ธ.ค. 062017
 

พระธรรม        ยอห์น 16:1-33

อ้างอิง              ยน.15:18-27;17:25;13:19;12:42;9:22;7:33;14:29;16:16,17,28

บทนำ               ชีวิตในการติดตามพระเยซูคริสต์ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเป็นไปไม่ได้ ตรงกันข้าม กลับเป็นการผจญภัยฝ่ายจิตวิญญาณที่น่าตื่นเต้น เพราะมีพระคริสต์คอยนำทาง  พระวิญญาณของพระเจ้าเสริมกำลัง และพระเจ้าพระบิดาทรงพร้อมช่วยเหลือสนับสนุนในทุกเรื่องที่เราทูลขอ และเราจะได้รับเมื่อเรารักและเชื่อฟังพระองค์อย่างแท้จริง

บทเรียน

16:1 “เราบอกสิ่งเหล่านี้กับพวกท่านก็เพื่อไม่ให้ท่านท้อถอย” 

     (“I have said all these things to you to keep you from falling away.)

16:2 “เขาทั้งหลายจะไล่ท่านออกจากธรรมศาลา อันที่จริงวันนั้นจะมาถึง เมื่อทุกคนที่ประหารชีวิตของพวกท่านจะคิดว่าเขา​กำลังปรนนิบัติพระเจ้า” 

      (They will put you out of the synagogues. Indeed, the hour is coming when whoever kills you will think he is offering service to God.) 

16:3 “เขาจะทำอย่างนั้นเพราะไม่รู้จักพระบิดาและไม่รู้จักเรา” 

       (And they will do these things because they have not known the Father, nor me.)

16:4 “แต่เหตุที่เราบอกสิ่งเหล่านี้ให้ท่านฟังก็เพื่อว่าเมื่อถึงเวลาของพวกเขา ท่านจะได้ระลึกว่าเราบอกท่านไว้แล้ว“เราไม่ได้บอก​  เรื่องนี้กับพวกท่านแต่แรก เพราะว่าเรายังอยู่กับท่าน”

      (But I have said these things to you, that when their hour comes you may remember that I told them to you.”I did not say these things to you from the beginning, because I was with you.)

16:5 “แต่ตอนนี้เรากำลังจะไปหาผู้ทรงใช้เรามา และไม่มีใครในพวกท่านถามเราว่า ‘จะไปที่ไหน?’” 

     (But now I am going to him who sent me, and none of you asks me, ‘Where are you going?’ )

16:6 “แต่เพราะเราบอกเรื่องนี้กับพวกท่าน จิตใจของท่านจึงมีแต่ความทุกข์”

     (But because I have said these things to you, sorrow has filled your heart.)

16:7 “อย่างไรก็ตามเราจะบอกความจริงกับพวกท่าน คือการที่เราจากไปนั้นก็เพื่อประโยชน์ของท่าน เพราะถ้าเราไม่ไปองค์ผู้ช่วยก็จะไม่เสด็จมาหาพวกท่าน แต่ถ้าเราไปแล้ว เราก็จะใช้พระองค์มาหาท่าน” 

     (Nevertheless, I tell you the truth: it is to your advantage that I go away, for if I do not go away, the Helper will not come to you. But if I go, I will send him to you.) 

16:8 “เมื่อพระองค์เสด็จมาแล้ว พระองค์จะทรงทำให้โลกรู้แจ้งในเรื่องความบาป ความชอบธรรม และการพิพากษา” 

      (And when he comes, he will convict the world concerning sin and righteousness and judgment:)

16:9 “ในเรื่องความบาปนั้น คือเพราะพวกเขาไม่วางใจในเรา” 

     (concerning sin, because they do not believe in me;)

16:10 “ในเรื่องความชอบธรรมนั้น คือเพราะเราไปหาพระบิดา และพวกท่านจะไม่เห็นเราอีก” 

      (concerning righteousness, because I go to the Father, and you will see me no longer;)

16:11 “ในเรื่องการพิพากษานั้น คือเพราะผู้ครองโลกนี้ถูกพิพากษาแล้ว”

       (concerning judgment, because the ruler of this world is judged.)

