ก.พ. 182015
 

ภาษาแปลก ๆ vs การเผยพระวจนะ

พระธรรม        1โครินธ์ 14:1-25

อ้างอิง             1คร.12:1-10;31;11:5,13,24;3:11;2:15;13:2;2คร.8:7

บทนำ              ภาษาแปลก ๆ เป็นของประทานอย่างหนึ่งที่เรายอมรับได้ เพราะปรากฎอยู่ในพระคัมภีร์ แต่ก็มีคำแนะนำว่า เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคริสตจักร ภาษาแปลก ๆ จะต้องถูกใช้ควบคู่กับการแปลด้วย  ส่วนการเผยพระวจนะนั้นมีประโยชน์ตรงที่สามารถเสริมสร้างคริสตจักรได้โดยไม่ต้องมีการแปลอีก

บทเรียน

14:1 “จง​มุ่ง​หา​ความ​รัก และ​ขวนขวาย​ของประทาน​จาก​พระวิญญาณ โดยเฉพาะ​อย่างยิ่ง​การ​เผยพระวจนะ”

                (Pursue love, and earnestly desire the spiritual gifts, especially that you may prophesy.)

14:2 “เพราะว่า​คน​ที่​พูดภาษาแปลกๆ นั้น ไม่ได้​พูด​กับ​มนุษย์ แต่​ทูล​ต่อ​พระเจ้า เพราะว่า​ไม่มี​ใคร​เข้าใจ​ได้ เขา​พูดเป็น​ความ​ล้ำลึก​โดย​พระวิญญาณ”

       (For one who speaks in a tongue speaks not to men but to God; for no one understands him, but he utters mysteries in the Spirit.)

14:3 “แต่​ผู้​ที่​เผยพระวจนะ​นั้น พูด​กับ​มนุษย์​เพื่อ​ให้​เจริญขึ้น ให้​มี​การ​ชูใจ​และ​การ​ปลอบใจ”

       (On the other hand, the one who prophesies speaks to people for their up building and   encouragement and consolation.)

14:4 “คน​ที่​พูดภาษาแปลกๆ นั้น​ก็​ทำ​ให้​ตัว​เอง​เจริญขึ้น แต่​ผู้เผยพระวจนะ​นั้น​ทำ​ให้​คริสตจักร​เจริญขึ้น”

       (The one who speaks in a tongue builds up himself, but the one who prophesies builds up the  church.)

14:5 “ข้าพเจ้า​ต้องการ​ให้​พวกท่าน​ทุก​คน​พูดภาษาแปลกๆ แต่​ยิ่งกว่านั้น ข้าพเจ้า​ต้องการ​ให้​พวกท่าน​เผยพระวจนะ  เพราะ​ว่า​คน​ที่​เผยพระวจนะ​นั้น​ก็​ใหญ่​กว่า​คน​ที่​พูดภาษาแปลกๆ นอกจาก​ว่า​มี​คน​แปล​ได้ เพื่อ​คริสตจักร​จะ​ได้​รับ​ความ​เจริญ”

       (Now I want you all to speak in tongues, but even more to prophesy. The one who prophesies is  greater than the one who speaks in tongues, unless someone interprets, so that the church may be built up.)

14:6 “แต่​ว่า​พี่น้อง​ทั้งหลาย ถ้า​ข้าพเจ้า​มาหา​ท่าน​และ​พูดภาษาแปลกๆ จะ​เป็น​ประโยชน์​อะไร​ต่อ​พวกท่าน หาก​ข้าพเจ้า​ไม่​พูด​กับ​พวกท่าน​ด้วย​คำ​วิวรณ์ คำ​ที่​ให้​ความ​รู้ คำ​เผยพระวจนะ หรือ​คำ​สั่งสอน?

    (Now, brothers, if I come to you speaking in tongues, how will I benefit you unless I bring you some revelation or knowledge or prophecy or teaching?)

14:7“แม้​แต่​สิ่ง​ไม่มี​ชีวิต​ที่​ทำ​เสียง​ได้ เช่น​ปี่​และ​พิณ ถ้า​ไม่ให้​เสียง​สูง​ต่ำ​ที่​แตกต่าง​กัน คน​จะ​รู้​ทำนอง​ที่​เป่า​หรือ​ดีด​ได้​อย่างไร?”

