำลังเสื่อมสูญไป”

     (Yet among the mature we do impart wisdom, although it is not a wisdom of this age or of the rulers of this age, who are doomed to pass away.)

2:7 “แต่เรากล่าวถึงพระปัญญาของพระเจ้าซึ่งเป็นความล้ำลึก คือพระปัญญาที่ทรงซ่อนไว้นั้น และที่พระเจ้าทรงกำ‌หนดไว้ก่อนปฐมกาล เพื่อการรับศักดิ์ศรีของเรา” 

     (But we impart a secret and hidden wisdom of God, which God decreed before the ages for our glory. )

2:8 “ไม่มีอำนาจครอบครองใดๆ ในยุคนี้รู้จักพระปัญญานี้ เพราะว่าถ้ารู้จักแล้ว จะไม่เอาองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่ง​พระสิริตรึงกางเขน” 

     (None of the rulers of this age understood this, for if they had, they would not have crucified the  Lord of glory.)

2:9 “ดังที่มีเขียนไว้ว่า “สิ่งที่ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และสิ่งที่ใจมนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับ​คนทั้งหลายที่รักพระองค์

     (But, as it is written, “What no eye has seen, nor ear heard, nor the heart of man imagined, what God has prepared for those who love him”)

2:10 “พระเจ้าได้ทรงสำแดงสิ่งเหล่านี้กับเราทางพระวิญญาณ เพราะว่าพระวิญญาณทรงหยั่งรู้ทุกสิ่งแม้เป็นความ​ล้ำลึกของพระเจ้า”

     (these things God has revealed to us through the Spirit. For the Spirit searches everything, even  the depths of God.)

2:11 “อันความคิดของมนุษย์นั้น จะมีใครหยั่งรู้ได้ถ้าไม่ใช่จิตวิญญาณของมนุษย์คนนั้นเอง พระดำริของพระเจ้าก็​ไม่มีใครหยั่งรู้ได้เว้นแต่พระวิญญาณของพระเจ้าเช่นกัน”

     (For who knows a person’s thoughts except the spirit of that person, which is in him? So also no one comprehends the thoughts of God except the Spirit of God. )

2:12 “เราไม่ได้รับวิญญาณของโลก แต่ได้รับพระวิญญาณซึ่งมาจากพระเจ้า เพื่อจะได้รู้ถึงสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้า​ประทานแก่เรา”

     (Now we have received not the spirit of the world, but the Spirit who is from God, that we might understand the things freely given us by God.) 

2:13 “และเรากล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ด้วยถ้อยคำซึ่งไม่ใช่ปัญญาของมนุษย์สอนไว้ แต่พระวิญญาณทรงสอนไว้ คือเรา ด้อธิบายความหมายของเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณ ให้คนฝ่ายจิตวิญญาณฟัง”

     (And we impart this in words not taught by human wisdom but taught by the Spirit, interpreting spiritual truths to those who are spiritual.)

2:14 “แต่คนทั่วไปจะไม่รับสิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้า เพราะว่าเขาเห็นว่าเป็นเรื่องโง่ และเขาไม่​สามารถเข้าใจ เพราะจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ก็ต้องวินิจฉัยโดยพึ่งพระวิญญาณ”

     (The natural person does not accept the things of the Spirit of God, for they are folly to him, and he is not able to understand them because they are spiritually discerned.)

2:15 “แต่คนฝ่ายจิตวิญญาณวินิจฉัยสิ่งสารพัดได้ ทว่าไม่มีใครวินิจฉัยเขาได้”

     (The spiritual person judges all things, but is himself to be judged by no one. )

2:16 “เพราะว่า “ใครเล่ารู้พระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า? เพื่อจะแนะนำสั่งสอนพระองค์ได้ แต่เราก็มีพระทัยของพระคริสต์”

     (“For who has understood the mind of the Lord so as to instruct him?” But we have the mind of Christ.)   

 

ข้อมูลมีประโยชน์

 

2:1       ”เมื่อข้าพเจ้ามาหาท่าน” (when I came to you) = การเดินทางมาโครินธ์ครั้งแรกของ อ.เปาโล ในราวปี ค.ศ. 51 (กจ.18)

“ด้วยถ้อยคำหวานหูหรือด้วยความฉลาดปราดเปรื่อง” (with lofty speech or wisdom.)-1:17, เปาโลไม่พยายามเสนอข่าวประเสริฐด้วยชั้นเชิงการพูดที่ช่ำชอง/โน้มน้าว สร้างอิทธิพลต่อผู้ฟังอย่างที่พวกนักปราชญ์กรีกและอาจารย์ในหมู่คนยิวกระทำ –1คร.1:1,17;2:4.14

