พ.ค. 022018
 

จุดประสงค์ของพระคัมภีร์เล่มนี้

พระธรรม      ยอห์น 20:1-31

อ้างอิง           มธ.28:1-10;มก.16:1-8;ลก.24:1-12

บทนำ            ผู้เขียนพระธรรมยอห์น ต้องการให้หลักฐานพระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากตายท่ามกลางพยานรู้เห็นหลายคน พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงรับสภาพมนุษย์ถูกตรึงตายไถ่บาปของเราและผู้ใดเชื่อ แม้ว่าจะมองไม่เห็นพระองค์ด้วยตาก็เป็นสุข!

บทเรียน

20:1 “วันอาทิตย์เวลาเช้ามืด มารีย์ชาวมักดาลามาถึงอุโมงค์ฝังศพและเห็นว่าหินที่ปิดปากอุโมงค์นั้นถูกยกออกไปแล้ว” 

   (Now on the first day of the week Mary Magdalene came to the tomb early, while it was still dark, and saw that the stone had been taken away from the tomb.) 

20:2 “นางจึงวิ่งไปหาซีโมนเปโตรกับสาวกอีกคนหนึ่งที่พระเยซูทรงรักนั้นและพูดกับเขาว่า “เขาเอาองค์พระผู้เป็นเจ้าออกไปจากอุโมงค์แล้ว และเราก็ไม่รู้ว่าเขาเอาพระองค์ไปไว้ที่ไหน

   (So she ran and went to Simon Peter and the other disciple, the one whom Jesus loved, and said to them, “They have taken the Lord out of the tomb, and we do not know where they have laid him.)

20:3 “เปโตรจึงออกไปที่อุโมงค์กับสาวกคนนั้น” 

 (So Peter went out with the other disciple, and they were going toward the tomb.) 

20:4 “เขาวิ่งไปทั้งสองคน แต่สาวกคนนั้นวิ่งเร็วกว่าเปโตรจึงมาถึงอุโมงค์ก่อน”

  (Both of them were running together, but the other disciple outran Peter and reached the tomb first. )

20:5 “เขาก้มลงมองดูเห็นผ้าป่านวางอยู่ แต่เขาไม่ได้เข้าไปข้างใน”

  (And stooping to look in, he saw the linen cloths lying there, but he did not go in. )

20:6 “ซีโมนเปโตรตามมาถึงภายหลัง แล้วเข้าไปในอุโมงค์เห็นผ้าป่านวางอยู่” 

  (Then Simon Peter came, following him, and went into the tomb. He saw the linen cloths lying there,) 

20:7 “ส่วนผ้าพันพระเศียรของพระองค์ไม่ได้วางอยู่กับผ้าอื่น แต่พับไว้ต่างหาก” 

  (and the face cloth, which had been on Jesus’ head, not lying with the linen cloths but folded up in a  place by itself. )

20:8 “แล้วสาวกคนนั้นที่มาถึงก่อนก็ตามเข้าไปด้วย เขาเห็นและเชื่อ”

    (Then the other disciple, who had reached the tomb first, also went in, and he saw and believed; )

20:9 “แต่ขณะนั้นเขายังไม่เข้าใจข้อพระคัมภีร์ที่เขียนไว้ว่าพระองค์จะต้องเป็นขึ้นจากตาย”

     (for as yet they did not understand the Scripture, that he must rise from the dead. )

20:10 “แล้วสาวกทั้งสองก็กลับไปยังบ้านของตน”

    (Then the disciples went back to their homes.)

20:11 “ส่วนมารีย์ยังยืนร้องไห้อยู่นอกอุโมงค์ ขณะที่ร้องไห้อยู่นางก้มลงมองเข้าไปในอุโมงค์”

   (But Mary stood weeping outside the tomb, and as she wept she stooped to look into the tomb. )

20:12 “และเห็นทูตสวรรค์สององค์สวมเสื้อขาวนั่งอยู่ที่ที่เขาวางพระศพพระเยซู องค์หนึ่งอยู่เบื้องพระเศียร อีกองค์หนึ่งอยู่เบื้องพระบาท” 

   (And she saw two angels in white, sitting where the body of Jesus had lain, one at the head and one at the feet.)

