มี.ค. 222017
 

พระเยซูกับหญิงสะมาเรีย

พระธรรม        ยอห์น 4:1-54

อ้างอิง            ยน.1:41;3:22,26;5:25-28;6:34-35;7:26-31,37-38;8:24;9:35-37;16:2, 32;19:30

บทนำ            ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จะมีค่ามากน้อยเพียงใดในสายตาของผู้อื่น แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้า คุณคือผู้ที่พระองค์ทรงรักอยู่เสมอมาและเสมอไป!

บทเรียน

4:1 “เมื่อ​พระ‍เยซู​ทรง​ทราบ​ว่า​พวก​ฟาริสี​ได้‍ยิน​ข่าว​ว่า “อา‌จารย์​เยซู​มี​สาวก​และ​ให้​บัพ‌ติศ‌มา​มาก‍กว่า​ยอห์น” 

(Now when Jesus learned that the Pharisees had heard that Jesus was making and baptizing more disciples than John) 

4:2 “(ความ​จริง​พระ‍เยซู​ไม่‍ได้​ทรง​ให้​บัพ‌ติศ‌มา​เอง แต่​สาวก​ของ​พระ‍องค์​เป็น​ผู้​ให้)” 

(although Jesus himself did not baptize, but only his disciples), 

4:3 “พระองค์จึงเสด็จออกจากแคว้นยูเดียกลับไปที่แคว้นกาลิลีอีก” 

 (he left Judea and departed again for Galilee.)

4:4 “พระองค์จำเป็นต้องเสด็จผ่านแคว้นสะมาเรีย” 

 (And he had to pass through Samaria.)

4:5 “จึงเสด็จผ่านเมืองหนึ่งชื่อสิคาร์ในแคว้นสะมาเรีย ซึ่งอยู่ใกล้ที่ดินที่ยาโคบให้กับโยเซฟบุตรของตน” 

 (So he came to a town of Samaria called Sychar, near the field that Jacob had given to his son Joseph.)

4:6 “บ่อน้ำของยาโคบก็อยู่ที่นั่น พระเยซูทรงเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย จึงประทับลงที่ข้างบ่อนั้น เวลานั้นประมาณเที่ยง”

 (Jacob’s well was there; so Jesus, wearied as he was from his journey, was sitting beside the well. It was about the sixth hour.)

4:7 “มีหญิงชาวสะมาเรียคนหนึ่งมาตักน้ำ พระเยซูตรัสกับนางว่า “ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง” 

 (A woman from Samaria came to draw water. Jesus said to her, “Give me a drink.)

4:8 “ขณะนั้นสาวกของพระองค์เข้าไปซื้ออาหารในเมือง” 

 (For his disciples had gone away into the city to buy food.) 

4.9 “หญิงชาวสะมาเรียทูลพระองค์ว่า “ทำไมท่านซึ่งเป็นคนยิวจึงมาขอน้ำดื่มจากดิฉันซึ่งเป็นหญิงชาวสะมาเรีย?”(เพราะพวก​ยิวไม่คบหาพวกสะมาเรียเลย)”

(The Samaritan woman said to him, “How is it that you, a Jew, ask for a drink from me, a woman of Samaria?” (For Jews have no dealings with Samaritans.) )

4:10 “พระเยซูตรัสตอบนางว่า “ถ้าเธอรู้จักของที่พระเจ้าประทาน และรู้จักผู้ที่พูดกับเธอว่า ‘ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง’ ก็คงจะขอ​จากท่านผู้นั้น และผู้นั้นก็คงจะให้น้ำดำรงชีวิตแก่เธอ

(Jesus answered her, “If you knew the gift of God, and who it is that is saying to you, ‘Give me a drink,’  you would have asked him, and he would have given you living water.”) 

4:11 “นางทูลพระองค์ว่า “ท่านเจ้าคะ ท่านไม่มีถังตัก และบ่อนี้ก็ลึก ท่านจะเอาน้ำดำรงชีวิตนั้นมาจากไหน?”

(The woman said to him, “Sir, you have nothing to draw water with, and the well is deep. Where do you get that living water? )

4:12 “ท่านใหญ่กว่ายาโคบบรรพบุรุษของเราผู้ให้บ่อน้ำนี้แก่เราหรือ? ยาโคบเองก็ดื่มจากบ่อนี้รวมทั้งบุตรทั้งหลายและสัตว์เลี้ยงของท่านด้วย

(Are you greater than our father Jacob? He gave us the well and drank from it himself, as did his sons  and his livestock.)

