ก.พ. 042015
 

ของประทานในกายเดียว

 

พระธรรม        1โครินธ์ 12:1-31

อ้างอิง             1คร.1:7;10:32; 12:9-10;14:1,12;37,39;16:22

บทนำ              เราแม้จะแตกต่างและหลากหลาย แต่เราถูกออกแบบมาให้อยู่ในกายเดียวกัน คือ คริสตจักร

ขอให้เราใช้ของประทานของเราในการเสริมสร้างและรับใช้ซึ่งกันและกัน!

 บทเรียน

 12:1 “พี่‍น้อง​ทั้ง‍หลาย ข้าพ‌เจ้า​อยาก​ให้​ท่าน​เข้า‍ใจ​เกี่ยว‍กับ​ของ‍ประ‌ทาน​จาก​พระ‍วิญ‌ญาณ”

       (Now concerning spiritual gifts, brothers, I do not want you to be uninformed.)

12:2 “พวก‍ท่าน​รู้​แล้ว​ว่า​แต่​ก่อน​ที่​ยัง​เป็น​คน​ต่าง​ศาสนา​อยู่​นั้น พวก‍ท่าน​ถูก​ชัก‍จูง​และ​นำ​ให้​หลง‍ไป​นับ‍ถือ​รูป‍เคารพ​ซึ่ง​พูด​ไม่‍ได้ ไม่​ว่า​จะ​ด้วย​ทาง​ใด”

       (You know that when you were pagans you were led astray to mute idols, however you were led.)

12:3 “เพราะ‍ฉะนั้น​ข้าพ‌เจ้า​ขอ​บอก​ให้​ทราบ​ว่า ไม่‍มี​ใคร​ที่​พูด​โดย​พระ‍วิญ‌ญาณ​ของ​พระ‍เจ้า​จะ​พูด​ว่า “ให้​เยซู​เป็น​ที่​สาป‍แช่ง” และ​ไม่‍มี​ใคร​สามารถ​พูด​ว่า “พระ‍เยซู​เป็น​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า” นอก‍จาก​จะ​พูด​โดย​พระ‍วิญ‌ญาณ‍บริ‌สุทธิ์”
   (Therefore I want you to understand that no one speaking in the Spirit of God ever says “Jesus is accursed!” and no one can say “Jesus is Lord” except in the Holy Spirit.)

12:4 “ของ‍ประ‌ทาน​นั้น​มี​ต่างๆ กัน แต่​มี​พระ‍วิญ‌ญาณ​องค์​เดียว‍กัน”

       (Now there are varieties of gifts, but the same Spirit; )

12:5 “การ​ปรน‌นิ‌บัติ​มี​ต่างๆ กัน แต่​มี​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​องค์​เดียว‍กัน”

       (and there are varieties of service, but the same Lord; ).

12:6 “กิจ‍กรรม​มี​ต่างๆ กัน แต่​มี​พระ‍เจ้า​องค์​เดียว‍กัน​เป็น‍ต้น‍เหตุ​แห่ง​กิจ‍กรรม​ทั้ง‍หมด​ใน​ทุก‍คน”

       (and there are varieties of activities, but it is the same God who empowers them all in  everyone.)

12:7 “การ​สำแดง​ของ​พระ‍วิญ‌ญาณ​นั้น พระ‍องค์​ประ‌ทาน​แก่​แต่‍ละ‍คน​เพื่อ​ประ‌โยชน์​ร่วม‍กัน”

        (To each is given the manifestation of the Spirit for the common good.)