2:2       “เว้นแต่เรื่องพระเยซูคริสต์” (except Jesus Christ) –เปาโลตั้งใจและตัดสินใจที่จะสอนและเทศนาในเรื่องพระเยซูคริสต์เพียงเรื่องเดียว ในขณะที่อยู่ในเมืองโครินธ์ (1:30)

“และการที่พระองค์ทรงถูกตรึงที่กางเขน” (and him crucified) -1:17-18,23;กท.6:14

2:3       “ข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งหลาย” ( I was with you) –กจ.18:1-18

“ด้วยความอ่อนแอ” (weakness) –1คร.4:10;9:22;2คร.11:29-30;12:5,9,10;13:9

“ด้วยความกลัวและความหวาดหวั่นมาก” (in fear and much trembling) –2คร.7:15

2:4       “ไม่ใช่เป็นการพูดชักชวนด้วยปัญญา” (not in plausible words of wisdom) =สติปัญญาและคำพูดที่

สละสลวยของผู้เทศน์ เหมือนกับนักพูดชาวกรีก ไม่อาจเปรียบได้กับฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์

-หากพระวิญญาณของพระเจ้าไม่ได้ทำงานในจิตใจของผู้ฟัง สติปัญญาและคำพูดสละสลวยของผู้พูดก็ไร้ผลอะไร –1คร.2:1

“การสำแดง” (demonstration) = ในภาษากรีก คำ ๆ นี้ใช้กับการพิสูจน์เพื่อยืนยันในการสู้คดีในศาล

ดังนั้น พระวิญญาณของพระเจ้าจึงเป็นผู้ที่ทำให้คำเทศนาของเปาโลโดดเด่นโดยทำให้ผู้ฟังสำนึกกลับใจใหม่ –รม.15:13

2:5       “แต่ขึ้นกับฤทธิ์เดชของพระเจ้า” (but in the power of God) = พึ่งฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า                   –2คร.4:7;6:7

2:6       “คนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว” (among the mature) = คริสเตียนที่มีสติปัญญา และพัฒนาแล้ว ไม่เหมือนกับ “ทารก” ที่เอ่ยถึงใน 3:1 –ปท.ฮบ.5:13-6:3 -อฟ.4:13;ฟป.3:15;คส.4:12;ยก.1:4

“ปัญญาของยุคนี้” (wisdom of this age) –1คร.1:20;2:8
“กำลังเสื่อมสูญไป” (doomed to pass away) –สดด.146:4

2:7       “ความล้ำลึก” (a secret ) –รม.11:25;อฟ.3:3;1ทธ.3:16

= ข้อล้ำลึกที่เคยถูกปิดซ่อนไว้ แต่เวลานี้พระเจ้าทรงสำแดงให้กับประชากรผู้ที่เชื่อของพระองค์ (ข.10)ต่สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อ ความลับลึกนั้นยังถูกปิดซ่อนอยู่ต่อไป

“พระปัญญา” (wisdom of God  ) –1คร.2:1

“ที่ทรงซ่อนไว้นั้น” (hidden) = ทรงปิดบัง (รม.16:25)

“ศักดิ์ศรีของเรา” (our glory) = พระปัญญาของพระเจ้าทำให้ผู้เชื่อทุกคนได้มีส่วนในพระเกียรติสิริของพระองค์ในบั้นปลาย –รม.8:17

“ก่อนปฐมกาล” (before the ages) = ก่อนเริ่ม –รม.8:29-30;อฟ.1:4;1ทธ.1:9;ยน.17:24

2:8       “อำนาจครอบครองใด ๆ ในยุคนี้” (the rulers of this age) = เช่น หัวหน้าปุโรหิต (ลก.24:20) ปิลาต และเฮโรดอันทิพาส (กจ.4:27)

“เอาองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพระสิริตรึงกางเขน” (have crucified the Lord of glory) = ไม้กางเขนในที่นี้ถูกนำมาเปรียบความต่างกับพระสิริ(สง่าราศี) ของผู้ถูกตรึง –1คร.1:20;2:6;สดด.24:7;กจ.7:2;ยก.2:1

2:9       “สิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้” ( God has prepared) = ไม่ใช่แค่พระพรในปัจจุบันหรือในอนาคตอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นพระพรของทั้ง 2 (ข้อ 7,12)

          “สำหรับคนทั้งหลายที่รักพระองค์” (those who love him) อสย. 64:4

2:10     “พระวิญญาณทรงหยั่งรู้ทุกสิ่ง” (Spirit searches everything) = ทรงทราบทุกสิ่ง หยั่งรู้ความล้ำลึกทางพระลักษณะและแผนการแห่งพระคุณของพระเจ้า จึงทรงสามารถสำแดง/เปิดเผยสิ่งที่กล่าวถึงได้อย่างเต็มที่

