มี.ค. 022015
 

Church of Joy

ถ้าประชากรของเราผู้ซึ่งเขา เรียกกันโดยชื่อของเรานั้นจะถ่อมตัวลง และอธิษฐานและแสวงหาหน้าของเรา และหันเสียจากทางชั่วของเขา เราก็จะฟังจากสวรรค์ และจะให้อภัยแก่บาป ของเขาและจะรักษาแผ่นดินของเขาให้หาย (2พงศาวดาร 7:14)

สิ่งแรกที่จำได้เกี่ยวกับโบสถ์ตอนที่คุณตาคุณยายพาไป ตอนนั้นผมเด็กมากแล้วไม่ชอบเลย คิดว่ามันน่าเบื่อมาก ตากับยายคอยจุ๊ๆห้ามไม่ให้ขยุกขยิกมาก ผมเลยนั่งวาดการ์ตูนบนสารโบสถ์ขณะที่นักเทศน์พล่ามอยู่บนธรรมาสน์

ตอนเข้าโรงเรียนเตรียมทหารก็ถูกบังคับให้ไปนั่งฟังเทศน์ในโบสถ์ของโรงเรียน ก็เหมือนเดิมครับ “ไม่ชอบ”

จำได้ว่าแต่ละอาทิตย์จะได้รับเงินคนละสิบเซ็นต์เอาไว้ใส่ถุงถวาย ที่จำได้เพราะบางทีผมแอบเก็บสิบเซ็นต์นั้นไว้เอาไปซื้อขนม ถึงเราจะได้ค่าขนมแต่อีกสิบเซ็นต์ก็จะได้ขนมอย่างที่อยากได้ แต่ทุกครั้งที่ทำจะรู้สึกผิดเพราะผมกำลังขโมยเงินของพระเจ้า

นอกจากเรื่องพวกนี้แล้วผมแทบจำเรื่องโบสถ์ตอนเด็กๆไม่ได้เลย เป็นอะไรที่ไม่คุ้นเคยและห่างเหิน แต่พอกลับใจมาเป็นคริสเตียนตอนอายุ 17 เพื่อนคนหนึ่งที่โรงเรียนพยายามาผูกมิตรกับผมมาก มาตามผมบอกว่าคุณเป็นคริสเตียนแล้วใช่มั้ย อยากพาคุณไปโบสถ์ ผมก็ตอบว่า “ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้อยากไปโบสถ์”

หมอนี่ก็ตื๊อไม่เลิก แต่เขาเป็นคนมีน้ำใจผมเลยตัดสินใจไปสักครั้ง จำได้ว่าเดินไปที่โบสถ์ชื่อคัลวารี่ชาเปล ในคอสตาเมซ่าคาลิฟอร์เนีย มีแต่เยาวชนคนหนุ่มสาวเต็มไปหมดเพราะกำลังมีงานฟื้นฟู เหมือนมีกระแสไฟอยู่ในอากาศ ผมตัวชาและไม่อยากจะเดินเข้าไป บรรยากาศแห่งความสุขลอยอยู่ในอากาศ มีแต่รอยยิ้ม เสียงทักทาย และกอดกัน

ผมโตมาในครอบครัวที่ไม่ปกติสักเท่าไร ไม่เคยได้ยินคำว่า “รักลูกนะ” ไม่มีการกอดกันที่บ้าน แล้วผมก็คิดว่าผมไม่อยากกอดกับใคร ทำให้ระวังตัวมาก ยิ่งเห็นคนแน่นยิ่งโล่งใจเพราะแปลว่าอาจจะได้กลับเลยเพราะไม่มีที่ เลยบอกกับเพื่อนว่า “มันแน่นนะ ไม่มีที่เลย” แต่ก็สายไป คนที่นั่งแถวหน้าหันมาเห็น จำได้ว่าอยู่โรงเรียนเดียวกันโบกมือเรียก ผมเลยต้องไปนั่งแถวหน้า ตอนนั้นไม่นึกสักนิดว่าตัวเองนั่งอยู่แถวหน้าสุดเพื่อรอรับการฟื้นฟู

แล้วศิษยาภิบาล ชัค สมิธ ก็เดินเข้ามา วัยกลางคนและหัวล้าน (สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากเป็น) ผมคิด “ยังกับคุณครู เหมือนคุณครูใหญ่ คงจะน่าเบื่อมาก” แต่พอท่านเปิดพระคัมภีร์และเริ่มพูด ทุกอย่างมันดูมีเหตุผล แล้วเกี่ยวข้องกับผมโดยตตรง ใจผมเริ่มเปลี่ยน

