ก.ย. 212016
 

คำอธิษฐานของดาเนียล

พระธรรม        ดาเนียล 9:1-27

อ้างอิง             ดนล.5:3;7:16;8:16;9:3,11;10:11-19;11:10;อสร.4:6;ยรม.29:10;1พกษ.8:23-30;พคค.1:20;2พกษ.18:12;2พศด.29:6;36:16

บทนำ

บางครั้งเราอาจไม่เข้าใจหรือทำอะไรไม่ได้เลย เพราะเรามีความจำกัดในเรื่องสติปัญญาและความสามารถ สิ่งที่เราทำได้อย่างเดียวก็คือ ต้องทูลวิงวอนขอการเปิดเผยจากพระเจ้า และขอกำลังในการเดินหน้าต่อไปด้วยความเชื่อศรัทธาในพระองค์อย่างมั่นคง!

บทเรียน

9:1 “ในปีที่หนึ่งแห่งรัชกาลดาริอัส โอรสกษัตริย์อาหสุเอรัส คนมีเดียโดยกำเนิด ผู้ได้เป็นกษัตริย์เหนืออาณาจักรของคนเคลเดีย”

(In the first year of Darius the son of Ahasuerus, by descent a Mede, who was made king over the realm of  the Chaldeans)

9:2 “ในปีที่หนึ่งแห่งรัชกาลของท่าน ข้าพเจ้าดาเนียล ได้ดูในหนังสือพบจำนวนปี ซึ่งตามพระวจนะของพระยาห์เวห์ที่ทรงมีถึงเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะ จะต้องผ่านพ้นไปก่อนสิ้นวันกรุงเยรูซาเล็มร้างเปล่าคือจำนวน 70 ปี”

(in the first year of his reign, I, Daniel, perceived in the books the number of years that, according to the word of the Lord to Jeremiah the prophet, must pass before the end of the desolations of Jerusalem,  namely, seventy years.)

9:3 “แล้วข้าพเจ้าก็หันหน้าไปหาพระเจ้าองค์เจ้านาย แสวงหาด้วยการอธิษฐานและการวิงวอน ทั้งด้วยการอดอาหาร และนุ่งห่มผ้ากระสอบและนั่งบนขี้เถ้า”

(Then I turned my face to the Lord God, seeking him by prayer and pleas for mercy with fasting and sackcloth and ashes. )

9:4 “ข้าพเจ้าได้อธิษฐานต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพเจ้า และสารภาพว่า “ข้าแต่องค์เจ้านาย พระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งและน่าเกรง‍ขาม ผู้ทรงรักษาพันธสัญญาและความรักมั่นคงต่อผู้ที่รักพระองค์และปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระองค์” 

 (I prayed to the Lord my God and made confession, saying, “O Lord, the great and awesome God, who keeps covenant and steadfast love with those who love him and keep his commandments )

9:5 “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาป และได้ทำผิด ได้ก่อการอธรรมและการกบฏ ได้หันจากพระบัญญัติและกฎหมายของพระองค์”

 (we have sinned and done wrong and acted wickedly and rebelled, turning aside from your commandments  and rules.)

 9:6 “ข้าพระองค์ไม่ได้ฟังบรรดาผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของพระองค์ ผู้กล่าวในพระนามของพระองค์ต่อบรรดากษัตริย์ของข้า‍พระองค์ทั้งหลาย ทั้งต่อบรรดาผู้นำและบรรพบุรุษของข้าพระองค์ รวมทั้งประชาชนทุกคนของแผ่นดิน”

 (We have not listened to your servants the prophets, who spoke in your name to our kings, our princes, and our fathers, and to all the people of the land.)

9:7 “ข้าแต่องค์เจ้านาย ความชอบธรรมเป็นของพระองค์ แต่ความอับอายควรแก่พวกข้าพระองค์จนถึงทุกวันนี้ คือควรแก่คนยูดาห์ ชาวกรุงเยรูซาเล็ม และคนอิสราเอลทั้งหมด ทั้งผู้อยู่ใกล้และอยู่ไกลออกไป ในแผ่นดินทั้งหลายซึ่งพระองค์ทรงขับไล่พวกเขาไปนั้น เพราะพวกเขาได้ทรยศต่อพระองค์” 

  (To you, O Lord, belongs righteousness, but to us open shame, as at this day, to the men of Judah, to the  inhabitants of Jerusalem, and to all Israel, those who are near and those who are far away, in all the lands to which you have driven them, because of the treachery that they have committed against you.)

