บทเรียนพระธรรมยูดา (1)

พระธรรม        ยูดา 1:1-25

อ้างอิง               มธ.13:55;มก.6:3;2ปต.3:3;อพย.12:51;ศฟย.3:2;กดว.14:29-30;16:1-35;22:1-35;ฉธบ.34:6; ปฐก.19:1-24;4:3-8;5:18,21-24;ดนล.10:13,21,12:1;วว.12:7

บทนำ

ยูดา (ภาษาฮีบรู,ยูดาห์,ภาษากรีก, ยูดาส) ที่เขียนพระธรรมตอนนี้ น่าจะหมายถึง ยูดาสน้องชายขององค์พระเยซูคริสต์ ยูดาสเขียนเรื่องความรอดและเตือนให้ระวังและคัดค้านคนไร้ศีลธรรมที่พลิกผันพระคุณของพระเจ้า โดยนำคำสอนที่ปิดเบือนความจริงเข้ามาในคริสตจักร

บทเรียน

1:1        “ยูดาส ผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์และเป็นน้องชายของยากอบ เรียน คนทั้งหลายที่ได้รับการทรงเรียก ผู้เป็นที่รักของพระเจ้าพระบิดา และได้รับการคุ้มครองรักษาไว้เพื่อพระเยซูคริสต์

(Jude, a servant of Jesus Christ and brother of James, To those who are called, beloved in God the Father and kept for Jesus Christ)

1:2        “ขอพระเมตตา สันติสุข และความรักจงเพิ่มพูนแก่ท่านทั้งหลายยิ่งๆ ขึ้นเถิด

(May mercy, peace, and love be multiplied to you.)

1:3        “ท่านที่รักทั้งหลาย ข้าพเจ้าปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเขียนถึงท่านเรื่องความรอดที่เรามีร่วมกัน แต่ข้าพเจ้าเห็น ว่าจำเป็นจะ

ต้องเขียนวิงวอนท่านให้ต่อสู้เพื่อหลักความเชื่อที่ได้ทรงมอบให้กับพวกธรรมิกชนครั้งเดียวสำหรับตลอดไป”

(Beloved, although I was very eager to write to you about our common salvation, I found it necessary to write appealing to you to contend for the faith that was once for all delivered to the saints. )

1:4        “เพราะว่าบางคนได้แอบแฝงเข้ามาในหมู่ท่าน การลงโทษคนพวกนี้มีเขียนไว้นานแล้ว พวกเขาเป็นคน อธรรมที่ถือเอาพระคุณของพระเจ้าของเรามาบิดเบือนเป็นช่องทางทำความชั่วช้าลามก และได้ปฏิเสธพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นเจ้านายและองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราแต่องค์เดียว”

(For certain people have crept in unnoticed who long ago were designated for this condemnation, ungodly people, who pervert the grace of our God into sensuality and deny our only Master and Lord, Jesus Christ.)

1:5        “ถึงพวกท่านจะรู้ข้อความเหล่านี้หมดแล้ว ข้าพเจ้าก็ปรารถนาให้ท่านระลึกว่าแม้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วย ชนชาติหนึ่งให้รอดพ้นจากแผ่นดินอียิปต์ แต่ภายหลังก็ทรงทำลายคนเหล่านั้นที่ไม่เชื่อ”

(Now I want to remind you, although you once fully knew it, that Jesus, who saved a people out of the land of Egypt, afterward destroyed those who did not believe. )

1:6        “และพวกทูตสวรรค์ที่ไม่รักษาอำนาจครอบครองของตนเอง แต่ละทิ้งถิ่นฐานของตน พระองค์ก็ทรงจองจำ ไว้ด้วยโซ่อันไม่รู้จักสลายในที่มืดจนกว่าจะถึงเวลาพิพากษาในวันยิ่งใหญ่นั้น”

(And the angels who did not stay within their own position of authority, but left their proper dwelling, he has kept in eternal chains under gloomy darkness until the judgment of the great day)

1:7        “สำหรับเมืองโสโดม เมืองโกโมราห์ และเมืองต่างๆ ที่อยู่รอบๆ นั้นก็เช่นเดียวกัน ได้ประพฤติผิดศีลธรรม ทางเพศและมัวเมาในกามวิตถาร จึงเป็นตัวอย่างของการรับโทษในไฟนิรันดร์”

(just as Sodom and Gomorrah and the surrounding cities, which likewise indulged in sexual immorality and pursued unnatural desire, serve as an example by undergoing a punishment of eternal fire.)

