มี.ค. 152018
 

เราจะปฏิเสธพระเยซูต่อไปอีกหรือ?

พระธรรม        ยอห์น 18:1-40

อ้างอิง            ยน.3:14,32; 6:39,64;7:26;8:28;48;12:32-33;13:38;19:9;11:49-55;21:9

บทนำ             ช่างน่าเศร้าที่คนที่พระเยซูคริสต์เสด็จลงมาในโลกเพื่อไถ่บาปพวกเขา กลับถูกพวกเขาทำร้ายพระองค์ ทั้งร่างกายและจิตใจจนสิ้นพระชนม์บนกางเขน และคุณเป็นคนหนึ่งในพวกเขาหรือไม่?

บทเรียน

18:1 “เมื่อพระเยซูตรัสอย่างนี้แล้ว พระองค์ก็เสด็จออกไปกับพวกสาวกของพระองค์ ข้ามห้วยขิดโรนไปยังสวนแห่งหนึ่งพระองค์​      เสด็จเข้าไปในสวนนั้นกับพวกสาวก” 

    (When Jesus had spoken these words, he went out with his disciples across the brook Kidron, where there was a garden, which he and his disciples entered.)

18:2 “ยูดาสคนที่จะทรยศพระองค์ก็รู้จักสวนนั้นด้วย เพราะว่าพระเยซูกับพวกสาวกเคยมาพบกันที่นั่นบ่อยๆ”

     (Now Judas, who betrayed him, also knew the place, for Jesus often met there with his disciples.) 

18:3 “ยูดาสนำพวกทหารโรมันกับเจ้าหน้าที่มาจากพวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกฟาริสีพวกเขาถือโคมถือไต้และอาวุธไปที่นั่นด้วย” 

    (So Judas, having procured a band of soldiers and some officers from the chief priests and the Pharisees,  went there with lanterns and torches and weapons.) 

18:4 “พระเยซูทรงทราบทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์ พระองค์จึงเสด็จออกไปถามเขาว่า “พวกท่านมาหาใคร?” 

    (Then Jesus, knowing all that would happen to him, came forward and said to them, “Whom do you seek?”)

18:5 “เขาทูลตอบพระองค์ว่า “มาหาเยซูชาวนาซาเร็ธ” พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “เราเป็นผู้นั้น” ยูดาสคนที่ทรยศพระองค์ก็ยืน​อยู่กับคนเหล่านั้น” 

    (They answered him, “Jesus of Nazareth.” Jesus said to them, “I am he.” Judas, who betrayed him, was standing with them.)

18:6 “เมื่อพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “เราเป็นผู้นั้น” เขาก็ถอยหลังและล้มลงที่ดิน” 

      (When Jesus said to them, “I am he,” they drew back and fell to the ground.) 

18:7 “พระองค์ตรัสถามเขาอีกว่า “พวกท่านมาหาใคร?” เขาทูลตอบว่า “มาหาเยซูชาวนาซาเร็ธ” 

      (So he asked them again, “Whom do you seek?” And they said, “Jesus of Nazareth.”)

18:8 “พระเยซูตรัสตอบว่า “เราบอกท่านแล้วว่าเราเป็นผู้นั้น ถ้าท่านตามหาเราก็จงปล่อยคนเหล่านี้ไปเถิด” 

       (Jesus answered, “I told you that I am he. So, if you seek me, let these men go.” )

18:9 “ทั้งนี้เพื่อให้เป็นจริงตามพระดำรัสที่พระองค์ตรัสว่า “คนเหล่านั้นซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์ไม่ได้เสียไปสักคนเดียว

       (This was to fulfill the word that he had spoken: “Of those whom you gave me I have lost not one.”)

18:10 “ซีโมนเปโตรมีดาบจึงชักออกฟันทาสคนหนึ่งของมหาปุโรหิตถูกหูข้างขวาขาด ทาสคนนั้นชื่อมัลคัส” 

       (Then Simon Peter, having a sword, drew it and struck the high priest’s servant and cut off his right ear.  (The servant’s name was Malchus.)) 

18:11 “พระเยซูตรัสกับเปโตรว่า “จงเอาดาบใส่ฝักเสีย เราจะไม่ดื่มถ้วย ที่พระบิดาประทานแก่เราหรือ?”