4:13 “พระเยซูตรัสตอบว่า “ทุกคนที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก” 

(Jesus said to her, “Everyone who drinks of this water will be thirsty again,)

4:14 “แต่คนที่ดื่มน้ำที่เราจะให้กับเขานั้น จะไม่มีวันกระหายอีกเลย น้ำที่เราจะให้เขานั้นจะกลายเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่ง​ขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์” 

(but whoever drinks of the water that I will give him will never be thirsty again. The water that I will give him will become in him a spring of water welling up to eternal life.)

4:15 “นางทูลพระองค์ว่า “ท่านเจ้าคะ ขอน้ำนั้นให้ดิฉันเถิด เพื่อดิฉันจะได้ไม่กระหายอีก และจะได้ไม่ต้องมาตักที่นี่

  (The woman said to him, “Sir, give me this water, so that I will not be thirsty or have to come here to draw water.)

4:16 “พระเยซูตรัสกับนางว่า “ไปเรียกสามีของเธอมาที่นี่” 

(Jesus said to her, “Go, call your husband, and come here.)

4:17 “นางทูลพระองค์ว่า “ดิฉันไม่มีสามีค่ะ” พระเยซูตรัสกับนางว่า “เธอพูดถูกที่ว่าไม่มีสามี” 

(The woman answered him, “I have no husband.” Jesus said to her, “You are right in saying, ‘I have no husband’

4:18 “เพราะเธอมีสามีถึงห้าคนแล้ว และคนที่มีอยู่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่สามีของเธอ เรื่องนี้เธอพูดจริง” 

(for you have had five husbands, and the one you now have is not your husband. What you have said is true. )

4:19 “นางทูลพระองค์ว่า “ท่านเจ้าคะ ดิฉันเห็นจริงๆ แล้วว่าท่านเป็นผู้เผยพระวจนะ”

 (The woman said to him, “Sir, I perceive that you are a prophet.)

4:20 “บรรพบุรุษของเรานมัสการที่ภูเขานี้ แต่พวกท่านบอกว่าสถานที่นมัสการนั้นต้องอยู่ที่เยรูซาเล็ม

(Our fathers worshiped on this mountain, but you say that in Jerusalem is the place where people ought to worship.)

4:21 “พระเยซูตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถิด คงมีสักวันหนึ่งที่พวกเธอจะไม่ได้นมัสการพระบิดาทั้งที่ภูเขานี้หรือที่เยรูซาเล็ม”

(Jesus said to her,”Woman, believe me, the hour is coming when neither on this mountain nor in Jerusalem will you worship the Father.)

4:22 “สิ่งที่พวกเธอนมัสการนั้นเธอไม่รู้จัก สิ่งที่พวกเรานมัสการนั้นพวกเรารู้จัก เพราะความรอดมาจากพวกยิว” 

(You worship what you do not know; we worship what we know, for salvation is from the Jews.)

4:23 “แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อคนที่นมัสการอย่างแท้จริงจะนมัสการพระบิดาด้วยจิตวิญญาณ​ และความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นมานมัสการพระองค์” 

 (But the hour is coming, and is now here, when the true worshipers will worship the Father in spirit and truth, for the Father is seeking such people to worship him.)

4.24 “พระเจ้าเป็นพระวิญญาณ และคนที่นมัสการพระองค์จะต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง” 

(God is spirit, and those who worship him must worship in spirit and truth.)

4:25 “นางทูลพระองค์ว่า “ดิฉันทราบว่าพระเมสสิยาห์ (ที่เรียกว่าพระคริสต์) จะเสด็จมา เมื่อพระองค์เสด็จมาพระองค์จะทรงชี้‍แจงทุกสิ่งแก่เรา” 

(The woman said to him, “I know that Messiah is coming (he who is called Christ). When he comes, he will tell us all things.)

4:26 “พระเยซูตรัสกับนางว่า “เราผู้ที่พูดกับเธอเป็นผู้นั้น

 (Jesus said to her, “I who speak to you am he.)

4:27 “เมื่อพวกสาวกของพระองค์กลับมา พวกเขาก็ประหลาดใจที่พระองค์ทรงสนทนากับผู้หญิง แต่ไม่มีใครถามว่า “พระองค์ทรงต้องการอะไร?” หรือ “ทำไมพระองค์ถึงสนทนากับนาง?” 

