ส.ค. 092017
 

ผู้เลี้ยงที่ดี

พระธรรม        ยอห์น 10:1-42

อ้างอิง            มก.6:34;9:32;ยน.16:25;6:35;5:40;3:15;1:4;ยรม.23:1;อสค.34:2;สดด.23:1;อสย.56:8;1ปต.2:25;5:4; ฮบ.13:20

บทนำ

            พระเยซูคริสต์เป็นผู้เลี้ยงที่ดี ที่รัก และปกป้องฝูงแกะในการดูแลของพระองค์

            เราทั้งหลายควรจะเลียนแบบอย่างของพระองค์ในการดูแลมวลหมู่สมาชิกในการดูแลของเราเช่นกัน

            และหากว่าเราเป็นแกะในการดูแลของพระคริสต์ และศิษยาภิบาลของคริสตจักร เราก็ควรที่จะตามการนำของพระองค์ และศิษยาภิบาลของคริสตจักรด้วยเช่นกัน

บทเรียน

10:1 “เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า คนที่ไม่ได้เข้าไปในคอกแกะทางประตู แต่ปีนเข้าไปทางอื่นนั้นเป็นขโมยและโจร

    (Very truly I tell you Pharisees, anyone who does not enter the sheep pen by the gate, but climbs in by some other way, is a thief and a robber.)

10:2 “แต่คนที่เข้าทางประตูก็เป็นผู้เลี้ยงแกะ” 

    (The one who enters by the gate is the shepherd of the sheep.)

10:3 “คนเฝ้าประตูจึงเปิดประตูให้คนนั้น แกะย่อมฟังเสียงของท่าน ท่านเรียกชื่อแกะของท่าน และนำออกไป”

    (The gatekeeper opens the gate for him, and the sheep listen to his voice. He calls his own sheep by name and leads them out.)

10:4 “เมื่อท่านต้อนแกะของท่านออกไปหมดแล้วก็เดินนำหน้า และแกะก็ตามไปเพราะรู้จักเสียงของท่าน” 

    (When he has brought out all his own, he goes on ahead of them, and his sheep follow him because they know his voice.)

10:5 “ส่วนคนอื่นแกะจะไม่ตามเลย แต่จะหนีจากเขา เพราะไม่รู้จักเสียงของคนอื่น” 

    (But they will never follow a stranger; in fact, they will run away from him because they do not recognize a  stranger’s voice.)

10:6 “เรื่องเปรียบนี้พระเยซูตรัสกับพวกเขา แต่เขาเหล่านั้นไม่เข้าใจความหมายของพระดำรัสที่พระองค์ตรัสกับเขาเลย”

     (Jesus used this figure of speech, but the Pharisees did not understand what he was telling them.)

10:7 “พระเยซูจึงตรัสกับพวกเขาอีกว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า เราเป็นประตูของแกะทั้งหลาย”

    (Therefore Jesus said again, “Very truly I tell you, I am the gate for the sheep.

10:8 “ทุกคนที่มาก่อนเรานั้นเป็นขโมยและโจร แต่ฝูงแกะไม่ได้ฟังพวกเขา” 

     (All who have come before me are thieves and robbers, but the sheep have not listened to them.)

10:9 “เราเป็นประตู ถ้าใครเข้าไปทางเรา คนนั้นจะรอด เขาจะเข้าออกแล้วก็จะพบอาหาร” 

    (I am the gate; whoever enters through me will be saved. They will come in and go out, and find pasture.)

10:10 “ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลัก ฆ่า และทำลาย เรามาเพื่อพวกเขาจะได้ชีวิตและจะได้อย่างครบบริบูรณ์” 

    (The thief comes only to steal and kill and destroy; I have come that they may have life, and have it to the full.)

10:11 “เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ”

     (“I am the good shepherd. The good shepherd lays down his life for the sheep.)