9:8 “ข้าแต่พระยาห์เวห์ ความอับอายควรแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย แก่พระราชา เจ้านาย และบรรพบุรุษของพวกข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาปต่อพระองค์”

 (To us, O Lord, belongs open shame, to our kings, to our princes, and to our fathers, because we have sinned against you.)

9:9 “พระกรุณาและการอภัยโทษเป็นขององค์เจ้านายพระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย เพราะว่าพวกข้าพระองค์ได้กบฏต่อพระองค์”

 (To the Lord our God belong mercy and forgiveness, for we have rebelled against him)

9:10 “และไม่เชื่อฟังพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลายที่ให้ทำตามธรรมบัญญัติของพระองค์ ซึ่งทรงตั้งไว้ต่อหน้าข้า‍พระองค์ทั้งหลาย ผ่านบรรดาผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของพระองค์”

  (and have not obeyed the voice of the Lord our God by walking in his laws, which he set before us by his servants the prophets.)

9:11 “อิสราเอลทั้งชาติได้ทำผิดต่อธรรมบัญญัติของพระองค์และได้หันไปเสีย ไม่เชื่อฟังพระองค์ ดังนั้นคำสาปแช่งและคำปฏิญาณซึ่งจารึกไว้ในธรรมบัญญัติของโมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้า จึงเทลงเหนือข้าพระองค์ทั้งหลาย เพราะพวกข้า‍พระองค์ได้ทำบาปต่อพระองค์”

   (All Israel has transgressed your law and turned aside, refusing to obey your voice. And the curse and oath that are written in the Law of Moses the servant of God have been poured out upon us, because we have sinned against him.)

9:12 “พระองค์ได้ทรงยืนยันถ้อยคำของพระองค์ ซึ่งพระองค์ตรัสกล่าวโทษข้าพระองค์ทั้งหลาย และกล่าวโทษผู้ซึ่งปกครองพวก‍ข้าพระองค์ โดยนำวิบัติอย่างใหญ่หลวงมาเหนือข้าพระองค์ทั้งหลาย ซึ่งภายใต้สวรรค์ทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดที่ได้ทำเหมือนที่ได้ทำแก่เยรูซาเล็ม”
  (He has confirmed his words, which he spoke against us and against our rulers who ruled us, by bringing upon us a great calamity. For under the whole heaven there has not been done anything like what has been done against Jerusalem.)

9:13 “ดังที่ได้จารึกไว้ในธรรมบัญญัติของโมเสสแล้ว วิบัติทั้งสิ้นก็ได้ตกอยู่เหนือข้าพระองค์ทั้งหลายแล้ว แต่พวกข้าพระองค์ยังไม่ได้ทูลวิงวอนขอพระกรุณาจากพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ด้วยการหันจากความผิดของข้าพระองค์‍ทั้งหลาย หรือใส่ใจในความจริงของพระองค์”

  (As it is written in the Law of Moses, all this calamity has come upon us; yet we have not entreated the favor of the Lord our God, turning from our iniquities and gaining insight by your truth.)

9:14 “เพราะฉะนั้นพระยาห์เวห์ทรงเตรียมความวิบัติไว้พร้อม และได้ทรงนำมาเหนือข้าพระองค์ทั้งหลาย เพราะพระยาห์เวห์ พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลายทรงเป็นผู้ชอบธรรมในพระราชกิจทั้งสิ้นซึ่งพระองค์ได้ทรงทำ และพวกข้าพระองค์ไม่ได้เชื่อ‍ฟังพระองค์”

  (Therefore the Lord has kept ready the calamity and has brought it upon us, for the Lord our God is righteous in all the works that he has done, and we have not obeyed his voice.)

9:15 “ข้าแต่องค์เจ้านายพระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงนำชนชาติของพระองค์ออกจากแผ่นดินอียิปต์ด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ และได้ทำให้พระนามเลื่องลือมาจนทุกวันนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาปและทำความอธรรม”

 (And now, O Lord our God, who brought your people out of the land of Egypt with a mighty hand, and have made a name for yourself, as at this day, we have sinned, we have done wickedly.)

