พ.ค. 312017
 

สิ่งที่พระเยซูกระทำนั้นล้ำเกินจินตนาการ

พระธรรม        ยอห์น 6:1-71

อ้างอิง              มธ.14:13-21,22-23;มก.6:32-44,47-51;ลก.9:10-17

บทนำ               พระเยซูทรงเปิดเผยว่า พระองค์เป็นอาหารแห่งชีวิต  ผู้ใดมีพระองค์อยู่ในชีวิต ผู้นั้นจะไม่ตาย  แต่การติดตามพระองค์ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงทำให้บางคนถดถอยไม่กล้าก้าวต่อไป แต่ผู้ที่เชื่อว่าพระองค์เป็นองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า จะไม่มีวันหันหลังกลับเป็นอันขาด!

บทเรียน

6:1 “หลังจากนั้นพระเยซูเสด็จข้ามทะเลสาบกาลิลีหรือที่เรียกว่าทะเลทิเบเรียส” 

      (After this Jesus went away to the other side of the Sea of Galilee, which is the Sea of Tiberias.)

6:2 “มหาชนก็ตามพระองค์ไป เพราะพวกเขาเห็นหมายสำคัญต่างๆ ที่พระองค์ทรงทำต่อบรรดาคนป่วย”

      (And a large crowd was following him, because they saw the signs that he was doing on the sick.)

6:3 “พระเยซูเสด็จขึ้นไปบนภูเขาและประทับอยู่กับพวกสาวกของพระองค์”

     (Jesus went up on the mountain, and there he sat down with his disciples.)

6:4 “ขณะนั้นใกล้จะถึงปัสกาซึ่งเป็นเทศกาลของพวกยิว”

     (Now the Passover, the feast of the Jews, was at hand.)

6:5 “พระเยซูเงยพระพักตร์ขึ้นและทอดพระเนตรเห็นมหาชนพากันมาหาพระองค์ พระองค์จึงตรัสกับฟีลิปว่า “พวกเราจะซื้ออาหารให้คนเหล่านี้กินได้ที่ไหน?” 

      (Lifting up his eyes, then, and seeing that a large crowd was coming toward him, Jesus said to Philip, Where are we  to buy bread, so that these people may eat?)

6:6 “พระองค์ตรัสอย่างนั้นเพื่อจะทดสอบฟีลิป เพราะพระองค์ทรงทราบอยู่แล้วว่าพระองค์จะทรงทำอย่างไร”

     (He said this to test him, for he himself knew what he would do.)

6:7 “ฟีลิปทูลตอบพระองค์ว่า “สองร้อยเดนาริอัน ก็ยังไม่พอซื้ออาหารให้พวกเขากินกันคนละเล็กละน้อย” 

     (Philip answered him, “Two hundred denarii worth of bread would not be enough for each of them to get a little.)

6:8 “สาวกคนหนึ่งของพระองค์คืออันดรูว์น้องชายของซีโมนเปโตรทูลพระองค์ว่า”

      (One of his disciples, Andrew, Simon Peter’s brother, said to him,)

6:9“ที่นี่มีเด็กชายคนหนึ่งมีขนมปังบาร์เลย์ห้าก้อนกับปลาสองตัว แต่เท่านั้นจะพออะไรกับคนมากอย่างนี้?” 

      (“There is a boy here who has five barley loaves and two fish, but what are they for so many?”)

6:10 “พระเยซูตรัสว่า “ให้ทุกคนนั่งลงเถิด” (ที่นั่นมีหญ้ามาก) คนเหล่านั้นจึงนั่งลง นับแต่ผู้ชายได้ประมาณห้าพันคน” 

       (Jesus said,”Have the people sit down.” Now there was much grass in the place. So the men sat down, about five thousand in number.) 

6:11 “แล้วพระเยซูก็ทรงหยิบขนมปัง เมื่อขอบพระคุณแล้วก็ทรงแจกจ่ายให้บรรดาคนที่นั่งอยู่นั้น และให้ปลาด้วยตามที่เขาต้องการ” 

        (Jesus then took the loaves, and when he had given thanks, he distributed them to those who were seated. So also the fish, as much as they wanted.) 

6:12 “เมื่อพวกเขากินอิ่มแล้วพระเยซูตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ว่า “จงเก็บเศษอาหารที่เหลือไว้ อย่าให้มีสิ่งใดตกหล่น” 

     (And when they had eaten their fill, he told his disciples, “Gather up the leftover fragments, that nothing may be lost.”)

6:13 “พวกเขาจึงเก็บเศษขนมปังบาร์เลย์ห้าก้อนที่เหลือหลังจากทุกคนกินแล้วใส่กระบุงได้สิบสองกระบุงเต็ม”

      (So they gathered them up and filled twelve baskets with fragments from the five barley loaves left by those who had  eaten.) 

6:14 “เมื่อคนทั้งหลายเห็นหมายสำคัญที่พระองค์ทรงทำ พวกเขาจึงพูดกันว่า “แท้จริงท่านผู้นี้เป็นผู้เผยพระวจนะคนนั้นที่จะมาในโลก

     (When the people saw the sign that he had done, they said, “This is indeed the Prophet who is to come  into the        world!”)

6:15 “เมื่อพระเยซูทรงทราบว่าพวกเขาจะมาจับพระองค์ไปตั้งให้เป็นกษัตริย์ พระองค์ก็เสด็จขึ้นไปบนภูเขาอีกตามลำพัง”

     (Perceiving then that they were about to come and take him by force to make him king, Jesus withdrew again to the mountain by himself.)