10:12 “คนที่รับจ้างไม่ได้เป็นผู้เลี้ยงแกะ ฝูงแกะไม่ได้เป็นของเขา เมื่อเห็นสุนัขป่ามาเขาจึงละทิ้งฝูงแกะหนีไป สุนัขป่าก็ไล่กัดกิน​พวกแกะจนกระจัดกระจาย” 

     (The hired hand is not the shepherd and does not own the sheep. So when he sees the wolf coming, he abandons the sheep and runs away. Then the wolf attacks the flock and scatters it.)

10:13 “เขาหนีเพราะเขาเป็นเพียงลูกจ้างและไม่ได้เป็นห่วงแกะเลย” 

    (The man runs away because he is a hired hand and cares nothing for the sheep.)

10:14 “เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี เรารู้จักแกะของเราและแกะของเราก็รู้จักเรา” 

     (“I am the good shepherd; I know my sheep and my sheep know me—)

10:15 “เหมือนอย่างที่พระบิดาทรงรู้จักเราและเรารู้จักพระบิดา และเราสละชีวิตเพื่อฝูงแกะ” 

     (just as the Father knows me and I know the Father—and I lay down my life for the sheep.)

10:16 “แกะอื่นที่ไม่ได้เป็นของคอกนี้เราก็มีอยู่ แกะพวกนั้นเราก็ต้องพามาด้วย และแกะพวกนั้นจะฟังเสียงของเราแล้วจะรวม​เป็นฝูงเดียวและมีผู้เลี้ยงเพียงผู้เดียว”

     (I have other sheep that are not of this sheep pen. I must bring them also. They too will listen to my voice, and there shall be one flock and one shepherd.)

10:17 “เพราะเหตุนี้พระบิดาจึงทรงรักเรา เพราะเราสละชีวิตของเราเพื่อจะรับชีวิตนั้นคืนมาอีก”

     (The reason my Father loves me is that I lay down my life—only to take it up again.)

10:18 “ไม่มีใครชิงชีวิตไปจากเราได้ แต่เราสละชีวิตตามที่เราตั้งใจเอง เรามีสิทธิอำนาจที่จะสละชีวิตนั้นและมีสิทธิอำนาจที่จะ​รับคืนมาอีก คำกำชับนี้เราได้รับมาจากพระบิดาของเรา

      (No one takes it from me, but I lay it down of my own accord. I have authority to lay it down and authority to take it up again. This command I received from my Father.”)

10:19 “คำสอนเหล่านี้ทำให้พวกยิวแตกคอกันอีก” 

     (The Jews who heard these words were again divided. )

10:20 “พวกเขาหลายคนพูดว่า “เขามีผีสิงและเป็นบ้า ไปฟังเขาทำไม?” 

     (Many of them said, “He is demon-possessed and raving mad. Why listen to him?”)

10:21 “คนอื่นๆ ก็พูดว่า “คำสอนแบบนี้ไม่ได้เป็นของคนที่มีผีสิง ผีจะทำให้คนตาบอดมองเห็นได้หรือ?”

     (But others said, “These are not the sayings of a man possessed by a demon. Can a demon open the eyes of the blind?”)

10:22 “ขณะนั้นเป็นเทศกาลฉลองพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม และเป็นฤดูหนาว”

    (Then came the Festival of Dedication at Jerusalem. It was winter)

10:23 “พระเยซูทรงดำเนินอยู่ในบริเวณพระวิหารที่เฉลียงของซาโลมอน” 

    (and Jesus was in the temple courts walking in Solomon’s Colonnade. )

10:24 “พวกยิวก็พากันมาห้อมล้อมพระองค์และทูลว่า “ท่านจะให้เราสงสัยไปอีกนานแค่ไหน? ถ้าท่านเป็นพระคริสต์ก็จงบอก​ให้ชัดเจนเถิด

     (The Jews who were there gathered around him, saying, “How long will you keep us in suspense? If you are the Messiah, tell us plainly.”)