20:13 “ทูตทั้งสองพูดกับมารีย์ว่า “หญิงเอ๋ย ร้องไห้ทำไม?” นางตอบว่า “เพราะเขาเอาองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าไป และข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเอาไปไว้ที่ไหน” )

    (They said to her, “Woman, why are you weeping?” She said to them, “They have taken away my Lord, and I do not know where they have laid him.” )

20:14 “เมื่อมารีย์พูดอย่างนั้นแล้ว ก็หันกลับมาและเห็นพระเยซูทรงยืนอยู่ แต่ไม่ทราบว่าเป็นพระองค์” 

   (Having said this, she turned around and saw Jesus standing, but she did not know that it was Jesus. )

20:15 “พระเยซูตรัสถามว่า “หญิงเอ๋ย ร้องไห้ทำไม? ตามหาใคร?” มารีย์เข้าใจว่าพระองค์เป็นคนทำสวนจึงตอบว่า “นายเจ้าข้า ถ้าท่านเอาพระองค์ไป ขอบอกให้ดิฉันรู้ว่าเอาพระองค์ไปไว้ที่ไหน ดิฉันจะได้รับพระองค์ไป” 

    (Jesus said to her, “Woman, why are you weeping? Whom are you seeking?” Supposing him to be the gardener, she said to him, “Sir, if you have carried him away, tell me where you have laid him,  and I will take him away.” )

20:16 “พระเยซูตรัสกับนางว่า“มารีย์เอ๋ย”มารีย์จึงหันมาทูลพระองค์เป็นภาษาฮีบรูว่า “รับโบนี” (ซึ่งแปลว่า ท่านอาจารย์)” 

    (Jesus said to her,”Mary.” She turned and said to him in Aramaic, “Rabboni!” (which means Teacher).

20:17 “พระเยซูตรัสกับนางว่า “อย่าหน่วงเหนี่ยวเราไว้ เพราะเรายังไม่ได้ขึ้นไปหาพระบิดาของเรา แต่จงไปหาพวกพี่น้องของเรา และบอกเขาว่าเรากำลังจะขึ้นไปหาพระบิดาของเราและพระบิดาของพวกท่าน ไปหาพระเจ้าของเราและพระเจ้าของพวกท่าน” 

     (Jesus said to her, “Do not cling to me, for I have not yet ascended to the Father; but go to my brothers and say to them, ‘I am ascending to my Father and your Father, to my God and your God.’)

20:18 “มารีย์ชาวมักดาลาจึงไปบอกพวกสาวกว่า “ข้าพเจ้าเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว” และนางก็เล่าให้พวกเขาฟังว่าพระองค์ตรัสคำเหล่านั้นกับนาง”

    (Mary Magdalene went and announced to the disciples, “I have seen the Lord”—and that he had said these things to her.)

20:19 “ค่ำวันนั้นซึ่งเป็นวันอาทิตย์ เมื่อสาวกปิดประตูห้องที่พวกเขาอยู่เพราะกลัวพวกยิว พระเยซูก็เสด็จเข้ามาและทรงยืนอยู่ท่ามกลางพวกเขาตรัสว่า “สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลาย” 

    (On the evening of that day, the first day of the week, the doors being locked where the disciples were for fear of the Jews, Jesus came and stood among them and said to them, “Peace be with you.” )

20:20 “เมื่อพระองค์ตรัสอย่างนั้นแล้ว พระองค์ทรงให้เขาดูพระหัตถ์และสีข้างของพระองค์ เมื่อพวกสาวกเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วก็มีความยินดี” 

   (When he had said this, he showed them his hands and his side. Then the disciples were glad when they saw the Lord.) 

