ม.ค. 312018
 

คำอธิษฐานของพระเยซู!

พระธรรม        ยอห์น 17:1-26

อ้างอิง            ยน.1:2,18;3:17;6:37,39;7:33;8:23;10:30,38;11:41;12:23,26;13:3,31,32;14:20,24;16:15,27;19:30;20:21

บทนำ             พระคริสต์ทูลขอพระเจ้าให้ประทานความเป็นหนึ่งให้แก่ผู้เชื่อทั้งหลาย พวกเขามีหน้าที่รักษาและสำแดงความเป็นหนึ่งเดียวกันไว้ให้คนทั้งหลายเห็นประจักษ์ และร่วมกันประกาศข่าวประเสริฐเพื่อให้คนทั้งหลายได้รู้จักกับพระคริสต์และได้รับความรอด

บทเรียน

17:1 “เมื่อพระเยซูตรัสอย่างนั้นแล้ว พระองค์ก็แหงนพระพักตร์ขึ้นดูฟ้าและตรัสว่า “ข้าแต่พระบิดา ถึงเวลาแล้ว ขอโปรดให้พระบุตร​  ของพระองค์ได้รับเกียรติ เพื่อพระบุตรจะได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์” 

     (When Jesus had spoken these words, he lifted up his eyes to heaven, and said, “Father, the hour has come; glorify your Son that the Son may glorify you,)

17:2 “ดังที่พระองค์โปรดให้พระบุตรมีสิทธิอำนาจเหนือมนุษย์ทั้งสิ้น เพื่อให้พระบุตรประทานชีวิตนิรันดร์แก่คนที่พระองค์ทรงมอบแก่​พระบุตรนั้น” 

     (since you have given him authority over all flesh, to give eternal life to all whom you have given him.) 

17:3 “และนี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือการที่พวกเขารู้จักพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ที่​พระองค์ทรงใช้มา” 

      (And this is eternal life, that they know you, the only true God, and Jesus Christ whom you have sent.) 

17:4 “ข้าพระองค์ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ในโลก เพราะข้าพระองค์ทำกิจที่พระองค์ทรงให้ข้าพระองค์ทำนั้น สำเร็จแล้ว” 

      (I glorified you on earth, having accomplished the work that you gave me to do.) 

17:5 “บัดนี้ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดให้ข้าพระองค์ได้รับเกียรติต่อพระพักตร์ของพระองค์ คือเกียรติที่ข้าพระองค์มีร่วมกับพระองค์​       ก่อนที่โลกนี้มีมา”

      (And now, Father, glorify me in your own presence with the glory that I had with you before the world existed.)

17:6 “ข้าพระองค์สำแดงพระนามของพระองค์ แก่บรรดาคนที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์จากโลก คนเหล่านั้นเป็นของพระองค์​  แล้ว และพระองค์ประทานพวกเขาแก่ข้าพระองค์ และเขาได้ปฏิบัติตามพระดำรัสของพระองค์แล้ว 

      (“I have manifested your name to the people whom you gave me out of the world. Yours they were, and you gave them to me, and they have kept your word.) 

17:7 “บัดนี้พวกเขารู้ว่าทุกสิ่งที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์นั้นมาจากพระองค์” 

       (Now they know that everything that you have given me is from you. )

17:8 “เพราะว่าพระดำรัสที่พระองค์ตรัสแก่ข้าพระองค์นั้น ข้าพระองค์ให้พวกเขาแล้วและเขารับไว้ และรู้แน่ว่าข้าพระองค์มาจาก​พระองค์ และเชื่อแล้วว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา”

      (For I have given them the words that you gave me, and they have received them and have come to know in   truth that I came from you; and they have believed that you sent me.) 

17:9 “ข้าพระองค์อธิษฐานเพื่อพวกเขา ข้าพระองค์ไม่ได้อธิษฐานเพื่อโลก แต่เพื่อคนเหล่านั้นที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์เพราะว่าเขาเป็นของพระองค์” 

     (I am praying for them. I am not praying for the world but for those whom you have given me, for they are yours.) 