9:16 “ข้าแต่องค์เจ้านาย ตามการกระทำอันชอบธรรมทั้งสิ้นของพระองค์ ขอให้ความกริ้วและพระพิโรธของพระองค์หันกลับจากเยรูซาเล็มนครของพระองค์ ภูเขาบริสุทธิ์ของพระองค์ เพราะบาปของข้าพระองค์ทั้งหลาย และความผิดของบรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลาย เยรูซาเล็มและประชากรของพระองค์จึงกลายเป็นที่เยาะเย้ยในชนชาติทั้งสิ้นที่อยู่รอบข้าง”

 (“O Lord, according to all your righteous acts, let your anger and your wrath turn away from your city  Jerusalem, your holy hill, because for our sins, and for the iniquities of our fathers, Jerusalem and your people have become a byword among all who are around us.)

9:17 “ฉะนั้น ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอพระองค์ทรงสดับคำอธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์และคำวิงวอนของเขา ข้าแต่องค์เจ้านาย เพื่อเห็นแก่พระองค์ ขอพระพักตร์ของพระองค์ทอแสงเหนือสถานนมัสการของพระองค์ซึ่งร้าง‍เปล่านั้น”

  (Now therefore, O our God, listen to the prayer of your servant and to his pleas for mercy, and for your own  sake, O Lord, make your face to shine upon your sanctuary, which is desolate.)

9:18 “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอเงี่ยพระกรรณสดับ ขอลืมพระเนตรดูความร้างเปล่าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ทั้งนครซึ่งมีชื่อตามพระนามของพระองค์ เพราะว่าข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ได้ถวายคำวิงวอนต่อพระองค์ ด้วยอ้างความชอบธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นเหตุ แต่ได้อ้างพระกรุณายิ่งใหญ่ของพระองค์”

  (O my God, incline your ear and hear. Open your eyes and see our desolations, and the city that is called  by your name. For we do not present our pleas before you because of our righteousness, but because of your great mercy.) 

9:19 “ข้าแต่องค์เจ้านาย ขอทรงฟัง ข้าแต่องค์เจ้านาย ขอทรงให้อภัย ข้าแต่องค์เจ้านาย ขอใส่พระทัยและทรงจัดการ ขออย่าทรงเนิ่นช้าเลยเพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ เพราะว่านครของพระองค์ และประชากรของพระองค์ก็มีชื่อตามพระนามของพระองค์

 (O Lord, hear; O Lord, forgive. O Lord, pay attention and act. Delay not, for your own sake, O my God, because your city and your people are called by your name.)

9:20 “ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังพูด อธิษฐานสารภาพบาปของข้าพเจ้าและบาปของอิสราเอลประชากรของข้าพเจ้า และเสนอคำวิง‍วอนต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพเจ้าเพื่อภูเขาบริสุทธิ์ของพระองค์”

  (While I was speaking and praying, confessing my sin and the sin of my people Israel, and presenting my plea before the Lord my God for the holy hill of my God,) 

9:21 “ขณะเมื่อข้าพเจ้ากล่าวคำอธิษฐาน ชายที่ชื่อกาเบรียล ซึ่งข้าพเจ้าได้เห็นในนิมิตครั้งแรกนั้น ได้บินอย่างเร็วมาใกล้ข้าพ‌เจ้า ในเวลาถวายเครื่องบูชาตอนเย็น”

  (while I was speaking in prayer, the man Gabriel, whom I had seen in the vision at the first, came to me in  swift flight at the time of the evening sacrifice.) 

9:22 “ท่านได้กล่าวอธิบายแก่ข้าพเจ้าว่า “โอ ดาเนียล ข้าพเจ้าออกมา ณ บัดนี้เพื่อจะให้ความกระจ่างและความเข้าใจแก่ท่าน”

  (He made me understand, speaking with me and saying, “O Daniel, I have now come out to give you insight and understanding.)

9:23 “เมื่อท่านเริ่มวิงวอนคำตอบก็ปรากฏทันที ข้าพเจ้าจึงมาบอกให้ท่านทราบ เพราะท่านเป็นผู้ที่ทรงรักมาก เพราะฉะนั้นจงพิจารณาคำตอบและเข้าใจนิมิตนั้น”

  (At the beginning of your pleas for mercy a word went out, and I have come to tell it to you, for you are greatly loved. Therefore consider the word and understand the vision)

9:24 “มี 70 สัปดาห์แห่งปีกำหนดไว้สำหรับชนชาติของท่านและนครบริสุทธิ์ของท่าน เพื่อให้ยุติการละเมิด ให้บาปจบสิ้น และให้ลบมลทิน เพื่อนำความชอบธรรมนิรันดร์เข้ามา เพื่อประทับตราทั้งนิมิตและคำของผู้เผยพระวจนะไว้ และเพื่อจะเจิมอภิ‌สุทธิสถาน”

  (“Seventy weeks are decreed about your people and your holy city, to finish the transgression, to put an end to sin, and to atone for iniquity, to bring in everlasting righteousness, to seal both vision and prophet,  and to anoint a most holy place.)