20:21 “พระเยซูตรัสกับเขาอีกว่า“สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายพระบิดาทรงใช้เรามาอย่างไร เราก็ใช้พวกท่านไปอย่างนั้น

    (Jesus said to them again,”Peace be with you. As the Father has sent me, even so I am sending you.” )

20:22 “เมื่อพระองค์ตรัสอย่างนั้นแล้วจึงทรงระบายลมหายใจเหนือพวกเขาและตรัสกับเขาว่า “จงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์เถิด”

     (And when he had said this, he breathed on them and said to them, “Receive the Holy Spirit.) 

20:23 “ถ้าพวกท่านจะอภัยบาปของใคร บาปของพวกเขาก็จะได้รับการอภัย ถ้าท่านไม่อภัยบาปของใคร บาปของพวกเขาก็จะไม่ได้รับการอภัย

    (If you forgive the sins of any, they are forgiven them; if you withhold forgiveness from any, it is withheld.”)

20:24 “โธมัสที่เขาเรียกกันว่าดิดุโมสซึ่งเป็นสาวกคนหนึ่งในสิบสองคนนั้น ไม่ได้อยู่กับพวกเขาเมื่อพระเยซูเสด็จมา”

     (Now Thomas, one of the twelve, called the Twin, was not with them when Jesus came. )

20:25 “สาวกคนอื่นๆ จึงบอกโธมัสว่า “เราเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว” แต่โธมัสตอบพวกเขาว่า “ถ้าข้าไม่เห็นรอยตะปูที่พระหัตถ์ของพระองค์ และไม่ได้เอานิ้วของข้าแยงเข้าไปที่รอยตะปูนั้น และไม่ได้เอามือของข้าแยงเข้าไปที่สีข้างของพระองค์แล้ว ข้าจะไม่เชื่อเลย

     (So the other disciples told him, “We have seen the Lord.” But he said to them, “Unless I see in his hands the mark of the nails, and place my finger into the mark of the nails, and place my hand into his side, I will never believe.”)

20:26 “เมื่อผ่านไปแปดวันแล้ว พวกสาวกของพระองค์อยู่ด้วยกันในบ้านนั้นอีกและโธมัสอยู่กับพวกเขาด้วย ประตูก็ปิดแล้ว แต่พระเยซูเสด็จเข้ามาและทรงยืนอยู่ท่ามกลางเขาตรัสว่า “สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลาย

    (Eight days later, his disciples were inside again, and Thomas was with them. Although the doors  were locked, Jesus came and stood among them and said, “Peace be with you.” )

20:27 “แล้วพระองค์ตรัสกับโธมัสว่า “เอานิ้วของท่านแยงที่นี่ และดูที่มือของเรา ยื่นมือของท่านออกมาคลำที่สีข้างของเรา อย่าสงสัยเลย แต่จงเชื่อ” 

   (Then he said to Thomas,”Put your finger here, and see my hands; and put out your hand, and  place it in my side. Do not disbelieve, but believe.” )

20:28 “โธมัสทูลพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์” 

    (Thomas answered him, “My Lord and my God!” )

20:29 “พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เพราะท่านเห็นเราท่านจึงเชื่อหรือ? คนที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข

    (Jesus said to him, “Have you believed because you have seen me? Blessed are those who have not seen and yet have believed.”)

20:30 “พระเยซูทรงทำหมายสำคัญอื่นๆ อีกหลายอย่างต่อหน้าพวกสาวก ซึ่งไม่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้” 

     (Now Jesus did many other signs in the presence of the disciples, which are not written in this book; )

20:31 “แต่การที่บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ก็เพื่อพวกท่านจะได้เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อแล้วท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์”

     (but these are written so that you may believe that Jesus is the Christ, the Son of God, and that by believing you may have life in his name.)