17:10 “ทุกคนที่เป็นของข้าพระองค์ก็เป็นของพระองค์ และทุกคนที่เป็นของพระองค์ก็เป็นของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ได้รับ​        เกียรติในตัวพวกเขา”

      (All mine are yours, and yours are mine, and I am glorified in them.) 

17:11 “บัดนี้ข้าพระองค์จะไม่อยู่ในโลกนี้อีก แต่พวกเขายังอยู่ในโลกนี้ และข้าพระองค์กำลังจะไปหาพระองค์ ข้าแต่ พระบิดาผู้‍บริสุทธิ์ ขอพระองค์ทรงพิทักษ์รักษาบรรดาคนที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์ไว้โดยพระนามของพระองค์ เพื่อเขาจะ​เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนอย่างข้าพระองค์กับพระองค์” 

       (And I am no longer in the world, but they are in the world, and I am coming to you. Holy Father,  keep them in your name, which you have given me, that they may be one, even as we are one.)

17:12 “เมื่อข้าพระองค์ยังอยู่กับพวกเขา ข้าพระองค์ก็พิทักษ์รักษาเขา ผู้ซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์ไว้โดย พระนามของพระองค์ และข้าพระองค์ปกป้องพวกเขาไว้ และไม่มีใครในพวกเขาพินาศนอกจากลูกแห่งความพินาศ เพื่อให้เป็นจริง​ตามข้อพระคัมภีร์” 

       (While I was with them, I kept them in your name, which you have given me. I have guarded them, and not one of them has been lost except the son of destruction, that the Scripture might be  fulfilled.) 

17:13 “แต่บัดนี้ข้าพระองค์กำลังจะไปหาพระองค์ ข้าพระองค์กล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ในโลก เพื่อให้เขาได้รับความชื่นชมยินดีของข้า‍พระองค์อย่างเต็มเปี่ยม 

      (But now I am coming to you, and these things I speak in the world, that they may have my joy fulfilled in themselves.) 

17:14 “ข้าพระองค์มอบพระดำรัสของพระองค์ให้แก่พวกเขาแล้ว และโลกนี้เกลียดชังเขา เพราะเขาไม่ใช่ของโลก เหมือนอย่างทีข้าพระองค์ไม่ใช่ของโลก”

      (I have given them your word, and the world has hated them because they are not of the world, just as I am not of the world.) 

17:15 “ข้าพระองค์ไม่ได้ขอให้พระองค์เอาพวกเขาออกไปจากโลก แต่ขอให้ปกป้องเขาไว้ให้พ้นจากมารร้าย” 

       (I do not ask that you take them out of the world, but that you keep them from the evil one.) 

17:16 “พวกเขาไม่ใช่ของโลก เหมือนอย่างที่ข้าพระองค์ไม่ใช่ของโลก” 

      (They are not of the world, just as I am not of the world.) 

17:17 “ขอทรงแยกพวกเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง”

      (Sanctify them in the truth; your word is truth.)

17:18 “พระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มาในโลกอย่างไร ข้าพระองค์ก็ใช้พวกเขาไปในโลกอย่างนั้น”

       (As you sent me into the world, so I have sent them into the world.)

17:19 “ข้าพระองค์แยกตัวให้บริสุทธิ์เพราะเห็นแก่เขาทั้งหลาย เพื่อให้เขารับการแยกให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง”

        (And for their sake I consecrate myself, that they also may be sanctified in truth.)