1:8        “ในทำนองเดียวกันพวกนักเพ้อฝันเหล่านี้ทำให้ตัวเป็นมลทิน และปฏิเสธสิทธิอำนาจขององค์พระผู้เป็นเจ้า และพูดลบหลู่เทวทูตผู้มีศักดิ์ศรี”

(Yet in like manner these people also, relying on their dreams, defile the flesh, reject authority, and blaspheme the glorious ones. )

1:9        “แม้แต่มีคาเอลหัวหน้าทูตสวรรค์ เมื่อโต้เถียงกับมารเรื่องศพของโมเสส ท่านเองก็ยังไม่บังอาจพูดลบหลู่ มารเลย แต่พูดเพียงว่า “ให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงดุว่าเจ้าเถิด” 

(But when the archangel Michael, contending with the devil, was disputing about the body of Moses, he did not presume to pronounce a blasphemous judgment, but said, “The Lord rebuke you.” )

1:10      “แต่ว่าคนเหล่านี้พูดลบหลู่สิ่งที่เขาเองไม่เข้าใจ และดังนั้นโดยสิ่งที่พวกเขารู้ตามสัญชาตญาณ อย่างสัตว์ที่ ไร้เหตุผล เขาจึงถูกทำลาย”

(But these people blaspheme all that they do not understand, and they are destroyed by all that they, like unreasoning animals, understand instinctively. )

1:11      “วิบัติมีแก่พวกเขา เพราะเขาดำเนินตามทางของคาอิน และปล่อยตัวทำตามความผิดพลาดของบาลาอัม เพราะเห็นแก่ได้ ฉะนั้นจึงพินาศไปอย่างกบฏของโคราห์”

(Woe to them! For they walked in the way of Cain and abandoned themselves for the sake of gain to Balaam’s error and perished in Korah’s rebellion. )

1:12      “คนเหล่านี้เป็นพวกที่ทำให้งานเลี้ยงเชื่อมความรักสามัคคีของพวกท่านเสื่อมเสียไป ขณะที่พวกเขาร่วมกิน เลี้ยงกับพวกท่านโดยปราศจากความยำเกรง เขาเป็นผู้เลี้ยงแกะที่เลี้ยงแต่ตัวเอง เป็นเมฆที่ไม่มีน้ำที่ถูกพัดลอยไปตามลม เป็นต้นไม้ที่ไร้ผลในฤดูที่ออกผลและตายมาสองหนแล้วเพราะถูกถอนออกทั้งราก”

(These are hidden reefs at your love feasts, as they feast with you without fear, shepherds feeding themselves; waterless clouds, swept along by winds; fruitless trees in late autumn, twice dead, uprooted; )

1:13      “เป็นคลื่นรุนแรงในทะเลที่ซัดฟองแห่งความบัดสีของตนเองขึ้นมา เป็นดวงดาวที่พลัดออกไปนอกวงโคจร ความมืดมิดถูกสงวนไว้สำหรับพวกเขาตลอดกาล”

(wild waves of the sea, casting up the foam of their own shame; wandering stars, for whom the gloom of utter darkness has been reserved forever.)

1:14      “คนเหล่านี้แหละที่เอโนคซึ่งเป็นคนชั่วอายุที่เจ็ดนับจากอาดัมพยากรณ์ไว้ว่า นี่แน่ะ องค์พระผู้เป็นเจ้ากำลัง เสด็จมาพร้อมกับผู้บริสุทธิ์ของพระองค์นับเป็นหมื่นๆ”

(It was also about these that Enoch, the seventh from Adam, prophesied, saying, “Behold, the Lord comes with ten thousands of his holy ones, )

1:15      “เพื่อทำการพิพากษาทุกคน และเพื่อทำให้คนอธรรมทุกคนสำนึกตัวถึงการอธรรมทุกอย่าง ที่พวกเขาทำไป ตามวิถีทางอธรรมนั้น และสำนึกตัวถึงความหยาบช้าทั้งหมด ที่คนบาปชั่วได้กล่าวร้ายต่อพระองค์”

(to execute judgment on all and to convict all the ungodly of all their deeds of ungodliness that they have committed in such an ungodly way, and of all the harsh things that ungodly sinners have spoken against him.” )

1:16      “คนเหล่านี้เป็นพวกช่างบ่นช่างติ ดำเนินชีวิตตามความปรารถนาชั่วของตัวเอง และปากของพวกเขาคุยโว โอ้อวด และยกยอผู้อื่นเพื่อหวังประโยชน์ของตน”

(These are grumblers, malcontents, following their own sinful desires; they are loud-mouthed boasters, showing favoritism to gain advantage.)

1:17      “แต่ว่าท่านที่รักทั้งหลาย พึงระลึกถึงคำพยากรณ์ของพวกอัครทูตของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”

(But you must remember, beloved, the predictions of the apostles of our Lord Jesus Christ. )

1:18      “ท่านเหล่านั้นบอกท่านว่า “ในวาระสุดท้ายจะมีคนที่ชอบเยาะเย้ยเกิดขึ้น ที่ดำเนินชีวิตตามความปรารถนา ชั่วของตัวเอง”

(They said to you, “In the last time there will be scoffers, following their own ungodly passions.” )

1:19      “คนเหล่านี้คือคนที่ก่อให้เกิดความแตกแยก หมกมุ่นอยู่ในโลกียวิสัย และปราศจากพระวิญญาณ”

            (It is these who cause divisions, worldly people, devoid of the Spirit. )

1:20      “แต่ท่านที่รักทั้งหลาย จงสร้างตัวของท่านขึ้นบนความเชื่ออันบริสุทธิ์ที่สุดของท่าน และจงอธิษฐานโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์”

(But you, beloved, building yourselves up in your most holy faith and praying in the Holy Spirit, )

1:21      “จงรักษาตัวให้อยู่ในความรักของพระเจ้าขณะคอยให้พระเมตตาของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรานำท่านไปสู่ชีวิตนิรันดร์”

         (keep yourselves in the love of God, waiting for the mercy of our Lord Jesus Christ that leads to eternal life.) 

