ก.ค. 082015
 

อวดเมื่อจำเป็นต้องอวด!

พระธรรม        2โครินธ์ 11:1-33

อ้างอิง             2คร.5:13-16;6:4-5;10:4;8:7;12:11-15;4:14;กจ.18:12;16:22-23;18:3;14:19;20:3;21:31;27:1-44

บทนำ

ศึกนอกใดก็ไม่หนักเท่าศึกใน

อาจารย์เปาโลเผชิญกับการต่อต้านและการข่มเหงมากมายจากผู้ไม่เชื่อ แต่ท่านก็ไม่หวั่นไหว

แต่การต่อต้านและการโจมตีจากภายในคริสตจักรที่ท่านรักต่างหากที่เป็นเรื่องสุดที่จะทนได้ของท่าน

คุณเคยมีประสบการณ์เช่นนี้ในคริสตจักรของคุณบ้างหรือไม่?

 

บทเรียน

11:1 “ข้าพเจ้าอยากขอให้ท่านทั้งหลายอดกลั้นต่อความโง่เขลาเล็กๆ น้อยๆ ของข้าพเจ้า แต่ที่จริงท่านก็อดกลั้นอยู่แล้ว”

       (wish you would bear with me in a little foolishness. Do bear with me!) 

11:2 “เพราะว่าข้าพเจ้าหวงแหนพวกท่านอย่างที่พระเจ้าทรงหวงแหน เพราะว่าข้าพเจ้าหมั้นท่านไว้กับสามีคนเดียวเพื่อถวายพวกท่านให้เป็นหญิงพรหมจารีบริสุทธิ์แด่พระคริสต์” 

    (For I feel a divine jealousy for you, since I betrothed you to one husband, to present you as a  pure virgin to Christ.)

11:3 “แต่ข้าพเจ้ากลัวว่า งูนั้นล่อลวงนางเอวาด้วยอุบายของมันอย่างไร ความคิดของท่านทั้งหลายก็จะถูกทำให้หลงไปจากความซื่อ และความบริสุทธิ์ต่อพระคริสต์อย่างนั้น” 

   (But I am afraid that as the serpent deceived Eve by his cunning, your thoughts will be led astray from a sincere and pure devotion to Christ.) 

11:4 “เพราะว่าถ้าใครมาเทศนาถึงพระเยซูอีกองค์หนึ่ง ซึ่งไม่ใชองค์ที่เราเคยเทศนานั้น หรือถ้าพวกท่านรับพระวิญญาณ ซึ่งแตกต่างจากที่ท่านเคยรับนั้น หรือรับข่าวประเสริฐซึ่งแตกต่างกับที่พวกท่านเคยรับไว้แล้ว ท่านทั้งหลายก็ช่างอดกลั้นดีจริง ๆ” 

  (For if someone comes and proclaims another Jesus than the one we proclaimed, or if you receive a different spirit from the one you received, or if you accept a different gospel from the one you accepted, you put up with it readily enough.)

11:5 “เพราะข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้าไม่ด้อยกว่าอัครทูตพิเศษเหล่านั้นแม้แต่น้อยเลย 

       (Indeed, I consider that I am not in the least inferior to these super-apostles.) 

11:6 “แม้ข้าพเจ้าพูดไม่เก่ง แต่ข้าพเจ้าก็มีความรู้ดี ที่จริงเราแสดงข้อนี้ต่อพวกท่านเสมอในทุกเรื่องแล้ว”

  (Even if I am unskilled in speaking, I am not so in knowledge; indeed, in every way we have made this plain to you in all things.)

11:7 “ข้าพเจ้าทำผิดหรือที่ถ่อมใจลงเพื่อยกชูท่านขึ้น เพราะข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าแก่พวกท่านโดยไม่คิดเงิน”

    (Or did I commit a sin in humbling myself so that you might be exalted, because I preached God’s gospel to you free of charge?)

11:8 “ข้าพเจ้าปล้นคริสตจักรอื่นๆ ด้วยการรับเงินอุดหนุนจากพวกเขา เพื่อปรนนิบัติท่านทั้งหลาย”

       (I robbed other churches by accepting support from them in order to serve you.)