(Just then his disciples came back. They marveled that he was talking with a woman, but no one said, “What do you seek?” or, “Why are you talking with her?”)

4:28 “ส่วนหญิงคนนั้นก็ทิ้งหม้อน้ำไว้และเข้าไปในเมืองบอกพวกชาวบ้านว่า” 

(So the woman left her water jar and went away into town and said to the people,)

4:29  “มานี่ มาดูท่านผู้หนึ่งที่เล่าถึงสิ่งสารพัดที่ฉันเคยทำ ท่านผู้นี้จะเป็นพระคริสต์ได้ไหม?” 

(“Come, see a man who told me all that I ever did. Can this be the Christ?”)

4:30 “คนทั้งหลายจึงพากันออกจากเมืองไปหาพระองค์”

(They went out of the town and were coming to him.)

4:31 “ในระหว่างนั้นพวกสาวกทูลเชิญพระองค์ว่า “พระอาจารย์ เชิญรับประทานเถิด

(Meanwhile the disciples were urging him, saying, “Rabbi, eat.”) 

4:32 “แต่พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “เรามีอาหารรับประทานที่พวกท่านไม่รู้” 

(But he said to them, “I have food to eat that you do not know about.)

4:33 “พวกสาวกจึงถามกันว่า “มีใครเอาอาหารมาให้พระองค์แล้วหรือ?” 

(So the disciples said to one another, “Has anyone brought him something to eat?)

4:34 “พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “อาหารของเราคือการทำตามพระประสงค์ของผู้ที่ทรงใช้เรามาและทำให้งานของพระองค์​สำเร็จ” 

(Jesus said to them, “My food is to do the will of him who sent me and to accomplish his work.)

4:35 “พวกท่านบอกว่าอีกสี่เดือนจะถึงฤดูเกี่ยวข้าวแล้วไม่ใช่หรือ? ส่วนเราบอกพวกท่านว่า เงยหน้าขึ้นดูนาเถิด ทุ่งนาเหลืองอร่ามและถึงเวลาเกี่ยวแล้ว” 

(Do you not say, ‘There are yet four months, then comes the harvest’? Look, I tell you, lift up your eyes, and see that the fields are white for harvest.)

4:36 “คนเกี่ยวกำลังได้รับค่าจ้างและกำลังรวบรวมพืชผลไว้สำหรับชีวิตนิรันดร์ เพื่อทั้งคนหว่านและคนเกี่ยวจะได้ ชื่นชมยินดีด้วยกัน” 

(Already the one who reaps is receiving wages and gathering fruit for eternal life, so that sower and reaper may rejoice together.)

4:37 “คำที่เขาพูดกันก็เป็นความจริงในเรื่องนี้ คือ ‘คนหนึ่งหว่านและอีกคนหนึ่งเกี่ยว’” 

(For here the saying holds true, ‘One sows and another reaps.’)

4:38 “เราใช้พวกท่านไปเกี่ยวสิ่งที่ท่านไม่ได้ตรากตรำ แต่คนอื่นตรากตรำและพวกท่านเข้าร่วมในการตรากตรำของเขา

(I sent you to reap that for which you did not labor. Others have labored, and you have entered into their labor.)

4:39 “ชาวสะมาเรียจำนวนมากที่มาจากเมืองนั้นก็วางใจในพระองค์ เพราะคำพยานของหญิงคนนั้นที่ว่า “ท่านเล่าถึงสิ่ง​สารพัดที่ฉันเคยทำ

(Many Samaritans from that town believed in him because of the woman’s testimony, “He told me all that I ever did.)

4:40 “ดังนั้นเมื่อชาวสะมาเรียมาถึง พวกเขาจึงทูลเชิญพระองค์ให้ประทับกับเขา และพระองค์ก็ประทับอยู่ที่นั่นสองวัน” 

(So when the Samaritans came to him, they asked him to stay with them, and he stayed there two days.)

4:41 “และจำนวนคนที่วางใจในพระองค์ก็เพิ่มขึ้นเพราะพระดำรัสของพระองค์”

(And many more believed because of his word.)

4:42 “พวกเขาพูดกับหญิงคนนั้นว่า “ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ที่เราเชื่อนั้นไม่ใช่เพราะคำพูดของเจ้า แต่เพราะเราได้ยินเองและเรา​รู้ว่าท่านผู้นี้เป็นพระผู้ช่วยโลกให้รอดที่แท้จริง

(They said to the woman, “It is no longer because of what you said that we believe, for we have heard for ourselves, and we know that this is indeed the Savior of the world.)