 

ข้อมูลมีประโยชน์

20:1 “เวลาเช้ามืด” ( while it was still dark) = ขณะที่ยังมืดอยู่ ในมาระโกพรรณาว่า “พอดวงอาทิตย์ขึ้น” (มก.16:2)  

          “มารีย์ชาวมักดาลา” (Mary Magdalene  )  -19:25;มก.16:9  

        = พวกผู้หญิงอาจมาเป็นกลุ่ม แต่มารีย์มักดาลามาเร็วกว่าคนอื่น ๆ  (หรือเวลาออกจากบ้าน อาจเป็นเวลาที่ยัง

           มืดอยู่และเวลาที่มาถึงอุโมงค์ฝังศพอาจเป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้นพอดี)

20:2 “ไปหาซีโมนเปโตร” (went to Simon Peter) = ทั้ง ๆ ที่เปโตรปฏิเสธพระเยซู แต่เขายังเป็นผู้นำของกลุ่มสาวกอยู่

         “สาวกอีกคนหนึ่งที่พระเยซูทรงรัก” (the one whom Jesus loved) -13:23

           “เรา” (we)  = ในที่นี่บ่งบอกว่า มีมากกว่าตัวมารีย์ที่ไปที่นั่น (มธ.28:1;มก.16:1;ลก.24:10)

         “เราก็ไม่รู้ว่าเขาเอาพระองค์ไปไว้ที่ไหน” (we do not know where they have laid him) = มารีย์เองก็ไม่ได้คิดว่าพระเยซูจะเป็นขึ้นจากความตาย

20:7  “ผ้าพันพระเศียร….พับไว้ต่างหาก” (the face cloth, …folded up in a place by itself) = พับเป็นระเบียบไม่ได้ยุ่งเหยิงเหมือนถูกขโมยศพ

20:8 “เขาเห็นและเชื่อ” ( he saw and believed) -20:29 , เขาเชื่อแล้วพระเยซูเป็นขึ้นจากตาย

20:9 “เขายังไม่เข้าใจข้อพระคัมภีร์” (they did not understand the Scripture)  = ตอนแรกพวกเขาไม่รู้ ไม่เข้าใจในเรื่องเป็นขึ้นจากตาย พวกเขาจึงย่อมไม่ได้สร้างสถานการณ์ใด ๆ ในเรื่องนี้

        “พระองค์จะต้องเป็นขึ้นจากตาย” (he must rise from the dead ) = เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ให้เป็นเช่นนั้น

20:11 “ร้องไห้” (weeping) = พระเยซูปรากฏแก่มารีย์ก่อนผู้ใด เพราะในเวลานั้นเธอต้องการพระเยซูมากที่สุด การร้องไห้ในที่นี้เป็นการคร่ำครวญ แสดงความโศกเศร้า (11:33)

20:12 “ทูตสวรรค์สององค์” ( two angels) –ในมัทธิวบอกว่า มีทูตสวรรค์องค์เดียว(มธ.28:2)ในมาระโกบอกว่าเป็นชายหนุ่ม (มก.16:5) ในลูกาบอกว่า เป็นชาย 2 คน ซึ่งเป็นทูตสวรรค์ (ลก.24:4,23)

20:13 “หญิงเอ๋ย” (Woman) –ข.15;2:4

20:14 “แต่ไม่ทราบว่า เป็นพระองค์” ( but she did not know that it was Jesus ) = มีหลายครั้งที่ผู้คนจำพระเยซูไม่ได้ หลังจากที่พระองค์เป็นขึ้นจากตาย (21:4;มธ.28:17;ลก.24:16;37)

20:16 “รับโบนี” (Rabboni) –เป็นคำที่หนักแน่นขึ้นของคำว่า “รับบี” (มก.10:51) ปกติคนยิวใช้คำนี้เรียกพระเจ้าในเวลาอธิษฐาน

20:17 “เพราะเรายังไม่ได้ขึ้นไปหาพระบิดาของเรา” ( for I have not yet ascended to the Father)

      = พระเยซูจะยังไม่ได้เสด็จสู่สวรรค์ ดังนั้นมารีย์จะมีโอกาสพบกับพระองค์ เธอจึงไม่จำเป็นต้องหน่วงเหนี่ยวพระองค์ไว้ (แต่ต่อไปพระองค์จะอยู่กับเธอในทางพระวิญญาณ) – 16:5-16)