16:12 “เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว” 

       (“I still have many things to say to you, but you cannot bear them now.)

16:13 “เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น”

       (When the Spirit of truth comes, he will guide you into all the truth, for he will not speak on his own authority, but whatever he hears he will speak, and he will declare to you the things that are to come.)

16:14 “พระองค์จะทรงให้เราได้รับเกียรติ เพราะว่าพระองค์จะทรงเอาสิ่งที่เป็นของเรามาแจ้งแก่พวกท่าน” 

       (He will glorify me, for he will take what is mine and declare it to you.) 

16:15 “ทุกสิ่งที่พระบิดาทรงมีนั้นเป็นของเรา เพราะเหตุนี้ เราจึงกล่าวว่า พระวิญญาณทรงเอาสิ่งที่เป็นของเรานั้นมาแจ้งแก่พวกท่าน”

       (All that the Father has is mine; therefore I said that he will take what is mine and declare it to you.)

16:16 “อีกหน่อยพวกท่านจะไม่เห็นเรา และต่อไปอีกหน่อย พวกท่านก็จะเห็นเรา” 

       (“A little while, and you will see me no longer; and again a little while, and you will see me.”)

16:17 “สาวกของพระองค์บางคนพูดกันว่า “พระองค์หมายความว่าอะไรที่ตรัสกับเราว่า ‘อีกหน่อยพวกท่านจะไม่เห็นเรา และ​ต่อไปอีกหน่อยพวกท่านก็จะเห็นเรา’ และ ‘เพราะเราไปถึงพระบิดา” 

       (So some of his disciples said to one another, “What is this that he says to us, ‘A little while, and you will not see me, and again a little while, and you will see me’; and, ‘because I am going to the Father’?” )

16:18 “พวกเขาพูดกันว่า‘อีกหน่อย’ นั้นหมายความว่าอะไร?เราไม่ทราบว่า‘อีกหน่อย’ที่พระองค์ตรัสนั้น หมายความว่าอะไร” 

       (So they were saying, “What does he mean by ‘a little while’? We do not know what he is talking about.” )

16:19 “พระเยซูทรงทราบว่าพวกเขาอยากทูลถามพระองค์ พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “พวกท่านถามกันอยู่หรือว่า เราหมาย‍ความว่าอะไรที่พูดว่า ‘อีกหน่อยพวกท่านจะไม่เห็นเรา และต่อไปอีกหน่อยพวกท่านก็จะเห็นเรา?’” 

       (Jesus knew that they wanted to ask him, so he said to them, “Is this what you are asking yourselves, what I meant by saying, ‘A little while and you will not see me, and again a little while and you will see me’? )

16:20 “เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า ท่านจะร้องไห้และคร่ำครวญ แต่โลกจะชื่นชมยินดี พวกท่านจะเป็นทุกข์ แต่ความทุกข์​ของท่านจะกลับกลายเป็นความชื่นชมยินดี 

       (Truly, truly, I say to you, you will weep and lament, but the world will rejoice. You will be sorrowful, but your sorrow will turn into joy.) 

16:21 “เมื่อผู้หญิงจะคลอดบุตร นางก็มีแต่ความทุกข์เพราะถึงกำหนด แต่เมื่อคลอดบุตรแล้ว นางก็ไม่คิดถึงความเจ็บปวดนั้น​เลย เพราะมีความชื่นชมยินดีที่คนหนึ่งเกิดมาในโลก” 

        (When a woman is giving birth, she has sorrow because her hour has come, but when she has delivered the baby, she no longer remembers the anguish, for joy that a human being has been born into the world.) 

16:22 “ดังนั้นขณะนี้พวกท่านจึงมีความทุกข์ แต่เราจะมาหาท่านอีก และใจของท่านจะชื่นชมยินดี และจะไม่มีใคร ช่วงชิงความชื่นชมยินดีไปจากท่านได้” 

       (So also you have sorrow now, but I will see you again, and your hearts will rejoice, and no one will take your joy from you.) 