12:8 “พระ‍เจ้า​ประ‌ทาน​โดย​ทาง​พระ‍วิญ‌ญาณ ให้​คน​หนึ่ง​มี​ถ้อย‍คำ​ของ​ปัญญา และ​ให้​อีก‍คน‍หนึ่ง​มี​ถ้อย‍คำ​ของ​ความ​รู้ โดย​พระ‍วิญ‌ญาณ​องค์​เดียว‍กัน”

     (For to one is given through the Spirit the utterance of wisdom, and to another the utterance of knowledge according to the same Spirit, )

12:9 “และ​ให้​อีก‍คน‍หนึ่ง​มี​ความ​เชื่อ โดย​พระ‍วิญ‌ญาณ​องค์​เดียว‍กัน ให้​อีก‍คน‍หนึ่ง​มี​ของ‍ประ‌ทาน​ใน​การ​รักษา​โรคโดย​พระ‍วิญ‌ญาณ​องค์​เดียว‍กัน” 

      (to another faith by the same Spirit, to another gifts of healing by the one Spirit,)

12:10 “ให้​อีก‍คน‍หนึ่ง​ทำ​การ​ด้วย​ฤทธา‌นุ‌ภาพ ให้​อีก‍คน‍หนึ่ง​เผย‍พระ‍วจนะ ให้​อีก‍คน‍หนึ่ง​รู้‍จัก​สัง‌เกต​วิญ‌ญาณ​ต่างๆให้​อีก‍คน‍หนึ่ง​พูด‍ภาษา‍แปลกๆ และ​ให้​อีก‍คน‍หนึ่ง​แปล​ภาษา​นั้นๆ ได้”

    (to another the working of miracles, to another prophecy, to another the ability to distinguish  between spirits, to another various kinds of tongues, to another the interpretation of tongues. )

12:11 “พระ‍วิญ‌ญาณ​องค์​เดียว‍กัน​ทรง​ทำ​และ​จัด‍สรร​สิ่ง‍เหล่า‍นี้​ทั้ง‍หมด​แก่​แต่‍ละ‍คน​ตาม​ชอบ‍พระ‍ทัย​พระ‍องค์”

       (All these are empowered by one and the same Spirit, who apportions to each one individually (as he wills.)

12:12 “เพราะ​ว่า เหมือน​กับ​ร่าง‍กาย​เดียว​ที่​มี​หลายๆ อวัยวะ และ​อวัยวะ​ทั้ง‍หมด​ของ​ร่าง‍กาย​นั้น​แม้​จะ​มี​หลาย​ส่วน​ก็​ยัง​เป็น​ร่าง‍กาย​เดียว พระ‍คริสต์​ก็​ทรง​เป็น​เช่น​นั้น”

      (For just as the body is one and has many members, and all the members of the body, though many, are one body, so it is with Christ.)

12:13 “เพราะ‍ว่า​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​ยิว​หรือ​กรีก ทาส​หรือ​เสรี‍ชน เรา​ได้​รับ​บัพ‌ติศ‌มา​ใน​พระ‍วิญ‌ญาณ​องค์​เดียว​เข้า​เป็น​กาย​เดียว‍กัน และ​พระ‍วิญ‌ญาณ​องค์​เดียว‍กัน​เป็น​เหมือน​น้ำ​ที่​ประ‌ทาน​ให้​เรา​ทุก​คน​ได้​ดื่ม”

         (For in one Spirit we were all baptized into one body—Jews or Greeks, slaves or free—and all  were made to drink of one Spirit.)

12:14 “เพราะ‍ว่า​ร่าง‍กาย​ไม่‍ได้​ประ‌กอบ​ด้วย​อวัยวะ​เดียว แต่​ด้วย​หลาย​อวัยวะ”

         (For the body does not consist of one member but of many.)

12:15 “ถ้า​เท้า​จะ​พูด​ว่า “เพราะ​ฉัน​ไม่‍ได้​เป็น​มือ ฉัน​จึง​ไม่​เป็น​อวัยวะ​ของ​ร่าง‍กาย” เท้า​ก็​ไม่​เป็น​อวัยวะ​ของ​ร่าง‍กาย​เพราะ​เหตุ‍นี้​ย่อม​ไม่‍ได้”

       (If the foot should say, “Because I am not a hand, I do not belong to the body,” that would not make it any less a part of the body.)