6:16 “พอค่ำลงพวกสาวกของพระองค์ก็ไปที่ทะเลสาบ” 

      (When evening came, his disciples went down to the sea)

6:17 “แล้วลงเรือข้ามฟากไปยังคาเปอรนาอุม ขณะนั้นมืดแล้วและพระเยซูก็ยังไม่เสด็จไปหาพวกเขา” 

   (got into a boat, and started across the sea to Capernaum. It was now dark, and Jesus had not yet come to them.) 

6:18 “ทะเลก็กำเริบขึ้นเพราะลมพัดแรง”

      (The sea became rough because a strong wind was blowing.) 

6:19 “เมื่อพวกเขาตีกรรเชียงไปได้ประมาณห้าหกกิโลเมตร ก็เห็นพระเยซูทรงดำเนินมาบนทะเล กำลังเข้ามาใกล้เรือ พวกเขาต่างตกใจกลัว” 

    (When they had rowed about three or four miles, they saw Jesus walking on the sea and coming near the boat, and they were frightened.)

6:20 “แต่พระองค์ตรัสกับเขาว่า “นี่เราเอง อย่ากลัวเลย

     (But he said to them, “It is I; do not be afraid.)

6:21 “พวกเขาจึงเต็มใจรับพระองค์ขึ้นเรือ ทันใดนั้นเรือก็ถึงฝั่งที่เขาจะไปนั้น”

    (Then they were glad to take him into the boat, and immediately the boat was at the land to which they were going.)

6:22 “วันรุ่งขึ้นฝูงชนที่เหลืออยู่ฝั่งข้างโน้นเห็นว่า ก่อนนั้นมีเรืออยู่ที่นั่นเพียงลำเดียว และเห็นว่าพระเยซูไม่ได้เสด็จลงเรือลำนั้นไปกับพวกสาวก พวกสาวกของพระองค์ไปกันตามลำพังเท่านั้น”

     (On the next day the crowd that remained on the other side of the sea saw that there had been only one boat there, and that Jesus had not entered the boat with his disciples, but that his disciples had gone away alone.)

6:23 “เวลานั้นมีเรือลำอื่นๆ จากทิเบเรียส ผ่านมาใกล้ตำบลที่พวกเขากินขนมปังหลังจากองค์พระผู้เป็นเจ้าขอบพระคุณแล้ว” 

   (Other boats from Tiberias came near the place where they had eaten the bread after the Lord had given thanks)

6:24 “ดังนั้นเมื่อฝูงชนเห็นว่าพระเยซูและพวกสาวกไม่ได้อยู่ที่นั่น พวกเขาจึงลงเรือไปตามหาพระเยซูที่เมืองคาเปอรนาอุม”

    (So when the crowd saw that Jesus was not there, nor his disciples, they themselves got into the boats and went to Capernaum, seeking Jesus.)

6:25 “เมื่อพวกเขาพบพระองค์ที่ฝั่งทะเลสาบข้างโน้นแล้ว เขาทูลพระองค์ว่า “ท่านอาจารย์ ท่านมาที่นี่เมื่อไหร่?” 

    (When they found him on the other side of the sea, they said to him, “Rabbi, when did you come here?”)

6:26 “พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า ท่านตามหาเราไม่ใช่เพราะเห็นหมายสำคัญ แต่เพราะได้กินขนมปังอิ่ม”

    (Jesus answered them, “Truly, truly, I say to you, you are seeking me, not because you saw signs, but because you ate your fill of the loaves.)

6:27 “อย่าทำงานเพื่อแสวงหาอาหารที่เสื่อมสูญได้ แต่จงแสวงหาอาหารที่คงทนอยู่จนถึงชีวิตนิรันดร์ ซึ่งบุตรมนุษย์จะมอบให้กับพวกท่าน เพราะพระเจ้าคือพระบิดาทรงรับรองท่านผู้นี้แล้ว” 

     (Do not work for the food that perishes, but for the food that endures to eternal life, which the Son of Man will give to you. For on him God the Father has set his seal.”)

6:28 “พวกเขาจึงทูลพระองค์ว่า “เราจะต้องทำอะไรบ้างถึงจะทำงานของพระเจ้าได้?” 

     (Then they said to him, “What must we do, to be doing the works of God?” )

6:29 “พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “งานของพระเจ้าคือการวางใจในผู้ที่พระองค์ทรงใช้มา

      (Jesus answered them, “This is the work of God, that you believe in him whom he has sent.”)

6:30 “พวกเขาจึงทูลพระองค์ว่า “ถ้าอย่างนั้นท่านจะให้หมายสำคัญอะไรเพื่อที่เราจะเห็นและวางใจท่าน? ท่านจะทำอะไร?” 

     (So they said to him, “Then what sign do you do, that we may see and believe you? What work do you perform?)

6:31 “บรรพบุรุษของเราได้กินมานาในถิ่นทุรกันดาร ตามที่มีคำเขียนไว้ว่า ‘ท่านให้พวกเขากินอาหารจากสวรรค์’” 

      (Our fathers ate the manna in the wilderness; as it is written, ‘He gave them bread from heaven to eat.'” heaven and gives life to the world.”) 

6:32 “พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า ไม่ใช่โมเสสที่ให้อาหารจากสวรรค์นั้นแก่ท่าน แต่พระบิดาของเราเป็นผู้ประทานอาหารแท้ที่มาจากสวรรค์ให้กับพวกท่าน”

     (Jesus then said to them, “Truly, truly, I say to you, it was not Moses who gave you the bread from heaven, but my Father gives you the true bread from heaven.) 

