พ.ย. 152014
 

จิตอาสาของพระเจ้า

“งานของคุณไม่ใช่การตัดสินผู้ใด งานของคุณไม่ใช่การประเมินว่า ใครควรได้อะไร งานของคุณคือการยกชูผู้ที่ล้มลง ฟื้นฟูใจคนที่แตกสลาย และเยียวยารักษาคนที่ทุกข์เจ็บปวด!”

(Your job is not to judge Your job is not to figure out if someone deserves something. Your job is to lift the fallen, To restore the broken, and to heal the hurting.)

ใช่ครับ พระเจ้าไม่ได้แต่งตั้งเราให้เป็นผู้พิพากษา เพราะว่าผู้พิพากษาที่แท้จริงคือ พระองค์เอง!

พระเจ้าไม่ได้แต่งตั้งให้เราเป็นเจ้าสำนักประเมินผู้ใด เพราะเราไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด มีแต่พระเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงสัพพัญญูรู้ทุกสิ่ง และเข้าใจ “ข้อเท็จจริง” อย่างถ่องแท้

…แต่เราไม่ใช่!

พระเจ้าทรงแต่งตั้งเราให้เป็นตัวแทนแห่งความรักเมตตาของพระองค์บนพื้นพิภพนี้ พระองค์ทรงประสงค์ให้เรา

…ช่วยพยุงยกชูใจผู้ที่กำลังสะดุดล้มลง

…หนุนใจฟื้นฟูผู้ที่ใจและชีวิตกำลังแตกสลาย

…บำบัดเยียวยารักษาผู้ที่กำลังทุกข์เจ็บปวดรวดร้าว

ย้ำอีกครั้ง เราต้องสำเหนียก และสังวรไว้เสมอว่า …

เราไม่ใช่ผู้พิพากษา แต่เราเป็นผู้รักษาในนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า

เราไม่ใช่พวกที่มีหน้าที่ตรงหน้าว่าใครดี ใครไม่ดี

แต่เราเป็นพวกจิตอาสาของพระคริสต์เจ้าในการช่วยชีวิตของคนในสังคมของเรา

ดังนั้น อย่าให้เราตัดสินพิพากษาอดีตของผู้ใด เพราะว่า พวกเขาไม่ได้อยู่ ณ ที่นั่นอีกต่อไปแล้ว และชีวิตของเขากำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบันนี้

อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงให้ความสำคัญกับการจัดการดูแลพวกเราเองที่ได้ชื่อว่า เป็นคนในทีมเดียวกันอย่างเข็มงวด

…หมายความว่าอย่างไร?

หมายความว่า มาตรฐานในการตัดสินตัวของพวกเราเองนั้นแตกต่างจากการตัดสินคนอื่น ๆ ที่ยังไม่รู้จักพระคุณและการอภัยของพระเจ้า

พระเจ้าไม่ได้บัญชาให้เราตัดสินผู้อื่นหรือคนภายนอกที่ไม่รู้จักพระเจ้า แต่พระองค์ให้เรารับผิดชอบตัดสินคนภายในที่รู้จักและรับพระคุณของพระเจ้าแล้ว ด้วยบรรทัดฐานและมาตรฐานของพระองค์อย่างเข้มงวด   อ.เปาโล จึงกล่าวไว้ว่า…

“ไม่ใช่หน้าที่ของข้าพเจ้าที่จะไปพิพากษาคนภายนอก แต่ท่านจะต้องพิพากษาคนภายในคณะไม่ใช่หรือ? ส่วนคนภายนอกนั้นพระเจ้าจะทรงพิพากษา จงกำจัดคนชั่วออกจากพวกท่านเสียเถิด”   (1โครินธ์ 5:12-13)

 ใช่ครับ!

เราต้องรักคนภายนอกคริสตจักร และแสดงความรักความเข้าใจต่อพวกเขาด้วยการยอมรับความผิดบาปของพวกเขา และช่วยกู้พวกเขาด้วยความสุภาพอ่อนโยน

แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องรักคนภายในคริสตจักรด้วยการกล่าวเตือนสติ ตักเตือน ต่อว่าและจัดการแก้ไขการกระทำที่ผิดบาปด้วยความกล้าหาญจริงใจ จนถึงขั้นว่า ต้องกำจัดคนเช่นนั้นให้พ้นจากคริสตจักรเพื่อไม่ให้เป็นเชื้อร้ายที่แพร่และทำลายคนอื่นอีกมากมาย

เพราะความรัก เราจึงต้องทุ่มเททำทุกอย่างที่จะช่วยคนที่มีปัญหาหรือคนที่สร้างปัญหาต่อส่วนรวมจนสุดความสามารถ

แต่หากปราศจากการกลับใจ ปราศจากการร่วมมือ จากผู้กระทำผิดบาปนั้นทั้ง ๆ ที่เราได้พยายามช่วยเหลือจนถึงที่สุด แล้วโดยการแสดงความรัก และชี้แจงความจริง ต่อเขาด้วยความอดกลั้น อดทนมาอย่างยาวนานแล้ว เราในฐานะผู้อารักขาคริสตจักรของพระเจ้าจะต้องมีจิตสำนึกและจุดยืนที่แน่วแน่ในการดำเนินการขอให้ “บุคคคล” ที่ก่อปัญหาอย่างเจตนาเช่นนั้น ยุติ และกระทำผิดบาปนั้นต่อไปในท่ามกลางชุมชนของพระเจ้า แต่หากว่าเขาผู้นั้นไม่ยอมให้ความร่วมมือ คริสตจักรก็จำเป็นที่จะต้องตัดเขาให้พ้นจากสมาชิกภาพคริสตจักร เพราะเห็นแก่ “พระเจ้า” “คริสตจักร” และ “สมาชิกอื่นๆ โดยรวม

หวังว่า ในคริสตจักรของเราจะไม่มี “บุคคล” ที่ยากต่อการช่วยเหลือเช่นนี้อยู่ในคริสตจักรของเราเลย!

…เห็นด้วยไหมครับ?

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.