12:16 “ถ้า​หู​จะ​พูด​ว่า “เพราะ​ฉัน​ไม่‍ได้​เป็น​ตา ฉัน​จึง​ไม่​เป็น​อวัยวะ​ของ​ร่าง‍กาย” หู​ก็​ไม่​เป็น​อวัยวะ​ของ​ร่าง‍กาย​เพราะ​ เหตุ‍นี้​ย่อม​ไม่‍ได้”

             (And if the ear should say, “Because I am not an eye, I do not belong to the body,” that would not make it any less a part of the body. )

12:17 “ถ้า​ร่าง‍กาย​ทั้ง‍หมด​เป็น​ตา การ​ได้‍ยิน​จะ​อยู่​ที่‍ไหน? ถ้า​ร่าง‍กาย​ทั้ง‍หมด​เป็น​หู การ​ดม​กลิ่น​จะ​อยู่​ที่‍ไหน?” 

        (If the whole body were an eye, where would be the sense of hearing? If the whole body were  an ear, where would be the sense of smell?)

12:18 “แต่​พระ‍เจ้า​ทรง​ตั้ง​อวัยวะ​แต่​ละ​อวัยวะ​ไว้​ใน​ร่าง‍กาย​ตาม​ชอบ‍พระ‍ทัย​ของ​พระ‍องค์”

         (But as it is, God arranged the members in the body, each one of them, as he chose. )

12:19 “ถ้า​อวัยวะ​ทั้ง‍หมด​เป็น​อวัยวะ​เดียว ร่าง‍กาย​จะ​มี​ที่‍ไหน?”

           (If all were a single member, where would the body be? ) 

12:20 “ความ​จริง​มี​อวัยวะ​หลาย​อย่าง แต่​ก็​ยัง​เป็น​ร่าง‍กาย​เดียว‍กัน 

     (As it is, there are many parts, yet one body.)

12:21 “และ​ตา​ก็​ไม่​สามารถ​พูด​กับ​มือ​ว่า “ฉัน​ไม่​ต้อง‍การ​เธอ” หรือ​ศีรษะ​จะ​พูด​กับ​เท้า​ว่า “ฉัน​ไม่​ต้อง‍การ​เธอ”

     (The eye cannot say to the hand, “I have no need of you,” nor again the head to the feet, “I have    no need of you.” )

12:22 “แต่​หลายๆ อวัยวะ​ของ​ร่าง‍กาย​ที่​เรา​คิด​ว่า​อ่อน‌แอ​กว่า ก็​ยัง​เป็น​สิ่ง​จำ‍เป็น”

      (On the contrary, the parts of the body that seem to be weaker are indispensable,)

12:23 “อวัยวะ​ของ​ร่าง‍กาย​ที่​เรา​คิด​ว่า​ไร้​เกียรติ เรา​ก็​ยัง​ทำ​ให้​มี​เกียรติ​ยิ่ง‍ขึ้น และ​อวัยวะ​ที่​ควร​ปก‍ปิด เรา​ก็​ทำ​ด้วย​ ความ​สุภาพ​เป็น​พิเศษ”

     (and on those parts of the body that we think less honorable we bestow the greater honor, and  our unpresentable parts are treated with greater modesty,)

12:24 “เพราะ‍ว่า​อวัยวะ​ที่​น่า‍ดู​แล้ว ก็​ไม่​จำ‍เป็น​ต้อง​ตก‍แต่ง​อีก แต่​พระ‍เจ้า​ทรง​จัด‍วาง​ร่าง‍กาย โดย​การ​ประ‌ทาน​เกียรติ​มาก​ยิ่ง‍ขึ้น​แก่​อวัยวะ​ที่​ต่ำ‍ต้อย”

     (which our more presentable parts do not require. But God has so composed the body, giving  greater honor to the part that lacked it,)

12:25 “เพื่อ​ไม่‍ให้​มี​การ​แตก‍แยก​กัน​ใน​ร่าง‍กาย แต่​ให้​อวัยวะ​ต่างๆ มี​ความ​ห่วง‍ใย​แบบ​เดียว‍กัน​ต่อ​กัน​และ​กัน” 

       (that there may be no division in the body, but that the members may have the same care for  one another.)