9:25 “เพราะฉะนั้นจงสังเกตและเข้าใจว่า นับตั้งแต่การที่ถ้อยคำนั้นออกไป ให้สร้างกรุงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่ จนถึงสมัยประมุขผู้‍ถูกเจิมไว้ก็เป็นเวลา 7 สัปดาห์ และเยรูซาเล็มจะถูกสร้างขึ้นพร้อมด้วยคูและลานเมืองเป็นเวลา 62 สัปดาห์ แต่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลายากลำบาก”

  (Know therefore and understand that from the going out of the word to restore and build Jerusalem to the  coming of an anointed one, a prince, there shall be seven weeks. Then for sixty-two weeks it shall be built again with squares and moat, but in a troubled time.)

9:26 “หลังจาก 62 สัปดาห์แล้ว ท่านผู้ถูกเจิมจะต้องถูกตัดออกและจะไม่มีอะไรเหลือ และคนของประมุขผู้ที่จะมานั้นจะทำลายเมืองและสถานนมัสการ แต่ที่สุดปลายของมันจะมาถึงอย่างน้ำท่วม จนกระทั่งในที่สุดจะมีสงคราม การร้างเปล่าได้ถูกกำ‌หนดไว้แล้ว”

 (And after the sixty-two weeks, an anointed one shall be cut off and shall have nothing. And the people of the prince who is to come shall destroy the city and the sanctuary. Its end shall come with a flood, and to the end there shall be war. Desolations are decreed)

9:27 “ท่านจะทำพันธสัญญาอย่างมั่นคงกับคนเป็นอันมากอยู่หนึ่งสัปดาห์ ท่านจะทำให้การถวายสัตวบูชา และเครื่องบูชาอื่นๆหยุดไปครึ่งสัปดาห์ สิ่งน่าสะอิดสะเอียนที่ทำให้ร้างเปล่าตั้งอยู่บนหัวมุมของแท่นบูชาจนความอวสานที่ได้กำหนดไว้จะถูกเทลงเหนือผู้ทำให้เกิดความวิบัตินั้น

  (And he shall make a strong covenant with many for one week, and for half of the week he shall put an end to sacrifice and offering. And on the wing of abominations shall come one who makes desolate, until the decreed end is poured out on the desolator.)

ข้อมูลมีประโยชน์

9:1        “ในปีที่หนึ่งแห่งรัชกาลดาริอัส” (In the first year of Darius) = 539 -538 ก.ค.ศ.;ดนล.5:31

“โอรสกษัตริย์อาหสุเอรัส” (the son of Ahasuerus) –บางฉบับแปลว่า “เชอร์ซีส” (ไม่ใช่เซอร์ซิสเดียวกับในพระธรรมเอสเธอร์) –อสร.4:6

9:2        “เยเรมีย์…70  ปี” (Jeremiah … seventy years.) –ยรม.25:11-12;29:10;          “70 ปี” = จำนวนตัวเลขถ้วน ๆ

-เหมือนใน สดด.90:10;อสย.23:15 คือช่วงตั้งแต่ปี 605 (ดนล.1:1) ถึง 538/537 ก.ค.ศ. ซึ่งเป็นเวลาที่ชนยูดาห์เริ่มกลับจากการเป็นเชลย (2พศด.36:20-23) (เวลา 70 ปี ใน ศคย.1:12 ไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงเดียวกับข้อนี้ และใน 29:10 แต่น่าจะเป็นช่วงตั้งแต่ปี 586 ก.ค.ศ. (ซึ่งพระวิหารของกษัตริย์ซาโลมอนถูกทำลายลง) จนถึงปี 516 เมื่อ

พระวิหารของเศรุบบาเบลสร้างเสร็จสิ้นสมบูรณ์ cf. ศคย.7:5

9:3-19  = คำอธิษฐานของดาเนียลที่แสดงถึง

  1. ความถ่อมใจ (ข.3) การนมัสการ (ข.4)        3. การสารภาพบาป (ข.5-15)     4. คำวิงวอน (ข.16-19)