6:33 “เพราะว่าอาหารของพระเจ้านั้นคือท่านที่ลงมาจากสวรรค์ และประทานชีวิตให้กับโลก” 

       (For the bread of God is he who comes down from)

6:34 “พวกเขาจึงทูลพระองค์ว่า “ท่านเจ้าข้า ขอโปรดให้อาหารนั้นแก่เราตลอดไปเถิด

       (They said to him, “Sir, give us this bread always.)

6:35 “พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต คนที่มาหาเราจะไม่หิว และคนที่วางใจในเราจะไม่กระหายอีกเลย”

     (Jesus said to them, “I am the bread of life; whoever comes to me shall not hunger, and whoever believes in me shall  never thirst.) 

6:36 “แต่เราก็บอกพวกท่านแล้วว่าท่านเห็นเราแล้วแต่ไม่วางใจ”

       (But I said to you that you have seen me and yet do not believe.) 

6:37 “สารพัดที่พระบิดาประทานแก่เราจะมาหาเรา และคนที่มาหาเรา เราจะไม่ขับไล่เลย” 

       (All that the Father gives me will come to me, and whoever comes to me I will never cast out.) 

6:38 “เพราะว่าเราลงมาจากสวรรค์ ไม่ใช่เพื่อทำตามความประสงค์ของเราเอง แต่เพื่อทำตามพระประสงค์ของผู้ ทรงใช้เรามา”

       (For I have come down from heaven, not to do my own will but the will of him who sent me.)

6:39 “และพระประสงค์ของผู้ทรงใช้เรามานั้นก็คือ ให้เรารักษาทุกสิ่งที่พระองค์ทรงมอบไว้กับเรา ไม่ให้หายไปสักสิ่งเดียว แต่ทำให้เป็นขึ้นมาในวันสุดท้าย” 

     (And this is the will of him who sent me, that I should lose nothing of all that he has given me, but raise it up on the last day.)

6:40 “เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระบิดาของเรา ที่จะให้ทุกคนที่เห็นพระบุตรและวางใจพระองค์มีชีวิตนิรันดร์ และเราเองจะให้ คนนั้นเป็นขึ้นมาในวันสุดท้าย

    (For this is the will of my Father, that everyone who looks on the Son and believes in him should have eternal life, and I will raise him up on the last day.)

6:41 “พวกยิวจึงซุบซิบกันเรื่องพระองค์เพราะพระองค์ตรัสว่า “เราเป็นอาหารซึ่งลงมาจากสวรรค์

    (So the Jews grumbled about him, because he said, “I am the bread that came down from heaven.)

6:42 “พวกเขาพูดกันว่า “คนนี้คือเยซูลูกของโยเซฟไม่ใช่หรือ? พ่อแม่ของเขาเราก็รู้จัก แล้วเดี๋ยวนี้เขาพูดได้อย่างไรว่า ‘เราลงมาจากสวรรค์’?” 

     (They said, “Is not this Jesus, the son of Joseph, whose father and mother we know? How does he now say, ‘I have come down from heaven’?”)

6:43 “พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “อย่าซุบซิบกันเลย”

        (Jesus answered them, “Do not grumble among yourselves.)

6:44 “ไม่มีใครมาถึงเราได้นอกจากพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาจะทรงชักนำให้เขามา และเราจะให้คนนั้นเป็นขึ้นมาในวันสุดท้าย” 

      (No one can come to me unless the Father who sent me draws him. And I will raise him up on the last day.)

6:45 “มีคำเขียนไว้ในหนังสือผู้เผยพระวจนะว่า ‘พระเจ้าจะทรงสั่งสอนพวกเขาทุกคนทุกคนที่ได้ยินได้ฟัง และได้เรียนรู้จากพระบิดาก็มาถึงเรา” 

      (It is written in the Prophets, ‘And they will all be taught by God.’ Everyone who has heard and learned from the Father comes to me)

6:46 “ไม่มีใครได้เห็นพระบิดานอกจากท่านที่มาจากพระเจ้า ท่านนั้นแหละได้เห็นพระบิดาแล้ว” 

     (not that anyone has seen the Father except he who is from God; he has seen the Father.)

6:47 “เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า คนที่วางใจก็มีชีวิตนิรันดร์”

       (Truly, truly, I say to you, whoever believes has eternal life.)

6:48 “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต” 

        (I am the bread of life. )

6:49 “บรรพบุรุษของพวกท่านได้กินมานาในถิ่นทุรกันดารแล้วก็ยังเสียชีวิต” 

       (Your fathers ate the manna in the wilderness, and they died.)

6:50 “แต่นี่เป็นอาหารที่ลงมาจากสวรรค์เพื่อให้คนที่ได้กินแล้วไม่ตาย”

        (This is the bread that comes down from heaven, so that one may eat of it and not die.)

6: 51 “เราเป็นอาหารดำรงชีวิตซึ่งลงมาจากสวรรค์ ถ้าใครกินอาหารนี้ คนนั้นจะมีชีวิตนิรันดร์ และอาหารที่เราจะให้เพื่อชีวิตของโลกนั้นก็คือเลือดเนื้อของเรา

       (I am the living bread that came down from heaven. If anyone eats of this bread, he will live forever. And the bread that I will give for the life of the world is my flesh.”)

6:52 “แล้วพวกยิวก็ทุ่มเถียงกันว่า “คนนี้จะเอาเนื้อของเขาให้เรากินได้อย่างไร?” 

       (The Jews then disputed among themselves, saying, “How can this man give us his flesh to eat?”)