10:25 “พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “เราบอกพวกท่านแล้วแต่ท่านไม่เชื่อ สิ่งที่เราทำในพระนามพระบิดาของเราก็​เป็นพยานให้กับเรา”

     (Jesus answered, “I did tell you, but you do not believe. The works I do in my Father’s name testify about me,)

10:26 “แต่พวกท่านไม่เชื่อเพราะท่านไม่ได้เป็นแกะของเรา”

     (but you do not believe because you are not my sheep.)

10:27 “แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา เรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นก็ตามเรา” 

     (My sheep listen to my voice; I know them, and they follow me.)

10:28 “เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะทั้งหลาย แกะเหล่านั้นจะไม่มีวันพินาศและจะไม่มีใครแย่งชิงแกะนั้นไปจากมือของเราได้” 

     (I give them eternal life, and they shall never perish; no one will snatch them out of my hand.)

10:29 “พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นให้แก่เราทรงเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่งและไม่มีใครสามารถชิงไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาได้” 

     (My Father, who has given them to me, is greater than all; no one can snatch them out of my Father’s hand.)

10:30 “เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

     (I and the Father are one.)

10:31 “พวกยิวจึงหยิบก้อนหินขึ้นมาอีกจะขว้างพระองค์ให้ตาย” 

    (Again his Jewish opponents picked up stones to stone him)

10:32 “พระเยซูจึงตรัสกับพวกเขาว่า “เราแสดงให้ท่านเห็นการดีหลายอย่างของพระบิดา พวกท่านหยิบก้อนหินจะขว้างเราให้​ตายเพราะการดีข้อไหน?”

     (but Jesus said to them, “I have shown you many good works from the Father. For which of these do you stone me?)

10:33 “พวกยิวทูลตอบพระองค์ว่า “เราจะขว้างท่านไม่ใช่เพราะการดีใดๆ แต่เพราะการพูดหมิ่นประมาทพระเจ้าเพราะท่านเป็น​เพียงมนุษย์แต่ตั้งตัวเป็นพระเจ้า

     (“We are not stoning you for any good work,” they replied, “but for blasphemy, because you, a mere man, claim to be God.)

10:34 “พระเยซูตรัสว่า “ในพระคัมภีร์ของท่านมีคำเขียนไว้ไม่ใช่หรือว่า ‘เรากล่าวว่าพวกท่านเป็นพระ?’ 

     (Jesus answered them, “Is it not written in your Law, ‘I have said you are “gods”’?)

10:35 “ถ้าคนที่รับพระวจนะของพระเจ้าได้ชื่อว่าเป็นพระ (และจะฝ่าฝืนพระคัมภีร์ไม่ได้)”

     (If he called them ‘gods,’ to whom the word of God came—and Scripture cannot be set aside)

10:36 “พวกท่านจะกล่าวหาผู้ที่พระบิดาทรงตั้งไว้เป็นพิเศษและทรงใช้เข้ามาในโลกว่า ‘ท่านกล่าวคำหมิ่นประมาทพระเจ้า’ เพราะเรากล่าวว่า ‘เราเป็นบุตรของพระเจ้า’ อย่างนั้นหรือ?” 

     (what about the one whom the Father set apart as his very own and sent into the world? Why then do you      accuse me of blasphemy because I said, ‘I am God’s Son’?)

10:37 “ถ้าเราไม่ได้ปฏิบัติพระราชกิจของพระบิดาของเราก็อย่าวางใจเราเลย” 

     (Do not believe me unless I do the works of my Father.)

10:38 “แต่ถ้าเราปฏิบัติพระราชกิจนั้น แม้ว่าท่านไม่วางใจในเรา ก็จงวางใจในพระราชกิจเหล่านั้นเถิด เพื่อท่านจะได้รู้และเข้า‍ใจว่าพระบิดาทรงอยู่ในเราและเราอยู่ในพระบิดา” 

     (But if I do them, even though you do not believe me, believe the works, that you may know and understand that the Father is in me, and I in the Father.”)