1:22      “และจงมีใจเมตตาคนที่ยังสงสัยอยู่”

(And have mercy on those who doubt;)

1:23      “จงช่วยคนให้รอดด้วยการฉุดเขาออกจากไฟ และจงเมตตาผู้อื่นด้วยความยำเกรงพระเจ้า และจงรังเกียจ แม้แต่เสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนด้วยกายที่เป็นมลทิน”

(save others by snatching them out of the fire; to others show mercy with fear, hating even the garment stained by the flesh.)

1:24      “แด่พระองค์ผู้ทรงสามารถปกป้องพวกท่านไม่ให้สะดุดล้ม และทรงตั้งพวกท่านอยู่เบื้องหน้าพระสิริของ พระองค์ โดยปราศจากตำหนิและมีความร่าเริงยินดี”

(Now to him who is able to keep you from stumbling and to present you blameless before the presence of his glory with great joy, )

1:25      “ขอพระเกียรติ ความยิ่งใหญ่ อานุภาพ และสิทธิอำนาจ จงมีแด่พระเจ้าองค์เดียว ผู้เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ของเรา โดยทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ทั้งในอดีตกาล ปัจจุบันกาล และในกาลต่อๆ ไปเป็นนิตย์ อาเมน”

(to the only God, our Savior, through Jesus Christ our Lord, be glory, majesty, dominion, and authority, before all time and now and forever. Amen.)

ข้อมูลมีประโยชน์

1:1 “ยูดาส” (Jude) –มียูดาส 3 คน ในพระคัมภีร์ใหม่ คือ 1. ยูดาส อิสคาริโอท สาวกของพระเยซูคริสต์ ที่ตายตั้งแต่ก่อน

พระเยซูถูกตรึง     2. ยูดาส ผู้เป็น 1 ในอัครทูต 12 คน (ลก.6:16;กจ.1:13) 3. ยูดาส น้องชายขององค์พระเยซู

และยากอบ (มธ.13:55;มก.6:3) เชื่อกันว่า ผู้เขียนจดหมายยูดานี้คือ ยูดาสน้องชายของพระเยซูคริสต์ ผู้เป็นน้อง

ชายของยากอบ (ข.1)

     “ได้รับการทรงเรียก” (who are called) –รม.8:28 การเรียกของพระเจ้าจะทำให้เกิดการตอบสนองในแง่บวกอยู่เสมอ

     คือเกิดผลสัมฤทธิ์ตามมา;   “ผู้เป็นที่รักของพระเจ้าพระบิดา” (beloved in God the Father)–ยน.3:16;รม.8:28-39

          “ได้รับการคุ้มครองรักษาไว้เพื่อพระเยซูคริสต์” (kept for Jesus Christ) = ได้รับการปกป้องโดยพระเยซูคริสต์ผู้

ผดุงทั้งจักรวาลไว้ด้วยกัน (คส.1:17;ฮบ.1:3) พระองค์ทำให้ผู้เชื่อ(บุตรของพระเจ้า) มั่นคงในความเชื่อและสามารถ

เข้าถึงมรดกนิรันดร์ของพวกเขา (ยน.6:37-40;17:11-12;1ปต.1:3-5)

1:2 “พระเมตตา” (mercy) –ปฐก.19:16;รม.9:22-23;ทต.3:5

     “สันติสุข” (peace) –รม.1:7 = การอยู่ดีมีสุข และปลอดภัย โดยมีพระเจ้าเป็นผู้จัดเตรียมให้ เฉพาะผู้ที่พักสงบอยู่กับ

     พระองค์ (รม.5:1;ฟป.4:7;กท.1:3;อฟ.1:2;ยน.14:27;20:19)

1:3 “ท่านที่รักทั้งหลาย” (Beloved, although) = บางฉบับแปลว่า “เพื่อนที่รัก” (ข.17,20) –2ปต.3:1

“ความรอดที่เรามีร่วมกัน” (about our common salvation) = ความตั้งใจเดิมของยูดาสคือ เขียนเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับหลักความเชื่อเรื่องความรอด ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องบาปโทษของบาป ความรัก และพระคุณของพระเจ้า รวมทั้งเรื่องการอภัยโทษบาป วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงหลังจากที่กลับใจและบังเกิดใหม่

          “หลักความเชื่อ” (the faith) = ข่าวประเสริฐและสิ่งที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นความจริงซึ่งผู้เชื่อทุกแห่งหนยึดถือ (1ทธ.4:6)