6:53 “พระเยซูจึงตรัสกับพวกเขาว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า ถ้าท่านไม่ได้กินเนื้อและไม่ได้ดื่มโลหิตของบุตรมนุษย์ ก็จะไม่มีชีวิตในตัวท่าน” 

     (So Jesus said to them, “Truly, truly, I say to you, unless you eat the flesh of the Son of Man and drink his blood, you have no life in you.)

6:54 “คนที่กินเนื้อและดื่มโลหิตของเราจะมีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้คนนั้นเป็นขึ้นมาในวันสุดท้าย” 

     (Whoever feeds on my flesh and drinks my blood has eternal life, and I will raise him up on the  last day.) 

6:55 “เพราะว่าเนื้อของเราเป็นอาหารแท้ และโลหิตของเราก็เป็นเครื่องดื่มแท้” 

       (For my flesh is true food, and my blood is true drink.)

6:56 “คนที่กินเนื้อและดื่มโลหิตของเรา คนนั้นก็อยู่ในเราและเราอยู่ในเขา”

       (Whoever feeds on my flesh and drinks my blood abides in me, and I in him.) 

6:57 “พระบิดาผู้ทรงพระชนม์อยู่ทรงใช้เรามา และเรามีชีวิตเพราะพระบิดาอย่างไร คนที่กินเราก็จะมีชีวิตเพราะเราอย่างนั้น” 

     (As the living Father sent me, and I live because of the Father, so whoever feeds on me, he also will live because of me.)

6:58 “นี่แหละเป็นอาหารที่ลงมาจากสวรรค์ ไม่เหมือนอาหารที่พวกบรรพบุรุษกินและเสียชีวิต คนที่กินอาหารนี้จะมีชีวิตนิรันดร์” 

   (This is the bread that came down from heaven, not like the bread the fathers ate, and died. Whoever feeds on this  bread will live forever.)

6:59 “คำเหล่านี้พระองค์ตรัสในธรรมศาลา ขณะที่พระองค์ทรงสั่งสอนอยู่ที่เมืองคาเปอรนาอุม”

       (Jesus said these things in the synagogue, as he taught at Capernaum)

6:60 “เมื่อพวกสาวกของพระองค์หลายคนได้ยินอย่างนั้นก็พูดว่า “คำสอนเรื่องนี้ยากนัก ใครจะรับได้?” 

        (When many of his disciples heard it, they said, “This is a hard saying; who can listen to it?” )

6:61 “และเมื่อพระเยซูทรงทราบว่าพวกสาวกของพระองค์ซุบซิบกันถึงเรื่องนั้น จึงตรัสกับเขาว่า “เรื่องนี้ทำให้พวกท่านสะดุดหรือ?” 

       (But Jesus, knowing in himself that his disciples were grumbling about this, said to them, “Do you take offense at  this?)

6:62 “ถ้าท่านเห็นบุตรมนุษย์เสด็จขึ้นไปยังที่ที่พระองค์อยู่แต่ก่อนนั้น จะว่าอย่างไร?” 

        (Then what if you were to see the Son of Man ascending to where he was before?) 

6:63 “พระวิญญาณเป็นผู้ให้ชีวิต เนื้อหนังนั้นไม่มีประโยชน์อะไร ถ้อยคำที่เรากล่าวกับพวกท่านมาจากพระวิญญาณและเป็นชีวิต” 

       (It is the Spirit who gives life; the flesh is no help at all. The words that I have spoken to you are spirit and  life)

6:64 “แต่ในพวกท่านมีบางคนไม่เชื่อ” เพราะพระเยซูทรงทราบตั้งแต่แรกแล้วว่าใครไม่เชื่อและใครเป็นคนที่จะทรยศพระองค์”

       (But there are some of you who do not believe.” (For Jesus knew from the beginning who those were who did not believe, and who it was who would betray him.) 

6:65 “แล้วพระองค์ตรัสว่า “เพราะเหตุนี้เราจึงบอกพวกท่านว่า ‘ไม่มีใครมาถึงเราได้นอกจากพระบิดาจะโปรดคนนั้น

       (And he said,”This is why I told you that no one can come to me unless it is granted him by the  Father.”)

6:66 “ตั้งแต่นั้นมาสาวกของพระองค์หลายคนถดถอยไม่ติดตามพระองค์ต่อไปอีก” 

       (After this many of his disciples turned back and no longer walked with him.)

6:67 “พระเยซูตรัสกับสิบสองคนนั้นว่า “พวกท่านก็จะจากเราไปด้วยหรือ?” 

       (So Jesus said to the Twelve, “Do you want to go away as well?”) 

6:68 “ซีโมนเปโตรทูลตอบพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า พวกข้าพระองค์จะจากไปหาใครได้? พระองค์ทรงมีถ้อยคำแห่งชีวิตนิรันดร์”

      (Simon Peter answered him, “Lord, to whom shall we go? You have the words of eternal life,)

6:69 “และพวกข้าพระองค์ก็เชื่อและทราบแล้วว่าพระองค์ทรงเป็นองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า

      (and we have believed, and have come to know, that you are the Holy One of God.)

6:70 “พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “เราเลือกพวกท่านสิบสองคนไม่ใช่หรือ? แต่คนหนึ่งในพวกท่านเป็นมารร้าย” 

      (Jesus answered them, “Did I not choose you, the Twelve? And yet one of you is a devil.)

6:71 “พระองค์ทรงหมายถึงยูดาสบุตรของซีโมนอิสคาริโอท คนหนึ่งในสาวกสิบสองคน เพราะว่าเขาเป็นคนที่จะทรยศพระองค์”

       (He spoke of Judas the son of Simon Iscariot, for he, one of the Twelve, was going to betray him.)