    (So Jesus said to Peter,”Put your sword into its sheath; shall I not drink the cup that the Father has given me?”)

18:12 “พวกพลทหารกับนายทหารและเจ้าหน้าที่ของพวกยิวจึงจับพระเยซูมัดไว้” 

     (So the band of soldiers and their captain and the officers of the Jews arrested Jesus and bound him.) 

18:13 “แล้วพาพระองค์ไปหาอันนาสก่อน เพราะอันนาสเป็นพ่อตาของคายาฟาสซึ่งเป็นมหาปุโรหิตในปีนั้น”

      (First they led him to Annas, for he was the father-in-law of Caiaphas, who was high priest that year.) 

18:14 “คายาฟาสคนนี้แหละที่แนะนำพวกยิวว่า ควรให้คนหนึ่งตายแทนประชาชน”

      (It was Caiaphas who had advised the Jews that it would be expedient that one man should die for the people.)

18:15 “ซีโมนเปโตรกับสาวกอีกคนหนึ่งติดตามพระเยซูไป แต่เพราะสาวกคนนั้นรู้จักกับมหาปุโรหิต เขาจึงเข้าไปกับพระเยซูจนถึง​ ลานบ้านของมหาปุโรหิต” 

      (Simon Peter followed Jesus, and so did another disciple. Since that disciple was known to the high priest,  he entered with Jesus into the courtyard of the high priest,) 

18:16 “แต่เปโตรยืนอยู่ข้างนอกริมประตู สาวกอีกคนหนึ่งนั้นที่รู้จักกับมหาปุโรหิตจึงออกไปพูดกับหญิงที่เฝ้าประตูแล้วพาเปโตร​เข้าไป”

     (but Peter stood outside at the door. So the other disciple, who was known to the high priest, went out and spoke to the servant girl who kept watch at the door, and brought Peter in.) 

18:17 “ผู้หญิงคนที่เฝ้าประตูถามเปโตรว่า “ท่านก็เป็นคนหนึ่งในพวกสาวกของคนนั้นด้วยไม่ใช่หรือ?” เขาตอบว่า  “ไม่ใช่” 

    (The servant girl at the door said to Peter, “You also are not one of this man’s disciples, are you?” He said,  “I am not.” )

18:18 “พวกทาสกับเจ้าหน้าที่ก็ยืนอยู่ที่นั่น เอาถ่านมาก่อไฟเพราะอากาศหนาว แล้วก็ยืนผิงไฟกัน เปโตรก็ยืนผิงไฟอยู่กับเขา​ด้วย”

      (Now the servants and officers had made a charcoal fire, because it was cold, and they were standing and warming themselves. Peter also was with them, standing and warming himself.)

18:19 “มหาปุโรหิตก็ถามพระเยซูถึงพวกสาวกของพระองค์และคำสอนของพระองค์”

     (The high priest then questioned Jesus about his disciples and his teaching.) 

18:20 “พระเยซูตรัสตอบท่านว่า “เรากล่าวให้โลกฟังโดยเปิดเผย เราสั่งสอนเสมอทั้งในธรรมศาลาและในบริเวณพระวิหารที่พวก​ยิวเคยชุมนุมกัน เราไม่ได้สอนสิ่งใดอย่างลับๆ เลย” 

     (Jesus answered him, “I have spoken openly to the world. I have always taught in synagogues and in the temple, where all Jews come together. I have said nothing in secret.) 

18:21 “ท่านถามเราทำไม? จงถามคนที่ฟังเราว่า เราพูดอะไรกับพวกเขา เขารู้ว่าเราสอนอะไร” 

      (Why do you ask me? Ask those who have heard me what I said to them; they know what I said.”)

18:22 “เมื่อพระองค์ตรัสอย่างนั้นแล้วเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่ยืนอยู่ที่นั่นก็ตบพระพักตร์พระเยซูแล้วพูดว่า“เจ้าตอบมหาปุโรหิตอย่าง​นั้นหรือ?” 

     (When he had said these things, one of the officers standing by struck Jesus with his hand, saying, “Is that how you answer the high priest?”)