12:26 “ถ้า​อวัยวะ​หนึ่ง​ทุกข์ อวัยวะ​ทั้ง‍หมด​ก็​ร่วม‍ทุกข์​ด้วย ถ้า​อวัยวะ​หนึ่ง​ได้​รับ​เกียรติ อวัยวะ​ทั้ง‍หมด​ก็​ร่วม​ชื่น‍ชมยินดี​ด้วย”

          (If one member suffers, all suffer together; if one member is honored, all rejoice together.)

12:27 “ส่วน​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​เป็น​กาย​ของ​พระ‍คริสต์ และ​แต่​ละ​อวัยวะ​ก็​เป็น​ส่วน​หนึ่ง​ของ​กาย​นั้น”

       (Now you are the body of Christ and individually members of it.)

12:28 “พระ‍เจ้า​ทรง​ตั้ง​บาง‍คน​ไว้​ใน​คริสต‌จักร คือ​หนึ่ง บรร‌ดา​อัคร‌ทูต สอง บรร‌ดา​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ สาม บรร‌ดา​อา‌จารย์ ต่อ‍จาก‍นั้น ผู้​ทำ​การ​ด้วย​ฤทธา‌นุ‌ภาพ ต่อ‍จาก‍นั้น ของ‍ประ‌ทาน​ใน​การ​รักษา​โรค พวก​ที่​ให้​ความ​ช่วย‍เหลือ พวก​ผู้‍นำ​และ​พวก​ที่​รู้​ภาษา​แปลกๆ”

      (And God has appointed in the church first apostles, second prophets, third teachers, then   miracles, then gifts of healing, helping, administrating, and various kinds of tongues.)

12:29 “ทุก‍คน​เป็น​อัคร‌ทูต​หรือ? ทุก‍คน​เป็น​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ​หรือ? ทุก‍คน​เป็น​อา‌จารย์​หรือ? ทุก‍คน​ทำ​การ​ด้วย​ฤทธา‌นุ‌ภาพ​หรือ?” 

               (Are all apostles? Are all prophets? Are all teachers? Do all work miracles? )

12:30 “ทุก‍คน​มี​ของ‍ประ‌ทาน​ใน​การ​รักษา​โรค​หรือ? ทุก‍คน​พูด‍ภาษา‍แปลกๆ หรือ? ทุก‍คน​แปล​ได้​หรือ?”

               (Do all possess gifts of healing? Do all speak with tongues? Do all interpret?)

12:31 “แต่​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​จง​ขวน‍ขวาย​ของ‍ประ‌ทาน​ต่างๆ ที่​ยิ่ง‍ใหญ่​กว่าและ​ข้าพ‌เจ้า​จะ​ชี้​ให้​เห็น​ถึง​ทาง​ที่​ดี​ที่​สุด​แก่​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย”

               (But earnestly desire the higher gifts. And I will show you a still more excellent way.)