11:9 “และเมื่อข้าพเจ้าอยู่กับพวกท่าน และกำลังขัดสนอยู่นั้น ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ป็นภาระกับใคร เพราะว่าพี่น้องที่มาจากแคว้นมาซิโดเนียได้จัดเตรียมสิ่งที่ข้าพเจ้าขัดสนให้กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทำตัวไม่ให้เป็นภาระกับพวกท่านในทุกด้าน และข้าพเจ้าจะทำตัวเช่นนี้ต่อไป” 

 (And when I was with you and was in need, I did not burden anyone, for the brothers who came from Macedonia supplied my need. So I refrained and will refrain from burdening you in anyway.

11:10 “ความจริงของพระคริสต์อยูในข้าพเจ้าอย่างไร จะไม่มีใครในแคว้นอาคายาที่สามารถห้ามข้าพเจ้าอวดเรื่องนี้อย่างนั้น” 

       (As the truth of Christ is in me, this boasting of mine will not be silenced in the regions of Achaia.)

11:11 “เพราะอะไร? เพราะข้าพเจ้าไม่รักพวกท่านหรือ? พระเจ้าทรงทราบดีว่าข้าพเจ้ารักพวกท่าน”

         (And why? Because I do not love you? God knows I do!)

11:12 “และสิ่งใดที่ข้าพเจ้าทำ ข้าพเจ้าก็จะทำต่อไป เพื่อปิดโอกาสคนพวกนั้นที่ชอบฉวยโอกาสให้คนยอมรับว่าเหมือนกับเรา ในสิ่งที่พวกเขาอวด” 

    (And what I am doing I will continue to do, in order to undermine the claim of those who would like to claim that in their boasted mission they work on the same terms as we do.)

11:13 “เพราะว่าคนพวกนั้นเป็นอัครทูตปลอม เป็นคนงานที่หลอกลวง พวกที่ปลอมตัวเป็นอัครทูตของพระคริสต์”

    (For such men are false apostles, deceitful workmen, disguising themselves as apostles of Christ.)

11:14 “การทำเช่นนั้นไม่ประหลาดเลย เพราะว่าซาตานเองก็ยังปลอมตัวเป็นทูตสวรรค์ของความสว่าง”

         (And no wonder, for even Satan disguises himself as an angel of light.)

11:15 “เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ผู้ปรนนิบัติของซาตาน จะปลอมตัวเป็นผู้ปรนนิบัติของความชอบธรรม บั้นปลายของพวกเขาจะเป็นไปตามการกระทำของเขา”

   (So it is no surprise if his servants, also, disguise themselves as servants of righteousness. Their end will correspond to their deeds.)

11:16 “ข้าพเจ้าขอพูดซ้ำว่าอย่าให้ใครคิดว่าข้าพเจ้าเป็นคนโง่เขลา แต่ถ้าพวกท่านคิดว่าข้าพเจ้าเป็นเช่นนั้น ก็จงยอมรับข้าพเจ้าอย่างคนโง่เขลาเถิด เพื่อว่าข้าพเจ้าจะอวดได้บ้าง” 

  (I repeat, let no one think me foolish. But even if you do, accept me as a fool, so that I too may boast a little.) 

11:17 “(การที่ข้าพเจ้าพูดอย่างนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้พูดตามหลักขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่พูดอย่างคนโง่เขลาที่อวดด้วยความมั่นใจตัวเอง” 

       (What I am saying with this boastful confidence, I say not as the Lord would but as a fool.)

11:18 “เพราะในเมื่อหลายๆ คนอวดตามเนื้อหนัง ข้าพเจ้าก็จะอวดบ้าง)” 

       (Since many boast according to the flesh, I too will boast.) 

11:19 “เพราะว่าการที่พวกท่านอดลั้นต่อคนโง่เขลาทั้งหลายด้วยความยินดีนั้น คงจะเป็นเพราะท่านฉลาดสิ” 

         (For you gladly bear with fools, being wise yourselves!)

11:20 “เพราะว่าพวกท่านช่างอดกลั้นจริงๆ เมื่อมีใครมาเอาท่านไปเป็นทาส หรือมีใครมาเอาท่านไปเป็นเหยื่อ และเมื่อมีใครมาเอาเปรียบพวกท่าน หรือมีใครยกตัเองขึ้นเป็นใหญ่ หรือมีใครตบหน้าพวกท่าน”

    (For you bear it if someone makes slaves of you, or devours you, or takes advantage of you, or puts on airs, or strikes you in the face.)