17:20 “ข้าพระองค์ไม่ได้อธิษฐานเพื่อคนเหล่านี้พวกเดียว แต่เพื่อทุกคนที่วางใจในข้าพระองค์เพราะถ้อยคำของ พวกเขา 

        (“I do not ask for these only, but also for those who will believe in me through their word,) 

17:21 “เพื่อพวกเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังเช่นพระองค์ผู้เป็นพระบิดาสถิตในข้าพระองค์และข้าพระองค์ในพระองค์ เพื่อ​      พวกเขาจะได้อยู่ในพระองค์และในข้าพระองค์ด้วย เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา” 

       (that they may all be one, just as you, Father, are in me, and I in you, that they also may be in us, so that the world may believe that you have sent me.)

17:22 “เกียรติซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์นั้น ข้าพระองค์มอบให้แก่พวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดัง‍เช่นพระองค์กับข้าพระองค์” 

      (The glory that you have given me I have given to them, that they may be one even as we are  one,) 

17:23 “ข้าพระองค์อยู่ในพวกเขาและพระองค์ทรงอยู่ในข้าพระองค์ เพื่อพวกเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อ​โลกจะได้รู้ว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา และพระองค์ทรงรักพวกเขาเหมือนอย่างที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์” 

      (I in them and you in me, that they may become perfectly one, so that the world may know that you sent me and loved them even as you loved me.)

17:24 “ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ปรารถนาให้คนเหล่านั้นที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์ อยู่กับข้าพระองค์ในที่ที่ข้าพระองค์​อยู่นั้น เพื่อพวกเขาจะได้เห็นศักดิ์ศรีของข้าพระองค์ซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์ เพราะพระองค์ทรงรักข้าพระองค์​ก่อนที่จะทรงสร้างโลก” 

      (Father, I desire that they also, whom you have given me, may be with me where I am, to see my glory that you  have given me because you loved me before the foundation of the world.)

17:25 “ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงธรรม โลกนี้ไม่รู้จักพระองค์ แต่ข้าพระองค์รู้จักพระองค์ และคนเหล่านี้รู้ว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา”

      (O righteous Father, even though the world does not know you, I know you, and these know that you have sent me.)

17:26 “ข้าพระองค์ทำให้พวกเขารู้จักพระนามของพระองค์ และจะทำให้เขารู้อีก เพื่อความรักที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์นั้นจะ​อยู่ในเขา และข้าพระองค์อยู่ในเขา

       (I made known to them your name, and I will continue to make it known, that the love with which you have loved me may be in them, and I in them.)

 

ข้อมูลมีประโยชน์

17:1  “แหงนพระพักตร์ขึ้นดูฟ้า” (lifted up his eyes to heaven) = ท่าทีปฏิบัติกันทั่วไปในการอธิษฐาน  (11:41;สดด. 123:1;มก.7:34) แต่บางครั้งพระเยซูก็หมอบกราบ (มธ.26:39)

          “พระบิดา” (Father) –ยอห์นใช้คำนี้กับพระเจ้าถึง 120 ครั้ง

         “ถึงเวลาแล้ว” (the hour has come) –มธ.26:18

        “เพื่อพระบุตรจะได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์” (that the Son may glorify you) –ยน.1:14;7:39;12:23; 13:31-32  = พระเกียรติสิริของพระบิดาและขอบพระบุตรเกี่ยวพันกันอย่างมาก และการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าและนำชีวิตนิรันดร์มาสู่ผู้เชื่อ (ข.2)

17:2   “โปรดให้พระบุตรมีสิทธิอำนาจ” (given him authority) – ข.4,6-9,11-12,14,22,24

            “แก่คนที่พระองค์ทรงมอบแก่พระบุตรนั้น” (all whom you have given him) = เน้นอีกครั้งว่า ความรอด เริ่มต้นที่พระเจ้า (ข.6,12;6:37,39,44)

17:3    “ทรงใช้มา” (whom you have sent)  = “ทรงส่งมา”  , กล่าวถึงพันธกิจของพระเยซูอีกครั้ง (13:20)

17:4   “ข้าพระองค์ถวายพระเกียรติแด่พระองค์” (I glorified you ) = พันธกิจของพระเยซูคริสต์ ไม่ได้มีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวพระองค์เอง แต่ที่พระบิดา