 

ข้อมูลมีประโยชน์

12:1     “เกี่ยวกับ” ( concerning) = คำถามใหม่ที่ชาวโครินธ์ถามมา (ปท.7:1;8:1;16:1)

“ของประทานจากพระวิญญาณ” (spiritual gifts) = “ของประทานฝ่ายจิตวิญญาณ” (1:7)

12:2     “หลงไปนับถือรูปเคารพซึ่งพูดไม่ได้” (you were led astray to mute idols) = ครั้งหนึ่งชาวโครินธ์เคยถูกอิทธิพลหลายอย่างชักนำให้นมัสการรูปเคารพซึ่งพูดไม่ได้ (8:4-6) แต่ในเวลานี้พวกเขาต้องได้รับการนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

12:3     “ให้พระเยซูเป็นที่สาปแช่ง” (Jesus is accursed!) –รม.9:3;1คร.16:22

“พระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” (Jesus is Lord) = คนที่ได้บังเกิดใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ยอมรับพระเยซูคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างจริงใจ จะไม่อาจแช่งด่าพระเยซูได้ (ปท. ยน.20:28;1ยน.4:2-3)

คำกรีกที่ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า” นี้ ใช้เป็นคำแปลพระนามของพระเจ้าในพระคัมภีร์เดิม ฉบับแปลกรีก (เชปทัวจิ้น) ของคำฮีบรูว่า “ยาห์เวห์” (รม.10:9)

12:4-6 “…องค์เดียวกัน” (…same Lord) –วลีนี้ใน 3 ข้อนี้ สะท้อนเรื่องตรีเอกานุภาพ และแสดงถึงความหลากหลายและความเป็นหนึ่งเดียวกันในของประทานฝ่ายพระวิญญาณ

12:5     “การปรนนิบัติ” (service) = งานรับใช้ในชุมชนคริสเตียน เช่น บริการเรื่องอาหาร (กจ.6:2-3) หรือรับใช้เป็นตำแหน่ง เช่น มัคนายก (ฟป.1:1)

12:6     “กิจกรรม” ( activities) = การงาน (ในฉบับอมตธรรม) = พลังในการปฏิบัติการซึ่งให้ผลที่ชัดเจน

12:7     “การสำแดงของพระวิญญาณนั้น พระองค์ประทานแก่แต่ละคนเพื่อประโยชน์ร่วมกัน” (To each is given the manifestation of the Spirit for the common good) = ทุกคนในคริสตจักรได้รับของประทานฝ่ายวิญญาณที่แสดงว่า พระวิญญาณทำงานในชีวิตของเขา และประทานของประทานทุกอย่างเพื่อใช้เสริมสร้างสมาชิกในชุมชนผู้เชื่อนั้น (1ปต.4:10-11) และต้องไม่นำไปหาประโยชน์อย่างที่พวกคริสเตียนส่วนตนเมืองโครินธ์กำลังกระทำอยู่

12:8     “ให้คนหนึ่งมี…และให้อีกคนหนึ่งมี….” (For to one is given …to another the) –แต่ละคนมีของประทาน แต่ไม่ใช่มีเหมือนกันหรือคนเดียว

12:9     “มีความเชื่อ” (faith ) = ไม่ใช่ความเชื่อทำให้รอดซึ่งคริสเตียนทุกคนต้องมีอยู่แล้ว แต่นี่เป็นความเชื่อที่ตอบสนองความต้องการที่เจาะจงภายในคริสตจักร

“มีของประทานในการรักษาโรค” (gifts of healing) = รักษา หายหลายโรค หรือหลากหลายวิธี

12:10   “ทำการด้วยฤทธานุภาพ” (the working of miracles) = ฤทธิ์เดชอันอัศจรรย์ หรือการกระทำที่มีฤทธิ์เดช

= การกระทำราชกิจของพระเจ้าให้บรรลุตามเป้าหมายด้วยวิถีทางที่ไม่ปกติ หรืออาจเกินคาด

          “เผยพระวจนะ” (prophecy) = ข้อความที่พระวิญญาณบริสุทธิ์แจ้งแก่ผู้เชื่อ อาจเป็น 1. คำทำนาย

(กจ.11:28;21:10-11) หรือ 2. การบอกพระประสงค์ของพระเจ้าในเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง

(ปท.14:1-5,29-30;กจ.13:1-2)