11:21 “ข้าพเจ้าต้องพูดด้วยความละอายว่า เราเองอ่อนแอเกินไปในเรื่องนี้ แต่ว่าใครกล้าอวดในเรื่องใด (ข้าพเจ้าพูดอย่างคนโง่เขลา) ข้าพเจ้าก็กล้าอวดเรื่องนั้นเหมือนกัน” 

  (To my shame, I must say, we were too weak for that! But whatever anyone else dares to boast of—I am speaking as a fool—I also dare to boast of that.)

11:22 “พวกเขาเป็ชาติฮีบรูหรือ ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนกัน เขาเป็นชนชาติอิสราเอลหรือ ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนกันพวกเขาเป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมหรือ ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนกัน”

  (Are they Hebrews? So am I. Are they Israelites? So am I. Are they offspring of Abraham? So am I. )

11:23 “เขาเป็นคนปรนนิบัติของพระคริสต์หรือ ข้าพเจ้าเป็นดีกว่าพวกขาเสียอีก (ข้าพเจ้าพูดอย่างคนบ้า) ข้าพเจ้าตรากตรำยิ่งกว่าพวกเขา ข้าพเจ้าติดคุกมากกว่าพวกเขา ข้าพเจ้าถูกโบยตีมากมาย ข้าพเจ้าหวิดตายบ่อยๆ” 

   (Are they servants of Christ? I am a better one—I am talking like a madman—with far greater  labors, far more imprisonments, with countless beatings, and often near death.)

11:24 “พวกยิวเฆี่ยนข้าพเจ้าห้าครั้ง ครั้งละสามสิบเก้าที”

         (Five times I received at the hands of the Jews the forty lashes less one.) 

11:25 “ข้าพเจ้าถูกตีด้วยไม้สามครั้ง ถูกก้อนหินขว้างครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเผชิญภัยเรือแตกสามครั้ง ข้าพเจ้าลอยอยู่ในทะเลวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง” 

 (Three times I was beaten with rods. Once I was stoned. Three times I was shipwrecked; a night and a day I was adrift at sea; )

11:26 “ข้าพเจ้าเดินทางบ่อยๆ ข้าพเจ้าเผชิญภัยในแม่น้ำ เผชิญโจรภัย เผชิญภัยจากชนชาติของข้าพเจ้าเอง เผชิญภัยจาคนต่างชาติ เผชิญภัยในเมือง เผชิญภัยในป่า เผชิญภัยในทะเล เผชิญภัยจากพี่น้องจอมปลอม” 

         (on frequent journeys, in danger from rivers, danger from robbers, danger from my own people,  danger from Gentiles, danger in the city, danger in the wilderness, danger at sea, danger from false brothers;)

11:27 “ต้องตรากตรำและลำบาก ต้องอดหลับอดนอนบ่อยๆ ต้องหิวและกระหาย ต้องอดข้าวบ่อยๆ ต้องทนหนาวและเปลือยกาย” 

   (in toil and hardship, through many a sleepless night, in hunger and thirst, often without food, in cold and exposure.) 

11:28 “นอกจากนั้นยังมีสิ่งอื่นทีกดดันข้าพเจ้าอยู่ทุกๆ วัน คือความกังวลเกี่ยวกับคริสตจักรทั้งหมด” 

         (And, apart from other things, there is the daily pressure on me of my anxiety for all the Churches)

11:29 “ใครบ้างที่อ่อนแอและข้าพเจ้าไม่อ่อนแอด้วย ใครบ้างที่ถูกชักนำให้หลง และข้าพเจ้าไม่ทุกข์ร้อน”

         (Who is weak, and I am not weak? Who is made to fall, and I am not indignant?)

11:30 “ถ้าข้าพเจ้าจำเป็นต้องอวด ข้าพเจ้าก็จะอวดสิ่งที่แสดงถึงความอ่อนแอของข้าพเจ้า” 

(If I must boast, I will boast of the things that show my weakness.)

11:31 “พระเจ้าคือพระบิดาของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงสมควรแก่การสรรเสริญเป็นนิตย์ พระองค์ทรงทราบว่าข้าพเจ้าไม่ได้โกหก” 

(The God and Father of the Lord Jesus, he who is blessed forever, knows that I am not lying.) 