16:23 “ในวันนั้นพวกท่านจะไม่ถามอะไรเราอีก เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า ถ้าท่านขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเราพระองค์จะประทานสิ่งนั้นแก่ท่าน” 

       (In that day you will ask nothing of me. Truly, truly, I say to you, whatever you ask of the Father in my name, he will give it to you.)

16:24  “จนบัดนี้พวกท่านก็ยังไม่ได้ขอสิ่งใดในนามของเรา จงขอเถิดแล้วจะได้ เพื่อความชื่นชมยินดีของท่านจะมีเต็มเปี่ยม”

       (Until now you have asked nothing in my name. Ask, and you will receive, that your joy may be full.)

16:25 “เราพูดเรื่องนี้กับพวกท่านโดยใช้เรื่องเปรียบเทียบ วันนั้นจะมาถึงเมื่อเราจะไม่พูดกับท่านโดยใช้เรื่องเปรียบเทียบอีก  แต่จะบอกท่านถึงเรื่องพระบิดาอย่างแจ่มแจ้ง” 

       (“I have said these things to you in figures of speech. The hour is coming when I will no longer speak to you in figures of speech but will tell you plainly about the Father. )

16:26 “ในวันนั้นพวกท่านจะทูลขอในนามของเรา และเราจะไม่บอกท่านว่าเราจะอ้อนวอนพระดาเพื่อท่าน”

        (In that day you will ask in my name, and I do not say to you that I will ask the Father on your behalf; )

16:27 “เพราะว่าพระบิดาเองก็ทรงรักพวกท่าน เพราะท่านรักเราและเชื่อว่าเรามาจากพระเจ้า” 

        (for the Father himself loves you, because you have loved me and have believed that I came from God.)

16:28 “เรามาจากพระบิดาและเข้ามาในโลกแล้ว เราจะจากโลกนี้ไปหาพระบิดาอีก

        (I came from the Father and have come into the world, and now I am leaving the world and going to the Father.”)

16:29 “พวกสาวกของพระองค์ทูลว่า “ตอนนี้พระองค์ตรัสอย่างแจ่มแจ้ง ไม่ได้ตรัสโดยใช้เรื่องเปรียบเทียบ” 

        (His disciples said, “Ah, now you are speaking plainly and not using figurative speech!)

16:30 “ตอนนี้พวกข้าพระองค์รู้แล้วว่าพระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง และไม่จำเป็นที่ใครจะทูลถามพระองค์อีก เพราะเหตุนี้พวกข้าพระองค์จึงเชื่อว่าพระองค์ทรงมาจากพระเจ้า

       (Now we know that you know all things and do not need anyone to question you; this is why we believe  that you came from God.” )

16:31 “พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “ตอนนี้พวกท่านเชื่อแล้วหรือ?” 

       (Jesus answered them, “Do you now believe? )

16:32 “นี่แน่ะ วันนั้นจะมา และเวลานั้นก็มาถึงแล้ว ที่พวกท่านจะต้องกระจัดกระจายไปยังที่อยู่ของท่านแต่ละคนและจะทิ้งเรา​ไว้คนเดียว แต่เราไม่ได้อยู่คนเดียว เพราะพระบิดาสถิตอยู่กับเรา” 

       (Behold, the hour is coming, indeed it has come, when you will be scattered, each to his own home, and will leave me alone. Yet I am not alone, for the Father is with me.) 

16:33 “เราบอกเรื่องนี้กับพวกท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงมีใจกล้าเถิดเพราะว่าเราชนะโลกแล้ว

      (I have said these things to you, that in me you may have peace. In the world you will have tribulation.  But take heart; I have overcome the world.”)