10:39 “พวกเขาพยายามจะจับพระองค์อีกครั้งหนึ่ง แต่พระองค์ทรงรอดพ้นจากมือของเขา”

      (Again they tried to seize him, but he escaped their grasp.)

10:40 “พระองค์เสด็จข้ามแม่น้ำจอร์แดนอีก และไปถึงตำบลที่ยอห์นเคยให้บัพติศมา แล้วพระองค์ทรงพักอยู่ที่นั่น”

     (Then Jesus went back across the Jordan to the place where John had been baptizing in the early days.  There he stayed, )

10:41 “คนจำนวนมากพากันมาหาพระองค์กล่าวว่า “ถึงยอห์นไม่ได้ทำหมายสำคัญอะไรเลย แต่ทุกสิ่งที่ยอห์นกล่าวถึงท่านผู้นี้​เป็นความจริง” 

    (and many people came to him. They said, “Though John never performed a sign, all that John said about this man was true.)

10:42 “และมีคนที่นั่นหลายคนวางใจในพระองค์”

    (And in that place many believed in Jesus.)

 

ข้อมูลมีประโยชน์

10:1     “คอกแกะ” (the sheepfold)  = ลานเปิดโล่ง มีกำแพงล้อมรอบ และมีทางเข้าทางเดียว โดยกำแพงมีไว้เพื่อป้องกันสัตว์ร้ายและไม่ให้แกะกระจัดกระจาย

10:3     “คนเฝ้าประตู” (the gatekeeper            ) –บางฉบับแปลว่า “ยาม”

                = เขาต้องรับผิดชอบคอกแกะขนาดใหญ่ ซึ่งมีแกะหลายฝูงอยู่รวมกัน

                 “เสียงของท่าน” (hear his voice)  = แกะจะสนองตอบต่อเสียงเรียกของผู้เลี้ยงแกะของมันเท่านั้น

                  “ท่านเรียกชื่อแกะของท่าน” (he calls his own sheep by name)  = ผู้เลี้ยงแกะเรียกชื่อแกะแต่ละตัวเฉพาะเจาะจง

10:4     “เดินนำหน้า” (he goes before them)  = ผู้เลี้ยงแกะจะเดินนำหน้าแกะ (ไม่ใช่ต้อนจากด้านหลัง) และแกะเดินตาม เพราะรู้จักเสียงของผู้เลี้ยง

10:6     “ไม่เข้าใจความหมายของพระดำรัส” (not understand what he was saying to them)

             –ยน.8:27;12:16;มก.8:16;ลก.2:50;9:45;18:34

10:7     “เราเป็น” (I am) = เป็น 1 ใน 7 ครั้งที่พระเยซูกล่าวถึงพระองค์เอง โดยใช้คำว่า “เราเป็น”    (6:35;8:12(9:51),10:7;10:11,14;11:25;14:6;15:1,5) -คำนี้ในภาษากรีก เน้นและสะท้อนถึง อพย. 3:14

10:8     “ทุกคนที่มาก่อนเรา” (All who came before me) = ผู้เลี้ยงแกะปลอม เช่น พวกฟาริสี และหัวหน้าปุโรหิต ไม่ใช่ผู้เผยพระวจนะที่แท้จริงตามพันธสัญญาเดิม

10:9     “เราเป็นประตู” (I am the door )= เป็นทางเดียวสู่ความรอด เมื่อเข้าประตูไปจะพบความปลอดภัย และเมื่อออกไปก็พบกับทุ่งหญ้าที่ตอบสนองความต้องการ

10:10   “ขโมย” (The thief) = สนใจแต่ความต้องการของตนเองมาเพื่อลัก ฆ่า และทำลาย

“เรามาเพื่อพวกเขาจะได้ชีวิต” (I came that they may have life) = พระเยซูคริสต์สนใจแกะของพระองค์ซึ่งพระองค์จะทรงทำให้พวกเขามีชีวิตที่ครบบริบูรณ์ (1:4)