4:43 “เมื่อผ่านไปสองวัน พระเยซูก็เสด็จออกจากที่นั่นไปที่แคว้นกาลิลี” 

(After the two days he departed for Galilee.)

4:44 “(พระองค์ทรงเป็นพยานว่า ผู้เผยพระวจนะจะไม่ได้รับเกียรติในบ้านเกิดของตน)” 

(For Jesus himself had testified that a prophet has no honor in his own hometown.) 

4:45 “ดังนั้นเมื่อพระองค์เสด็จไปถึงแคว้นกาลิลี ชาวกาลิลีก็ต้อนรับพระองค์ เพราะพวกเขาเห็นทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำใน​เทศกาลที่กรุงเยรูซาเล็ม เพราะพวกเขาก็ไปในเทศกาลนั้นด้วย”

(So when he came to Galilee, the Galileans welcomed him, having seen all that he had done in Jerusalem  at the feast. For they too had gone to the feast.)

4:46 “ดังนั้นพระองค์จึงเสด็จไปที่หมู่บ้านคานาในแคว้นกาลิลีอีก ซึ่งเป็นที่ที่พระองค์ทรงทำให้น้ำกลายเป็นเหล้าองุ่น และที่​เมืองคาเปอรนาอุมมีข้าราชการคนหนึ่งที่มีบุตรป่วยหนัก” 

(So he came again to Cana in Galilee, where he had made the water wine. And at Capernaum there  was an official whose son was ill.)

4:47 “เมื่อท่านทราบข่าวว่าพระเยซูเสด็จออกจากแคว้นยูเดียไปแคว้นกาลิลีแล้ว ท่านจึงไปอ้อนวอนพระองค์ขอให้เสด็จไป​รักษาบุตรของตนเพราะว่าเขาใกล้จะตายแล้ว”

   (When this man heard that Jesus had come from Judea to Galilee, he went to him and asked him to come down and heal his son, for he was at the point of death.)

4:48 “พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “ถ้าพวกท่านไม่เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ท่านก็จะไม่เชื่อ” 

(So Jesus said to him, “Unless you see signs and wonders you will not believe.)

4:49 “ข้าราชการคนนั้นทูลพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอเสด็จไปก่อนที่ลูกน้อยของข้าพเจ้าจะตาย” 

(The official said to him, “Sir, come down before my child dies.)

4:50 “พระเยซูตรัสกับเขาว่า “กลับไปเถิด ลูกของท่านจะไม่ตาย” ชายคนนั้นเชื่อพระดำรัสที่พระเยซูตรัสกับเขาจึงกลับไป”

(Jesus said to him, “Go; your son will live.” The man believed the word that Jesus spoke to him and went on his way.)

4:51 “ขณะที่กลับไปนั้น พวกทาสของเขามาพบและเรียนว่า “ลูกของท่านหายแล้ว” 

(As he was going down, his servants met him and told him that his son was recovering.)

4:52 “เขาจึงถามถึงเวลาที่บุตรมีอาการดีขึ้นนั้น และพวกทาสก็เรียนว่า “ไข้หายเมื่อวานนี้เวลาบ่ายโมง” 

(So he asked them the hour when he began to get better, and they said to him, “Yesterday at the seventh hour the fever left him.)

4:53 “บิดาจึงรู้ว่าเป็นเวลาที่พระเยซูตรัสกับตนว่า “ลูกของท่านจะไม่ตาย” เขาเองก็เชื่อพร้อมทั้งครอบครัวด้วย”

(The father knew that was the hour when Jesus had said to him, “Your son will live.” And he himself believed, and all his household.)

4:54 “นี่เป็นหมายสำคัญครั้งที่สองที่พระเยซูทรงทำเมื่อพระองค์เสด็จออกจากแคว้นยูเดียไปแคว้นกาลิลี”

(This was now the second sign that Jesus did when he had come from Judea to Galilee.)