บทเรียน

6:1-15 –พระกิตติคุณทั้ง 4 เล่ม บันทึกการอัศจรรย์เรื่องการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซูคริสต์ ในตอนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งการอัศจรรย์ที่ชี้ให้เห็นว่า พระเยซูเป็นผู้ที่จัดเตรียมและตอบสนองความต้องการของมนุษย์ และเป็นการปูพื้นฐาน สำหรับคำพยานว่า พระเยซูเป็นอาหารแห่งชีวิต (ข.35)

6:1    “ทะเลทิเบเรียส” (Tiberias) = ชื่อทางการที่โรมใช้เรียกทะเลสาบกาลิลี มาจากชื่อเมื่องทิเบเรียสที่ก่อตั้งประมาณ ค.ศ. 20

       (ตามชื่อของจักรพรรดิ)

6:2    “หมายสำคัญต่าง ๆ” (the signs)  -2:11

6:4    “ปัสกาซึ่งเป็นเทศกาลของพวกยิว” (the Passover, the feast of the Jews) –ยน.11:55;2:13;5:1

6:5    “ฟิลิป” (Philip) –ยน.1:43, ฟิลิปมาจากละแวกเมืองเบธไซดา (1:44)  จึงเหมาะที่จะถามเขา

6:7    “สองร้อยเดนาริอัน” (Two hundred denarii )  = หนึ่งเหรียญเดนาริอัน เท่ากับค่าจ้างแรงงาน 1 วัน

6:9    “ขนมปังบาร์เลย์ห้าก้อนกับปลาสองตัว” (five barley loaves and two fish) –ขนมปัง ข้าวบาร์เลย์ เป็นขนมปังราคาถูกเป็นอาหารของคนจน  ;  “คนมากอย่างนี้” (many) –2พกษ.4:43

6:10  “ห้าพันคน” ( five thousand) = นับเฉพาะผู้ชาย ไม่รวมผู้หญิงและเด็ก (มธ.14:21)

6:11  “ขอบพระคุณ” (given thanks) –มธ.14:19;ยน.6:23

6:12  “จงเก็บเศษอาหารที่เหลือไว้ อย่าให้มีสิ่งใดตกหล่น” (Gather up the leftover fragments, that nothing may be  be lost.)  = อย่าให้เสียของ –มก.6:43

6:13  “สิบสองกระบุงเต็ม” (filled twelve baskets )= สิบสองตะกร้า  = มีอาหารรับประทานอย่างเหลือเฟือ

6:14  “หมายสำคัญ” (the sign) –ยน.2:11

= ชี้ให้ประชาชนมองไปที่พระเยซูผู้เป็นบุตรมนุษย์ และอาหารสำหรับชีวิตนิรันดร์ ที่พระเจ้าทรงประทานมาให้ (ข.27)

“ท่านผู้นี้เป็นผู้เผยพระวจนะคนนั้น” (the Prophet who is to come into the world)  = พวกเขากลับคิดว่า พระเยซูเป็นเพียงผู้เผยพระวจนะคนนั้น ใน ฉธบ.18:15,19 ซึ่งเหมือนโมเสส (1:21) เพราะพระเจ้าประทานอาหารและน้ำแก่ประชาชนในถิ่นทุรกันดารผ่านโมเสส พวกเขาจึงไม่ได้คาดหวังว่า ผู้เผยพระวจนะจะทำอะไรมากกว่านั้น  –ปท.มธ.11:3;21:11

6:15  “จะมาจับพระองค์ไปตั้งให้เป็นกษัตริย์” (take him by force to make him king) = จะมาใช้กำลังบังคับพระองค์ให้ขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่พระเยซูไม่ได้รับแนวคิดในเรื่องพระเมสิยาห์ จะมาในฐานะกษัตริย์ (ปท.18:36;ลก.24:21;มธ.11:3;21:11)

6:19  “ห้าหกกิโลเมตร” (three or four miles) ในมาระโกบอกว่า พวกเขาอยู่กลางทะเลสาบ (มก.6:47)

          “พระเยซูทรงดำเนินมาบนทะเล” (Jesus walking on the sea) –โยบ 9:8

“ต่างตกใจกลัว” (they were frightened) –มธ.14:27

6:21  “ทันใดนั้นเรือก็ถึงฝั่ง” (the boat was at the land) = เรือถึงฝังโดยปลอดภัย ก็เพราะพระเยซูคริสต์(บางคนตีความว่านี่คือ

อีกการอัศจรรย์)

6:22-24 –ฝูงชนไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับพระเยซูคริสต์ แต่พวกเขาต้องการได้พบกับพระองค์อีก จึงออกตามหาพระองค์ในเมือง

         คาเปอร์นาอูม ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด

6:22  “อยู่ฝั่งข้างโน้น” (on the other side of the sea) = อยู่อีกฝาก –ยน.6:2

                “ไปกันตามลำพังเท่านั้น” (gone away alone.) –ยน.6:15-21

6:23  “จากทิเบเรียส” (Tiberias) –ยน.6:1  ;                “ขอบพระคุณแล้ว” (given thanks) –ยน.6:11

6:26  “ท่านตามหาเรา” (you are seeking me)  -ยน.6:24;       “เห็นหมายสำคัญ” (you saw signs) –ยน.2:11;6:30

6:27  “คงทนอยู่จนถึงชีวิตนิรันดร์” (that endures to eternal life )  = ชีวิตนิรันดร์ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาด้วยความดี หรือความพยายามของเรา แต่ได้มาทางความเชื่อในองค์พระคริสต์ (ข.28-29;3:15) –อสย.55:2;มธ.25:46;ยน.6:54