ข้อมูลมีประโยชน์

16:1      “สิ่งเหล่านี้” (all these things) –ยน.15:18-27

               “ท้อถอย” (falling away)  -มธ.11:6 (สูญเสียความเชื่อ)

 16:2      “ไล่ท่านออกจากธรรมศาลา” (put you out of the synagogues ) –9:22

“คิดว่า เขากำลังปรนนิบัติพระเจ้า” (will think he is offering service to God)   = คนเคร่งศาสนามักเล่นงาน ผู้อื่นด้วยความมั่นใจว่า เขากำลังทำเพื่อพระเจ้า  (กจ.26:9-11;กท.1:13-14)

 16:3      “พระบิดา…เรา” (Father… me )= การเชื่อมโยงพระบิดากับพระบุตรอีกครั้ง ผู้ที่ไม่รู้จักกับพระบุตรคือ การเพิกเฉย ไม่รู้จักพระบิดา (14:7,10-11;17:6-7,22-23,26)

16:4      “ระลึก” (remember) –ยน.13:19;14:29

16:5      “จะไปที่ไหน” (‘Where are you going?’) –เปโตรเคยถามคำถามนี้ –ยน.13:36;14:5

16:6      “จิตใจของท่านจึงมีแต่ความทุกข์” (sorrow has filled your heart) = ความรู้สึกของพวกเขาเมื่อพระเยซูประกาศว่า พระองค์จะจากไป –ยน.16:22

16:7      “ถ้าเราไม่ไป” (if I do not go away ) = งานไถ่บาปของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขนเป็นสิ่งที่จำเป็นก่อนงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเริ่มต้น

16:8      “พระองค์ทรงทำให้โลกรู้แจ้ง” (he will convict the world) = งานของพระวิญญาณบริสุทธิ์

16:9      “ในเรื่องบาป” (concerning sin) = คนจะไม่เห็นว่าตัวเองเป็นคนบาป หากว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทำให้เราสำนึกตัว

“พวกเขาไม่วางใจในเรา” (they do not believe in me ) = บาปของพวกเขาคือ ไม่ยอมเชื่อ(วางใจในพระเจ้า) หรือ การไม่เชื่อว่าพวกเขาเป็นตัวอย่างของบาปอย่างหนึ่ง

16:10    “ในเรื่องความชอบธรรมนั้น” (concerning righteousness) –เราได้ความชอบธรรมจากการยอมพลีพระชนม์ของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน (รม.1:17;3:21-24) พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำให้คนตระหนักว่า ความชอบธรรมของเขาไม่ได้มาจากการทำดีของตัวเอง แต่ได้มาจากการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์บนไม้กางเขน

“เราไปหาพระบิดา” (I go to the Father) = เรากำลังจะไปหาพระบิดา

= การเสด็จสู่สวรรค์ที่เป็นส่วนหนึ่งของการที่พระเยซูคริสต์ได้รับการยกชู และการที่พระเจ้าประทับตราเห็นชอบกับการไถ่บาปของพระคริสต์

16:11    “ในเรื่องการพิพากษานั้น” (concerning judgment) = การพ่ายแพ้ของซาตาน “ผู้ครองโลกนี้” (ยน12:31)  เป็นการพิพากษารูปแบบหนึ่ง

16:12    “แต่ตอนนี้ ท่านยังรับไม่ไหว” (but you cannot bear them now ) = มากเกินกว่าที่พวกท่านจะรับได้ในตอนนี้

                        = “เกินกว่าที่พวกท่านจะเข้าใจได้ในตอนนี้”

                        หรือ = “เกินกว่าที่ท่านจะทำได้เอง โดยปราศจากการช่วยเหลือของพระวิญญาณ”

16:13    “พระวิญญาณแห่งความจริง” (the Spirit of truth) -14:17

               “พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน” ( but whatever he hears he will speak) = ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่าง 3 พระภาค

                “สิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น” ( the things that are to come.)