11:32 “ผู้ว่าารเมืองของกษัตริย์อาเรทัสในกรุงดามัสกัส ให้คนเฝ้ากรุงดามัสกัสไว้เพื่อจะจับข้าพเจ้า”

(At Damascus, the governor under King Aretas was guarding the city of Damascus in order to seize me,)

11:33 “แต่เขาเอาข้าพเจ้าใส่กระบุงใหญ่และหย่อนลงทางหน้าต่างบนกำแพงเมือง ข้าพเจ้าจึงพ้นจากเงื้อมมือของท่านผู้ว่าการ”

(but I was let down in a basket through a window in the wall and escaped his hands.)

ข้อมูลมีประโยชน์

11:1     “อดกลั้น” (bear            ) –มธ.17:17;2คร.11:4,19,20

“ความโง่เขลาเล็ก ๆ น้อย ๆ ของข้าพเจ้า” (a little foolishness) = อ.เปาโลต้องพูดถึงตัวเอง เมื่อเปรียบเทียบกับพันธกิจของท่านกับพวกสอนเท็จ ซึ่งดูเหมือนเป็นการโอ้อวดแบบโง่ ๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้

–2คร.5:13;11:16-17,21

11:2     “หวงแหน” (jealousy) = อ.เปาโลไม่สามารถทนให้มีคู่แข่งของพระคริสต์และข่าวประเสริฐอยู่ในคริสตจักร

“หมั้นท่านไว้กับสามีคนเดียว” (I betrothed you to one husband) = อ.เปาโล ในฐานะพ่อฝ่ายวิญญาณของคริสเตียนชาวโครินธ์ (ปท.6:13) ได้หมั้นผู้เชื่อ(เจ้าสาว) ไว้กับพระคริสต์ (เจ้าบ่าว)

(มธ.9:15;ยน.3:29;อฟ.5:23-32;วว.19:7-9;21:2;ฮชย.2:19)

“หญิงพรหมจารีบริสุทธิ์“ (you as a pure virgin) = ไม่แปดเปื้อนคำสอนเท็จ (ข.3-4)

11:3     “งูนั้นล่อลวงนางเอวาด้วยอุบายของมัน” (the serpent deceived Eve by his cunning) –ปฐก.3:1-7

11:4     “เทศนาถึงพระเยซูอีกองค์หนึ่ง” (proclaims another Jesus than the one we proclaimed)  = “เทศนาเรื่องพระเยซูต่างจากที่เราได้เทศนาไว้” (ตามคำสอนของพวกยิว)

“รับพระวิญญาณซึ่งแตกต่างจากที่ท่านเคยรับนั้น” (receive a different spirit from the one you received) = วิญญาณแห่งการพันธนาการ , วิญญาณแบบโลก- ปท. 8:15;1คร.2:12;กท.2:4;คส.2:20-23;

= วิญญาณแห่งความกลัว แทนที่จะเป็นวิญญาณแห่งเสรีภาพ ความรัก ความยินดี สันติสุข และฤทธิ์อำนาจ (ปท.3:17;รม.14:17;กท.2:4;5:1,22; อฟ.3:20;คส.1:11;2ทธ.1:7)

“ข่าวประเสริฐซึ่งแตกต่างกับที่พวกท่านเคยรับไว้แล้ว” (you accept a different gospel from the one you accepted) = “ข่าวประเสริฐอื่น” กท.1:6-7

“ช่างอดกลั้นดีจริง ๆ ” (put up with it readily enough) = “ทนรับสิ่งเหล่านั้นได้ง่ายดายเสียจริง”

= พวกเขาไม่รู้จักแยกแยะ และอะลุ่มอล่วยกับพวกล่อลวงที่อยู่ท่ามกลางพวกเขา –1คร.11:1

11:5     “อัครทูตพิเศษเหล่านั้น” (these super-apostles) = บางฉบับแปลว่า “ยอดอัครทูต”

อ.เปาโลเสียดสีพวกอัครฑูตเท็จที่แทรกซึมเข้ามาในคริสตจักรโครินธ์ ที่ลำพองในตัวเอง (ปท.10:12)

–2คร.12:11;กท.2:6

11:6     “แม้ข้าพเจ้าพูดไม่เก่ง” (Even if I am unskilled in speaking) = “ถึงแม้จะไม่ใช่นักพูดที่ได้รับการฝึกฝน” ในการใช้ทักษะ ข้ออ้างอิง และลีลาสำนวนโวหารเหมือนแบบมืออาชีพ (10:10) –1คร.1:17