= หลักข้อเชื่อแห่งความจริงนี้กำลังถูกโจมตีและจำเป็นต้องได้รับการปกป้อง

“ทรงมอบให้…ครั้งเดียวสำหรับตลอดไป” (that was once for all delivered) = เป็นความจริงที่มีความสมบูรณ์ สิ้นสุดอยู่ในตัว แล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ อีก

          “พวกธรรมิกชน” (to the saints) = บางฉบับแปลว่า “ประชากรของพระเจ้า” –รม.1:7;อฟ.1:1

1:4 “เพราะว่า” (For certain) บางฉบับแปลว่า “เนื่องจาก” = บอกเหตุผลที่ยูดาสรู้สึกว่าท่านถูกกดดันให้เปลี่ยนหัวข้อ

ในจดหมาย

          “การลงโทษคนพวกนี้มีเขียนไว้นานแล้ว” (people have crept in unnoticed who long ago) = คำพิพากษา

คนพวกนี้ได้ถูกบันทึกไว้นาน แล้ว

= อาจหมายถึง การกล่าวโทษคนอธรรมในพระคัมภีร์เดิมหรือหมายถึง คำพยากรณ์ของเอโนค (ข.14-15) หรือ

หมายถึง การพิพากษาจะตกลงมายังพวกเขาตั้งนานมาแล้ว เนื่องจากบาปที่พวกเขากระทำ (2ปต.2:3)

          “คนอธรรม” (ungodly people) = คนที่ไม่ยำเกรงพระเจ้า –ข.15,18

          “ถือเอาพระคุณของพระเจ้าของเรามาบิดเบือนเป็นช่องทางทำความชั่วลามก” (who pervert the grace of

our God into sensuality            ) = บางฉบับแปลว่า “พลิกผันพระคุณของพระองค์มาเป็นใบเบิกทางในทางทำผิด

          ศีลธรรม” = พวกเขาทึกทักเอาเองว่า การที่พวกเขารอดโดยพระคุณนั้น ทำให้พวกเขามีสิทธิ์เสรีที่จะทำบาปได้โดย

ไม่ยั้งมือยั้งใจ เพราะพระเจ้าทรงพระคุณและจะให้อภัยบาปทั้งสิ้น หรือยิ่งเราทำบาปมากเท่าไรก็ยิ่งทำให้พระคุณ

ของพระเจ้ายิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น (ปท. รม.5:20;6:1)

          “ปฏิเสธพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นเจ้านายและองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราแต่องค์เดียว” (     deny our only

Master and Lord, Jesus Christ.            ) = คำว่า “เจ้านาย” นั้นบางฉบับแปลว่า “องค์เจ้าชีวิต” ที่หมายถึง ผู้มีอำนาจไร้

ขีดจำกัด หรือมีอำนาจปกครองแบบเบ็ดเสร็จ

-ในโครงสร้างภาษากรีก คำว่า “เจ้านาย” (เจ้าชีวิต) นี้กับคำว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า” หมายถึง บุคคลคนเดียวกัน

ซึ่งหมายถึงพระคริสต์ (ปท. 2ปต.2:1)

1:5 “ถึงพวกท่านจะรู้ข้อความเหล่านี้หมดแล้ว” (although you once fully knew it) –1ยน.2:20

     “ปรารถนาให้ท่านระลึกว่า” (I want to remind you) = อยากเตือนให้ระลึกว่า –2ปต.1:12-13;3:1-2

          “แต่ภายหลังก็ทรงทำลายคนเหล่านี้ที่ไม่เชื่อ”(afterward destroyed those who did not believe)=พวกที่ไม่เชื่อว่า

          พระเจ้าจะประทานดินแดนคานาอันให้เป็นเหตุให้พวกเขาที่เป็นผู้ใหญ่ล้มตายในถิ่นทุรกันดารและไม่ได้เข้าสู่ดินแดน

ตามที่พระเจ้าทรงสัญญาที่จะให้แก่พวกเขา -กดว.14:29-30;ฉธบ.1:32-36;2:15;สดด.106:26;1คร.10:1-5;ฮบ.3:16-19

1:6 “พวกทูตสวรรค์” (the angels) –2ปต.2:4

         “ไม่รักษาอำนาจครอบครองของตนเอง”(did not stay within their own position of authority)= พระเจ้ามอบหมาย

ให้ทูตสวรรค์แต่ละองค์มีความรับผิดชอบ และสิทธิอำนาจในพื้นที่ต่าง ๆ กันไป (ดนล.10:20-21 – กล่าวถึงเทพแต่ละองค์อาจเป็นทูตที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในแต่ละประเทศ)

-ทูตสวรรค์บางองค์ไม่ยอมทำงานตามที่ได้รับมอบหมายให้ทำ จึงกลายเป็นมารกับพวกสมุนของมัน–ปท.มธ.25:41)

         “แต่ละทิ้งถิ่นฐานของตน” (but left their proper dwelling) = ทูตสวรรค์เหล่านั้นได้รับการมอบหมายให้อยู่

ประจำท้องถิ่นเฉพาะ และมีหน้าที่รับผิดชอบ -บางคนตีความว่า พวกทูตสวรรค์เหล่านี้จะสวรรค์ลงมาสู่โลก (2ปต.2:4)