ปท. คำอธิษฐานที่คล้ายกันใน อสร.9:5-15;นหม.9:5-37

9:3        “นุ่มห่มผ้ากระสอบและนั่งบนขี้เถ้า” (sackcloth and ashes) –ปฐก.37:34;วว.11:3

9:4        “ผู้ทรงรักษาพันธสัญญาและความรักมั่นคง” (who keeps covenant and steadfast love) –บางฉบับแปลว่า

“ผู้ทรงรักพันธสัญญาแห่งความรัก” –ฉธบ.7:9,12

“ผู้ที่รักพระองค์และปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระองค์” (who love him and keep his  commandments ) –นหม.1:5; ปท.อพย.20:6

9:5        “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาป” (we have sinned) –บางฉบับแปลว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำผิดทำบาป” –สดด.106:6;ยรม.8:14 ; “ได้หันจากพระบัญญัติ” (turning aside from your commandments) –อสย.53:6

“และกฎหมายของพระองค์” (and rules) –พคค.1:20;3:42;ดนล.9:11

9:6        “ไม่ได้ฟัง” (not listened) = ไม่เชื่อฟัง –2พกษ.18:12

“ผู้เผยพระวจนะ” (your servants the prophets) –2พศด.36:16;ยรม.7:25;44:5;ยก.5:10;วว.10:7;ศคย.1:6

9:7        “พระองค์ทรงขับไล่พวกเขาไปนั้นเพราะพวกเขาได้ทรยศต่อพระองค์” (to which you have driven them, because of the treachery that they have committed against you)  บางฉบับแปลว่า  ทรงทำให้ข้าพระองค์ทั้งหลายกระจัดกระจายไป เพราะเราไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อพระองค์

–2พกษ.17:7-23;2พศด.36:15-20;ฉธบ.4:27;อมส.9:9;ฉธบ.7:3;ยรม.3:25;24:9;อสค.39:23-24

9:8        “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาปต่อพระองค์”(we have sinned against you)–นหม.9:33;ยรม.14:20;อสค.16:63

9:9        “พระกรุณา และการอภัยโทษเป็นขององค์เจ้านาย” (To the Lord our God belong mercy and forgiveness) –อพย.34:7;2ซมอ.24:14;ยรม.42:12 = ทรงเปี่ยมด้วยความเมตตา และทรงให้อภัย

“กบฏต่อพระองค์” (for we have rebelled against him) –นหม.9:17;ยรม.14:7

9:10      “ผ่านบรรดาผู้เผยพระวจนะ ผู้รับใช้ของพระองค์”(by his servants the prophets) –2พกษ.17:13-15;18:12; วว.10:7

9:11      “อิสราเอลทั้งชาติได้ทำผิดต่อธรรมบัญญัติ” (All Israel has transgressed your law) = ได้ล่วงละเมิดบทบัญญัติของพระองค์ –ยรม.2:29;2พกษ.22:16

“คำสาปแช่ง และคำปฏิญาณ” (curse and oath) –ลนต.26:33;ฉธบ.28:64

บางฉบับแปลว่า “คำสาปแช่งและโทษทัณฑ์ทั้งปวง” –2พกษ.17:23

“ได้ทำบาปต่อพระองค์” (have sinned against him) –อสย.1:4-6;ยรม.8:5-10

9:12      “ทรงยืนยันถ้อยคำของพระองค์” (He has confirmed his words) –บางฉบับแปลว่า “ทรงทำตามที่

ตรัสไว้แล้ว” –อสย.44:26;ศคย.1:6 ;  “ผู้ซึ่งปกครอง” (who ruled) ; “ผู้ครอบครอง” –ยรม.44:23

“ไม่มีสิ่งใดที่ได้ทำเหมือน” (not been done) = ทั่วใต้ฟ้าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเสมอเหมือน –ยรม.30:7

“เยรูซาเล็ม” (Jerusalem) –ยรม.44:2-6;อสค.5:9;ดนล.12:1;ยอล.2:2;ศคย.7:12

9:13      “พระยาห์เวห์” (  the Lord our God) –ฉธบ.4:29;อสย.31:1

“ใส่ใจในความจริงของพระองค์” (insight by your  truth) –อสย.9:13;ยรม.2:30

9:14      “เตรียมความวิบัติไว้พร้อม” (ready the calamity) –ยรม.18:8;44:27

“ผู้ชอบธรรมในพระราชกิจทั้งสิ้นซึ่งพระองค์ได้ทรงทำ” (God is righteous in all the works that he has done) –สดด.4:1;ยรม.12:1;ปฐก.18:25;2พศด.12:6;ยรม.12:1