           “บุตรมนุษย์” (the Son of Man) –มก.8:31;มธ.8:20         

           -ยอห์น เน้นเรื่องพระบุตรยอมจำนนต่อพระบิดาเป็นเรื่องหลัก (4:34)

            “พระบิดาทรงรับรองท่านผู้นี้แล้ว” (the Father has set his seal)

บางฉบับแปลว่า = “พระบิดาทรงประทับตรารับรองบุตรมนุษย์แล้ว” –รม.4:11;1คร.9:2;2คร.1:22;อฟ.1:13;4:30;

2ทธ.2:19;วว.7:3

6:28  “เราจะต้องทำอะไรบ้าง?” (What must we do) = พวกเราต้องทำประการใด

          = พวกเขาพลาดประเด็นสำคัญไป โดยคิดว่าชีวิตนิรันดร์นั้นได้มาโดยการมีชีวิตที่เคร่งครัด (อฟ.2:8-9;ทต.3:5)

6:29  “งานของพระเจ้า” (the work of God) = การเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ เป็นงานของพระเจ้าที่สำคัญ ที่พระเจ้าเรียกร้อง

ให้ทุกคนทำ อันจะนำไปสู่ชีวิตนิรันดร์ –1ยน.3:23;ยน.3:17

6:30  “ท่านจะให้หมายสำคัญอะไร” (Then what sign do you do) –ยน.2:11

          “เพื่อที่เราจะเห็นและวางใจท่าน” (that we may see and believe you) –มธ.12:38

“ท่านจะทำอะไร?” ( What work do you perform?)= สิ่งที่พวกเขาต้องการจากพระเยซูก็คือ หมายสำคัญที่ยิ่งใหญ่กว่า มานา (ในการรับใช้ของโมเสส)

6:31  “มานา” (manna) = พวกยิวคาดหวังว่า เมื่อพระเมสิยาห์เสด็จมา พระเจ้าจะส่งมานาลงมาอีกครั้ง

          -พวกฝูงชนอ้างว่าสิ่งที่พระเยซูกระทำนั้น ยังเล็กน้อย เมื่อเปรียบกับสิ่งที่โมเสสกระทำ

          1) พระเยซูเลี้ยงคน 5000 คน    แต่โมเสสเลี้ยงคนทั้งชนชาติ       2) พระเยซูทำอยู่เพียงแค่ 1-2 ครั้ง  แต่โมเสสทำอยู่ 40 ปี

          3) พระเยซูประทานอาหารธรรมดาให้  แต่โมเสสให้อาหารจากสวรรค์ (อพย.16:4;กดว.11:1)

6:32  “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ไม่ใช่โมเสส….” (I say to you, it was not Moses) = พระเยซูแก้ความเข้าใจผิดของพวก เขา โดยชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่โมเสสเป็นผู้ให้อาหารแก่ชาวอิสราเอล แต่เป็นพระเจ้า และพระองค์ยัง “ประทาน” (เป็นกริยาปัจจุบันกาล) และอาหารที่แท้จริงจากสวรรค์ก็คือ ผ่านชีวิตขององค์พระเยซูคริสต์

6:33  “อาหารของพระเจ้า” (the bread of God) = พระเยซูเปลี่ยนการอภิปรายไปสู่ ”บางคน” (บางสิ่ง) ที่ใหญ่หรือสำคัญกว่า มานา

6:34  “อาหารนั้น” (this bread)  = คนทั่วไปอาจเข้าใจผิดอีกเรื่องหนึ่ง เหมือนกับหญิงสะมาเรียที่บ่อน้ำ (4:15) หรือนิโคเดมัส  (3:4) เพราะความคิดของพวกเขาติดอยู่กับเรื่องวัตถุ

6:35  “เราเป็น” (I am ) = นี่เป็นครั้งแรกใน 7 ครั้งที่พระเยซูคริสต์ตรัสถึงพระองค์เอง โดยใช้คำว่า “เราเป็น”  (8:12;9:5;10:7,9;10:11,14;11:25;14:6;15:1,5) = คำที่ใช้เน้นอย่างหนักแน่นสะท้อน  อพยพ 3:14

“อาหารแห่งชีวิต” (the bread of life)  อาจ  1) อาหารที่มีชีวิต  หรือ   2) อาหารที่ให้ชีวิต     -นัยในข้อ 33 ถูกทำให้เข้าใจกระจ่าง และมีการตอกย้ำในข้อ 41,48,51

6:36   = ตรงกันข้ามกับ 20:29

6:37  “สารพัดที่พระบิดาประทาน” (All that the Father gives) บางฉบับแปลว่า “คนทั้งปวงที่พระบิดาประทาน” = ความรอดเริ่มต้นที่พระเจ้า (ข.44;10:29;17:6;18:9) ไม่ใช่ที่มนุษย์ (ข.28) และพระเจ้าทรงมีพระเมตตาไม่มีที่สิ้นสุดหรือไม่เสื่อมสลาย (ข.31-40;10:28;17:9,12,15,19;18:9)

 6:38   “แต่เพื่อทำตามพระประสงค์ของผู้ทรงใช้เรามา” (but the will of him who sent me) -4:34

 6:39   “ไม่ให้หายไปสักสิ่งเดียว” (should lose nothing at all) = ไม่ให้สูญเสียไปแม้แต่สักคนเดียว