อาจ = วิถีชีวิตคริสเตียน หรือ “การสำแดงทั้งหมดในสิ่งที่เหล่าอัครทูตจะเขียนไว้สำหรับอนาคต” (ยังไม่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พระเยซูตรัส)

16:14    “ทรงให้เราได้รับเกียรติ” (will glorify me ) –1:14, พระวิญญาณมิได้ดึงความสนใจมาที่พระองค์เอง แต่ส่งเสริมพระเกียรติสิริของพระเยซูคริสต์

 16:15    “ทุกสิ่งที่พระบิดาทรงมีนั้นเป็นของเรา” (All that the Father has is mine) –17:10, ทั้ง 3 พระภาค สัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น

16:16    “อีกหน่อย ….ต่อไปอีกหน่อย” (A little while… a little while) = “อีกไม่นาน….จากนั้นไม่นาน”

-วลีแรกอาจหมายถึง ช่วงเวลาก่อนที่พระเยซูถูกตรึงบนกางเขน แต่วลีหลังมีการตีความแตกต่างกันว่า จะเป็นช่วงก่อนการเป็นขึ้นจากตาย หรือการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือการเสด็จมาครั้งที่ 2 ของพระเยซูคริสต์ (น่าจะหมายถึง การเป็นขึ้นจากตายมากกว่า)

 16:17    “เราไปถึงพระบิดา” (I am going to the Father)

                        “เรากำลังจะไปหาพระบิดา”  –ยน.16:5,10

 16:20    “ท่านจะร้องไห้และคร่ำครวญ” (you will weep and lament  ) = กริยาคำเดียวกับใน 11:33

                        = การคร่ำครวญเสียงดังแสดงถึง ความโศกเศร้าจนกลั้นไม่อยู่

 16:21    “เมื่อผู้หญิงจะคลอดบุตร” (When a woman is giving birth ) = มีทั้งความเจ็บปวดและความชื่นชมยินดีในเวลาที่ผู้หญิงคลอดบุตร (อสย.26:17-19;66:7-14;ฮชย.13:13-14)

16:22    “เราจะมาหาท่านอีก” (I will see you again) –16:16, อาจหมายถึง การมาปรากฏของพระเยซูหลังจากตาย

               “จะไม่มีใครช่วงชิงความชื่นชมยินดีไปจากท่านได้” (no one will take your joy from you.) = การเป็นขึ้นจากตาย จะเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ อย่างถาวร และจะนำความชื่นชมยินดีในโลกนี้ไม่อาจทำลายมาให้ (ยน.15:11)

ปท. ยรม.31:12;ยน.16:20

16:23    “จะไม่ถามอะไรเราอีก” (  you will ask nothing of me)  = “ท่านจะไม่ขออะไรเราอีก”

                        = สาวกไม่จำเป็นต้องถามแล้ว หลังจากพระองค์เป็นขึ้นจากตาย

“ท่านจะขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามเรา” (you ask of the Father in my name)  = พวกเขาสามารถเข้าหา พระเจ้าพระบิดาโดยตรง และอธิษฐานในพระนามของพระองค์ –มธ.7:7;ยน.16:24,26-27

16:24    “จนบัดนี้” (Until now ) = ก่อนหน้านี้พวกเขาขอพระบิดา แต่ไม่ได้ขอในนามของพระคริสต์

                        “จงขอเถิดแล้วจะได้” (Ask, and you will receive) –มธ.7:7;16:24

                        “จะมีเต็มเปี่ยม” (may be full) = เต็มบริบูรณ์ (ยน.3:29)

16:25    “ใช้เรื่องเปรียบเทียบ” (figures of speech) = พระเยซูใช้คำพูดเป็นโวหารเปรียบเทียบมาตลอดคำสอนของพระองค์ -สดด.78:2;อสค.20:49;มธ.13:34;มก.4:33-34;ยน.10:6;16:29

“วันนั้นจะมาถึง” (The hour is coming) = หลังจากพระคริสต์เป็นขึ้นจากตาย ในเวลาอีกไม่นาน –ยน.16:2

16:26    “ทูลขอในนามของเรา “ (ask in my name ) –2:23;14:13

               “เราจะไม่บอกท่านว่า เราจะอ้อนวอนพระบิดาเพื่อท่าน” (and I do not say to you that I will ask the Father on your behalf) = ไม่ได้ขัดแย้งกับ –รม.8:34;ฮบ.7:25;1ยน.2:1