20:17  “ไปหาพวกพี่น้องของเรา” (go to my brothers) = ในตอนนี้ คงหมายถึง “พวกสาวกของพระองค์”

            (ข.18;มก.3:35) เพราะตอนนั้น น้อง ๆ ในครอบครัวของพระองค์ยังไม่ได้เชื่อ แต่มาเชื่อภายหลัง (กจ.1:14)

          “พระบิดาของเรา และพระบิดาของพวกท่าน” ( my Father and your Father) = พระเจ้าเป็นพระบิดาของทั้งพระคริสต์ และผู้ที่เชื่อ แต่ในความหมายที่แตกต่างกัน (1:12,14,18,34;3:16)

20:18 “ข้าพเจ้าเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว” (I have seen the Lord) = มารีย์เห็นพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากตายเป็นคนแรก แต่ต่อมาคนอื่น ๆ ก็ได้เห็นพระองค์ด้วยเช่นกัน (ข.20,25,29)

20:19 “สาวก” (the disciples)  = อาจหมายถึงพวกสาวก 11 คน และคนอื่น ๆ ด้วย (ลก.24:36)

        “สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลาย” ( Peace be with you) = คำทักทายปกติของคนฮีบรู       (ดนล.10:19)

           พวกเขาคงเป็นทุกข์และกลัวถูกตำหนิที่ละทิ้งพระองค์ในวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่ในเวลานี้ พระองค์กลับปลอบโยนพวกเขาให้หายกลัว (14:27)

20:20 “พระหัตถ์และสีข้างของพระองค์” ( his hands and his side) = มีรอยแผลตามบันทึกไว้ –ลูกา24:37

           ไม่ใช่เป็นผีตามที่พวกเขากลัว

20:21 “พระบิดาทรงใช้เราอย่างไร เราก็ใช้พวกท่านไปอย่างนั้น” ( the Father has sent me, even so I am sending you) -ยน.17:18

20:22 “จงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์เถิด” (Receive the Holy Spirit) = เป็นการบอกล่วงหน้า ของสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ 50 วัน   คือในวันเพนเทคอสต์ (กจ.2:2,4;14,17,33,38)

         = เป็นการบอกเป็นนัย ๆ ว่า พวกสาวกจะทำงานที่พระองค์ทรงมอบหมายไม่ได้ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

20:23 “ถ้าพวกท่านจะอภัยบาปแก่ใคร บาปของพวกเขาก็จะได้รับการอภัย” (If you forgive the sins of any, they are forgiven then) = แปลตรงตัวว่า คนที่ท่านอภัยบาปให้ ก็ได้รับการอภัยเรียบร้อยแล้ว

          “ถ้าท่านไม่อภัย บาปของใคร บาปของพวกเขาก็จะไม่ได้รับการอภัย” ( if you withhold forgiveness from  any, it is withheld. ) = คนที่ท่านไม่ได้อภัยบาปให้ ก็ยังไม่ได้รับการอภัย

          = ไม่ใช่ว่า พระเจ้าจะอภัยหรือไม่อภัยบาปของคนหนึ่งคนใดเพราะเราอภัยหรือไม่ให้อภัยเขา แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ฟังจะยอมรับหรือไม่ยอมรับการตายไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ (มก.16:19;18:18) หากพวกเขารับ พวกเขาก็ได้รับการอภัย โดยเราเป็นตัวแทนในการให้อภัยนั้น

20:24 “โธมัส” (Thomas) –11:16

20:25 “ถ้าเขาไม่เห็น…ไม่ได้เอานิ้วของข้าแยงเข้าไปที่รอยตะปูนั้น ….ไม่ได้เอามือของข้าแยงไปที่สีข้าง…