      (If even lifeless instruments, such as the flute or the harp, do not give distinct notes, how will  anyone know what is played?)

14:8 “ถ้า​แตร​ให้​เสียง​ไม่​ชัดเจน ใคร​จะ​เตรียมตัว​เข้า​ทำ​ศึกสงคราม?”

       (And if the bugle gives an indistinct sound, who will get ready for battle? )

14:9 “ท่านทั้งหลาย​ก็​เป็น​เช่นนั้น คือ​ใน​การ​พูดภาษาแปลกๆ ถ้า​ท่าน​ไม่​ใช้​ถ้อยคำ​ที่​เข้าใจ​ได้ คน​จะ​เข้าใจ​คำพูด​นั้น​ด้​อย่างไร? สิ่ง​ที่​ท่าน​พูด​นั้น​จะ​หาย​ไป​กับ​สายลม”

   (So with yourselves, if with your tongue you utter speech that is not intelligible, how will anyone know what is said? For you will be speaking into the air.)

14:10 “แน่​นอน ใน​โลก​นี้​มี​ภาษา​มากมาย และ​ไม่มี​ภาษา​ใด​ที่​ปราศจาก​ความหมาย”

     (There are doubtless many different languages in the world, and none is without meaning,)

 14:11 “เพราะฉะนั้น ถ้า​ข้าพเจ้า​ไม่​เข้าใจ​ความหมาย​ของ​ภาษา​นั้นๆ ข้าพเจ้า​จะ​กลายเป็น​คน​ต่าง​ภาษา​กับ​คน​ที่​พูดและ​คน​ที่​พูด​นั้น​จะ​เป็น​คน​ต่าง​ภาษา​กับ​ข้าพเจ้า​ด้วย”

         (but if I do not know the meaning of the language, I will be a foreigner to the speaker and the speaker a foreigner to me.)

14:12 “ท่านทั้งหลาย​ก็​เป็น​เช่น​นั้น เมื่อ​ท่าน​กำลัง​ขวนขวาย​ของประทาน​จาก​พระวิญญาณ ก็​จง​พยายาม​เพิ่มพูน​สิ่ง​ที่​จะ​ทำ​ให้​คริสตจักร​เจริญขึ้น”

         (So with yourselves, since you are eager for manifestations of the Spirit, strive to excel in  building up the church.)

14:13 “ฉะนั้น​คน​ที่​พูดภาษาแปลกๆ ก็​ควร​อธิษฐาน​ขอ​ให้​แปล​ได้​ด้วย”

         (Therefore, one who speaks in a tongue should pray that he may interpret.)

14:14 “เพราะ​ถ้า​ข้าพเจ้า​อธิษฐาน​เป็น​ภาษา​แปลกๆ จิตวิญญาณ​ของ​ข้าพเจ้า​อธิษฐาน​ก็​จริง แต่​ความ​คิด​ก็​ไม่​เป็น​ประโยชน์”

         (For if I pray in a tongue, my spirit prays but my mind is unfruitful.)

14:15 “เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้า​ควร​ทำ​อย่างไร? ข้าพเจ้า​จะ​อธิษฐาน​ด้วย​จิตวิญญาณ​และ​ด้วย​ความ​คิด และ​จะ​ร้อง‍เพลง​ด้วย​จิตวิญญาณ​และ​ด้วย​ความ​คิด”

  (What am I to do? I will pray with my spirit, but I will pray with my mind also; I will sing praise  with my spirit, but I will sing with my mind also.)

14:16 “มิฉะนั้น​ถ้า​ท่าน​สรรเสริญ​พระเจ้า​ด้วย​จิตวิญญาณ คน​ที่​อยู่​ใน​กลุ่ม​ที่​ไม่​เข้าใจ​จะ​ว่า “อาเมน” กับ​คำ​ขอบพระ‍คุณ​ของ​ท่าน​ได้​อย่างไร ใน​เมื่อ​เขา​ไม่​รู้​ว่า​ท่าน​พูด​อะไร?”

    (Otherwise, if you give thanks with your spirit, how can anyone in the position of an outsider  say “Amen” to your thanksgiving when he does not know what you are saying?)

14:17 “เพราะ​ว่า​แม้​ท่าน​จะ​ขอบพระคุณ​อย่าง​ไพเราะ แต่​คนอื่น​ก็​ไม่​เจริญขึ้น”

         (For you may be giving thanks well enough, but the other person is not being built up.)