18:23 “พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ถ้าเราพูดผิดก็จงเป็นพยานในสิ่งที่ผิดนั้น แต่ถ้าเราพูดถูก ท่านตบเราทำไม?”

      (Jesus answered him, “If what I said is wrong, bear witness about the wrong; but if what I said is right, why do you strike me?”) 

18:24 “อันนาสจึงให้พาพระเยซูซึ่งถูกมัดอยู่ไปหาคายาฟาสมหาปุโรหิต”

       (Annas then sent him bound to Caiaphas the high priest.)

18:25 “ขณะนั้นซีโมนเปโตรกำลังยืนผิงไฟอยู่ คนพวกนั้นถามเปโตรว่า “เจ้าก็เป็นสาวกของคนนั้นด้วยไม่ใช่หรือ?” เปโตรปฏิเสธ​ว่า “ไม่ใช่” 

      (Now Simon Peter was standing and warming himself. So they said to him, “You also are not one of his  disciples, are you?” He denied it and said, “I am not.”) 

18:26 “ทาสคนหนึ่งของมหาปุโรหิต ซึ่งเป็นญาติกับคนที่เปโตรฟันหูขาดก็ถามว่า “ข้าเห็นเจ้ากับคนนั้นในสวนไม่ใช่หรือ?” 

       (One of the servants of the high priest, a relative of the man whose ear Peter had cut off, asked, “Did I not  see you in the garden with him?” )

18:27 “เปโตรปฏิเสธอีกครั้งหนึ่ง และในทันใดนั้นไก่ก็ขัน”

        (Peter again denied it, and at once a rooster crowed.)

18:28 “แล้วพวกเขาก็พาพระเยซูออกจากบ้านของคายาฟาสไปยังกองบัญชาการปรีโทเรียมขณะนั้นเป็นเวลาเช้าตรู่ พวกเขาเอง​ไม่ได้เข้าไปในกองบัญชาการปรีโทเรียมนั้น เพื่อไม่ให้เป็นมลทินและจะได้กินปัสกาได้” 

     (Then they led Jesus from the house of Caiaphas to the governor’s headquarters. It was early morning.  They themselves did not enter the governor’s headquarters, so that they would not be defiled, but could eat the Passover.)

18:29 “ปีลาตจึงออกมาหาพวกเขา แล้วถามว่า “พวกท่านมีเรื่องอะไรมาฟ้องคนนี้?”

     (So Pilate went outside to them and said, “What accusation do you bring against this man?”) 

18:30 “พวกเขาตอบท่านว่า “ถ้าเขาไม่ใช่ผู้ร้าย เราก็คงจะไม่มอบตัวเขาไว้กับท่าน

      (They answered him, “If this man were not doing evil, we would not have delivered him over to you.)

18:31 “ปีลาตกล่าวกับเขาว่า “พวกท่านจงเอาคนนี้ไปพิพากษาตามกฎหมายของท่านเถิด” พวกยิวจึงเรียนท่านว่า “กฎหมายห้ามเราประหารชีวิตคนหนึ่งคนใด” 

     (Pilate said to them, “Take him yourselves and judge him by your own law.” The Jews said to him, “It is not lawful  for us to put anyone to death)

18:32 “ทั้งนี้เพื่อให้เป็นจริงตามพระดำรัสของพระเยซูที่ตรัสไว้ว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์อย่างไร”

    (This was to fulfill the word that Jesus had spoken to show by what kind of death he was going to die.)

18:33 “ปีลาตจึงเข้าไปในกองบัญชาการปรีโทเรียมอีก และเรียกพระเยซูมาแล้วถามว่า “เจ้าเป็นกษัตริย์ของพวกยิวหรือ

     (So Pilate entered his headquarters again and called Jesus and said to him, “Are you the King of the Jews?” )

18:34 “พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านถามอย่างนั้นตามความเข้าใจของท่านเอง หรือว่าคนอื่นบอกท่านถึงเรื่องของเรา?” 

       (Jesus answered, “Do you say this of your own accord, or did others say it to you about me?”) 

18:35 “ปีลาตทูลตอบว่า “เราเป็นยิวหรือ? ชนชาติของเจ้าเองและพวกหัวหน้าปุโรหิตมอบเจ้าไว้กับเรา เจ้าทำผิดอะไร?”