ข้าจะไม่เชื่อเลย ( We have seen …”Unless I see in his hands the mark of the nails, … my hand into his  side, I will never believe.” ) = เป็นอาการของคนหัวแข็งที่ไม่เชื่อถ้าไม่ได้พิสูจน์

20:26  “สันติสุข” (Peace) –ข.19,21;14:27

20:28 “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์” (My Lord and my God! ) = การยอมรับว่าพระเยซูคริสต์เป็นทั้งองค์พระผู้เป็นเจ้า(นาย) และเป็นพระเจ้าผู้สูงสุดในความศรัทธาของเรา (1:1)

20:29 “คนที่ไม่เห็นเรา แต่เชื่อก็เป็นสุข” (Blessed are those who have not seen and yet have believed)  –ข.8  

          = ความสุขมีแก่ผู้ที่ไม่ได้เห็น แต่ก็ยังเชื่อ (ทั้งคนในสมัยนั้น สมัยนี้ และต่อ ๆ ไปในอนาคตด้วย)

20:30 “หมายสำคัญ” ( other signs) -2:11 , ยอห์น เลือกบันทึกหมายสำคัญบางอย่างเท่านั้น

        “ต่อหน้าพวกสาวก”(in the presence of the disciples)=ผู้ที่สามารถเป็นพยานถึงสิ่งที่พระเยซูทรงกระทำ(1:7)

20:31 “เพื่อพวกท่านจะได้เชื่อพระเยซูเป็นพระคริสต์” (that you may believe that Jesus is the Christ ) 

       = เป้าหมายของพระธรรมเล่มนี้ หรือการประกาศข่าวประเสริฐยอห์น เพื่อแสดงพิสูจน์ให้เห็นว่า พระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ เป็นพระบุตรของพระเจ้า เพื่อผู้อ่านจะเชื่อพระองค์

“และเมื่อมีความเชื่อแล้ว ท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์” ( that by believing you may have life in his name.) = เป้าหมายอีกอย่างหนึ่งของยอห์น ก็คือเพื่อโดยความเชื่อนั้น เราผู้เชื่อจะได้รับชีวิตนิรันดร์

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยประสบกับเหตุการณ์แบบที่เกินความคาดคิดคาดฝันบ้างหรือไม่? เรื่องอะไร ? ส่งผลอะไรต่อคุณบ้าง?  อย่างไร?
  2. คุณเคยฟังหรืออ่านพระคัมภีร์บางข้อบางตอนแล้วไม่เข้าใจ แต่ต่อมาภายหลังเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น จึงทำให้คุณเข้าใจบ้างหรือไม่? เรื่องอะไร? อย่างไร?
  3. คุณเคยพระคัมภีร์แล้วพบเนื้อหาที่ไม่ตรงกันบ้างหรือไม่? บางครั้งถึงขั้นขัดกันก็มี บ้างหรือไม่? ที่ไหนอย่างไร? แล้วกระทบต่อความเชื่อของคุณหรือไม่? อย่างไร?
  4. คุณเคยเห็นอะไร แล้วเชื่อทันทีหรือไม่? (แบ่งปัน)
  5. คุณเคยมีความรู้สึกกลัว เพราะผิดพลาดหรือล้มเหลวบางอย่างจนไม่อยากเจอหน้าใคร แต่ภายหลังพระเจ้าทรงปลอบโยนและประทานสันติสุขให้แก่ใจของคุณบ้างหรือไม่? (แบ่งปัน)
  6. คุณเคยร้องไห้เสียใจกับเรื่องใดมากที่สุดในชีวิต? ทำไม? แล้วพระเจ้าทรงช่วยอะไรคุณบ้าง? อย่างไร?
  7. คุณได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้วหรือยัง? ที่ไหน จากใคร เมื่อไร และอย่างไร? คุณรู้ได้อย่างไรว่าใช่?
  8. คุณเคยเป็นพยานหรือประกาศข่าวประเสริฐ จนช่วยให้บางคนรับการอภัยโทษบาปบ้างหรือไม่? อย่างไร? (แบ่งปัน)

ศจ ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)