14:18 “ข้าพเจ้า​ขอบพระคุณ​พระเจ้า ข้าพเจ้า​พูดภาษาแปลกๆ มาก​กว่า​ท่านทั้งหลาย​อีก”
         (I thank God that I speak in tongues more than all of you.)

14:19 “แต่​ว่า​ใน​คริสตจักร​ข้าพเจ้า​ต้องการ​ที่​จะ​พูด​สัก​ห้า​คำ​ด้วย​ความ​คิด เพื่อ​สอน​คนอื่น​ดีกว่า​ที่​จะ​พูด​หมื่น​คำ​เป็น​ภาษา​แปลกๆ”

         (Nevertheless, in church I would rather speak five words with my mind in order to instruct  others, than ten thousand words in a tongue.)

14:20 “พี่น้อง​ทั้งหลาย อย่า​เป็น​เหมือน​เด็ก​ใน​ด้าน​ความ​คิด แต่​ใน​เรื่อง​ความ​ชั่วร้าย​จง​เป็น​เหมือน​ทารก และ​ใน​ด้าน​ความ​คิด​จง​เป็น​เหมือน​ผู้ใหญ่”

         (Brothers, do not be children in your thinking. Be infants in evil, but in your thinking be mature.)

14:21 “ใน​ธรรมบัญญัติ​มี​เขียน​ไว้​ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า​ตรัส​ว่า ‘ด้วย​ภาษา​อื่นๆและ​ด้วย​ริมฝีปาก​ของ​คน​ต่าง​ภาษาเรา​จะ​พูด​กับ​ชนชาติ​นี้ถึงกระนั้นพวกเขา​ก็​จะ​ไม่​ฟัง​เรา’”

   (In the Law it is written, “By people of strange tongues and by the lips of foreigners will I speak to this people, and even then they will not listen to me, says the Lord.” )

14:22 “ฉะนั้น​การ​พูดภาษาแปลกๆ จึง​ไม่​เป็น​หมายสำคัญ​สำหรับ​พวก​ที่​เชื่อ แต่​สำหรับ​พวก​ที่​ไม่​เชื่อ แต่​การ​เผยพระ‍วจนะ​นั้น ไม่​ใช่​สำหรับ​พวก​ที่​ไม่​เชื่อ แต่​สำหรับ​พวก​ที่​เชื่อ​แล้ว”

       (Thus tongues are a sign not for believers but for unbelievers, while prophecy is a sign not for unbelievers but for believers. )

14:23 “เพราะฉะนั้น​ถ้า​ทั้ง​คริสตจักร​มา​ชุมนุม​กัน และ​ทุก​คน​ต่าง​ก็​พูดภาษาแปลกๆ และ​มี​คน​ที่​ไม่​รู้ หรือ​คน​ที่​ไม่​เชื่อ​เข้ามา พวกเขา​ก็​จะ​พูด​ว่า​ท่านทั้งหลาย​เป็น​บ้า​ไม่​ใช่​หรือ?”

   (If, therefore, the whole church comes together and all speak in tongues, and outsiders or unbelievers enter, will they not say that you are out of your minds?)

14:24 “แต่​ถ้า​ทุกคน​เผยพระวจนะ คน​ที่​ไม่​เชื่อ​หรือ​คน​ที่​ไม่​รู้​เข้ามา เขา​ก็​จะ​ถูก​ตักเตือน​และ​ได้​รับ​การ​วินิจฉัย​โดย​ทุก​คน”
         (But if all prophesy, and an unbeliever or outsider enters, he is convicted by all, he is called to  account by all,)

14:25 “ความ​ลับ​ใน​ใจ​ของ​เขา​จะ​ถูก​ทำ​ให้​ปรากฏ เขา​ก็​จะ​ทรุด​ตัว​ลง​ซบหน้า​นมัสการ​พระเจ้า​กล่าว​ว่า พระเจ้า​สถิต​อยู่​ท่ามกลาง​พวกท่าน​อย่าง​แน่นอน”
         (the secrets of his heart are disclosed, and so, falling on his face, he will worship God and declare that God is really among you.)