บทเรียน

4:1       “ให้บัพติศมามากกว่ายอห์น” (baptizing more disciples than John) –ยน.3:22,26

4:2       “พระเยซูไม่ได้ทรงให้บัพติศมาเอง” (Jesus himself did not baptize) –แต่ทรงให้ความเห็นชอบ – 3:22

4:3       “เสด็จออกจากแคว้นยูเดียกลับไปที่แคว้นกาลิลีอีก”(he left Judea and departed again for Galilee)  = พระเยซูประสบความสำเร็จในยูเดีย เร้าให้เกิดการต่อต้าน  (7:1-8:59) ; ยน.3:22

4:4       “จำเป็นต้องเสด็จผ่านแคว้นสะมาเรีย” (he had to pass through Samaria) –ปกติชาวยิวเลี่ยงแคว้นสะมาเรีย โดยข้ามแม่น้ำจอร์แดน แล้วเดินทางอ้อมไปตามฝั่งตะวันออก (มธ.10:5;ลก.9:52)

4:5      “สิคาร์” (Sychar            ) = หมู่บ้านเล็ก ๆ ใกล้เมืองเชเคม ยาโคบซื้อที่ดินไว้ในเขตเมืองเชเคม (ปฐก.33:18-19; ยชว.24:32) และได้มอบที่ดินผืนนี้ให้โยเซฟ (ปฐก.48:21-22)

4:6       “เวลานั้นประมาณเที่ยง” (It was about the sixth hour) –ในภาษากรีก แปลว่า “ประมาณชั่วโมงที่ 6”

4:7       “มาตักน้ำ” (came to draw water)  -ปกติคนมาตักน้ำตอนเย็นมากกว่าตอนเที่ยง เนื่องจากความร้อน (ปฐก.24:11) แต่หญิงสาวที่โมเสสช่วยเหลือก็มาตักน้ำในตอนเที่ยงวัน (อพย.2:15-17)

“ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง” (Give me a drink)  -ปฐก.24:17;1พกษ.17:10

4:8      “ซื้ออาหารในเมือง” (the city to buy food) –ยน.4:5,39

4:9       “ดิฉันเป็นหญิงชาวสะมาเรีย” (The Samaritan woman said to him) –มธ.10:5

“พวกยิวไม่คบหาพวกสะมาเรีย” (Jews have no dealings with Samaritans) –คนยิวจะเป็นมลทินตามระเบียบประเพณี ถ้าใช้ภาชนะใส่น้ำดื่มที่ชาวสะมาเรียถือ เพราะคนยิวถือว่า ชาวสะมาเรียทุกคนเป็นมลทิน

4:10     “ของที่พระเจ้าประทาน”(the gift of God)= พระคุณของพระเจ้าที่ผ่านทางพระเยซูคริสต์ คือประทานชีวิต(นิรันดร์)ให้

“น้ำดำรงชีวิต” (living water) = น้ำซึ่งให้ชีวิต เป็นสายน้ำสดใหม่ ดุจน้ำพุและน้ำลำธารในหุบเขาที่ให้ความสดชื่น และฟื้นฟูชีวิต ในตอนนี้ หมายถึง ชีวิตนิรันดร์ (ข.14)  แต่ในพระธรรมยอห์น 7:38-39 คำ ๆ นี้ หมายความถึง พระวิญญาณบริสุทธิ์

4:11     “บ่อนี้ก็ลึก” (the well is deep) –ในศตวรรษที่ 4 มีการอ้างถึงบ่อน้ำแห่งหนึ่งในบริเวณนี้ ที่ลึกประมาณ 30 เมตร  แต่เมื่อขุดลอกในปี ค.ศ. 1935 พบว่า ลึกถึง 42 เมตร

4:12     “ยาโคบบรรพบุรุษของเรา” (our father Jacob) = ผู้มอบบ่อนี้ให้พวกบรรพบุรุษของเธอ –ยน .4:6

4:14     “จะไม่มีวันกระหายอีกเลย” ( will never be thirsty again) –ยน.6:35

            “กลายเป็นบ่อน้ำพุในตัว” (will become in him a spring of water) –อสย.12:3;58:11;ยน.7:38

            = เป็นสำนวนที่หมายถึง “กระโดดขึ้นมา”   = พระเยซูกำลังกล่าวถึงชีวิตที่มีพลัง และครบบริบูรณ์ (10:10)

            “พลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์” (welling up to eternal life) –มธ.25:46

4:15     “จะได้ไม่กระหายอีก” (I will not be thirsty  ) –ยน.6:34

4:18     “เธอมีสามีถึง 5 คนแล้ว” (you have had five husbands ) = คนยิวถือว่า ผู้หญิงอาจหย่าได้ 2 ครั้ง หรือมากที่สุดก็ 3 ครั้ง หญิงคนนี้นับว่า ผิดศีลธรรมมาก และเธอก็ไม่ได้แต่งงานกับผู้ชายที่อยู่ด้วยกันในปัจจุบัน