“รู้จักสังเกตวิญญาณต่าง ๆ “ (distinguish between spirits) = รู้จักแยะแยะวิญญาณต่าง ๆ เนื่องจากอาจมีคำพยากรณ์เท็จมาจากวิญญาณชั่วได้ ดังนั้น ของประทานนี้จะช่วยคริสตจักรให้แยกแยะความจริงจากความเท็จได้ (ปท.1ยน.4:1-6)

“ภาษาแปลกๆ” (tongues) =อาจเป็นภาษามนุษย์ซึ่งผู้พูดสามารถพูดได้โดยไม่ได้เรียนมาก่อน

(กจ.2:4,6,11;ปท.1คร.14:9-10) หรือ เป็นภาษาสวรรค์ที่ออกมาจากการสรรเสริญและอธิษฐานจากใจ (13:1;14:2,10)

          “แปลภาษานั้นๆ ได้” (the interpretation) = ความสามารถในการสื่อความหมายของสารที่พูดเป็นภาษาแปลกๆ เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจ และได้รับการเสริมสร้าง (ปท.14:5,13,27-28)

12:11   “ตามชอบพระทัยของพระองค์” (he wills)= ตามที่พระเจ้าทรงกำหนดให้แก่ผู้เชื่อแต่ละคน

12:12   “ร่างกายเดียวที่มีหลายๆ อวัยวะ”( the body is one and has many members)= เป็นตัวอย่างของความเป็นหนึ่งท่ามกลางความหลากหลายของของประทานฝ่ายวิญญาณที่แตกต่างกันที่พระเจ้าประทานให้

12:13  “ไม่ว่าเป็นยิวหรือกรีก” (Jews or Greeks) = ไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ หรือวัฒนธรรมในพระคริสต์ (กท.3:28)

“ทาสหรือเสรีชน” (slaves or free) = ไม่มีการแบ่งแยกทางสังคม

“รับบัพติศมาในพระวิญญาณองค์เดียวเข้าเป็นกายเดียวกัน” (one Spirit we were all baptized into one body) –ปท.รม.6:3-4;ยน.3:3,5

= เราเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ เป็นส่วนเดียวกับพระกายของพระองค์ ผ่านการบังเกิดใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (6:19)

12:14-20 –มีการเปรียบเทียบของประทาน และยกย่องของประทานที่เด่นหรือตื่นเต้น ทำให้คนที่ไม่มีของประทานเหล่านั้นดูต่ำต้อย

12:14   -รม.12:4-8, เช่นเดียวกับที่กายของมนุษย์มีความหลากหลายเพื่อทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

12:18   -เปาโลเน้นพระประสงค์ของพระเจ้าในการสร้างอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายอย่างหลากหลาย มีนัยว่า การที่พระเจ้าให้คริสเตียนที่แตกต่างกันอยู่ในพระกายของพระคริสต์เพื่อใช้ของประทานที่แตกต่างกันอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

12:21-26 –เป็นคำเตือนสติคนที่รู้สึกว่า ของประทานของตนนั้นโดดเด่นและสำคัญกว่าของคนอื่น

12:22   “อวัยวะของร่างกายที่เราคิดว่าอ่อนแอกว่าก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น” (the parts of the body that seem to be weaker are indispensable) = อวัยวะที่อ่อนแอว่าหรือดูสำคัญน้อยก็ขาดไม่ได้

12:23   “เราก็ยังทำให้มีเกียรติยิ่งขึ้น” (we bestow the greater honor)= เราควรให้เกียรติแก่สมาชิกที่มีของประทานที่ดูธรรมดาให้มากขึ้นเป็นพิเศษ

12:25   “เพื่อไม่ให้มีการแตกแยกกันในร่างกาย” (no division in the body) -1:10-12

12:26   “อวัยวะทั้งหมดก็ร่วมทุกข์ด้วย” (member suffers) –ในคริสตจักร ถ้าพี่น้องคริสเตียนคนหนึ่งเป็นทุกข์สมาชิกทั้งหมดก็จะได้รับผลกระทบให้ทุกข์ตามไปด้วย (กจ.12:1-5)

