ต.ค. 122015
 

พระสิริในธรรมชาติ

แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ (2โครินธ์ 3:18)

พระคัมภีร์บันทึกเรื่องราวของบุรุษและสตรีหลายท่านที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า เอโนคดำเนินกับพระเจ้า และพระเจ้าทรงรับท่านไป… “แล้วหายหน้าไป” (ปฐมกาล 5:24) ดาวิดถูกเรียกว่า “เป็นผู้ที่พระเจ้าชอบใจ” (กิจการ 13:22) แต่โมเสส… ได้เป็นพระสหาย

อะไรคือสิ่งที่โมเสสต้องการมากกว่าสิ่งอื่นใด? ท่านต้องการเห็นพระสิริของพระเจ้า

พระองค์จึงตรัสว่า “เราจะให้คุณความดีของเราประจักษ์แจ้งต่อหน้าเจ้า…เจ้าจะเห็นหน้าของเราไม่ได้ เพราะมนุษย์เห็นหน้าเราแล้วจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้”... พระเจ้าตรัสอีกว่า “นี่แหละมีที่แห่งหนึ่งอยู่ใกล้เรา เจ้าจงไปยืนอยู่บนศิลานั้น แล้วขณะเมื่อพระสิริของเรากำลังผ่านไป เราจะซ่อนเจ้าไว้ในช่องศิลา และจะบังเจ้าไว้ด้วยมือเราจนกว่าเราจะผ่านไป เมื่อเราเอามือของเราออกแล้ว เจ้าจะเห็นหลังของเรา แต่หน้าของเราเจ้าจะมิได้เห็น” (อพยพ 33:19-23)

พระเจ้าทรงทราบว่าไม่มีมนุษย์คนใดที่เห็นพระสิริของพระองค์และมีชีวิตอยู่ได้ เพราะเกินขีดความจำกัดที่มนุษย์รับได้ แค่เศษเสี้ยวของพระสิริยังทำให้ใบหน้าของโมเสสทอแสงเป็นประกาย ประชาชนที่ยืนอยู่ในหุบเขาเบื้องล่างเมื่อได้เห็นยังตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว – และที่เห็นคือแค่เศษเสี้ยวของใบหน้าโมเสส ท่านจึงเอาผ้าคลุมหน้าไว้เพื่อไม่ให้คนเห็นประกายที่อยู่บนใบหน้าเมื่อไปเข้าเฝ้าพระเจ้า

ประกายที่ทอแสงจากใบหน้าโมเสสเมื่อไปเข้าเฝ้าพระเจ้าจางลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นกับผู้เชื่อที่ ดำเนินและเคลื่อนไหวในพระคริสต์ – “แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ” (2โครินธ์ 3:18) คุณและฉันสามารถมีส่วนในพระสิริของพระคริสต์และสามารถเลื่อนลำดับของพระสิริขึ้นไปได้ ชีวิตของเราจะทอแสงเจิดจ้าและงดงามขึ้นเรื่อยๆขณะที่เรามีสามัคคีธรรมอันบริสุทธิ์และใกล้ชิดกับพระตรีเอกานุภาพ

ถ้าไปตามห้างเราจะเห็นเค้าน์เตอร์เครื่องสำอางที่ช่วยเพิ่มความงามให้กับสตรี – ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้เปล่งปลั่ง แต่ฉันยังไม่เคยเห็นสตรีท่านไหนที่เปล่งประกายมากกว่าสตรีที่ใช้เวลากับพระเจ้า

โมเสสขึ้นภูเขาไปเพื่อมีสามัคคีธรรมกับพระเจ้าเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิต แต่เราสามารถมีประสบการณ์กับการเข้าเฝ้าพระเจ้าขณะที่เราดำเนินและเคลื่อนไหวในพระองค์ทุกวัน เป็นสิทธิพิเศษที่น่าปลื้มนัก เราไม่จำเป็นต้องปีนเขา เข้าไปในพระวิหาร หรือขึ้นไปเหนือเมฆ เรามีเพียงลมหายใจที่สุขสดชื่นเมื่อติดสนิทกับพระคริสต์เหมือนกิ่งที่ติดอยู่กับเถา พระเยซูทรงทำมากกว่าเปิดทางให้เรากลับไปมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ทรงเปิดประตูให้เราได้กลับไปบ้านที่บนสวรรค์ด้วย

จนกว่าจะถึงวันที่เราได้เข้าเฝ้าต่อเบื้องพระพักตร์และอยู่ในพระสิริของพระเจ้าตลอดไป พระองค์ทรงให้เราได้ลิ้มรส ได้เห็นความงดงามในเศษเสี้ยวเล็กๆ และได้ยินเสียงกระซิบในใจ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงน้ำย่อยให้เรากระหายที่จะได้พบพระองค์ และได้กลับไปยังบ้านถาวร เวลาแห่งพระสิริ —เป็นหนึ่งในมรดกแห่งพระสิริของพระคริสต์ที่เราจะมีส่วนชั่วนิรันดร์ นับแต่วันแรกที่พระเจ้าประทานลมปราณเข้าไปในอาดัม ทรงมีแผนการ อ.เปาโลเขียนว่า “… และซึ่งพระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ก่อนปฐมกาล เพื่อให้เราถือศักดิ์ศรีของเรา” (1โครินธ์ 2:7)

ใช่ค่ะ พระเจ้าปรารถนาจะคืนศักดิ์ศรีเต็มเปี่ยมให้กับเรา ขณะที่สิ่งเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าเราเข้าประตูสวรรค์ เราสามารถสัมผัสเศษเสี้ยวของพระสิริได้จากสิ่งต่างๆรอบตัวเรา

โดย Sharon Jaynes

อนุญาตโดย Girlsfriend in God : www.crosswalk.com

(Cr. ภาพ www.fanpop.com)

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)