          “ทรงจองจำไว้ด้วยโซ่อันไม่รู้จักสลายในที่มืด จนกว่าจะถึงเวลาพิพากษาในวันยิ่งใหญ่นั้น” (he has kept in

eternal chains under gloomy darkness until the judgment of the great day) -2ปต.2:4,9

“วันยิ่งใหญ่นั้น” = วันพิพากษาสุดท้าย

1:7 “เมืองโสโดม เมืองโกโมราห์ และเมืองต่างที่อยู่รอบ ๆ นั้น” (Sodom and Gomorrah and the surrounding

cities) = เมืองเหล่านี้จะถูกพิพากษาลงโทษ เพราะกระทำการอธรรม –มธ.10:15;ฉธบ.29:23

“ประพฤติผิดศีลธรรมทางเพศและมัวเมาในกามวิตถาร” (in sexual immorality and pursued unnatural

desire) = บางฉบันแปลว่า “การวิตถาร” (กามวิปริต) หรือ “รักร่วมเพศ” (ปฐก.19:5)

“การรับโทษในไฟนิรันดร์” (a punishment of eternal fire) = พระเจ้าลงโทษ โสโดมและโกโมราห์ โดยเท

“ไฟกำมะถัน” (ปฐก.19:2-4) เป็นการบ่งบอกถึงไฟนิรันดร์ที่กำลังจะมาถึง

     1:5-7   = 3 ตัวอย่างการพิพากษาของพระเจ้า

1:8 “พวกนักเพ้อฝันเหล่านี้” (these people … relying on their dreams) = คนอธรรมที่อาจ

1) อ้างว่าพวกเขาได้รับการสำแดงพิเศษจากพระเจ้า     2) คลั่งไคล้แต่ในสิ่งที่ไร้แก่นสารที่ห่างไกลจากความจริง

“ทำให้ตัวเป็นมลทิน”(defile the flesh)=ปล่อยให้ตัวแปดเปื้อน โดยการรักร่วมเพศ ในเมืองทั้ง 2 (ข้อ 4,7;1คร.6:9,18)

          “ปฏิเสธสิทธิอำนาจขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (reject authority) 2ปต.2:10

“พูดลบหลู่เทวทูตผู้มีศักดิ์ศรี” (blaspheme the glorious ones) = บางฉบับแปลว่า กล่าวสบประมาทเทพเบื้องบน

–2ปต.2:20

1:9 “มีคาเอล” (Michael) –ดนล.10:13;21:1;วว.12:7

          “หัวหน้าทูตสวรรค์” (the archangel) = บางฉบับแปลว่า “เทพบดี” -1ธส.4:16

“โต้เถียงกับมารเรื่องศพของโมเสส” (contending with the devil, was disputing about the body of Moses)

     –ฉธบ.34:6

“ให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงดุว่าเจ้าเถิด”   = บางฉบับแปลว่า ให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงจัดการกับเจ้า -ศคย.3:2

-บางคนตีความว่า ยูดาสอ้างอิงงานเขียนชื่อว่า พันธสัญญาของโมเสส (ราวศตวรรษแรก) เหมือนที่ อ.เปาโลได้อ้างถึง

เช่นกัน อาทิ อาราทัส (กจ.17:28) ; เมนันเจอร์ (1คร.15:33) และเอปิเมนิเดส (ทต.1:12) เพื่อใช้ยืนยันให้ความ

กระจ่างหรือเป็นตัวอย่างประกอบ

1:10 “สิ่งที่เขาเองไม่เข้าใจ…อย่างสัตว์ที่ไร้เหตุผล” (that they do not understand… like unreasoning animals,

understand instinctively.) –2ปต.2:12;1คร.2:14

1:11“วิบัติมีแก่พวกเขา” (Woe to them) = คำเตือนถึงการพิพากษากำลังจะมาถึง (มธ. 23:13;15-16,23,25,27,29

“คาอิน…บาลาอัม…โคราห์” (Cain … Balaam’s … Korah’s ) = ตัวอย่างคน 3 คนในพระคัมภีร์เดิม ที่ยูดาสเตือน

ผู้อื่นให้อย่ากระทำตามที่ตามที่พวกเขากระทำ

“ตามแนวทางของคาอิน” (walked in the way of Cain) = ทางแห่งความเห็นแก่ตัวเองและทางแห่งความโลภ

–ปฐก.4:3-4 -และเป็นทางแห่งความเกลียดชังและการฆาตกรรม (1ยน.3:12)

ความผิดพลาดของบาลาอัม” (abandoned themselves for the sake of gain to Balaam’s error) = บาลาอัม มีความโลภอย่างรุนแรง (2ปต.2:15)

“กบฏของโคราห์” (perished in Korah’s rebellion) = การฮึกเหิมลุกขึ้นปลุกระดมคนให้ต่อต้านผู้นำที่พระเจ้า