“แต่ข้าพเจ้าก็มีความรู้ดี” (so in knowledge; indeed) = อ.เปาโลมีความรู้ในเรื่องพระคริสต์อย่างแท้จริง

–2คร.8:7;อฟ.3:4

11:7     “ทำผิดหรือ” (commit a sin) –2คร.12:13

          “ประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า” (preached God’s gospel) –รม.1:1

“โดยไม่คิดเงิน” (free of charge) = ศัตรูของ อ.เปาโลโจมตีท่านเรื่องไม่ยอมรับเงินค่าสอน ซึ่งถือว่า เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คำสอนของ อ.เปาโลนั้นไร้ค่า โดยปกติพวกผู้สอนเหล่านั้น เรียกร้องค่าตอบแทนจากการบริการแบบ “มืออาชีพ” พวกเขาจึงตำหนิ อ.เปาโลที่ลดตัวเอง และทำเสื่อมเสีย โดยการไม่เคารพกฎที่ผู้สอนสมควรได้รับค่าตอบแทนตามวิชาชีพของพวกเขา (ปท.1คร.9:9-14,18)

11:8     “ข้าพเจ้าปล้นคริสตจักรอื่นๆ “ (I robbed other churches)= ยอมรับการสนับสนุนจากคริสตจักรที่ท่านตั้งขึ้นมา –ฟป.4:15,19

11:9     “ไม่ได้เป็นภาระกับใคร” (not burden anyone) = ภาระทางการเงิน (2:17)

= เป็นการเสริมคำสอนของ อ.เปาโล ว่า การประกาศข่าวประเสริฐ เป็นของขวัญ โดยไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทน (รม.6:23)

“พี่น้องที่มาจากแคว้นมาซิโดเนีย” (the brothers who came from Macedonia) – 1:1

= พวกเขานำเงินเรี่ยไรมาจากคริสตจักรต่าง ๆ ในแค้วนนั้น (กจ.18:5) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคริสตจักรที่ ฟิลิปปี 4:15

11:12   “สิ่งใดที่ข้าพเจ้าทำข้าพเจ้าก็จะทำต่อไป” ( And what I am doing I will continue to do) = ไม่มีใครหรืออะไรสามารถขวาง อ.เปาโล ในการประกาศข่าวประเสริฐแบบไม่คิดค่าตอบแทนได้

11:13   “พวกที่ปลอมตัวเป็นอัครทูตของพระคริสต์” (For such men are false apostles) = อัครทูตพิเศษในข้อ 5 ซึ่งในตอนนี้ อ.เปาโล เปิดเผยว่า พวกนั้นเป็นอัครทูตเทียมเท็จ และเป็นผู้รับใช้ของซาตาน (ข.14) ซึ่งปิดบังตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา

11:14   “ทูตสวรรค์ของความสว่าง” (angel of light ) = ที่แท้จริงคือ เจ้าแห่งความมืด

11:16   “อย่าให้ใครคิดว่าข้าพเจ้าเป็นคนโง่เขลา” (let no one think me foolish) –1คร.11:1

11:17   “ไม่ได้พูดตามหลักขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (I say not as the Lord would) –1คร.7:12,25

“แต่พูดอย่างคนโง่เขลา” (but as a fool) –2คร.11:21

11:18   “อวดตามเนื้อหนัง” (boast according to the flesh) –บางฉบับแปลว่า “อวดแบบชาวโลก”

-2คร.5:16;10:4

“ข้าพเจ้าก็จะอวดบ้าง” (I too will boast) –2คร.11:21;ฟป.3:3,4

11:19   “พวกท่านอดกลั้นต่อคนโง่เขลาทั้งหลายด้วยความยินดีนั้น” (For you gladly bear with fools)    บางฉบับแปล = “ท่านทนรับคนโง่เหล่านี้” –2คร.11:1

= ย้อนดูคำตำหนิในข้อ 4 ซึ่งมีน้ำเสียงประชดประชันเหมือนกัน

ในข้อ ข.4 – พวกเขายอมทนฟังคำสอนผิด ๆ ใน ข.19 นี้ –พวกเขาเต็มใจให้ผู้สอนผิดปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร้เกียรติ

“คงจะเป็นเพราะท่านฉลาดสิ” (being wise yourselves) = ท่านช่างฉลาดเสียจริง!   –1คร.4:10