“ไม่ได้เชื่อฟังพระองค์” (not obeyed his voice) –นหม.9:33;ยรม.32:23;40:3

9:15      “ด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์” (a mighty hand) –อพย.3:20;ยรม.32:21

            “ได้ทำให้พระนามเลื่องลือมาจนทุกวันนี้” (have made a name for yourself, as at this day) –นหม.9:10

9:16      “ตามการกระทำอันชอบธรรมทั้งสิ้นของพระองค์” (according to all your righteous acts)–วนฉ.5:11;สดด.31:1

“ขอให้ความกริ้วและพระพิโรธ…หันกลับ” (let your anger and your wrath turn) –อสย.5:25;สดด.85:3

            “เยรูซาเล็ม” (Jerusalem) –ยรม.32:32

            “ภูเขาบริสุทธิ์ของพระองค์” (your holy hill) =ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ –อพย.15:17;สดด.48:1

            “เป็นที่เยาะเย้ย” (a byword) = เป็นที่เหยียดหยาม –สดด.39:8;อสค.5:14

9:17      “ขอพระพักตร์ของพระองค์ทอแสงเหนือสถานนมัสการของพระองค์ซึ่งว่างเปล่านั้น” (make your face to

shine upon your sanctuary, which is desolate) = บางฉบับแปลว่า “โปรดเหลียวแลสถานนมัสการอันเริศร้างของพระองค์ด้วยความโปรดปรานเถิด” –กดว.6:24-26;สดด.80:19

9:18      “ขอเงี่ยพระกรรณสดับ” (incline your ear and hear) –สดด.5:1;116:1

“ขอลืมพระเนตร” = โปรดทอดพระเนตร –สดด.80:14

“นครซึ่งมีชื่อตามพระนามของพระองค์” (and the city that is called by your name) = กรุงซึ่งใช้พระนามของพระองค์

= กรุงเยรูซาเล็ม –1พกษ.11:36;สดด.132:13;ยรม.25:29;7:10-12;25:29;ฉธบ.12:5;28:10;อสย.37:17

“พระกรุณายิ่งใหญ่ของพระองค์” (your great mercy) = เพราะพระเมตตายิ่งใหญ่ของพระองค์

= พระเจ้าตอบคำอธิษฐานเนื่องจากพระคุณของพระองค์ ไม่ใช่เพราะคุณงามความดีของเรา –ลก.18:13

9:19      “ขอทรงให้อภัย” (forgive) –สดด.44:23

“เพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์” (for your own sake) –1ซมอ.12:22

9:20      “อธิษฐานสารภาพบาป” (praying, confessing) –อสย.65:24;อสร.10:1

“ภูเขาบริสุทธิ์” (the holy hill) = ศิโยน –สดด.2:6;145:18;อสย.58:9;ดนล.9:3

9:21      “กาเบรียล” (Gabriel)  -ลก.1:19.26;ดนล.8:16

“ในเวลาถวายเครื่องบูชาตอนเย็น” (the evening sacrifice) –อพย.29:39

9:22      “…เพื่อจะให้ความกระจ่างและความเข้าใจแก่ท่าน”(give you insight and understanding)

–ดนล.7:16;10:34;อมส.3:7

9:23      “เริ่มวิงวอน” (beginning of your pleas) = เริ่มอธิษฐาน – อสย.65:24

“เพราะท่านเป็นผู้ที่ทรงรักมาก” ( you are greatly loved)  -ดนล.10:19;ลก.1:28

“จงพิจารณาคำสอนและเข้าใจนิมิตนั้น”(consider the word and understand the vision)–ดนล.10:11-12;มธ.24:15

9:24      “70 สัปดาห์”( Seventy weeks)–ปท.9:25,26,27 –ในบางฉบับแปลว่า “70 ของ 7”

= คงเป็นเวลาช่วงละ 7 ปี ทำให้เกิดผลรวม ;  = 7 x 70 = 490 ปี แต่จำนวนอาจเป็นแค่สัญลักษณ์

=ข้อนี้บ่งบอกถึงจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ 6 ประการ (ที่จะเป็นจริงโดยทางพระเมสสิยาห์)

  1. ยุติการละเมิด
  2. ให้บาปจบสิ้น
  3. ให้ลบมลทิน –อสย.53:10
  4. นำความชอบธรรมนิรันดร์มา –อสย.56:1;ฮบ.9:12
  5. ประทับตราทั้งนิมิตและคำของผู้เผยพระวจนะ
  6. เจิมอภิสุทธิสถาน