10:11   “เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี” (I am the good shepherd)  -6:35

              “ยอมสละชีวิตของตน” (lays down his life) = ผู้เลี้ยงยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อแกะของเขา (ปฐก.31:39; 1ซมอ.17:34-37)

10:12   “คนที่รับจ้าง” (He who is a hired hand) = สนใจแต่ค่าจ้าง ไม่ได้สนใจแกะ (ข.13)

10:14   “เรารู้จักแกะ…และแกะของเราก็รู้จักเรา” (I know my own and my own know me) = รู้จักกันอย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกับพระบิดาและพระบุตร

10:15   “เราสละชีวิตเพื่อฝูงแกะ” (I lay down my life for the sheep) –ข.11 –ในบางฉบับแปลว่า “เราพลีชีวิตของเรา”

10:16   “แกะอื่น” (other sheep) = แกะที่เป็นของพระคริสต์เช่นกัน แม้จะยังไม่ได้ถูกนำมาให้พระองค์

             “ไม่ได้เป็นของคอกนี้” (not of this fold) = คนที่อยู่นอกศาสนายิว เป็นภาพเล็งถึงคริสตจักรในเวลาต่อมา

             “จะรวมเป็นฝูงเดียว” (will be one flock)  = ประชากรทั้งหมดของพระเจ้าจะมีพระผู้เลี้ยงองค์เดียว (17:20-23)

10:17-18 –สาระของพระธรรมยอห์นตอนนี้ จะบันทึกเรื่องพระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อประชากรของพระองค์ตลอดทั้งบท กล่าวถึง ความรัก และแผนการของพระเจ้า รวมทั้งสิทธิอำนาจที่พระเจ้าทรงประทานแก่พระบุตร พระเยซูคริสต์เลือกที่จะสิ้นพระชนม์ด้วยใจที่เชื่อฟัง เพราะไม่มีผู้ใดสามารถฆ่าพระองค์ได้ ถ้าพระองค์ไม่ยินยอม

10:19   “ทำให้พวกยิวแตกคอกันอีก” (There was again a division among the Jews) –7:43;9:16

10:20   “เขามีผีสิง” (He has a demon) -7:20 , ถูกผีสิง

10:21   “ผีจะทำให้คนตาบอดมองเห็นได้หรือ” (Can a demon open the eyes of the blind?) -9:16

10:22   “เทศกาลฉลองพระวิหาร” (the Feast of Dedication took place) = เป็นการระลึกถึงการมอบถวายพระวิหาร โดยยูดาส มัคคาบี  ในเดือนธันวาคม ปี 165 ก่อนคริสตศักราช ซึ่งก่อนหน้านั้น อันทิโอคัส เอปิเฟเนส เป็นผู้ทำลายลง นับเป็นการกอบกู้ครั้งสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ของพวกชาวยิว

             “เป็นฤดูหนาว” (It was winter) = เป็นข้อมูลประกอบสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับปฏิทินของพวกยิว

 10:23   “เฉลียงของซาโลมอน” (in the colonnade of Solomon   ) –กจ.3:11;5:12

               -เป็นเฉลียงที่มีหลังคา มีลักษณะคล้ายระเบียงเสาของกรีก ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่า มีมาตั้งแต่สมัยของซาโลมอน

 10:24   “ถ้าท่านเป็นพระคริสต์” (If you are the Christ) = เนื่องด้วยความแตกต่างทางความคิด เรื่องของพระเมสสิยาห์ ได้แพร่หลายไปทั่ว จึงเป็นเรื่องยากที่พวกยิวจะแก้ประเด็นร้อนนี้ -1:25;20:31

10:25   “เราบอกพวกท่านแล้ว” (I told you) = พระเยซูไม่ได้ยืนยันความเป็นพระเมสสิยาห์ของพระองค์อย่างชัดเจน นอกจากตรัสบอกหญิงชาวสะมาเรีย (4:26)