“ความล้ำลึกของพระเจ้า” (the depths of God) –รม.11:33-38; ปท.วว.2:24

2:12     “วิญญาณของโลก” (the spirit of the world) –ปท. ข้อ 6 (สติปัญญาของยุคนี้)

=วิญญาณแห่งปัญญาของมนุษย์ที่ทำให้เขาแยกออกจากพระเจ้า เป็นท่าทีของธรรมชาติบาป –รม.8:5-8

2:13     “ไม่ใช่ปัญญาของมนุษย์สอนไว้” (not taught by human wisdom) -1คร.1:17;2:1,4

“…แต่พระวิญญาณทรงสอนไว้” (but taught by the Spirit) = พระวิญญาณประทานถ้อยคำให้ อ.เปาโลประกาศ

2:14-3:4 -พระธรรมตอนนี้อธิบายว่า เหตุใดหลายคนจึงไม่สามารถเข้าใจสติปัญญาที่แท้จริงได้ (2:9)

เป็นเพราะสติปัญญาเช่นนี้จะรับรู้ได้โดยผู้เชื่อที่เติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ (2:14-16;ปท.ข.6) แต่ชาวโครินธ์เป็นผู้เชื่อแบบโลกหรือแบบทารก (3:1-4) และสิ่งหนึ่งที่แสดงว่า พวกเขายังไม่เติบโตฝ่ายจิตวิญญาณก็คือ พวกเขาแตกแยกทะเลาะกัน (3:3-4)

2:14     “คนทั่วไป” (The natural person) = ผู้ปราศจากพระวิญญาณ

–ยด.19 อธิบายว่า หมายถึงผู้ที่ทำตามสัญชาตญาณเท่านั้น (รม.8:9) ความคิดและชีวิตของคนเหล่านั้น ถูกครอบงำโดยชีวิตเก่า หรือ ฝ่ายโลก พวกเขาไม่ได้รับการสัมผัสจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และยังไม่ได้ถูกเตรียมให้รับความจริงจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาจึงต้องบังเกิดใหม่ –ยน.3:8;ทต.3:5

“เรื่องโง่” (they are folly) -1:18

2:15     “คนฝ่ายจิตวิญญาณ” (The spiritual person) = ได้รับการสร้างใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

= ผู้ที่เติบโตขึ้นในฝ่ายจิตวิญญาณ (ข.6)

“ไม่มีใครวินิจฉัยเขาได้” (to be judged by no one) = ตัวเขาเองไม่ได้ตกอยู่ในการวินิจฉัยของผู้อื่นที่ไม่มีพระวิญญาณ

= คนที่ไม่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่มีคุณสมบัติที่จะตัดสินคนที่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้นผู้เชื่อจึงไม่ได้อยู่ใต้ความคิดเห็นของคนที่ไม่เชื่อพระเยซูคริสต์

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยพยายามประกาศข่าวประเสริฐด้วยคำพูดหวานหูและชั้นเชิงอันฉลาดปราดเปรื่องบ้างไหม? ได้ผลอะไรถาวรบ้างไหม? อย่างไร?
  2. คุณเคยเห็นคนกลับใจเชื่อพระเยซูคริสต์ ด้วยคำพยานหรือคำเทศนา เรื่องพระเยซูคริสต์ถูกตรึงบนกางเขนแบบเรียบง่ายบ้างไหม? อย่างไร? (แบ่งปัน)
  3. คุณเคยรู้สึกกลัวและหวานหวั่นในการเป็นพยานบ้างหรือไม่? แล้วผลเป็นอย่างไร? มีอะไรที่คุณเรียนรู้จากเหตุการณ์ครั้งนั้นบ้าง?
  4. คุณเคยมีประสบการณ์กับฤทธิ์เดชของพระเจ้าในชีวิตของคุณในเรื่องใดบ้าง? มีผลต่อความเชื่อของคุณอย่างไรบ้าง?
  5. คุณเข้าใจความล้ำลึกในพระปัญญาของพระเจ้าเป็นครั้งแรกเมื่อไร?   อย่างไร? และใครช่วยให้คุณเข้าใจ?
  6. คุณเคยได้รับสิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียมแบบ ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน ใจคิดไม่ถึงบ้างหรือไม่? ในเรื่องอะไร? ทางไหน? อย่างไร? จากใคร?
  7. คุณเคยมีประสบการณ์อะไรกับการเข้าใจหรือหยั่งรู้ในพระดำริของพระเจ้าบ้าง? ในเรื่องใด? และอย่างไร?
  8. คุณเคยมีปัญหาในการไม่เข้าใจในสิ่งที่เป็นของพระวิญญาณในตอนแรก และคิดว่าเป็นเรื่องโง่ แล้วต่อมาภายหลังจึงเข้าใจบ้างหรือไม่? เรื่องอะไร และอย่างไร?

ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.