          = ผู้เชื่อแท้จะยืนหยัดมั่นคง เพราะพระคริสต์ทรงยึดเขาไว้มั่น (10:28-29;ฟป.1:6;ฮบ.3:6,14)

          “เป็นขึ้นมาในวันสุดท้าย” ( raise it up on the last day) =เป็นสำนวนที่พบในยอห์นเท่านั้น (ข.40,44,45) 

อาจหมายถึง “วันที่เป็นขึ้นมา” (ข.40) หลังจากการพิพากษา (ปท. 5:25-30;11:24;12:48)

6:40  “ชีวิตนิรันดร์” (eternal life) -3:15;12:45

“ให้คนนั้นเป็นขึ้นมาในวันสุดท้าย” (raise him up on the last day.) = ความตายไม่สามารถทำลายชีวิตที่พระคริสต์ประทานได้ (11:25)

6:41  “พวกยิว” (the Jews) –1:19

6:42  “เยซูลูกของโยเซฟไม่ใช่หรือ” ( the son of Joseph) –ลก.4:22

          “พ่อแม่ของเขาเราก็รู้จัก” ( father and mother we know?) = เรารู้จักพ่อแม่ของเขา –ยน.7:27-28

          “เราลงมาจากสวรรค์” (‘I have come down from heaven’?) –ยน.6:38,62

6:44  “จะทรงชักนำให้เขามา” (draws him) = คนเราไม่อาจมาหาพระคริสต์ได้ด้วยการริเริ่มของตัวเอง พระเจ้าพระบิดาจึงเป็น
         ผู้ทรงชักนำให้เกิดขึ้น – ยรม.31:3;ยน.6:65;12:32

6:45  “พระเจ้าจะทรงสั่งสอนพวกเขาทุกคน” (‘And they will all be taught by God)  = เขาทั้งหลายจะรับการสอนจาก    พระเจ้า – อสย.54:13;ยรม.54:13;31,33-34;1คร.2:13;1ธส.4:9;ฮบ.8:10-11;10:16;1ยน.2:27

6:46  “นอกจากท่านที่มาจากพระเจ้า” (except he who is from God) –ยน.1:18;5:37;7:29

6:47  “คนที่วางใจก็มีชีวิตนิรันดร์” (whoever believes has eternal life) –มธ.25:46

6:48  “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต” (I am the bread of life) –ยน.6:35,51

6:49  “ก็ยังเสียชีวิต” (they died) = พวกเขาก็ยังคงตายอยู่ดี บรรดาผู้ต่อต้านพระเยซู จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ไม่ได้ให้ หรือไม่ได้รักษา    ชีวิตฝ่ายวิญญาณ (ข.31)  -ยน.6:31,58

6:50  “อาหารที่ลงมาจากสวรรค์” ( the bread that comes down from heaven) –ยน.6:33

“กินแล้วไม่ตาย” ( eat of it and not die.)  = ของขวัญที่พระเยซูคริสต์ประทาน ซึ่งแตกต่างจากคนอื่น เพราะยั่งยืนนิรันดร์6:51

“เราเป็นอาหารดำรงชีวิต” (I am the living bread) = อาหารซึ่งให้ชีวิต –ยน.6:35,48

 “ซึ่งลงมาจากสวรรค์” ( that came down from heaven) –ยน.6:41,58

 “กินอาหารนี้” (eats of this bread)  = พระเยซูเป็นผู้ที่ธำรงชีวิตมนุษย์

“เลือดเนื้อของเรา” (my flesh)  = เล็งถึงการตรึงบนกางเขน พระองค์ต้องจ่ายราคาสูงมาก คือชีวิตเลือดเนื้อของพระองค์ในการไถ่มนุษย์ (ฮบ.10:10)

  6:52  “ทุ่มเถียงกัน” (disputed among themselves) = เถียงกันอย่างรุนแรง –ยน.7:43;9:16;10:19

  6:53-58  = “เนื้อ” และ “โลหิต” ในที่นี้ เล็งถึงการตรึงพระเยซูบนไม้กางเขน เป็นเครื่องบูชาที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ ไม่ใช่ตาม   ข้อกำหนดของพิธีกรรมใด ๆ

6:53  “ไม่ได้กินเนื้อ” (unless you eat the flesh) –มธ.26:26

            “ไม่ได้ดื่มโลหิตของบุตรมนุษย์” (drink his blood) –มธ.26:28

6:54   “เป็นขึ้นมาในวันสุดท้าย” ( raise him up on the last day)-ยน.6:39

6:56   “คนนี้ก็อยู่ในเรา และเราอยู่ในเขา” (abides in me, and I in him) –ยน.15:4-7;1ยน.2:24;3:24;4:15

6:58   “ไม่เหมือนอาหารที่พวกบรรพบุรุษกิน” ( not like the bread the fathers ate) = ปท. ข้อ 49, มานามีคุณค่าจำกัด แตกต่างจากอาหารจากสวรรค์เป็นนิรันดร์ที่พระเยซูประทานให้

6:60   “คำสอนเรื่องนี้ยากนัก” (This is a hard saying) = ยากที่จะรับ ไม่ใช่ยากที่จะเข้าใจ

              -คนยิวส่วนใหญ่ที่ฟังตระหนกตกใจกับแนวคิดในการกินเนื้อบุตรมนุษย์ และดื่มโลหิตของพระองค์แน่นอน(ข.53-58)

6:62   “บุตรมนุษย์” (the Son of Man) –มก.8:31;ลก.6:5;16:10

            “เสด็จขึ้นไปยัง” (ascending to)  = เหตุการณ์ต่อเนื่องจากที่เริ่มต้นบนไม้กางเขน ซึ่งพระเยซูได้รับพระเกียรติสิริ (7:39)