แต่งตั้ง (กดว.16) -ยูดาสอาจกำลังพูดว่า ผู้สอนผิดเท็จสอนผิดในสมัยของท่าน กำลังกบฏต่อผู้นำของคริสตจักร

(ปท. 3ยน.9-10)

1:12-13 -ใน 2 ข้อนี้ยูดาสให้ภาพเปรียบเทียบ 6 ภาพ

  1. ความด่างพร้อยในงานเลี้ยงแห่งความรัก – 2ปต.2:13
  2. คนเลี้ยงแกะที่เลี้ยงแต่ตัวเอง แทนที่จะเลี้ยงแกะในการดูแลรับผิดชอบ –อสค .34:8-10
  3. เมฆที่ไร้ฝน=ผู้สอนเทียมเท็จ สัญญาว่าจะให้ฝนแก่แผ่นดินที่แห้งผาก สัญญาว่าจะให้ความจุใจ แต่สุดท้ายไม่มีอะไรเลย
  4. “ต้นไม้ที่ไม่ให้ผลตามฤดูกาล” = ถูกถอนรากถอนโคนตายซ้ำสอง ทั้ง ๆ ที่ต้นไม้ควรมีผลดกตามต้น
  5. “คลื่นคะนองในทะเล” = คลื่นที่ถูกลมซัด เอาสิ่งปฏิกูลเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ ดุจคนนอกศาสนาก็ชอบกวนสิ่งโสโครก

ทางศีลธรรมขึ้นมา (อสย.57:20)

  1. “ดาวที่เตลิดออกจากวงโคจร” = ดุจดาวตกที่ปรากฏขึ้นใสท้องฟ้าเพียงไม่นานแล้ว ก็หายลับไปในความมืดชั่ว

นิรันดร์ ผู้สอนเท็จก็ต้องพบจุดจบในนรกมืดมิดเช่นกัน

1:12 “ทำให้งานเลี้ยงเชื่อมความรักสามัคคีของท่านเสื่อมเสียไป” (    your love feasts, as they feast with you

without fear ) = บางฉบับแปลว่า เป็นรอยด่างพร้อยในงานเลี้ยงแห่งความรักของท่าน -2ปต.2:13;1คร.11:20-22

           “เป็นผู้เลี้ยงแกะที่เลี้ยงแต่ตัวเอง” (shepherds feeding themselves) –อสค.34:2,8,10

           “เป็นเมฆที่ไม่มีน้ำ” (waterless clouds            ) = เมฆที่ไร้ฝน -สภษ.25:14;2ปต.2:17

           “ที่ถูกมัดลอยไปตามลม” (swept along by winds) –อฟ.4:14

           “ถูกถอนออกทั้งราก” ( fruitless trees in late autumn) = ถูกถอนรากถอนโคน –มธ.15:13

1:13 “เป็นคลื่นรุนแรงในทะเล” (wild waves of the sea) = เป็นคลื่นคะนองในทะเล –อสน.57:20

           “ที่ซัดฟองแห่งความบัดสีของตนเองขึ้นมา” (casting up the foam of their own shame            ) = ซัดเอาความน่า

อับอายของตนเป็นฟองฟู่ -ฟป.3:19

     “ความมืดมิดถูกสงวนไว้สำหรับพวกเขาตลอดกาล” (darkness has been reserved forever) –2ปต.2:17

1:14 “เอโนค ซึ่งเป็นคนชั่วอายุที่เจ็ดนับจากอาดัม” (Enoch, the seventh from Adam) = หมายความว่า เอโนค

เป็นเชื้อสายของเสท (ปฐก.5:18-24;1พศด.1:1-3) ไม่ใช่ตามเชื้อสายของคาอิน (ปฐก.4:17)

-ถ้านับอาดัมเป็นรุ่นที่ 1 เอโนคก็เป็นรุ่นที่ 7 ยูดาสยกข้อความมาจากหนังสือเอโนค (ในสมัยศตวรรษแรกก่อน ค.ศ.)

ที่ได้รับการยอมรับกันมาก (ไม่ว่าจะได้รับการดลใจมากหรือไม่?)

“องค์พระผู้เป็นเจ้ากำลังเสด็จมา” (the Lord comes) = การเสด็จมาครั้งที่ 2 ของพระคริสต์ และจะพิพากษา

   คนอธรรม (2ธส.1:6-7)

           “ผู้บริสุทธิ์ของพระองค์” (his holy ones) = น่าจะหมายถึงทูตสวรรค์ (ดนล.4:13-17;2ธส.1:7) แต่มีบางคนเชื่อ

ว่า เป็นผู้ชอบธรรมที่พระเจ้ารับขึ้นไปพร้อมกับองค์พระคริสต์เจ้า (1ธส.3:13)

1:15 “อธรรม…อธรรม…อธรรม” (ungodly … ungodliness .. ungodly) = ยูดาเน้นให้เห็นโทษของผู้สอนผิดในข้อ 4

ที่จะนำการพิพากษาที่น่ากลัวมาให้แก่พวกเขา

1:16 “คนเหล่านี้” (These are grumblers)= คนอธรรมที่เอ่ยถึงครั้งแรกในข้อ 4 และเอ่ยถึงต่อมาเรื่อย ๆ ว่าเป็น “คน