= การเป็นจริงตามนิมิตและคำพยากรณ์อย่างสมบูรณ์

 “นครบริสุทธิ์ของท่าน” (your holy city)  = นครศักดิ์สิทธิ์ของท่าน –อสย.1:26

“ลบมลทิน” (atone for iniquity) = ลบล้างความชั่ว – อสย.53:10

“นำความชอบธรรมนิรันดร์เข้ามา”(to bring in everlasting righteousness) = นำความชอบธรรมอันมั่นคง

นิรันดร์มาให้ – อสย.56:1;ฮบ.9:12

9:25-27 –ระยะเวลาระหว่างการประกาศกฤษฎีกาให้สร้างเยรูซาเล็มใหม่ (ข.25) และการเสด็จมาของพระเมสิยาห์

เสด็จมายังอิสราเอลก็คือ 69 ของเจ็ด (7 บวก 62) หรือก็คือ = 483 ปี (อสร.7:11)

กษัตริย์อารทาเซอร์ซีสที่ 1 มีพระราชสาส์นถึงเอสรา (ผู้เป็นปุโรหิต และครูผู้รอบรู้เกี่ยวกับพระบัญชา และกฎหมายของพระเจ้า)  ให้ชาวอิสราเอลกลับไปเยรูซาเล็มกับเอสราได้

-ทำให้นักวิชาการหลายคนถือว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของคำพยากรณ์ 69 แรกของเจ็ด ในดาเนียล 9:24-27

-แต่มีบางคนถือว่า งานของเนหะมีย์ที่ได้รับมอบหมายจากพระราชาองค์เดียวกัน เป็นจุดเริ่มต้นของคำพยากรณ์นี้ (นหม.1:11;2:1-8)

-และจากปฏิทินสุริยคติ พร้อมกับวันเวลาก่อนหน้า (ปี 458 ก.ค.ศ.) หรือใช้ปฏิทินจันทรคติกับวันเวลาถัดมา (ปี 444 ก.ค.ศ.) สามารถคำนวณวันเวลาได้ใกล้เคียงกับวันที่พระเยซูคริสต์ทรงทำพันธกิจได้อย่างเหลือเชื่อ

9:25      “นับตั้งแต่การที่ถ้อยคำนั้นออกไปให้สร้างกรุงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่” (from the going out of the word to restore and build Jerusalem) = ตั้งแต่มีพระราชกฤษฏีกาให้กอบกู้และสร้างกรุงเยรูซาเล็มขึ้นมาใหม่

– อสร.4:24;6:15

“จนถึงสมัยประมุขผู้ถูกเจิมไว้” (to the coming of an anointed one, a prince)  บางฉบับแปลว่า

= “จนผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมตั้งให้เป็นผู้ครอบครองนั้นจะมาถึง”  -มธ.1:17;ยน.4:25

“ช่วงเวลายากลำบาก” (   in a troubled time) = ทุกข์ยากลำบาก –อสร.3:3

9:26      “หลังจาก 62 สัปดาห์แล้ว ท่านผู้ถูกเจิมจะต้องถูกตัดออก” (And after the sixty-two weeks, an  anointed one shall be cut off)  ;      “62 สัปดาห์” = บางฉบับแปลว่า “หกสิบสองของเจ็ด”

  1. “7 สัปดาห์” (ข.25) –ถูกเรียกว่า =เจ็ดของ “เจ็ด”     -มีผู้ตีความว่า หมายถึง = ช่วงเวลาแห่งการรื้อฟื้นเยรูซาเล็มอย่างสมบูรณ์ (เอสราและเนหะมีย์ กล่าวถึงการรื้อฟื้นบางส่วน)
  2. “62 สัปดาห์” (ข.25,26) = ถูกเรียกว่า “หกสิบสองของ “เจ็ด”” = ระยะเวลาระหว่างการรื้อฟื้นนั้นกับการที่พระเมสิยาห์เสด็จมายังอิสราเอล
  3. “หนึ่งสัปดาห์” (ข.27) = เจ็ดสุดท้าย ถูกเรียกว่า “เจ็ด” ที่ เจ็ดสิบที่กล่าวต่อจากคำพยากรณ์เรื่องพาหนะของเยรูซาเล็ม โดยคนของประมุข (จักรพรรดิทิตัสในปี ค.ศ. 70) -มีการตีความต่างกันในเรื่องนี้