= พระเยซูทำกิจที่พระเจ้า พระบิดาผู้สูงสุดมอบหมายให้ทำเสร็จแล้ว (4:34;13:31)

17:5   “ขอโปรดให้ข้าพระองค์ได้รับเกียรติ คือเกียรติที่ข้าพระองค์มีร่วมกับพระองค์” (glorify me in your own presence with the glory that I had with you) = พระเยซูทูลขอให้พระบิดานำพระองค์คืนสู่เกียรติสิริ ขอให้เปลี่ยนความต่ำต้อยให้เป็นเกียรติ และสิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อพระเยซูเป็นขึ้นจากตาย และได้รับการยกชูสู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระบิดา

          “โลก” (the world) –ปรากฏในคำอธิษฐานนี้ 158 ครั้ง ในภาษากรีก

17:6   “ข้าพระองค์สำแดงพระนามของพระองค์” (I have manifested your name)  -2:23;14:13 ปท.1:18

          “คนที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์” (the people whom you gave me) = เน้นอีกครั้งว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้เริ่มต้น และผู้ควบคุมสถานการณ์

17:7    “ทุกสิ่ง…มาจากพระองค์” (everything … from you  ) = คนทั้งหลายเห็นแล้วว่า พระเจ้าทำกิจอยู่ในพระเยซู และพวกเขา (โดยเฉพาะเหล่าสาวก) ก็เข้าใจเรื่องพระเจ้าอย่างถูกต้อง (ปท.ยก.1:17)

17:8    “เขารับไว้….รู้แน่ว่า…และเชื่อแล้วว่า…” (they have received …to know …and they have believed)

= พระเยซูกล่าวถึงพวกสาวกของพระองค์ว่า พวกเขา

  1. ยอมรับคำสอนของพระองค์ (ไม่เหมือนพวกฟาริสี และคนอื่น ๆ ที่ไม่ยอมรับ)
  2. รู้แน่ว่าพระเยซูมาจากพระเจ้า (ยอมรับว่า การสำแดงของพระเยซูนำพวกเขาไปสู่ความจริง)
  3. เชื่อว่า พระเจ้าส่งพระเยซูมา (1:7,12;20:31)

17:9   “ไม่ได้อธิษฐานเผื่อโลก” (I am not praying for the world) –แต่คำอธิษฐานเดียวที่พระเยซูอธิษฐานเกี่ยวกับโลก คือขอให้โลกหยุดวิถีทางแบบโลกที่ต่อต้านพระเจ้า (ข.21,23)

17:10 “ทุกคนที่เป็นของพระองค์ก็เป็นของข้าพเจ้า” (All …yours are mine) –ยน.16:15

17:11  “ข้าแต่พระบิดาผู้บริสุทธิ์” (Holy Father) = การเรียกพระเจ้าเช่นนี้ พบในที่นี้ที่เดี่ยวเท่านั้น  ในพระคัมภีร์ใหม่ (ปท.1ปต.1:16;วว.4:8)

 = เป็นพรรณนาที่แสดงถึงทั้งความใกล้และความห่างไกล เน้นความน่ายำเกรงของพระเจ้า (ลนต.11:44) และความรักของพระองค์

         “เพื่อเขาจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” ( that they may be one) = แต่ความเป็นหนึ่งเดียวกันได้ประทานมาแล้ว เราไม่ต้องไปขวนขวายหามาใหม่

 = ให้พวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกันเสมอไป ไม่ใช่เพื่อพวกเขาจะกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกัน

17:12   “ข้าพระองค์ก็พิทักษ์รักษาเขา” ( I kept them) = “ได้ปกป้อง”

        = พระเยซูคริสต์มีฤทธิ์อำนาจมากพอที่จะคุ้มครองและตอบสนองทุกความต้องการของคนของพระองค์ (1ปต.1:5)