           เหล่านี้”(ข.10,12,14,19,ปท. ข.8)=พวกเขาเป็นผู้สอนผิดเพี้ยนที่ปล่อยตัวทำบาปและพลิกผันพระคุณของพระเจ้า

1:17 “พึงระลึกคำพยากรณ์ของพวกอัครทูตของพระเยซูคริสต์” (the predictions of the apostles of our Lord

Jesus Christ.) = ยูดาส กล่าวว่า การมาของพวกคนอธรรมเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดอะไร เพราะว่าอัครทูต

ได้ทำนายไว้แก่นแล้ว (กจ. 20:29;1ทธ.4:1;2ทธ.3:1-5;2ปต.2:1-3;3:2-3)

1:18 “ท่านเหล่านั้นบอกท่านว่า” (They said to you ) = คำกรีกที่ใช้ตอนนี้บ่งบอกว่า พวกอัครทูตได้เตือนไว้แล้ว

เตือนเล่าว่า คนเช่นนั้นจะมา; “วาระสุดท้าย” (In the last time) –ยก.5:3

“คนที่ชอบเยาะเย้ย” (there will be scoffers) 2ปต.3:3 และยูดาส พรรณนาว่า คนที่ชอบเยาะเย้ยมีนิสัยชอบทำ

ตามตัณหาอันเห็นแก่ตัวของตน

1:19 “คนเหล่านี้ คือ คนที่ก่อให้เกิดความแตกแยก” (It is these who cause divisions) = พวกนี้สร้างความ

แตกแยกขึ้นในคริสตจักร ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกสอนผิด ปฏิบัติกันเป็นปกติ แต่ก็อาจแปลได้อีกว่า “คนเหล่านี้แบ่ง

          แยกพวกท่านออกจากกัน” = อาจหมายถึงการที่พวกนอสติกแบ่งคนออกเป็นฝ่ายจิตวิญญาณ (พวกนอสติก)

และฝ่ายโลก (คนที่ไม่มีความหวัง)

           “หมกมุ่นอยู่ในโลกียวิสัย” ( worldly people) -บางฉบับแปลว่า “ทำตามสัญชาตญาณเท่านั้น”

= คำเสียดสีที่ยูดาสพรรณนาถึงพวกสอนผิด(อย่างพวกนอสติก) คิดว่าตัวเองอยู่ฝ่ายพระวิญญาณ และถือว่าคนอื่น

เป็นพวกอยู่ในโลกีย์ คือไม่มีพระวิญญาณ แต่กลายเป็นว่า พวกเขาเองต่างหากที่ไม่มีพระวิญญาณ (และไม่รอด

อย่างแน่นอน) –รม.8:9

1:20 “ท่านที่รักทั้งหลาย” (you beloved) = พวกผู้เชื่อแท้ ต่างจากผู้สอนผิดหรือเทียมเท็จ ซึ่งกล่าวถึง

            “ความเชื่ออันบริสุทธิ์” (holy faith) –ข.3; “โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์” (in the Holy Spirit) –บางฉบับแปลว่า

          “ในพระวิญญาณบริสุทธิ์”

= การตามการทรงนำ และโดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (รม.8:26-27;กท.4:6;อฟ.6:17-18)
1:21“จงรักษาตัวให้อยู่ในความรักของพระเจ้า” (keep yourselves in the love of God) = พระเจ้าจะปกป้องรักษา

ผู้เชื่อไว้ในความรักของพระองค์ (รม.8:35-39) และจะช่วยพวกเขาให้สามารถรักษาตัวให้อยู่ในความรักของ

พระองค์ ; “ชีวิตนิรันดร์” (eternal life) –ยน.3:15

1:22-23 “คนที่ยังสงสัย – ผู้อื่น” (who doubt) =คนที่ยังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพวกสอนเท็จหรือคนนอกศาสนา

1:23 “ฉุดเขาออกจากไฟ” ( out of the fire) = ช่วยเขาให้ออกมาจากปากเหว แห่งความพินาศ (อมส.4:11;ศคย.3:2;

1คร.3:15)

          “จงเมตตา…จงรังเกียจ” (show mercy…hating even) = แม้ในการแสดงความเมตา เราก็อาจติดกับดักของการ

ล่อลวงของบาปได้ ดังนั้นต้องระมัดระวังด้วยความยำเกรงพระเจ้า

“เสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนด้วยกายที่เป็นมลทิน” (the garment stained by the flesh) = บางฉบับแปลว่า “เสื้อผ้าที่แปดเปื้อนด้วยโลกีย์”

= คนอธรรมถูกเปรียบว่า เสื่อมทรามขนาดว่า เสื้อผ้ายังแปดเปื้อนมลทิน เพราะธรรมชาติบาปในตัวของพวกเขาเอง

1:24-25 –หลังจากที่ยูดาสได้กล่าวถึงคนอธรรม และสิ่งที่พวกเขากระทำ ท่านก็สรุปจดหมายนี้ โดยเน้นความสนใจไป