11:20   “เอาท่านไปเป็นทาส” (makes slaves of you or) = โดยการบีบบังคับด้วยกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มนุษย์กำหนดขึ้น (ปท.กท.5:1) -กท.2:4;4:9;5:1

“เอาท่านไปเป็นเหยื่อ” (devours you) = “ขูดรีดท่าน” –มก.12:40

“เอาเปรียบพวกท่าน” (takes advantage of you) = เอารัดเอาเปรียบท่าน

= ชาวโครินธ์ขาดวิจารณญาณ และเปิดรับการตบตาจากการแสดงออกภายนอก และชั้นเชิงในการพูดอันเฉลียวฉลาด

“ยกตัวเองขึ้นเป็นใหญ่” (puts on airs ) = เพื่อควบคุมสมาชิกคริสตจักร (ปท.1:24)

“ตบหน้าพวกท่าน” (strikes you in the face) = ใช้ความรุนแรงเพื่อข่มให้ชาวโครินธ์ยอมจำนน

11:21   “เราเองอ่อนแอเกินไปในเรื่องนี้” (we were too weak for that) = อ่อนแอเกินกว่าจะทำเช่นนั้น

= เมื่อเปรียบกับความหยาบกระด้างของพวกนักหลอกลวง(เทียมเท็จ) ท่าทีหรือการกระทำของ อ.เปาโล ที่ถือว่าอ่อนแอ หรือ อ.เปาโล อาจกำลังประชดประชันพวกเขาอยู่ –2คร.10:1,10

“ข้าพเจ้าก็กล้าอวดเรื่องนั้นเหมือนกัน” (I also dare to boast of that ) –2คร.11:17-18;ฟป.3:4

11:22   “เป็นชาติฮีบรู…ชนชาติอิสราเอล…พงศ์พันธุ์ของอับราฮัม” (Are they Hebrews? … Israelites? …offspring of Abraham?) = คำอ้างของอัครฑูตเทียมเท็จ ที่บอกว่า พวกเขาเป็นยิวที่ดีกว่าคริสเตียนต่างชาติ ที่ยึดเหยียดแนวปฏิบัติต่าง ๆ ของชาวยิวที่ให้พวกเขาปฏิบัติ ซึ่งขัดกับที่ อ.เปาโล สอน (รม.2:28-29;1คร.12:13;กท.3:28-29;อฟ.2:11-18;คส.3:11, ปท. กจ.22:3-5;26:4-5;ฟป.3:5-6)

11:23   “คนปรนนิบัติของพระคริสต์” (they servants of Christ) –ผู้รับใช้ของพระคริสต์ –ที่ อ.เปาโลเป็นยิ่งกว่าพวกเขามากมาย

“หวิดตายบ่อย ๆ“ (often near death ) = เผชิญกับความตายครั้งแล้วครั้งเล่า –ปท. 4:8-11

11:24-25 “เฆี่ยน…ตี” (beaten) = ในที่นี้เอ่ยถึงการเฆี่ยน 8 ครั้ง – 5 ครั้ง ด้วยมือ เจ้าหน้าที่ชาวยิว

(ปท.ฉธบ.25:3;มก.15:15) และ 3 ครั้งโดยเจ้าหน้าที่ชาวโรมันซึ่งใช้ไม้ตะบอง (กจ.16:22)

-ปกติ พลเมืองโรมันจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายจากการถูกลงโทษโดยการเฆี่ยน เปาโลมีสัณชาติโรม แต่ถูกเฆี่ยน – กจ.16:37;22:25

11:24   “ครั้งละสามสิบเก้าที” (the forty lashes less one) –ฉธบ.25:3

11:25   “ถูกตีด้วยไม้ 3 ครั้ง” (Three times I was beaten with rods) -กจ.16:22

“ถูกก้อนหินขว้างครั้งหนึ่ง” (Once I was stoned) = วิธีประหารตามแบบแผนของคนยิว –ปท. ยน.8:59; กจ.7:57-59;14:19-20

“เผชิญภัยเรือแตกสามครั้ง” (Three times I was shipwrecked) –ในกิจการกล่าวถึงเรือแตกเพียงครั้งเดียว (กจ.27:39-44)

-เรือแตก 3 ครั้งนี้อาจเกิดขึ้นในระหว่างเดินทางที่เอ่ยถึงใน กจ.9:30;11:25-26;13:4;13;14:26;16:17; 18:18-19,21-22