           “ลูกแห่งความพินาศ” (he son of destruction) = คนที่ตกอยู่ในคำสาปแช่ง และถูกกำหนดให้พินาศ (แต่ไม่ใช่การกำหนดล่วงหน้าว่า จะให้ใครผู้ใดพินาศ)  ในที่นี้หมายถึง ยูดาส อิสคาริโอท

17:13  “ความชื่นชมยินดีของข้าพระองค์” (my joy ) -15:11

17:14   “โลกนี้” (the world) = โลกนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า และประชากรของพระเจ้า (17:5;1:9)

             “เขาไม่ใช่ของโลก” (they are not of the world) = ไม่ได้เป็นของโลก

= พวกเขาไม่ได้มีความคิดจิตใจที่เป็นของโลกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า เพราะพวกเขาเกิดจากพระวิญญาณ (3:8) แล้ว  และได้เป็นบุตรของพระเจ้า –11:12

17:15    “ไม่ได้ขอให้พระองค์เอาพวกเขาออกไปจากโลก” (I do not ask that you take them out of the world)

= โลกเป็นที่ที่สาวกของพระคริสต์ต้องทำงานของพวกเขา พระองค์จึงไม่ได้ขอให้เอาพวกเขาออกไปจากโลกจนกว่างานของพวกเขาจะสำเร็จลุล่วงไป  (ข.18)

            “มารร้าย” (the evil) –ในบางฉบับแปลว่า “ผู้ชั่วร้าย”  ที่ทำการอยู่ในโลก –มธ.6:13;1ยน.5:19

-พระเยซูจึงขอพระเจ้าให้ปกป้องพวกสาวกให้พ้นจากภัยจากพวกนี้

17:17   “ขอทรงแยกพวกเขาให้บริสุทธิ์” (Sanctify them) = ชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์ (ข.19)

           “ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง” (the truth; your word is truth) = การชำระให้บริสุทธิ์และการสำแดง(ของพระวจนะ) ไปด้วยกัน (1ปต.2:2)  คำสอนของพระคริสต์สัมพันธ์กับความจริง (ยน.8:31-32)

17:18   “พระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มาในโลกอย่างไร  ข้าพระองค์ก็ใช้พวกเขาไปในโลกอย่างนั้น” ( As you sent me into  the world, so I have sent them into the world)   บางฉบับแปลว่า “ข้าพระองค์ได้ส่งพวกเขาเข้าไปในโลกเหมือนที่พระองค์ทรงส่งข้าพระองค์เข้ามาในโลก” = พันธกิจของพระเยซูคริสต์เป็นหัวใจสำคัญของพระกิตติคุณยอห์น และเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้ที่ติดตามพระองค์จะปฏิบัติตาม (ข.3)

           “โลก” = ที่เราต้องทำงานของเราให้สำเร็จ

17:19   “ข้าพระองค์แยกตัวให้บริสุทธิ์” (I consecrate myself) = ข้าพระองค์จึงชำระตนให้บริสุทธิ์   ใช้หมายถึงการชำระปุโรหิต (อพย.28:41) และเครื่องบูชา (อพย.28:38;กดว.18:9)

-พระเยซูทรงจริงจังกับการ “แยกชีวิตของพระองค์” ออกมาเพื่อ “ทำตามพระประสงค์ของพระบิดา”

=  การสิ้นพระชนม์บนกางเขน

        “เพื่อให้เขารับการแยกให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง” (that they also may be sanctified in truth)  = พระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน นอกจากช่วยเราให้รอด ยังมาเพื่อชำระเราสำหรับการรับใช้พระเจ้าด้วย (17:17)