      (Pilate answered, “Am I a Jew? Your own nation and the chief priests have delivered you over to me. What have you done?”) 

18:36 “พระเยซูตรัสตอบว่า “ราชอำนาจของเราไม่ได้เป็นของโลกนี้ ถ้าราชอำนาจของเรามาจากโลกนี้ คนของเราก็คงจะต่อสู้ไม่‍ให้เราถูกมอบไว้ในมือของพวกยิว แต่ราชอำนาจของเราไม่ได้มาจากโลกนี้” 

     (Jesus answered, “My kingdom is not of this world. If my kingdom were of this world, my servants would  have been fighting, that I might not be delivered over to the Jews. But my kingdom is not from  the world.” )

18:37 “ปีลาตจึงพูดกับพระองค์ว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็เป็นกษัตริย์น่ะซี” พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านพูดว่าเราเป็นกษัตริย์ เพราะเหตุนี้เราจึงเกิดมาและเข้ามาในโลก เพื่อเป็นพยานให้กับสัจจะ ทุกคนที่อยู่ฝ่ายสัจจะย่อมฟังเสียงของเรา

      (Then Pilate said to him, “So you are a king?” Jesus answered, “You say that I am a king. For this purpose I was born and for this purpose I have come into the world—to bear witness to the truth. Everyone who is of  the truth listens to my voice.” )

18:38 “ปีลาตทูลถามพระองค์ว่า “สัจจะคืออะไร?” เมื่อถามอย่างนั้นแล้วปีลาตก็ออกไปหาพวกยิวอีก และบอกเขาว่า “เราไม่​เห็นว่าคนนั้นมีความผิด”

     (Pilate said to him, “What is truth?” After he had said this, he went back outside to the Jews and told them, “I find no guilt in him. )

18:39 “แต่พวกท่านมีธรรมเนียมให้เราปล่อยคนหนึ่งให้แก่ท่านในเทศกาลปัสกา ท่านอยากให้เราปล่อยกษัตริย์ของพวกยิวหรือ?” 

      (But you have a custom that I should release one man for you at the Passover. So do you want me to release to you the King of the Jews?” )

18:40 “พวกเขาร้องตอบว่า “อย่าปล่อยคนนี้ แต่ให้ปล่อยบารับบัส” บารับบัสนั้นเป็นผู้ก่อการร้าย”

         (They cried out again, “Not this man, but Barabbas!” Now Barabbas was a robber.)

 ข้อมูลมีประโยชน์

18:1     “ห้วยขิดโรน” (the brook Kidron ) = ทางตะวันออกของเยรูซาเล็ม ปกติแล้งน้ำ ยกเว้นในช่วงฤดูฝน

18:3     “ยูดาส” (Judas ) –6:71

“เจ้าหน้าที่มาจากพวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกฟาริสี” (officers from the chief priests and the  Pharisees)  = เทียบเท่ากับยามพระวิหารที่สภาแซนเฮดรินส่งมา (มธ.2:4;3:7;มก.14:55)

“ไต้” ( torches) = คบไฟที่นำมาใช้ที่มียางมามัดรวมกัน

“โคม” ( lanterns) = ตะเกียงซึ่งที่จับทำด้วยดินเหนียว โดยสอดตะเกียงที่ใช้ตามบ้านเข้าไปข้างใน

18:4     “พระเยซูทรงทราบทุกสิ่ง” (Jesus, knowing all) = พระเยซูทรงรู้ตัวว่าอะไรจะเกิดขึ้นไม่ใช่ถูกจับแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

18:5     “เราเป็นผู้นั้น” ( I am he            ) -6:35;8:58

              “ก็ยืนอยู่กับคนเหล่านั้น” (was standing with them) = ผู้เขียนพระธรรมยอห์น ย้ำภาพเราให้เราเห็นว่ายูดาสเป็นคนแบบไหน

                “เยซูชาวนาซาเร็ธ” (Jesus of Nazareth ) = พระเยซูถามให้พวกเขาตอบว่า เขามาหาพระองค์ – 18:5,7

18:6     “เขาก็ถอยหลังและล้มลงที่ดิน” (they drew back and fell to the ground) = พระเยซูทรงเปี่ยมด้วยพระอำนาจบารมี