 

ข้อมูลมีประโยชน์

14:1     “จงมุ่งหาความรัก และขวนขวายของประทานจากพระวิญญาณ” ( Pursue love, and earnestly desire the spiritual gifts) = ความรักเป็นหนทางที่ทำให้ของประทานฝ่ายวิญญาณมีคุณค่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“การเผยพระวจนะ” (prophesy) -12:10

14:2     “พูดภาษาแปลก ๆ” (speaks in a tongue) = เป็นสิ่งที่ลึกลับ ไม่เข้าใจจนกว่าจะมีคนแปลออกมา ภาษาแปลก ๆ ในตอนนี้ หมายถึง ภาษาที่มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่เข้าใจ

“เป็นความล้ำลึกโดยพระวิญญาณ” (utters mysteries in the Spirit.) = ไม่ได้พูดออกมาจากความคิดของเขาเอง (ข.14-15)

14:3     “เพื่อให้เจริญขึ้น ให้มีการชูใจและปลอบใจ” (for their upbuilding and encouragement and consolation.) = การเผยพระวจนะสามารถเสริมสร้างและให้กำลังใจผู้ฟัง

14:4    “ทำให้ตัวเองเจริญขึ้น” (builds up himself) = เสริมสร้างตัวเองเป็นส่วนตัว ให้อุทิศตนเองมากขึ้น

14:5     “ต้องการให้พวกท่านทุกคนพูดภาษาแปลก ๆ “ (want you all to speak in tongues) –เปาโลไม่ได้ต่อต้านของประทานใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาแปลก ๆ หากว่าใช้อย่างเหมาะสม

“คนที่เผยพระวจนะนั้นใหญ่กว่าคนที่พูดภาษาแปลก ๆ” (The one who prophesies is greater than the one who speaks in tongues) = เพราะใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมมากกว่า และเป็นที่เข้าใจ จึงเสริมสร้างคริสตจักรได้

“นอกจากว่ามีคนแปลได้” (unless someone interprets) = จึงจะมีประโยชน์ เช่นเดียวกับการเผยพระวจนะ (ข.13)

14:6     “จะเป็นประโยชน์อะไรต่อพวกท่าน” (will I benefit you unless I bring you ) = หากพูดภาษาแปลก ๆ โดยไม่ได้แปลสิ่งที่พูดให้เข้าใจ คริสตจักรก็ไม่ได้รับประโยชน์หรือการเสริมสร้างใด ๆ

14:7     “ปี่และพิณ” (the flute or the harp) = เครื่องดนตรีที่รู้จักกันดีในอาณาจักรกรีก บางทีก็แปลว่า “ขลุ่ยและพิณ”

          “ถ้าไม่ให้เสียงสูงต่ำที่แตกต่างกัน” (do not give distinct notes) = “ถ้าไม่เล่นตามโน้ต” การเล่นโน้ตตัวเดียวซ้ำ ๆ ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการทำให้คนจับทำนองเพื่อเข้าใจหรือชื่นชมบทเพลงได้

14:8     “แตร…ใครจะเตรียมตัวเข้าทำศึกสงคราม” (the bugle … who will get ready for battle ) = ชาวกรีกคุ้นเคยกับการใช้เป็นสัญญาณออกศึกและคนยิวคุ้นเคยกับใช้แตรเขาสัตว์ (กดว.10:9;ยชว.6:4,9)

= เปาโลกำลังย้ำอีกครั้งว่า เสียงที่เปล่งออกมาต้องสื่อความหมายได้ (ชัดเจน)

14:9     “ไม่ใช้ถ้อยคำที่เข้าใจได้” (utter speech that is not intelligible) = เวลาพูดให้เราพูดด้วยภาษาที่ผู้ฟังเข้าใจดีกว่าพูดภาษาแปลก ๆ ที่คนไม่เข้าใจ (นอกจากมีผู้แปลให้เข้าใจ)

14:10   “ภาษามากมาย” (many different languages ) = ภาษานานาภาษาซึ่งในตอนนี้ อาจหมายถึงภาษาแปลก ๆ ในอีกความหมาย (หรืออีกประเภท) หนึ่งนั่นคือ เป็นภาษาต่างด้าวที่ผู้พูดไม่รู้จัก (แต่ผู้ฟังที่รู้จักเข้าใจได้)