ที่พระเจ้า ผู้ทรงสามารถพิทักษ์รักษาผู้ที่วางใจในพระองค์ได้อย่างสมบูรณ์และสิ้นเชิง -ยน.5:44;1ทธ.1:17;

ฮบ.13:8;รม.11:36;16:25;2คร.4:14;คส.1:22

คำถามนำอภิปราย

  1. การที่คุณรู้ว่า คุณเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเรียก เป็นผู้ที่พระเจ้าทางรักและเป็นผู้ที่พระเจ้าจะคุ้มครองรักษาเสมอ สิ่งนี้ส่งผลอะไรต่อชีวิตของคุณบ้าง? อย่างไร?
  2. เวลานี้คุณเชื่อหรือไม่ว่า คุณรอดแล้ว? ทำไมคุณเชื่อเช่นนั้น?
  3. คุณแยกแยะออกหรือไม่ว่า คำสอนที่คุณกำลังรับฟังหรือผ่านอยู่นี้ ถูกต้องหรือว่าผิดเพี้ยน? คุณรู้ได้อย่างไร?
  4. คุณพร้อมที่จะร่วมกันต่อสู้ เพื่อหลักคำสอนหรือหลักข้อเชื่อที่ถูกต้อง(ตามพระคัมภีร์) หรือไม่? อย่างไร?
  5. มีคำสอนใดบ้างที่คุณเผชิญอยู่ในทุกวันนี้ ที่เข้าข่ายคำสอนที่บิดเบือนจากความจริงของพระเจ้า? อย่างไร?
  6. สภาพแวดล้อมและค่านิยมตามกระแสโลกของคนรอบตัวได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความคิดของคุณบ้าง?   อย่างไร?
  7. คุณเคยลบหลู่ในสิ่งที่คุณเองไม่เข้าใจบ้างหรือไม่? อย่างไร?
  8. คุณเคยปล่อยตัวดำเนินชีวิตตามหนทางหรือวิถีทางที่นำไปสู่อันตรายในเรื่องอะไรบ้าง? อย่างไร?
  9. คุณกำลังคบหาหรือคลุกคลีกับพวกที่ทำลายความรักสามัคคีของคนในคริสตจักรอยู่หรือไม่? คุณควรจะทำอะไรบ้างเพื่อ    แก้ไข?
  10. มีแบบอย่างของการกระทำหรือพฤติกรรมใดบ้างที่แสดงออกถึงการไม่ยำเกรงพระเจ้า หรือการเห็นแก่ตัว(ในคริสตจักรหรือในสังคมคริสเตียน) ที่คุณไม่ควรกระทำตามเป็นอย่างยิ่ง? ทำไม?

ศจ. ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

สรุปจากผู้เข้าชั้นเรียน (คุณกฤติน ย้งปรีชา)

พระธรรมยูดา 1:1-24
 
- ความรอดที่มีร่วมกัน (Common Salvation) เรารอดด้วยพระคุณและความเชื่อเดียวกัน
- เชื่อกันว่า ยูดาสน้องชายพระเยซูคริสต์ เป็นผู้เขียนพระธรรมยูดา
- หนังสือพระธรรมยูดา เป็นการเตือนเรื่องของความเชื่อที่เทียมเท็จ
- ยูดาสเรียกผู้เชื่อว่า เป็นคนที่พระเจ้า"ทรงเรียก" พระเจ้า"รัก" และพระเจ้า"รักษาคุ้มครอง"
- ยูดาส (Judas,Judah,Jude) แปลว่าสรรเสริญ
- "ต่อสู้เพื่อหลักความเชื่อ" (contend for the faith)- ยูดา 1:3 - เป็นคำศัพท์ที่ใช้ในทางการทหาร ถือเป็นคำสั่งที่ต้องกระทำตาม
 
สิ่งที่ได้จากการเรียนวันนี้
 
- คำว่าเชื่องในพระคัมภีร์หมายถึง ความอ่อนโยน อ่อนสุภาพ
- เมื่อเราเป็นคนที่พระเจ้า"เรียก" "รัก" "รักษา" "คุ้มครอง" - คำถามก็คือ แล้วเราต้องกลัวอะไรอีก?
- พระเจ้ารักเราอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะเป็นคนดีหรือไม่ดี แต่เราต้องไม่ใช้ข้ออ้างในการทำตัวไม่น่ารัก
- ใครๆก็เชื่อ (Believe)ได้ แต่เราต้องนำความเชื่อมา "ปฏิบัติ"ให้กลายเป็นความศรัทธา (Faith)
- เมื่อมีความศรัทธา (Faith) มากเท่าไหร่ ความกลัว (Fear) จะยิ่งน้อยลง
- สิ่งสำคัญคือ เราศรัทธาในใคร? เราศรัทธาในอะไร? เราศรัทธาในสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่?
- คำสอนที่เทียมเท็จ มักจะ"ไต่เส้น" กับของจริง เราต้องเรียนรู้ที่จะสามารถแยกแยะได้

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.