           “ที่ที่พระองค์อยู่แต่ก่อนนั้น” (where he was before?)  = บ่งบอกว่า พระเยซูดำรงอยู่ในสวรรค์มาก่อน (8:58;17:5) 6:63  -ปท .3:5-6,8

          “พระวิญญาณเป็นผู้ให้ชีวิต” (the Spirit who gives life)  = พระวิญญาณที่กำลังสร้างชีวิต – 2คร.3:6

6:64  “ทรงทราบตั้งแต่แรก“ (knew from the beginning) -ยน.2:25

          “ใครเป็นคนที่จะทรยศพระองค์” (who it was who would betray him) –มธ.10:4

6:65  “ไม่มีใครมาถึงเราได้นอกจากพระบิดาจะโปรดคนนั้น( no one can come to me unless it is granted  him by the      Father)  = ความพยายามของมนุษย์ไม่สามารถนำใครมาถึงพระเยซูหรือความรอดได้ –ข.37,39,44-45

6:66  “ตั้งแต่นั้น” (After this) –อาจหมายความว่า “ด้วยเหตุนี้”

“หลายคนถดถอยไม่ติดตามพระองค์ต่อไปอีก” (no longer walked with him)  = บางคน/หลายคน หันกลับ แสดงว่า มีหลายคนไม่พร้อมรับชีวิตแบบที่พระเยซูสั่งสอน

6:68  “องค์พระเป็นเจ้า พวกข้าพระองค์จะจากไปหาใครได้ พระองค์ทรงมีถ้อยคำแห่งชีวิตนิรันดร์”

           (Lord to whom shall we go? You have the words of eternal life) –มธ.16:16;25:46;ยน.6:63, เปโตร กล่าวถึงแก่นแท้  แห่งคำสอนของพระเยซู (6:63)

6:69  “เชื่อและทราบแล้วว่า” (believed, and have come to know)  = ข้าพระองค์ทั้งหลายได้เข้าถึงจุดที่มีความเชื่อและความรู้มาแล้ว ซึ่งยังคงดำเนินต่อมาจนถึงเวลานี้

            “องค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า” (the Holy One of God) = พระเยซู, มก.1:24;ลก.4:34;ปท.กจ.2:27

6:70  “มารร้าย” (devil) = ยูดาส (ข.71), เพราะเขาจะทรยศพระเยซูด้วยวิญญาณของซาตาน

6:71  “อิสคาริโอท” (Iscariot) = คำนี้มีความหมายว่า  “ชายจากเคริโอธ”  (ในแคว้นยูเดีย ,ยชว. 15:25)

            = หมายถึง ทั้งบิดาและบุตร คือทั้งยูดาส และบิดาซึ่งอาจเป็นชาวเคริโอธ (ปท.12:4)

                -ดูเหมือนว่า ยูดาส จะเป็นสาวกเพียงคนเดียว ใน 12 คนนี้ ที่ไม่ใช่ชาวกาลิลี

คำถามนำอภิปราย

  1. มีคนไม่น้อยที่ติดตามพระเยซู โดยไม่ได้กลับใจสำนึกในบาปที่ตนทำ พวกเขาเพียงเชื่อพระองค์ เพราะตื่นตาตื่นใจกับหมายสำคัญที่พระองค์กระทำหรือไม่ก็หวังได้ประโยชน์เฉพาะหน้าจากพระองค์ แล้วคุณล่ะติดตามพระเยซูคริสต์เพราะอะไร?
  2. คุณเคยเผชิญกับสถานการณ์ที่ดูยากลำบากจนสงสัยว่า คุณจะผ่านไปได้อย่างไรบ้างไหม? (แบ่งปัน) แล้วคุณฟันฝ่ามาได้อย่างไร?
  3. คุณเคยเจอกับการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคือเรื่องอะไร? แล้วคุณได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์เหล่านั้นบ้าง?
  4. คุณเคยเก็บเศษพระพรของพระเจ้ามารวมกันแล้วอัศจรรย์ใจกับจำนวนมากมายที่เราคาดไม่ถึงบ้างหรือไม่? (แบ่งปัน)
  5. คุณเคยถูกใครหรือกลุ่มใดพยายามหว่านล้อมหรือกดดันให้คุณเป็นผู้นำ เพื่อให้คุณนำเขาไปในทางที่พวกเขาอยากไปบ้างหรือไม่? (แบ่งปัน)
  6. คุณเคยเผชิญกับสถานการณ์ที่ทำให้คุณตกใจกลัว แต่พระเยซูคริสต์มาปรากฏตัวช่วยคุณในยามนั้นบ้างหรือไม่? เป็นอย่างไร? (แบ่งปัน)
  7. การที่คุณรู้ว่า พระเยซูคริสต์เป็น “อาหารแห่งชีวิต” ส่งผลอะไรต่อการดำเนินชีวิตของคุณบ้าง? อย่างไร?
  8. หากงานของพระเจ้าคือการเชื่อวางใจในองค์พระเยซู วันนี้คุณทำงานนี้ได้มีมากน้อยแค่ไหน?
  9. คุณเคยถูกดูถูก เยาะเย้ย หรือต่อต้านจากใครหรือกลุ่มใดบ้าง? เพราะอะไร? แล้วคุณฝ่าฟันมาได้อย่างไร? (แบ่งปัน)
  10. คุณเคยคิดตีจากพระคริสต์บ้างหรือไม่? ทำไม? แล้วทำไมคุณยังอยู่? ผลเป็นอย่างไร?

 

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)