14:12   “จงพยายามเพิ่มพูนสิ่งที่จะทำให้คริสตจักรเจริญขึ้น” ( strive to excel in building up the church)

= ในฉบับอมตธรรมแปลว่า “จงพยายามที่จะเป็นเลิศในของประทานซึ่งเสริมสร้างคริสตจักร”

= หลักการพื้นฐานของบทที่ 14

14:14   “ความคิดก็ไม่เป็นประโยชน์” (my mind is unfruitful) = เมื่อคนใดคนหนึ่งอธิษฐานหรือพูดเป็นภาษาแปลก ๆ ความคิดของเขาไม่ได้ใช้งานเพื่อกำหนดว่าจะใช้ภาษาอะไร

14:15-17 “อธิษฐาน…ร้องเพลง…สรรเสริญพระเจ้า จะว่าอาเมนกับคำขอบพระคุณของท่านได้อย่างไร?”

(pray …. sing ….praise say “Amen” to your thanksgiving when he does not know what you are saying?)    = ทั้งหมดที่กล่าวมาคือองค์ประกอบที่ใช้ในนมัสการทั้งในพระคัมภีร์เดิม (1พศด.16:36; นหม.5:13;8:6;สดด.104:33;136:1;148:1) และในพันธสัญญาใหม่ (รม.11:36;อฟ.5:18-20)

“อาเมน” (Amen) = “เป็นจริง” หรือ “ขอให้เป็นเช่นนั้น”

= คำที่แสดงว่าเห็นด้วยกับถ้อยคำที่ได้ยิน (รม.1:25)

ดังนั้น ในการทำสิ่งดังกล่าว ในที่ประชุม จึงจำเป็นต้องมีการแปลความหมายของภาษาแปลก ๆ เหล่านั้น

14:15   “จงอธิษฐานด้วยจิตวิญญาณและด้วยความคิดและจะร้องเพลงด้วยจิตวิญญาณและด้วยความคิด”

( pray with my spirit, but I will pray with my mind also; I will sing praise with my spirit, but I will sing with my mind also.

= อ.เปาโลตั้งใจที่จะอธิษฐานและร้องเพลงด้วยความคิดและจิตวิญญาณในเวลาเดียวกัน

14:19   “แต่ว่าในคริสตจักร” (in church) –เปาโลย้ำว่าในคริสตจักร การพูดและการอธิษฐานควรต้องเข้าใจได้เพื่อสอนหรือเตือนสติกันได้หรือหากเป็นภาษาแปลก ๆ ต้องแปลได้

14:20   “ในเรื่องความชั่วร้ายจงเป็นเหมือนทารก” (Be infants in evil) = คือ ไม่มีความปรารถนาชั่วหรือแรงจูงใจผิด ๆ ที่ต้องการเป็นเลิศในเรื่องของประทานฝ่ายจิตวิญญาณเพื่อตัวเอง เช่น การพูดภาษาแปลก ๆ

14:21-22 –อ.เปาโลอ้างพระธรรมอิสยาห์ 28 เพื่อชี้ให้เห็นว่า ภาษาของคนต่างภาษาอย่างชาวอัสซีเรีย จะเป็น

หมายสำคัญแก่พวกอิสราเอลที่ไม่เชื่อ เพื่อเตือนว่า การพิพากษากำลังจะมาถึง

-อ.เปาโล สรุปว่า ภาษาแปลก ๆ เป็นหมายสำคัญเรื่องการพิพากษาแก่ผู้ไม่เชื่อ (ปท. ข.22) ดังตัวอย่างใน กิจการ 2:4-12; ในขณะที่การเผยพระวจนะเป็นหมายสำคัญแก่ผู้เชื่อ (ข.22) เพราะเป็นการสื่อสารความจริงของพระเจ้าแก่ผู้ที่เต็มใจรับ (ปท. มธ.13:11-16)

14:21   “ในธรรมบัญญัติ” (In the Law) – ยน.10:34;12:34; ปท. 15:25;รม.3:19

14:22   “การพูดภาษาแปลก ๆ จึงไม่เป็นหมายสำคัญสำหรับพวกที่เชื่อ” (Thus tongues are a sign not for believers ) –เพราะว่าผู้เชื่อไม่ได้ต้องการหมายสำคัญเรื่องการพิพากษาของพระเจ้า เหมือนอย่างที่ผู้ไม่เชื่อจำเป็นต้องได้รับ