17:20  “แต่เพื่อทุกคนที่วางใจให้ข้าพระองค์” (also for those who will believe in me) –ในฉบับอมตธรรมแปลว่า “เพื่อบรรดาผู้ที่จะเชื่อในข้าพระองค์” =  พระเยซูกำลังตรัสว่า พระองค์เชื่อมั่นในบรรดาสาวกของพระองค์ที่ ได้รับการชำระตนให้บริสุทธิ์  (ข.19) ว่าพวกเขาจะประกาศข่าวประเสริฐตามที่พระองค์ส่งพวกเขาไปเผยแพร่  (ข.18) และพระองค์ทรงอธิษฐานเผื่อผู้ที่จะเชื่อเพราะข่าวประเสริฐด้วย เท่ากับว่า พระเยซูทรงอธิษฐานเผื่อผู้เชื่อในสมัยนั้นและในอนาคตด้วย

17:21  “เพื่อพวกเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” (that they may all be one) = ความเป็นหนึ่งเดียวกันที่ได้ ประทานมาแล้วไม่ต้องไปแสวงหาใหม่อีก (ข.11) แต่ให้พวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกันตลอดไป

           “เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงส่งข้าพระองค์มา” (so that  the world may believe that you have sent me)

= ความเป็นหนึ่งเดียวกันของผู้เชื่อต้องส่งผลกระทบต่อคนภายนอกด้วย เพื่อให้พวกเขาเชื่อในพันธกิจของพระเยซู ในคำอธิษฐานนี้ พระองค์ทรงตำหนิการแตกแยกและการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันในหมู่ผู้เชื่อ

17:22   “เกียรติ” (The glory) = ในฉบับอื่นใช้คำว่า “เกียรติสิริ” (ข.1)   -ผู้ชื่อในพระคริสต์ต้องได้รับการหล่อหลอมให้มีความถ่อมใจและรับใช้อย่างเดียวกับพระองค์ แล้วพระเกียรติสิริของพระเจ้าจะประทับเหนือพวกเขา

        “เพื่อพวกเขาจะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน” (that they may be one) = อีกครั้งที่พระเยซูเน้นความสำคัญของการเป็นหนึ่งเดียวกันในหมู่ผู้เชื่อ ตามมาตรฐานความเป็นหนึ่งเดียวกันของพระเจ้าพระบิดาและพระบุตร

17:23  “ข้าพระองค์อยู่ในพวกเขา และพระองค์ทรงอยู่ในข้าพระองค์” (I in them and you in me) =  มีการประทับอยู่ 2 ประการ

  1. พระบุตรสถิตอยู่ในหมู่ผู้เชื่อ
  2. พระบิดาสถิตอยู่ในพระบุตร

ประการแรก พระบุตรอยู่ในหมู่ผู้เชื่อ เกิดขึ้นได้เพราะพระบิดาอยู่ในพระบุตรจริง ๆ

     “จะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์” (that they may become perfectly one)  = เน้นอีกครั้งว่า การเป็นหนึ่งเดียวกันมีเป้าหมายเพื่อการประกาศข่าวประเสริฐที่เชื่อมโยงกับความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ทั้งหลาย และต่อพระเยซูคริสต์

17:24  “ข้าพระองค์ปรารถนาให้” (I desire that) = ข้าพระองค์ต้องการสิ่งนั้นคือ ให้พวกผู้ที่เชื่อพระองค์ได้อยู่กับพระองค์ ซึ่งเป็นพระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคริสเตียน (14:3;1ธส.4:7)

        “ศักดิ์ศรีของข้าพระองค์” (my glory) = บางฉบับแปลว่า “เกียรติสิริของข้าพระองค์” 

= สง่าราศีของพระเยซู (1ยน.3:2) หรือในชีวิตที่จะมาถึงที่พวกสาวกจะชื่นชมอย่างเต็มที่ในสง่าราศีที่ได้จากการรับใช้พระเยซูอย่างถ่อมใจ (อฟ.2:…