4:19     “ท่านเป็นผู้เผยพระวจนะ”(you are a prophet)–มธ.21:11 = มีวิจารณญาณอันเลิศล้ำของพระเยซูคริสต์

4:20     “ที่ภูเขานี้” ( this mountain) –เรื่องสถานที่นมัสการที่เหมาะสมเป็นประเด็นที่ชาวยิว และชาวสะมาเรียถกเถียงกันมานาน ชาวสะมาเรียถือว่า ภูเขา (เกริซิม) นี้ บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นพิเศษ เพราะอับราฮัม และยาโคบสร้างแท่นบูชาไว้ในบริเวณนี้ (ปฐก.12:6-7;33:18-20)  และประชาชนได้รับการอวยพรจากภูเขานี้ (ฉธบ.11:29;27:12)   และในพระคัมภีร์ของชาวสะมาเรีย ภูเขาเกริซิม(มากกว่าภูเขาเอบาล) เป็นภูเขาที่โมเสสได้รับบัญชาให้สร้างแท่นบูชา (ฉธบ 27:4-6)

-ชาวสะมาเรียสร้างวิหารขึ้นบนภูเขาเกริซิมประมาณ 400 ก.ค.ศ. และชาวยิวทำลายลงประมาณปี 128 ก.ค.ศ. ทั้ง 2 เรื่องนี้ทำให้ยิวกับสะมาเรียเป็นปฏิปักษ์กันมากขึ้น

4:21     “คงมีสักวันหนึ่ง” (the hour is coming) –บางฉบับแปลว่า “ใกล้ถึงเวลาแล้ว”  – ยน.5:28;16:2

4:22     “สิ่งที่พวกเธอนมัสการนั้นเธอไม่รู้จัก” (You worship what you do not know)  -พระคัมภีร์ของชาวสะมาเรียมีแต่พระธรรม 5 เล่ม ของโมเสส จึงรู้จักพระเจ้าเพียงน้อยนิด – 2พกษ.17:28-41

“เพราะความรอดมาจากพวกยิว” (for salvation is from the Jews) = พระเมสสิยาห์มาจากชนชาติของพระเจ้า

– รม.1:16;3:1-2;9:4-5;11:18;15:8-9

4:23     “บัดนี้ก็ถึงแล้ว” (But the hour is coming) –ยน.5:25;16:32  ;     “จิตวิญญาณ” ( in spirit ) –ฟป.3:3

4:24     “พระเจ้าเป็นพระวิญญาณ …ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง” (God is spirit, … must worship in  spirit and truth) = สถานที่ไม่สำคัญเท่ากับพระลักษณะของพระเจ้า ผู้ทรงเป็นพระวิญญาณ และในพระกิตติคุณยอห์น ความจริงสัมพันธ์กับองค์พระเยซูคริสต์ (1:14;14:6)   นี่เป็นความจริงที่สำคัญมากต่อการเข้าใจเรื่องการนมัสการที่ถูกต้องของคริสเตียน

4:25     “พระเมสสิยาห์…จะทรงชี้แจงทุกสิ่งแก่เรา” ( Messiah is coming …will tell us all things.) = ความพยายามครั้งสุดท้ายที่หญิงสะมาเรียจะเบี่ยงเบนประเด็นว่า เราจะเข้าใจต้องรอพระเมสสิยาห์มา (1:25) พวกชาวสะมาเรีย รอคอยพระเมสสิยาห์ แต่พวกเขา ปฏิเสธพระคัมภีร์หลังหมวดเบญจบรรณทั้งหมด ทำให้พวกเขารู้เรื่องพระเจ้าน้อย

4:26     “เราผู้ที่พูดกับเธอเป็นผู้นั้น” (I who speak to you am he.) –นี่เป็นโอกาสที่พระเยซูคริสต์ตรัสอย่าง เจาะจงว่า พระองค์เป็นพระเมสสิยาห์ ก่อนที่จะถูกไต่สวน

4:27     “พวกสาวกของพระองค์กลับมา” ( his disciples came back) –ยน.4:8

            “ประหลาดใจ” (marveled) –เพราะปกติครูสอนศาสนายิวไม่สุงสิงพูดคุยกับผู้หญิงในที่สาธารณะ