ที่ข้อพระคัมภีร์ที่ถูกยกมาเหล่านี้ หมายความว่าการสถิตอยู่ด้วยของพระเยซูคริสต์ในสวรรค์ ผู้เป็นขึ้นมาจากความตาย เป็นผู้อธิษฐานอ้อนวอนในตัวอยู่แล้ว

= ข้อนี้สอนว่าพระองค์ไม่จำเป็นต้องทูลขอแทนเรา

16:27    “พระบิดาเองก็ทรงรักพวกท่าน” ( the Father himself loves you)  = พระเยซูกำลังอธิบายว่า สาวกเข้าหาพระเจ้าโดยตรงได้ ผ่านการอธิษฐานก็เพราะว่า พวกสาวกรักและเชื่อวางใจว่า พระเยซูมาจากพระเจ้า พระเจ้าจึงทรงรักและรับฟังคำร้องทูลของพวกเขาในพระนามของพระเยซู

16:29    “ไม่ได้ตรัสโดยใช้เรื่องเปรียบเทียบ” (not using figurative speech)  -ข.25

16:30    “เชื่อว่าพระองค์ทรงมาจากพระเจ้า” (believe that you came from God)  = 1 ใน 2 ประเด็นสำคัญในพระธรรมยอห์นนี้ คือ

  1. เชื่อ (1:7)
  2. พระเยซูมาจากพระเจ้า (4:34;17:3,8)

16:32    “พวกท่านจะต้องกระจัดกระจายไป” (you will be scattered ) = พวกสาวกมีความเชื่อ แต่ไม่พอที่ยืนหยัด เมื่อเผชิญวิกฤติภัย พระเยซูทรงทราบว่า พวกเขาจะผิดพลาด (มธ.26:31;ปท.ศคย.13:7)

-แต่คริสตจักรสามารถยืนหยัดได้ ไม่ใช่ด้วยกำลังของมนุษย์ แต่ด้วยพระปรีชาสามารถของพระเจ้าที่สามารถใช้ได้แม้แต่คนที่ผิดพลาด

16:33    “เราชนะโลกแล้ว” (I have overcome the world) = พระเยซูยืนยันชัยชนะสุดท้ายของพระองค์ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ไม่ว่าเราจะเผชิญอะไร เราจะมีชัยไปกับพระคริสต์

ให้สังเกตความแตกต่างระหว่างคำว่า “ในเรา” และ “ในโลกนี้”  “สันติสุข” และ “ความทุกข์ยาก”

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยรู้สึกท้อถอยในการติดตามพระเยซูคริสต์บ้างไหม? ทำไม? อย่างไร?  แล้วคุณผ่านมาได้อย่างไร?
  2. การจากไปของพระเยซู (ทางกายภาพ) มีประโยชน์อะไรต่อชีวิตของเราบ้าง? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการที่พระวิญญาณเสด็จลงมาสถิตในชีวิตของคุณ?
  3. คุณเคยมีประสบการณ์กับการที่ความทุกข์ และการร้องไห้คร่ำครวญกลับกลายเป็นความชื่นชมยินดีบ้างหรือไม่? อย่างไร?
  4. คุณเคยขอบางสิ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วได้รับจากพระเจ้าบ้างหรือไม่? คุณรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งที่คุณได้รับนั้นมาจากพระเจ้า?
  5. คุณเคยอ่านหรือได้ยินเรื่องเปรียบเทียบของพระเยซูแล้วไม่เข้าใจ แต่บัดนี้เข้าใจแล้วบ้างหรือไม่? (แบ่งปัน)
  6. คุณมั่นใจหรือไม่ว่า พระเจ้าพระบิดาทรงรักคุณ และทรงตอบคำทูลขอของคุณ? ทำไม?
  7. เวลานี้คุณเชื่อในพระเยซูคริสต์ และในพระเจ้าจริง ๆ หรือไม่? เพราะเหตุใด?
  8. คุณมีประสบการณ์กับ “สันติสุข” ในพระคริสต์ในท่ามกลางความทุกข์ยากบ้างหรือไม่? อย่างไร?

 

ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)