ฉันทำให้พระเจ้าเสียพระทัยหรือ?

หว่านเมล็ดพันธ์

และอย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย  เพราะโดยพระวิญญาณนั้นท่านได้ถูกประทับตราหมายท่านไว้  เพื่อวันที่จะทรงไถ่ให้รอด (เอเฟซัส 4:30)

จะดีแค่ไหนถ้าพระเจ้าตอบทันทีที่เราอธิษฐานหรือถามบางสิ่งกับพระองค์?  คิดดู เราจะได้ทิศทางที่ชัดเจนและมั่นใจในการทำสิ่งต่างๆ จัดการกับสถานกาณ์ที่เผชิญอยู่ โดยไม่ต้องรีรอ ไม่ต้องขอคำแนะนำอื่น … คงมหัศจรรย์

หลายเดือนที่แล้วฉันมีปัญหาหนัก ถามพระเจ้าตลอด ขอความชัดเจนว่าควรทำอย่างไร ค้นหาข้อพระคำ มีดีๆหลายข้อที่น่านำมาใช้ แต่ฉันต้องการมากกว่านั้น ต้องการคำพูดที่เจาะจงว่าพระองค์ต้องการให้ทำอย่างไรในสถานการณ์นี้ คำพูดประจำคือ ขอแค่บางคำ … อะไรก็ได้ … ให้ชัดเจนเพื่อตัดสินใจ

ฉันระดมสมองไปยังทางออกทุกรูปแบบ บางทีแนะนำพระองค์ด้วยว่าควรเป็นอย่างไร มีน้อยใจบ้าง แต่ก็ไม่มีคำตอบ จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง ขณะเฝ้าเดี่ยว ฉันถามพระองค์อีกครั้ง “พระเจ้าคะ ทำไมพระองค์ไม่บอกทาง หรือวิธีแก้ปัญหานี้ให้ลูกเลย พระองค์ทราบดีว่าลูกกำลังดิ้นรนหาทางออก และต้องเป็นทางออกที่มาจากพระองค์เท่านั้น”

แค่สองวินาที  คำตรัสของพระองค์จากพระวจนะด้านบนก็เข้ามาในใจ เอเฟซัส  4:30 : “อย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย  เพราะโดยพระวิญญาณนั้นท่านได้ถูกประทับตราหมายท่านไว้  เพื่อวันที่จะทรงไถ่ให้รอด”

จริงหรือ? … ใจดิ่งวูบ รู้สึกเสียใจได้แต่ก้มหน้า “พระเจ้า ลูกทำให้พระวิญญาณของพระองค์เสียพระทัยได้อย่างไร? พระองค์ทรงทราบดีว่าลูกรักพระองค์มากกว่าชีวิตตนเอง”

ฉันเปิดพระคัมภีร์แล้วอ่านพระคำข้อนี้ที่เหมือนโดดเด่นออกมาซ้ำแล้วซ้ำอีก “..อย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย  เพราะโดยพระวิญญาณนั้นท่านได้ถูกประทับตราหมายท่านไว้  เพื่อวันที่จะทรงไถ่ให้รอด จงให้ใจขมขื่น  และใจขัดเคือง  และใจโกรธ  และการทะเลาะเถียงกัน  และการพูดให้ร้าย  กับการคิดปองร้ายทุกอย่างอยู่ห่างไกลจากท่านเถิด (เอเฟซัส 4:30-31)

แน่นอนพระเจ้าทรงให้ความสว่างของพระวิญญาณจุดประกายในใจ เพียงแต่ไม่เคยนึกว่าพระคำข้อนี้มีสำหรับฉัน ต้องใช้เวลากับพระองค์มากกว่านี้  จึงตั้งต้นอ่านบทที่สี่ทั้งบทอย่างละเอียด เมื่อได้ใคร่ครวญ ทำให้เห็นมุมมองใหม่ในสิ่งที่เฝ้าเพียรถามพระองค์ “มุมมองของพระองค์” 

ฉันอธิษฐานเงียบๆ ทูลพระองค์ว่าขอเป็นฝ่ายฟัง ไม่ใช่เป็นฝ่ายพูด แล้วคำตอบก็มา –  ในช่วงที่ปล้ำสู้กับปัญหา ลืมตัวไปว่าได้แสดงท่าทีขุ่นเคือง โกรธ โมโห และน่ารังเกียจออกไป ไม่ได้แค่ในความคิด แต่ด้วยคำพูด … ไปกับคนในครอบครัว และเพื่อนสนิท  แม้จะยังอ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน และไปนมัสการ แต่ก็ยังหว่านเมล็ดพันธ์แห่งความขมขื่นและความโกรธเคืองไว้ในใจและในผู้อื่นเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  เมล็ดพันธ์เล็กๆเหล่านี้ ลงรากฝังลึกและงอกเงยขึ้นมาเป็นต้นไม้แห่งความคิดลบ ทั้งทัศนคติและคำพูด ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างฉันและพระเจ้ามีรอยร้าว ออกห่างจากพระองค์และทำให้พระวิญญาณเสียพระทัย ลืมไปว่าองค์พระวิญญาณทรงมีความรู้สึก  มีอารมณ์ และสิ่งที่ฉันทำเป็นตรงข้ามกับผลของพระวิญญาณ

ฉันรู้สึกผิด สารภาพบาปและทูลขอการอภัย ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าความสัมพันธ์ที่มีกับพระเจ้า และพระองค์ตรัสตอบในข้อ 32 “และท่านจงเมตตาต่อกัน  มีใจเอ็นดูต่อกัน  และอภัยโทษให้กัน  เหมือนดังที่พระเจ้าได้ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ท่านในพระคริสต์นั้น”

เมื่อเรามีชีวิตเหมือนพระคริสต์ – ให้อภัย และมีใจเมตตาผู้อื่น สำแดงความรักจริงใจ อย่างที่พระองค์ปรารถนาให้เป็น เราก็กำลังนำความปิติมามอบให้พระองค์ สร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่ง และทำให้สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างได้

 

โดย Leah Dipascal

อนุญาตโดย Encouragement for today : www.Proverbs31.org

(Cr. ภาพ atlanticavenuegarden.com)