-พระองค์อาจหมายความว่า คำสอนของพระองค์ทำให้คำอ้างของพระองค์ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือหมายความว่า คำกล่าวใน ยน.8:58 นั้นเพียงพอแล้ว หรือพระองค์อาจหมายถึงทุกสิ่งที่พระองค์ทำในชีวิตของพระองค์ (รวมทั้งการอัศจรรย์ต่าง ๆ ) คือทุกสิ่งที่ทำให้พระนามของพระบิดา

10:26   “ไม่ได้เป็นแกะของเรา” (not among my sheep)  = ที่พวกเขาไม่เชื่อเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้เป็นแกะของพระคริสต์

10:28   “ชีวิตนิรันดร์” (eternal life) = ของขวัญจากพระคริสต์ (3:15)

“จะไม่มีวันพินาศ” (will never perish) = เป็นการยืนยันอย่างหนักแน่นว่า แกะเหล่านี้จะไม่มีวันพินาศ ความปลอดภัยของบรรดาแกะอยู่ในมือของผู้เลี้ยง ซึ่งเขาจะไม่ยอมให้ผู้ใดพรากแกะไปจากเขา

10:29   “พระบิดาของเรา” (My Father) -5:17

               “ไม่มีใครสามารถชิงไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาได้”( no one will snatch them out of my hand)

               = ไม่มีศัตรูใดมีอำนาจหรือฤทธิ์เดชยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้า พระองค์ทรงคุ้มครองให้แกะทุกตัวอยู่รอดปลอดภัยได้ (17:11-12)

10:30   “เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” (are one) = คำในภาษากรีก แสดงถึงความเป็นเพศกลาง หมายถึง “สิ่งเดียวกัน” ไม่ใช่ “คนเดียวกัน”

              = 2 เป็น 1 ในแง่ ลักษณะพื้นฐาน และธรรมชาติ แต่ในแง่บุคคล ไม่ใช่เป็นบุคคลเหมือนกัน (6:35;8:24,58;17:21-22)

10:31   “พวกยิวจึงหยิบก้อนหินขึ้นมาอีกจะขว้างพระองค์ให้ตาย” (The Jews picked up stones again to stone him)      

             –1:19, พวกเขาถือว่าคำตรัสของพระเยซูเป็นการหมิ่นประมาทพระเจ้า จึงจะประหารพระองค์ตามบทบัญญัติใน ลนต.24:16 แต่ไม่ได้ทำตามกระบวนการที่ถูกต้อง

10:32   “การดีหลายอย่าง” (many good works)  = สิ่งดีมากมาย เช่น  มธ.5:16;1ทธ.5:10,25;6:18

             = พระราชกิจที่ดีและสูงส่งของพระเยซูคริสต์

10:33   “การพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า” (blasphemy) –พวกผู้นำยิวเข้าใจสิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัสไว้อย่างถูกต้อง แต่ด้วยอคติและความไม่เชื่อ ทำให้พวกเขามีทิฐิไม่ยอมรับสิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัสว่า เป็นความจริง

 10:34   “ในพระคัมภีร์ของท่าน” (in your Law) –บางฉบับแปลว่า “หนังสือบทบัญญัติของท่าน” 

               แปลตรง ๆ หมายถึง หนังสือ “เบญจบรรณ”   แต่ใช้กันกว้าง ๆ หมายถึง พันธสัญญาเดิมทั้งหมด

              “พวกท่านเป็นพระ” (you are gods ?)  -พระเยซูอ้างมาจาก สดุดี 82:6 หมายถึง บรรดาผู้พิพากษา (หรือผู้นำผู้ปกครอง) ซึ่งได้รับมอบหมายมาจากพระเจ้า  (อพย.22:28;ฉธบ.1:17;16:18;2พศด.19:6)