18:8     “เราเป็นผู้นั้น”(I am he)= พระเยซูย้ำข้อความนี้ถึง 3 ครั้ง–ในข้อ 5,6,8 เน้นถึงความสำคัญในความจริงนี้

“จงปล่อยคนเหล่านี้ไปเถิด” (let these men go) = พระเยซูยังทรงห่วงพวกสาวก แม้แต่ในเวลาที่เขากำลังจะจับพระองค์ และนำพระองค์ไปตรึงบนกางเขน

18:9     “ทั้งนี้เพื่อให้เป็นจริงตามพระดำรัส” (This was to fulfill the word that he had spoken)  = วลีปกติที่ ใช้กับการอ้างพระคัมภีร์ คำตรัสของพระเยซูก็อยู่ในระดับเดียวกับพระคัมภีร์ (6:39;17:12)

18:10   “ซีโมนเปโตรมีดาบ”(Then Simon Peter, having a sword)  -ผู้เขียนพระธรรมยอห์นเท่านั้นที่ให้ข้อมูลว่าคนที่ใช้ดาบ (สั้น) คือ เปโตร และคนที่บาดเจ็บชื่อว่า มัลคัส

18:11   “ถ้วย” ( the cup            ) =

  1. การทนทุกข์ (สดด.75:8;อสค.23:31)
  2. พระพิโรธของพระเจ้า (สดด.16:5;อสย.51:17;ยรม.25:15;รม.1:18;วว.14:10)

“ที่พระบิดาประทานแก่เรา” ( that the Father has given me) –มธ.26:39;มก.14:36;ลก.22:42

= พระเจ้าทรงควบคุมสถานการณ์อยู่ และเป็นผู้ประทานถ้วยนี้ให้พระบุตร

18:12   “จับพระเยซูมัดไว้” (arrested Jesus and  bound him) = อาจเป็นการดำเนินตามขั้นตอนของระเบียบเหมือนสมัยนี้ที่ใส่กุญแจมือ

18:13   “อันนาส” (Annas) = ถูกปลดออกจากตำแหน่งมหาปุโรหิต โดยโรมในปี ค.ศ. 15  แต่คนยังถือว่าเขาเป็นปุโรหิตที่แท้จริง (ลก.3:2)

-ตามกฎหมายของยิว ผู้ต้องหาต้องไม่ถูกตัดสินลงโทษในวันที่มีการไต่สวน การสอบสวนมี 2 ครั้ง คือ ครั้งนี้

(มก.14:53-15:15)  และอีกครั้งต่อหน้า คายาฟาส เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายในระดับหนึ่ง

“มหาปุโรหิตในปีนั้น” (high priest that year) = ประจำการในปีนี้ –11:49

18:14   “คายาฟาสคนนี้แหละที่แนะนำพวกยิว” (Caiaphas who had advised the Jews  ) = เกี่ยวกับ

เหตุการณ์ใน 11:49-50 ซึ่งผู้เขียนพระธรรมยอห์นถือว่า เป็นคำพยากรณ์แบบไม่รู้ตัวและมีความสำคัญมากที่สุดของคายาฟาส

= ไม่อาจคาดหวังการไต่สวนที่เป็นธรรม จากคนที่กล่าวว่า การประหารพระเยซูคริสต์เป็นเรื่องที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

18:15   “สาวกอีกคนหนึ่ง” (so did another disciple)  = อาจหมายถึงตัว “ยอห์น” (ผู้เขียนพระธรรมตอนนี้)

              “รู้จักกับมหาปุโรหิต” (was known to the high priest) = ต้องไม่ใช่รู้จักธรรมดา เพราะว่า เขามีสิทธิ์ว่าบ้านมหาปุโรหิต และสามารถพาเปโตรเข้าไปได้ด้วย

18:17   “ผู้หญิงคนที่เฝ้าประตู” (girl at the doo)  = ในพระกิตติคุณ 4 เล่ม กล่าวถึงการทักทายเปโตรครั้งแรกจากผู้หญิงรับใช้ที่ไมได้มีความสำคัญอะไรเลย เปโตรฉวยโอกาสปฏิเสธ