17:25  “ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงธรรม” (O righteous Father) = บางฉบับแปลว่า “พระบิดาผู้ชอบธรรม”  เป็นคำเรียกพระเจ้าที่พบเฉพาะตอนนี้ในพันธสัญญาใหม่ เปรียบเทียบกับ “พระบิดาผู้บริสุทธิ์” ใน ข.11

        “คนเหล่านี้รู้ว่า พระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา” (these know that you have sent me)  บางฉบับแปลว่า

       “พวกเขาก็รู้ว่า พระองค์ทรงส่งข้าพระองค์มา”  = พวกเขาไม่รู้จักกับพระเจ้าโดยตรง เป็นส่วนตัว แต่พวกเขารู้ว่าพระเจ้าทรงส่งพระคริสต์มาการตระหนักว่า พระเจ้าสถิตอยู่ในพันธกิจที่พระคริสต์กระทำเป็นความรู้ที่เหนือความรู้ใด ๆ ในโลกนี้

17:26  “ทำให้พวกเขารู้จักพระนามของพระองค์” (made known to them your name)  -16:3, การไม่รู้จักพระบุตรคือ การเฉยเมยต่อพระบิดา  -14:7,10-11;17:6-7,20-23

คำถามนำอภิปราย

  1. พระเจ้าทรงประทานเกียรติอะไรให้แก่คุณ ที่ทำให้คุณสามารถถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าได้? แล้วคุณทำอะไรอย่างไรบ้างเพื่อที่ถวายเกียรติแด่พระองค์?
  2. คุณได้ช่วยให้ใครรู้จักพระเจ้าและได้รับชีวิตนิรันดร์แล้วบ้าง? อย่างไร?
  3. คุณได้เสริมสร้างผู้ใดให้เจริญเติบโตฝ่ายวิญญาณเป็นสาวกแท้ของพระคริสต์ด้วยพระวจนะของพระเจ้าบ้าง? อย่างไร?
  4. คุณอธิษฐานเผื่อผู้เชื่อคนอื่น ๆ หรือไม่? อย่างไร? เป็นประจำหรือไม่? แล้วมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง?
  5. คุณเคยได้รับการปกป้องรักษาจากพระคริสต์อย่างไรบ้าง? และส่งผลอะไรต่อชีวิต และการรับใช้ของคุณบ้าง?
  6. ในการดำเนินชีวิต (คริสเตียน) ของคุณ มีใคร(ในคริสตจักร) ที่ช่วยพิทักษ์ปกป้องคุณ และช่วยให้คุณรอดปลอดภัยและเจริญเติบโตขึ้นในความเชื่อบ้าง? อย่างไร?
  7. คุณทูลขอพระเจ้าประทานความเป็นหนึ่งเดียวกัน ให้กับผู้เชื่อ
  • ในคริสตจักรของคุณ
  • ในคริสตจักรทั้งหลายทั่วประเทศไทย
  • ในคริสตจักรทั้งหลายทั่วโลกบ้างหรือไม่?  อย่างไร?
  1. คุณแยกตัวเองจากสิ่งที่ทำให้คุณไม่บริสุทธิ์อย่างไร? พระวจนะของพระเจ้ามีส่วนสำคัญอย่างไรในกระบวนการดังกล่าว? และคุณได้ช่วยผู้ใดให้ได้รับการชำระชีวิตให้บริสุทธิ์บ้าง? อย่างไร?
  2. คุณอธิษฐานเผื่อใครบางคนที่ยังไม่ได้รู้จักกับพระเจ้าในเวลานี้ เพื่อให้เขาได้ยินข่าวประเสริฐและรู้จักกับพระคริสต์ และรับความรอดบ้าง? อย่างไร?
  3. นอกจากอธิษฐาน คุณได้ทำอะไรบ้างเพื่อรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวในคริสตจักร และในวงการคริสเตียน?   คุณสัมผัสถึงความรักของพระเจ้าในท่ามกลางผู้เชื่ออย่างไรบ้าง? (แบ่งปัน)

 

ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.