10:35   “จะฝ่าฝืนพระคัมภีร์ไม่ได้” (Scripture cannot be broken) = พระคัมภีร์ถูกต้องเสมอ = พระเยซูยืนยันสิทธิอำนาจและความน่าเชื่อถือของพระคัมภีร์เดิม –มธ.5:18

 10:36   -ในข้อนี้พระเยซูยืนยันว่า ถ้าในพระคัมภีร์มนุษย์กล่าวถึงว่า เป็นพระหรือเป็นผู้ปกครองหรือผู้พิพากษาได้ (สดด.82:6) ก็ใช้หมายถึงผู้ที่พระเจ้าเลือกไว้ และส่งมาได้เช่นกัน

10:37   “ปฏิบัติพระราชกิจของพระบิดา” (doing the works of my Father) = สิ่งที่พระเจ้าพระบิดาทรงกระทำ นั่นคือพระราชกิจแห่งพระเมตตาที่พระเจ้าเองทรงกระทำ

10:38   “เราปฏิบัติพระราชกิจนั้น” (I do them) = การอัศจรรย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในพระราชกิจของพระเยซู

10:39   “พวกเขาพยายามจะจับพระองค์” (they sought to arrest him) = อาจจะเป็นจับไปไต่สวนหรือจับไปประหารด้วยการขว้างก้อนหิน

              “แต่พระองค์ทรงรอดพ้น” (but he escaped from their hands) = พระเยซูไม่ถูกประหาร เพราะว่ายังไม่ถึงเวลาที่พระเจ้าทรงกำหนด (2:4;ลก.4:30)

10:40   “ตำบลที่ยอห์นเคยให้บัพติศมา” (the place where John had been baptizing     ) –1:28

10:41   “ทุกสิ่งที่ยอห์นกล่าว… เป็นความจริง” (everything that John said) -1:7,26,27,30,34

10:42   “มีคนที่นั่นหลายคนวางใจในพระองค์” (many believed in him there) –7:31

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณรู้จักชื่อสมาชิกในคริสตจักรของคุณสักกี่เปอร์เซ็นต์(กี่ชื่อ) คุณรู้จักเขาเป็นส่วนบุคคลหรือไม่? อย่างไร?
  2. หากคุณเป็นผู้นำหรือผู้เลี้ยงในคริสตจักร มีผู้เชื่อกี่คนที่ตามคุณ? ทำไม? อย่างไร?
  3. คุณหลุดพ้นเงื้อมมือของขโมยที่มาเพื่อรัก ฆ่า และทำลาย มาได้อย่างไร? ใครมีส่วนช่วยคุณบ้าง?
  4. คุณเคยเห็นคนเลี้ยงแกะที่หนีและละทิ้งฝูงแกะที่เขาดูแลบ้างหรือไม่? อย่างไร?  หรือตรงกันข้าม คุณเคยเห็นผู้เลี้ยงคนใดที่ยืนหยัดดูแลฝูงแกะของเขาแบบพร้อมพลีชีพเพื่อฝูงแกะของเขา? อย่างไร? (แบ่งปัน)
  5. คุณมีประสบการณ์กับการที่พระเยซูคริสต์ทรงเลี้ยงดูคุณดุจแกะของพระองค์บ้างหรือไม่? อย่างไร?
  6. คุณเคยถูกปองร้าย เล่นงาน หรือการพยายามฆ่าคุณเพราะคุณประกาศหรือรับใช้พระคริสต์บ้างหรือไม่? อย่างไร?
  7. มีสิ่งใดที่คุณทำแล้วเป็นพยานยืนยันว่า พระเจ้าทรงสถิตอยู่ในตัวของคุณ? อย่างไร?
  8. พระเจ้าทรงช่วยคุณให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของคนที่เป็นปรปักษ์ และมุ่งร้ายต่อคุณมาอย่างไรบ้าง? ที่คุณรู้สึก ซาบซึ้งที่สุดในชีวิต?

 

ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)