ในเล่มอื่น ๆ ดูเหมือนว่า คำถามที่ 2 และการปฏิเสธของเปโตรจะเกิดขึ้นในทันที แต่ก็เป็นไปได้ว่า จะมีช่วงห่างเกิดขึ้นก่อนการปฏิเสธครั้งที่ 2   (ลก.22:58-59)

18:18   “เปโตรก็ยืนผิงไฟอยู่กับเขาด้วย” (Peter also was with them) = เป็นคืนที่หนาวเย็น และเปโตรอาจเป็นที่สังเกตได้ชัด ยืนห่างจากกองไฟ

18:19   “มหาปุโรหิตจึงถามพระเยซู” (The high priest then questioned) = อาจเป็นการถามเบื้องต้นของอันนาส ยังไม่ใช่การไต่สวน

18:20   “เรากล่าวให้โลกฟังโดยเปิดเผย” (I have spoken openly to the world) = น่าจะหาพยานรู้เห็นได้ไม่ยาก (ข.21)

“เราไม่ได้สอนสิ่งใดอย่างลับ ๆ เลย” (I have said nothing in secret)  = ไม่ได้สอนแนวปฏิบัติแก่พวกสาวกอย่างลับ ๆ หรือสอนอะไรแตกต่างจากที่สอนในที่สาธารณะเลย

18:22   “ตบพระพักตร์พระเยซู” (struck Jesus) = ตบด้วยฝ่ามือ เป็นการทำผิดกฎหมาย  -มธ.16:21;ยน.19:3

18:23   “จงเป็นพยาน” (bear witness)  = ศัพท์ทางกฎหมาย เป็นการเชิญชวนให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง

                        -ผู้เขียนพระธรรมตอนนี้ เน้นความสำคัญของคำพยานตลอดพระธรรมเล่มนี้ (1:7)

18:25   “คนพวกนั้นถาม” (warming himself)  = พวกเขาถาม บางคนมีคำถามขึ้นมาในที่นี่เพราะในมัทธิว 26:71 บอกว่า ผู้หญิงอีกคนหนึ่งถามคำถามนี้ ในขณะที่ในมาระโก 14:69 บอกว่า เป็นผู้หญิงคนเดิม และในลูกา 22:58 บอกว่า เป็นผู้ชาย เป็นไปได้ว่า พวกเขาเป็นกลุ่มคนรับใช้ที่อยู่ด้วยกันรอบ ๆ กองไฟ จึงอาจมีบางคนถามซ้ำขึ้นมา ซึ่งก็หมายรวมเป็น “พวกเขา” หรือ “คนพวกนั้น” ในความหมายของยอห์นผู้เขียนพระธรรมตอนนี้ (ข.17)

พวกคนใช้เหล่านั้นอาจไม่ได้คาดหวังว่า จะได้รับคำตอบว่า ใช่ เพราะพวกเขาคงไม่คิดว่า จะพบสาวกของพระเยซูในบ้านของมหาปุโรหิตในท่ามกลางแสงในสวนคงสลัวเช่นเดียวกับในลานบ้าน

18:26   “ญาติ” (a relative) = เป็นข้อมูลพิเศษที่ได้รู้จากยอห์น

“ข้าเห็นเจ้ากับคนนั้นในสวนไม่ใช่หรือ?” (Did I not see you in the garden with him?) –ยน.18:1

18:27   “ในทันใดนั้น ไก่ก็ขัน” ( at once a rooster crowed) = เป็นจริงตามคำทำนายใน 13:38

18:28   “พาพระเยซู…ไปยังกองบัญชาการปรีโทเรียม” (led Jesus … to the governor’s headquarters) 

= ยอห์น เล่าเรื่องการไต่สวนพระเยซูในส่วน ของโรมันค่อนข้างมาก (มก.14:53-15:15) อาจเป็นเพราะท่านอยู่ที่นั่นด้วย ปรีโทเรียมเป็นที่พำนักของผู้ว่าราชการและเป็นสถานที่ใช้ในการไต่สวนในครั้งนี้

“เป็นเวลาเช้าตรู่” ( early morning) = พวกหัวหน้าปุโรหิตดำเนินการไต่สวนพระเยซูช่วงที่ 2 ของสภาแซนเฮดริน หลังฟ้าสาง (มก.15:1) เพื่อให้ความชอบธรรมตามกฎหมายแก่พวกเขา

= เหตุนี้อาจเกิดขึ้นทันทีหลังจากนั้น อาจเป็นช่วงเวลา 6.00 – 7.00 น.