4:29     “สิ่งสารพัดที่ฉันเคยทำ” (all that I ever did) = เป็นการเปรียบเกินจริง แต่แสดงความประทับใจที่หญิงสะมาเรียนมีต่อองค์พระเยซู

“ท่านผู้นี้จะเป็นพระคริสต์ได้ไหม?” (Can this be the Christ?) = คำถามของเธอที่ปรารถนาคำตอบว่า “ใช่”  

–ยน.4:1-18;7:26,31;มธ.12:23

4:31     “พระอาจารย์” (Rabbi) = “รับบี”   -มธ.23:7

4:32     “เรามีอาหารรับประทานที่พวกท่านไม่รู้” (I have food to eat that you do not know about.)

 –โยบ 23:12;มธ.4:4;ยน.6:27

4:34     “อาหารของเราคือ การทำตามพระประสงค์ของผู้ที่ทรงใช้เรามา” (My food is to do the will of him who sent  me ) –ผู้เขียนมักกล่าวว่า พระเยซูทรงพึ่งพระบิดา และทรงทำกิจตามที่พระเจ้าพระบิดาทรงใช้ให้พระองค์มาทำ (5:30;6:38;8:26;9:4,10:37-38;12:50;14:31;15:10:17:4)

4:35     “อีกสี่เดือนจะถึงฤดูเกี่ยวข้าว” ( There are yet four months, then comes the harvest) = สำนวนที่มีความหมายว่า “อย่าเร่งรีบเก็บเกี่ยว” เพราะเหตุผลว่า พืชผลต้องการเวลาที่จะสุกงอม แต่ทุ่งนาที่พระเยซูให้เก็บเกี่ยวนั้นสุกแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับ -มธ.9:36-38

4:36     “รับค่าจ้าง” (receiving wages) = อย่างน้อยมีงานส่วนหนึ่งที่ทำเสร็จแล้ว และคนอื่น ๆ ต่างก็กำลังทำงานหนัก สาวกของพระองค์ต้องไม่สรุปว่า ยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยว พระเยซูไม่ได้ตรัสเกี่ยวกับข้าว แต่หมายถึง พืชผลสำหรับชีวิตนิรันดร์ ที่ไม่อาจรอคอยผู้ใดได้จึงนับเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบทำ

“จะได้ชื่นชมยินดีด้วยกัน” (may rejoice together ) = คนงานของพระเจ้าต้องไม่มีการแก่งแย่งแข่งขันกัน แต่เป็นผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อของพระเจ้า ทำให้ผู้หว่านและผู้เกี่ยวจะร่วมยินดีในพืชผลด้วยกัน

4:37     “คนหนึ่งหว่าน และอีกคนหนึ่งเกี่ยว”( One sows and another reaps)-1คร.3:6-9;โยบ 31:8;มคา.6:15

4:38     “คนอื่น” (Others) = อาจหมายถึง ยอห์นผู้ให้บัพติศมาและผู้ที่สนับสนุนเขา หรืออาจหมายถึงงานที่อัครทูตจะสร้างขึ้น หรือพระเยซูอาจกำลังมองย้อนไปไกลถึงบรรดาผู้เผยพระวจนะ และคนของพระเจ้าในสมัยก่อน แต่ไม่ว่า จะเป็นอย่างไรพระเยซูก็คาดหวังให้อัครทูตเป็นทั้งผู้หว่านและผู้เกี่ยวด้วย

4:39     “เมืองนั้น” ( that town)  = สิคาร์ (ข.5)

4:42     “พวกผู้ช่วยโลกให้รอด” (the Savior of the world.) = สำนวนนี้ปรากฏในพันธสัญญาใหม่ เฉพาะที่นี่ และใน 1ยน.4:14 เท่านั้น ซึ่งเล็งถึงความจริงว่า

  1. พระเยซูไม่เพียงแค่สอนแค่ช่วยให้รอด แต่
  2. ความรอดของพระเยซูยังแผ่ครอบคลุมไปทั่วโลกด้วย (3:16)

4:43     “เมื่อผ่านไปสองวัน” (After the two days) –ยน.4:40
4:44     “ผู้เผยพระวจนะจะไม่ได้รับเกียรติในบ้านเกิดของตน” ( a prophet has no honor in his own hometown)

 –มธ.13:57;ลก.4:24;ปท.1:29

-แต่อย่างไรพระเยซูก็เสด็จไปกาลิลีเพื่อประกาศเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า