11:26   “เผชิญโจรภัย” (danger from robbers) -กจ.14:24

“เผชิญภัยจากชนชาติของข้าพเจ้าเอง” (danger from my own people) –กจ.9:23

“เผชิญภัยจากคนต่างชาติ” (danger from Gentiles) –กจ.14:5

11:27   “ต้องตรากตรำและลำบาก” ( (in toil and hardship) –กจ.18:3;คส.1:29

11:28-29 –เปาโลรู้สึกได้ถึงความอ่อนแอของสมาชิกที่อ่อนแอ ถ้าใครในพวกเขาถูกชักจูงให้ทำบาป อ.เปาโลไม่

เพียงจะโกรธคนที่ชักจูงเท่านั้น แต่ยังรู้สึกอับอายเนื่องจากการทำผิดและยังปรารถนาที่จะให้คนที่สะดุดหรือล้มลงได้รับการรื้อฟื้น -1คร.7:17;รม.14:1;1คร.2:3

11:30   “จะอวดสิ่งที่แสดงถึงความอ่อนแอของข้าพเจ้า” (will boast of the things that show my weakness)

= ความอ่อนแอเปิดทางให้ อ.เปาโล อวดเรื่องพลังที่มาจากพระคุณของพระเจ้าในชีวิตของท่าน

– กท.6:14;2คร.11:16;12:5,9;1คร.2:3

11:31   “เป็นนิตย์” (forever) –รม.1:25;9:5

“ทรงทราบ” (knows) –รม.1:9;2คร.11:11

11:32-33 –อ.เปาโลเชื่อมเหตุการณ์นี้เข้ากับตอนนี้ เพราะเหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างของความอับอาย (ข.30) ที่ท่านต้องทนทุกข์

11:32   “กษัตริย์อาเรทัส” (King Aretas) = อาเรทัสที่ 4 เป็นพ่อตาของเฮโรด อันทิพาสและปกครองอาณาจักร

นาบาเทีย ในอาหรับตั้งแต่ราว ปี 9 ก่อน ค.ศ. จนถึง ค.ศ. 40 จักรพรรดิ คาลิกูลาแห่งโรมอาจประทานเมืองดามัสกัสให้แก่กษัตริย์อาเรทัส เพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นดินแดนของพระองค์

“กรุงดามัสกัส” (the city of Damascus) –กจ.9:2

“เพื่อจะจับข้าพเจ้า” (to seize me) –กจ.9:24

11:33  “ทางหน้าต่างบนกำแพงเมือง” (through a window in the wall) = จากช่องกำแพงเมือง –กจ.9:25

          ปท. ยชว.21:5;1ซมอ.19;12

 

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยทำให้ผู้รับใช้ของพระเจ้าต้องกระตุ้นหรือเตือนสติแก้ไขความคิดหรือพฤติกรรมของคุณบ้างหรือไม่? ในเรื่องใด? และคุณสนองตอบอย่างไร?
  2. คุณเคยถูกชักจูงให้เขวไปจากความเชื่อหรือความจงรักภักดีต่อพระคริสต์หรือไม่? อย่างไร?
  3. คุณเคยเชื่อผิดหรือไขว้เขวจากความเชื่อที่ถูกบ้างหรือไม่? อย่างไร? แบ่งปัน
  4. คุณเคยเชื่อคำพูดหรือคำสอนของนักเทศน์ภายนอกโบสถ์ยิ่งกว่าศิษยาภิบาลโบสถ์ ของคุณหรือไม่?   ในเรื่องอะไร? แล้วผลเป็นอย่างไร?
  5. คุณเคยลดตัวลงเพื่อยกชูคนอื่นขึ้นบ้างหรือไม่? อย่างไร?
  6. คุณเคยถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องอวดบ้างหรือไม่? ในเรื่องอะไร?
  7. คุณเคยเจอซาตานปลอมตัวมาเป็นทูตของความสว่างบ้างไหม? แบ่งปัน
  8. คุณเคยเจ็บปวดหรือการเสียสละเพื่อติดตามพระคริสต์ที่มากที่สุดของคุณคืออะไร? แล้วคุณฝ่าฟันมาได้อย่างไร?
  9. คุณเคยอวดความอ่อนแอของคุณบ้างหรือไม่? ในเรื่องอะไร และทำไม?

ศ.จ. ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

 

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)