“เพื่อไม่ให้เป็นมลทิน” (they would not be defiled ) = ไม่ให้เป็นมลทินตามระเบียบพิธีทางศาสนาของยิว เพราะเข้าไปในย่านของคนต่างชาติ

“จะได้กินปัสกาได้” (could eat the Passover) = คำว่า ปัสกาในตอนนี้ หมายถึง เทศกาลปัสกา และเทศกาลขนมปังไร้เชื้อ รวมกัน ซึ่งจัดเป็นเวลา 7 วัน และมีการรับประทานอาหารร่วมกันหลายมื้อ

18:29   “ปีลาต” (Pilate ) = ผู้ว่าราชการของโรม (มก.15:1)

              “พวกท่านมีเรื่องอะไรมาฟ้องคนนี้” (What accusation do you bring against this man? ) 

= พวกท่านจะฟ้องร้องชายผู้นี้ด้วยข้อหาอะไร แม้เป็นคำถามปกติ แต่พวกยิวตอบยาก เพราะไม่มีข้อหาใดมายื่นต่อศาลโรมันได้

 18:31   “พวกท่านจงเอาคนนี้ไปพิพากษาตามกฎหมายของท่านเถิด” (Take him yourselves and judge him by your own law) = ถ้าไม่มีข้อปัญหาของโรม ก็ไม่มีการไต่สวนของโรม

“กฎหมายห้ามประหารชีวิตคนหนึ่งคนใด” (it is not lawful for us to put anyone to death)  = ไม่มีสิทธิ์ประหารชีวิตผู้ใด

= พวกเขากำลังหาทางประหารพระเยซู ไม่ใช่หาทางไต่สวนอย่างเป็นธรรม (เป็นการควบคุมสิทธิ์ในการประหารชีวิตของโรม มิฉะนั้น ผู้สนับสนุนโรมจะถูกกำจัดไปอย่างเงียบ ๆ โดยกฎหมายท้องถิ่น)

= สิทธิ์ขาดประหารชีวิตอยู่ในมือของโรมเท่านั้น

18:32   “พระองค์จะสิ้นพระชนม์อย่างไร?” ( what kind of death he was going to die) –เปรียบเทียบกับ 12:32-33

             -ใน 12:34  ,ยิวประหารชีวิตด้วยการเอาหินขว้าง แต่พระเยซูสิ้นพระชนม์ด้วยการตรึงบนกางเขน ซึ่งเป็นที่พระองค์จะรับคำสาปแช่ง (ฉธบ.21:22-23)

=  ต้องเป็นชาวโรมันที่ประหารพระเยซู ไม่ใช่ชาวยิว

18:33   “เจ้าเป็นกษัตริย์ของพวกยิวหรือ?” (Are you the King of the Jews?) = นี่เป็นประโยคแรกที่ปีลาตพูดกับพระเยซู ปีลาตคงสังเกตได้ว่า ข้อกล่าวหาถึงความน่ากลัวนั้นเป็นแค่จินตนาการของบรรดาผู้นำศาสนายิวเท่านั้น

18:34   “ตามความเข้าใจของท่านเอง” (this of your own accord)  = ถ้าพระเยซูตอบว่า ทรงเป็นกษัตริย์ของพวกยิว ปีลาตคงเข้าใจว่า พระเยซูเป็นพวกก่อการกบฏ  แต่พวกผู้นำยิวคงเข้าใจว่า พระเยซูอ้างว่า เป็นพระเมสสิยาห์

18:36   “ราชอำนาจของเรา” (My kingdom)  = บางฉบับแปลว่า “อาณาจักรของเรา”

             = พระเยซูยอมรับว่า พระองค์มีอาณาจักร แต่ไม่ใช่แบบที่มีกองกำลังทหาร ไม่ได้อยู่ได้เพราะแสนยานุภาพของทัพ

18:37   “เพื่อเป็นพยานให้กับสัจจะ” ( to bear witness to the truth) –บางฉบับแปลว่า “เพื่อเป็นพยานถึงความจริง” (1:7,14;14:6)

18:38   “สัจจะคืออะไร?”  =“อะไรคือความจริง” (What is truth?)