จากที่รู้สึกอึดอัดเวลาอยู่ในโบสถ์ กลายเป็นอยากไปโบสถ์ทุกครั้งที่ประตูเปิด ผมไปร่วมทุกครั้งที่มีนมัสการ อยากเรียนรู้เพิ่ม และอยากมีส่วนร่วมในทุกๆกิจกรรม สองปีจากนั้น ผมพบตัวเองอยู่ที่เมืองริเวอร์ไซด์ คาลิฟอร์เนียใต้ กำลังจะเปิดโบสถ์ใหม่ แต่ตอนนั้นไม่รู้ตัว คิดว่าแค่ไปช่วยสอนพระคัมภีร์ให้เด็กๆที่โบสถ์แถวนั้น แต่กลุ่มเริ่มใหญ่ขึ้น ต่อมาก็มีคนเริ่มเรียกผมว่า “อาจารย์” ผมก็จะหันไปรอบๆ คิดว่า “ใครมา มีอาจารย์มาเหรอ? ไม่ใช่ผมแน่” เลยพยายามหาคนมาสอนแทนแต่ก็ไม่มี ตอนนั้นเริ่มรู้ตัวแล้วว่าพระเจ้ากำลังเรียกผมให้เป็นศิษยาภิบาล
ผ่านไปสี่สิบปี ตอนนี้ผมเลยวัยกลางคน แล้วก็หัวล้านด้วย แต่ผมยังทุ่มเทให้คริสตจักรเต็มกำลังเหมือนเมื่อเริ่มต้น และรู้ว่าคริสตจักรสามารถกลายเป็นที่ๆสวยงามได้ และเชื่อว่าคริสตจักรคือความหวังของอเมริกาและที่อื่นๆทั่วโลก

บางคนอาจคิดว่า “เกร็กเอ๊ย เห็นพูดว่าความหวังของอเมริกาคือการฟื้นฟู และพระเจ้าไม่ใช่เหรอ?” ใช่ครับ ความหวังคือพระเจ้า – ผู้ทำงานผ่านคริสตจักรของพระองค์

แล้วอะไรคือการฟื้นฟู? คือการที่คริสเตียนย้อนกลับไปเป็นเหมือนที่ควรเป็นแต่แรก คริสเตียนที่ย้อนกลับไปมีชีวิต และนี่คือสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับประเทศที่ต้องการรับการรักษา “ถ้าประชากรของเราผู้ซึ่งเขา เรียกกันโดยชื่อของเรานั้นจะถ่อมตัวลง และอธิษฐานและแสวงหาหน้าของเรา และหันเสียจากทางชั่วของเขา เราก็จะฟังจากสวรรค์ และจะให้อภัยแก่บาป ของเขาและจะรักษาแผ่นดินของเขาให้หาย (2พงศาวดาร 7:14)

ถ้าต้องการเห็นแผ่นดินของเราได้รับการรักษา พระเจ้าตรัสว่าต้องเริ่มจากประชากรของพระองค์ก่อน คริสเตียนต้องดำเนินชีวิตให้สมกับชื่อคริสเตียน “ผู้ติดตามพระคริสต์” พวกเขาต้องเป็นเหมือนพระคริสต์ และถ้าคริสตจักรเป็นเหมือนที่ๆควรเป็น ประเทศของเราจะเปลี่ยนไป

เมื่อพระเยซูเสด็จมาดำเนินบนโลกใบนี้ พระองค์เริ่มจากตั้งสถาบันขึ้นมา และนั่นก็คือคริสตจักรของพระองค์ พระเยซูเองเป็นผู้ตรัสว่า “…เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นหามิได้” (มัทธิว 16:18) พระองค์กำลังบอกว่า คริตจักรจะยั่งยืน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พระองค์จะทรงมีชัย

คำว่าคริสตจักรมาจากภาษากรีก ecclesia ซึ่งมาจากคำสองคำ “ออกจาก” และ “ถูกเรียก” เมื่อนำมารวมกันความหมายของคริสตจักรก็คือ “ถูกเรียกออกมา” ออกมาจากอะไรครับ? ออกมาจากวัฒนธรรม จากระบอบของโลก ดังนั้นการใช้คำว่าคริสตจักร พระเยซูกำลังบอกว่าผู้ที่ติดตามพระองค์ ควรจะแยกตัวออกมาจากวัฒนธรรมและระบอบของโลก

ถ้าแต่ละคนเป็นอย่างที่ควรเป็นในฐานะผู้ติดตามพระเยซูคริสต์ คริสตจักรจะแตกต่างไปขนาดไหน? ถ้าคริสตจักรเป็นอย่างที่คริสตจักรควรเป็น เมืองของเรา จังหวัดของเรา ประเทศของเราจะแตกต่างไปขนาดไหน?

ไม่เฉพาะอเมริกา ความหวังของทุกๆที่ในโลกคืองานของพระเจ้าที่ทำผ่านคริสตจักรของพระองค์ครับ

โดย: Pastor Greg Laurie

อนุญาตโดย  Harvest Ministries with Greg Laurie

PO Box 4000,Riverside,CA92514

 

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)