12:27   “ท่านทั้งหลายเป็นกายของพระคริสต์” ( you are the body of Christ)= คริสตจักรท้องถิ่นแต่ละแห่งและคริสตจักรสากลต่างก็ล้วนเป็นพระกายของพระคริสต์

12:28   -อ.เปาโลกล่าวถึงของประทาน 3 อย่างจาก เอเฟซัส 4:11 ต่อด้วยของประทานอีก 5 อย่างจากในข้อ 8-10

-อัครทูตและผู้เผยพระวจนะเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานของคริสตจักร (มธ.16:18;อฟ.2:20)

“คือหนึ่ง…สอง…สาม…” (first … second … third….) = แสดงถึงลำดับความสำคัญของของประทานในคริสตจักรของอัครฑูต ผู้เผยพระวจนะ และบรรดาอาจารย์

“ต่อจากนั้น” (then) = จากนั้น ของประทานที่ตามมาก็ล้วนสำคัญเหมือนดัน

12:29-30 “ทุกคนเป็น…หรือ?” (Are all…?) = คริสเตียนมีของประทานแตกต่างกัน ไม่มีใครมีของประทานทุกอย่างและไม่มีของประทานใดอยู่ในทุก ๆ คน

12:31   “…จงขวนขวายของประทานต่าง ๆ ที่ยิ่งใหญ่กว่า” (earnestly desire the higher gifts) –14:1-5     ชาวโครินธ์ยกระดับสถานภาพของตนผ่านของประทานที่เขาเห็นว่า สำคัญกว่า

“ทางที่ดีที่สุดแก่ท่านทั้งหลาย” ( a still more excellent way) = การแสดงหนทางที่ถูกต้องในการใช้ของประทานฝ่ายจิตวิญญาณ นั่นคือ ทางแห่งความรัก ซึ่งเป็นผลของพระวิญญาณ (กท.5:22)

 

คำถามนำอภิปราย

  1. ใครมีประสบการณ์กับการนับถือรูปเคารพบ้าง? อย่างไร? ให้แบ่งปัน
  2. คุณเชื่อว่า คุณมีพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในชีวิตของคุณแล้วหรือไม่? ทำไมคุณคิดเช่นนั้น?
  3. คุณมั่นใจว่า คุณมีของประทานอะไรในชีวิตของคุณ? คุณรู้ได้อย่างไร?
  4. คุณกำลังใช้ของประทานอะไรบ้างในการก่อประโยชน์ร่วมกันให้แก่คริสตจักรและสมาชิก? อย่างไร?
  5. ในคริสตจักรที่คุณอยู่ คุณได้รับประโยชน์จากของประทานเรื่องอะไร? จากผู้ใดมากที่สุด? อย่างไร?
  6. หากคุณขอของประทานจากพระเจ้าได้ คุณอยากได้ของประทานอะไร? ทำไมคุณจึงอยากขอเช่นนั้น?
  7. คุณรู้สึกว่า คุณเป็นส่วนหนึ่งในคริสตจักรที่คุณอยู่อย่างเต็มเปี่ยมหรือไม่? ทำไม?
  8. คุณเคยมีประสบการณ์กับการรู้สึกว่า คุณมีความสำคัญมากกว่าคนอื่น ๆ ในคริสตจักรหรือไม่? ทำไม?
  9. คุณเคยรู้สึกว่า คุณไม่สำคัญอะไรต่อคริสตจักรเลยบ้างหรือไม่? แล้วผลเป็นอย่างไร?
  10. คุณเคยรู้สึกร่วมเจ็บปวดไปกับคนบางคนในคริสตจักรอย่างกายเดียวกันบ้างหรือไม่? (แบ่งปัน)

ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)