= ปีลาตอาจกำลังพูดเล่น ในทำนอง “ความจริงสำคัญอะไร?” หรืออาจพูดความจริงจังในความหมายว่า   “การพบความจริงไม่ใช่เรื่อง่าย แล้วความจริงคืออะไร?”

                        -แต่ไม่ว่าคำตอบที่แท้จริงคืออะไร ปีลาตแน่ใจว่าพระเยซูไม่ใช่กบฏแน่ ๆ

                        “เราไม่เห็นว่าคนนั้นมีความผิด” (I find no guilt in him)  = “ไม่ได้ทำอะไรผิดตามข้อกล่าวหา”

                        = ย้ำอีกครั้งใน 19:4,6     -เพราะว่า การสั่งสอนความจริง ไม่ได้มีความผิดทางอาชญกรรม

18:39   “พวกท่านมีธรรมเนียม” (you have a custom)  = เป็นที่ทราบกันดีว่า นักโทษจะได้รับการปล่อยตัวในโอกาสพิเศษ ในช่วงเทศกาลนี้

“กษัตริย์ของพวกยิว” (the King of the Jews)  – ยอห์นยังเน้นความเป็นกษัตริย์ของพระเยซู ปีลาตคิดว่า การเรียกพระเยซูอย่างนั้นจะผลักดันให้ประชาชนตัดสินใจไปในทิศทางที่เขาต้องการ

18:40   “บารับบัส” ( Barabbas) = เป็นกบฏและฆาตกร (ลก.23:18-19) ชื่อนี้เป็นภาษาอารเมค หมายความว่า “บุตรของอับบา” (ลูกของพ่อ) แต่ผู้ที่มาตายแทนเขาคือ พระบุตรของพระบิดา (มธ.27:16)

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณรู้สึกอย่างไร หากรู้ว่า คนที่อยู่ใกล้ชิดกับคุณที่สุดคนหนึ่งกำลังทรยศ และจะขายคุณให้แก่ศัตรู?
  2. คุณเคยสัมผัสกับฤทธิ์เดชหรือพระบารมีของพระเยซูคริสต์ ในชีวิตของคุณโดยตรงหรือไม่? อย่างไร?
  3. คุณรู้สึกอย่างไร เมื่อได้เห็นว่า พระเยซูคริสต์(ในสภาพมนุษย์) ทรงรักและปกป้องคนของพระองค์จนถึงที่สุด?
  4. การที่คุณทราบว่า พระเยซูคริสต์ทรงทราบทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์ ได้สอนอะไรคุณเป็นพิเศษบ้าง?
  5. หากพระดำรัสของพระเยซูคือ พระวจนะของพระเจ้า (หรือพระคัมภีร์) คุณเชื่อฟังและกระทำตามจริง ๆ หรือไม่? มีข้อใดที่คุณไม่ยอมปฏิบัติตาม? ทำไม? และมีข้อใดที่คุณชอบมากที่สุดในพระธรรมยอห์น?  ทำไม?
  6. คุณพร้อมที่จะทนทุกข์ร่วมกับพระเยซูคริสต์หรือไม่? คุณเคยเผชิญกับความทุกข์อะไรร่วมกับพระองค์มาบ้าง? (แบ่งปัน)
  7. คุณเคยกลัวจนปฏิเสธหรือทิ้งพระเยซูบ้างหรือไม่? เรื่องอะไร? แล้วคุณกลับมาหาพระองค์อีกได้อย่างไร?
  8. คุณเคยถูกปฏิบัติแบบไม่ยุติธรรมหรือผิดกฎหมาย ทั้ง ๆ ที่คุณบริสุทธิ์บ้างหรือไม่? อย่างไร? แล้วคุณรับมืออย่างไร?
  9. คุณเคยเห็นการใช้กฎหมาย หรือกฎหมู่แบบผิด ๆ บ้างไหม? อย่างไร?

 

ศจ ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.