1) เจ็ดหลังสุดนี้ = ช่วงพระราชกิจของพระเยซูในโลกและต่อมา

2) ช่วงเวลา “เจ็ด” ที่ 69 และ “เจ็ดที่ 70” เป็นช่วงเวลายาวนานและสงครามและวิบัติ(ที่ไม่อาจบอกเวลายานนานได้)

“ถูกประหาร”  อสย.53:8;มธ.16:21

“ที่สุดปลายของมันจะมาถึงอย่างน้ำท่วม”(Its end shall come with a flood)–อสย.28:2;ดนล.11:10;นฮม.1:8

“การร้างเปล่าได้ถูกกำหนดไว้แล้ว”(Desolations are decreed)

= “มีวิบัติตามที่กำหนดไว้”–สดด.46:8;อสย.61:1;อสค.4:5-6;ฮกก.2:23;ศคย.4:14

= มีการตีความว่า ในเจ็ดที่ 70 เขาเล็กหรือสัตว์ร้าย (ปฏิปักษ์ของพระคริสต์) ซึ่งเป็นผู้ตั้ง “สิ่งน่าสะอิดสะเอียนอันเป็นต้นเหตุของวิบัติ”

9:27      “ท่านจะทำพันธสัญญาอย่างมั่นคงกับคนเป็นอันมากอยู่หนึ่งสัปดาห์” (And he shall make a strong covenant with many for one week) –บางฉบับแปลว่า “ผู้นั้นจะยืนยันคำมั่นสัญญากับคนเป็นอันมาก เป็นเวลาหนึ่งของ “เจ็ด”   = ปฏิปักษ์ของพระเยซูคริสต์ (ข.26) ทำสนธิสัญญากับชาวยิวในอนาคตจากนั้นทำให้ระบบนมัสการของชาวยิววุ่นวายไป น่าสะอิดสะเอียนเป็นเหตุให้วิบัติ (11:31)

-บางคนกลับตีความว่า ในตอนนี้หมายถึง พระเมสิยาห์ (ผู้ที่ถูกเจิม ข.26) ตั้งพันธสัญญาใหม่ และยุติ “ระบบถวายเครื่องบูชา” ของพันธสัญญาเดิม

“จนความอวสานที่ได้กำหนดไว้จะถูกเทลงเหนือผู้ทำให้เกิดความวิบัตินั้น” (until the decreed end is poured out on the desolator) –อสย.10:22

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณได้รับหรือเข้าใจบทเรียนอะไรบ้างจากการศึกษาพระธรรมในบทนี้? แล้วคุณจะนำมาประยุกต์ปฏิบัติในชีวิตอย่างไร?
  2. คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อคุณต้องพบกับความทุกข์ยากลำบากทั้ง ๆ ที่คุณติดตามพระเจ้าอยู่? ความรู้สึกเช่นนั้นส่งผลต่อความเชื่อศรัทธาของคุณอย่างไรบ้าง?
  3. คุณเคยอธิษฐานอย่างจริงจังต่อพระเจ้ามากที่สุด (จนถึงขึ้นอดอาหารอธิษฐาน) หรือไม่? เพราะเหตุใด และผลเป็นอย่างไร?
  4. คุณเคยสำนึกว่าคุณทำบาป(หรือเป็นคนบาป)อย่างจริงใจเมื่อใด? ที่ไหน? อย่างไร?
  5. คุณเคยรู้สึกเสียใจ สารภาพบาปต่อพระเจ้า เพราะความผิดบาปที่คนในชาติของเรากระทำหรือไม่? อย่างไร?
  6. คุณยอมรับได้หรือไม่ว่า บางครั้งวิบัติบางอย่างเกิดแก่ตัวคุณหรือชนชาติของคุณ เป็นผลมาจากความบาปที่เรากระทำหรือมาจากการไม่เชื่อ(ไม่เชื่อฟัง) พระเจ้าของเรา? ทำไม?
  7. คุณเคยมีประสบการณ์กับการตอบคำอธิษฐานของพระเจ้าต่อคำวิงวอนทูลของคุณที่ชัดเจนหรือพิเศษมากจนคุณไม่เคยลืมเลยบ้างหรือไม่? อย่างไร?

คุณเคยได้รับคำตอบหรือการเปิดเผยจากพระเจ้าแบบทันทีในการอธิษฐานของคุณบ้างหรือไม่? อย่างไร? (แบ่งปัน)

 

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)