4:45     “ชาวกาลิลีก็ต้อนรับพระองค์” (the Galileans welcomed him) –การต้อนรับของชาวกาลิลีแท้จริงเป็นการปฏิเสธตัวพระองค์ในฐานะพระเมสสิยาห์ แต่พวกเขาสนใจเพียงอัศจรรย์ที่พระองค์กระทำเท่านั้น

“เห็นทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ” (seen all that he had done) –20:30

4:46     “ข้าราชการ” (an official) = ข้าราชการของเฮโรด

4:47     “ออกจากแคว้นยูเดีย ไปแคว้นกาลีลีแล้ว” (come from Judea to Galilee) –ยน.4:3,54

4:48     “ถ้าพวกท่านไม่เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ท่านก็จะไม่เชื่อ” (Unless you see signs and wonders you will not believe)  = ท่าทีทั่วไปของชาวกาลิลี ไม่ใช่ของข้าราชการผู้นี้ – ดนล.4:2-3;ยน.2:11;กจ.2:43;14:3;รม.15:19; 2คร.12:12;ฮบ.2:4

4:50     “ลูกของท่านจะไม่ตาย” (your son will live.) = ถ้อยคำแห่งสิทธิอำนาจของพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงรักษาเขาให้หายและรอดตาย ไม่ใช่แค่คำทำนาย (51,53)

4:52     “เวลาบ่ายโมง” (the seventh hour ) –ในภาษากรีก ใช้คำว่า “ชั่วโมงที่เจ็ด”

4:53     “เขาเองก็เชื่อพร้อมครอบครัว” (he himself believed and all his household) = สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของพระกิตติคุณเล่มนี้ (20:31)  –กจ.11:14

4:54     “นี่คือหมายสำคัญครั้งที่สอง”(This was now the second sign) = หมายสำคัญครั้งที่สองที่บันทึกรายละเอียดไว้ ที่พระเยซูทรงกระทำหลังจากที่ทรงเสด็จกลับจากยูเดีย มายังกาลิลี (2:11;4:48)

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยได้รับการทรงนำของพระเจ้าให้ “ต้องกระทำ” บางสิ่งบางอย่าง ซึ่งดูเหมือนจะขัดกับความเคยชินหรือความเชื่อของคุณหรือคนส่วนใหญ่บ้างหรือไม่? แล้วคุณตอบสนองอย่างไร? ผลเป็นอย่างไร?
  2. คุณเคยเป็นพยานส่วนตัวกับ “ผู้ใด” และนำเขาให้ตัดสินใจรับเชื่อพระคริสต์บ้างหรือไม่? อย่างไร? (แบ่งปัน)
  3. คุณเคยมีประสบการณ์เป็นส่วนตัวกับพระเยซูคริสต์ชนิดที่พลิกชีวิตของคุณบ้างหรือไม่? อย่างไร?
  4. คุณเคยจริงจังในการนมัสการ แต่ “นมัสการแบบผิดที่ผิดทาง” บ้างหรือไม่? อย่างไร? แล้วคุณรู้ตัวเมื่อไร? อย่างไร?
  5. คุณเข้าใจเรื่อง “การนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง” อย่างไร? และคุณกำลังนมัสการ พระเจ้าแบบนั้นอยู่หรือไม่?
  6. คุณเริ่มเชื่อพระเจ้าเพราะมีผู้ใดมาบอกให้คุณรู้จักเรื่องพระองค์บ้างหรือไม่? (แบ่งปัน)
  7. คุณเชื่อหรือไม่ว่า ทุ่งนา(ฝ่ายวิญญาณ) เหลืองอร่ามแล้ว? แล้วคุณทุ่มเทในการหว่านและเก็บเกี่ยวหรือไม่? อย่างไร?
  8. คุณเคยเป็นเหมือนชาวเมืองสะมาเรียหรือไม่ที่เคยเชื่อพระเยซูคริสต์เพราะบางคนเป็นพยานให้ฟัง แต่ต่อมาเชื่อพระองค์เพราะได้ยินมีประสบการณ์กับพระคริสต์ด้วยตัวเอง?
  9. คุณเคยมีประสบการณ์กับการอัศจรรย์ที่พระเจ้ากระทำต่อตัวของคุณหรือผู้อื่นแบบต่อหน้าต่อตาบ้างไหม? อย่างไร?

 

ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)