14:23   “คนที่ไม่รู้” (outsiders) = อาจหมายถึงคนที่สงสัยใคร่รู้หรือคนที่ยังไม่เข้าใจในข่าวประเสริฐอย่างแท้จริง

          “คนที่ไม่เชื่อ” ( unbelievers ) =คนที่ไม่มีทีท่าว่าจะมีความเชื่อที่สามารถช่วยให้เขารอด

“เป็นบ้าไม่ใช่หรือ?” (you are out of your minds?) = ในสภาพบรรยากาศของการที่ทุกคนกำลังพูดภาษาแปลก ๆ กันจนสับสนวุ่นวายไปหมด อาจทำให้คนเห็นคิดว่า กำลังเสียสติกันแล้ว ทำให้ผู้ที่มาเยี่ยมเยียนอาจถูกสภาวะนั้นผลักใสให้ออกไป สิ่งที่คาดหวังว่าจะเป็นหมายสำคัญจึงกลับส่งผลในด้านลบกับผู้ที่ยังไม่รอด

14:24  “แต่ถ้าทุกคนเผยพระวจนะ” (But if all prophesy) = การกล่าวพระวจนะของพระเจ้าด้วยภาษาท้องถิ่นที่ตั้งใจสื่อความหมายแก่ผู้เชื่อที่ส่งผลบวกแก่ผู้ที่ไม่เชื่อ เพราะว่าเขาได้ยิน เข้าใจและสำนึกในบาปของตน (แต่การเผยพระวจนะก็มีข้อจำกัดเช่นกัน –ดู ข้อ 29-32)

14:25   “ความลับในใจ” (the secrets of his heart) –รม.2:16

“พระเจ้าสถิตอยู่ท่ามกลามพวกท่านอย่างแน่นอน” (God is really among you) –อสย.45:14; ศคย.8:23

คำถามอภิปราย

  1. ทำไมเราควรที่จะมุ่งหาหรือดำเนินในวิถีแห่งความรัก?
  2. ทำไม เราควรขวนขวายหรือใฝ่หาของประทานจากพระวิญญาณ? และแตกต่างจากการมุ่งขอของประทานอย่างเจาะจงอย่างไรบ้าง?
  3. ทำไมเราควรใฝ่หาของประทานในการเผยพระวจนะมากกว่า การพูดภาษาแปลกๆ และของประทานอื่น ๆ
  4. หากว่า การพูดภาษาแปลก ๆ นั้นเป็นการทูลต่อพระเจ้าที่ไม่มีใครเข้าใจได้ และเป็นความล้ำลึก โดย         พระวิญญาณ ทำไมจึงมีความสำคัญน้อยกว่าการเผยพระวจนะ?
  5. การเผยพระวจนะ ช่วยทำให้คริสตจักรเจริญขึ้นอย่างไร?
  6. ทำไมปัจจุบันนี้มีคนอธิษฐานและไม่มีคนแปล แต่ยังอธิษฐานกันอยู่ให้เห็นกันมากมาย?
  7. เราจะทำอย่างไรจึงจะสามารถอธิษฐาน ร้องเพลง และสรรเสริญพระเจ้าได้ด้วยความคิดและจิตวิญญาณไปพร้อม ๆ กันได้?
  8. คุณเคยอยู่ในเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ไม่รู้จะอาเมนอย่างไร เพราะว่าคนรอบตัวคุณ อธิษฐานเป็นภาษาแปลก ๆ บ้างหรือไม่?
  9. คุณเคยมีประสบการณ์กับการได้เห็นการพูดภาษาแปลก ๆ เป็นหมายสำคัญ ทำให้ผู้ไม่เชื่อกลับใจมาเชื่อพระเจ้าบ้างไหม? (แบ่งปัน)
  10. คุณเคยเข้าไปในที่ ๆ คนกำลังอธิษฐานเป็นภาษาแปลก ๆ แล้วออกอาการเหมือนคนบ้า(ที่ฟังไม่รู้เรื่อง) บ้างหรือไม่? (แบ่งปัน) หรือคุณเคยได้รับการตักเตือนหรือการหนุนใจเพราะการเผยพระวจนะที่เข้าใจได้ชัดเจนบ้างไหม? (แบ่งปัน)

ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)