มิ.ย. 272018
 

เราควรจะเชื่อฟังท่านหรือเชื่อฟังพระเจ้าดี?

พระธรรม        กิจการ 4:1-37

อ้างอิง             ฉธบ.18:19;อพย.20:11;นหม.9:6;ปฐก.22:18;ลก.23:1,7-11;มธ.27:1-2;มก.15:1;สดด.118:22;146:6;2:1-2;ยน.18:28-29

บทนำ             เส้นทางในการติดตามพระเจ้า ไม่ใช่เส้นทางที่เรียบง่าย สงบสุขเสมอไป บางครั้งต้องเผชิญกับขวากหนามหรืออุปสรรค รวมทั้งการข่มเหงกลั่นแกล้ง ข่มขู่ หรือการทำร้าย เข่นฆ่า แต่ผู้ที่เชื่อในพระคริสต์จะไม่หวาดหวั่นหรือทอดทิ้งภารกิจในการประกาศข่าวประเสริฐเป็นอันขาด!

บทเรียน

4:1 “ขณะที่เปโตรกับยอห์นยังกล่าวกับคนทั้งปวงอยู่ ปุโรหิตทั้งหลายกับหัวหน้ารักษาพระวิหารและพวกสะดูสีก็มาหา” 

     (And as they were speaking to the people, the priests and the captain of the temple and the Sadducees came upon them)

4:2 “ด้วยความขัดเคืองใจยิ่งที่ท่านทั้งสองสั่งสอนและประกาศกับคนทั้งหลาย ถึงเรื่องการเป็นขึ้นจากความตายโดยอ้างการคืนพระชนม์ของพระเยซู” 

     (greatly annoyed because they were teaching the people and proclaiming in Jesus the resurrection from the  dead. )

4:3 “พวกเขาจึงจับท่านทั้งสองขังคุกจนถึงวันรุ่งขึ้นเพราะว่าเย็นแล้ว” 

      (And they arrested them and put them in custody until the next day, for it was already evening. )

4:4 “แต่คนจำนวนมากที่ฟังคำสอนนั้นก็เชื่อ จำนวนผู้ชายจึงเพิ่มขึ้นจนนับได้ประมาณห้าพันคน”

      (But many of those who had heard the word believed, and the number of the men came to about five thousand.)

4:5 “ครั้นรุ่งขึ้นพวกผู้ครอบครองกับพวกผู้ใหญ่ และพวกธรรมาจารย์มาประชุมกันในกรุงเยรูซาเล็ม” 

      (On the next day their rulers and elders and scribes gathered together in Jerusalem) 

4:6 “ทั้งอันนาสมหาปุโรหิตและคายาฟาส รวมทั้งยอห์นและอเล็กซานเดอร์กับคนอื่นๆ ที่เป็นญาติของมหาปุโรหิตด้วย” 

      (with Annas the high priest and Caiaphas and John and Alexander, and all who were of the high-priestly family.)

4:7 “เมื่อพวกเขาให้เปโตรและยอห์นยืนอยู่ท่ามกลางพวกเขาแล้ว จึงถามว่า “เจ้าทั้งสองทำการนี้โดยฤทธิ์เดชหรือโดยนามของใคร?”

      (And when they had set them in the midst, they inquired, “By what power or by what name did you do this?” )

4:8 “ขณะนั้นเปโตรเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์กล่าวกับพวกเขาว่า “นี่แน่ะ ท่านผู้ครอบครองพลเมืองและพวกผู้ใหญ่ทั้งหลาย” 

      (Then Peter, filled with the Holy Spirit, said to them, “Rulers of the people and elders)

4:9 “ถ้าท่านทั้งหลายจะไต่สวนเราทั้งสองในวันนี้ถึงการดีที่ได้ทำกับคนป่วยนี้ และถามว่าเขาหายเป็นปกติได้อย่างไรแล้ว” 

      (if we are being examined today concerning a good deed done to a crippled man, by what means this man has been healed)

4:10 “ก็ให้ท่านทั้งหลายกับบรรดาชนอิสราเอลทราบเถิดว่า โดยพระนามของพระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธที่พวกท่านตรึงไว้ที่กางเขนผู้ซึ่งพระเจ้าทรงให้เป็นขึ้นจากตาย โดยพระองค์นั้นแหละชายคนนี้ที่ยืนอยู่ต่อหน้าพวกท่านจึงได้หายเป็นปกติ” 

       (let it be known to all of you and to all the people of Israel that by the name of Jesus Christ of Nazareth, whom you crucified, whom God raised from the dead—by him this man is standing before you well. )

4:11 “พระองค์ทรงเป็นศิลา ที่พวกท่านผู้เป็นช่างก่อสร้างละทิ้งซึ่งกลับกลายเป็นศิลามุมเอกแล้ว” 

      (This Jesus is the stone that was rejected by you, the builders, which has become the cornerstone.) 

4:12 “ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย เพราะว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้นั้น ไม่โปรดให้มีท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า”

      (And there is salvation in no one else, for there is no other name under heaven given among men by which we must be saved.”

4:13 “เมื่อพวกเขาเห็นความกล้าหาญของเปโตรกับยอห์น และรู้ว่าท่านทั้งสองขาดการศึกษาและเป็นคนสามัญ ก็อัศจรรย์ใจ แล้วจำได้ว่าคนทั้งสองเคยอยู่กับพระเยซู” 

      (Now when they saw the boldness of Peter and John, and perceived that they were uneducated, common men,  they were astonished. And they recognized that they had been with Jesus.) 

4:14 “ยิ่งพวกเขาเห็นคนนั้นที่หายโรคยืนอยู่กับเปโตรและยอห์น พวกเขาก็ไม่มีอะไรคัดค้านได้” 

        (But seeing the man who was healed standing beside them, they had nothing to say in opposition.) 

4:15 “เมื่อสั่งให้เปโตรกับยอห์นออกไปจากที่ประชุมแล้ว พวกเขาจึงปรึกษากัน” 

         (But when they had commanded them to leave the council, they conferred with one another)

4:16  “ว่า “เราจะทำอย่างไรกับสองคนนี้? เพราะเขาทั้งสองทำหมายสำคัญพิเศษซึ่งทุกคนที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มก็รู้และเราก็ปฏิเสธไม่ได้” 

         (saying, “What shall we do with these men? For that a notable sign has been performed through them is evident to all the inhabitants of Jerusalem, and we cannot deny it.)

4:17  “แต่ให้เราขู่เข็ญไม่ให้เขาทั้งสองพูดชื่อนั้นกับใครอีก เพื่อเรื่องนี้จะไม่เลื่องลือแพร่หลายไปท่ามกลางประชาชน” 

         (But in order that it may spread no further among the people, let us warn them to speak no more to anyone in this name.” 

4:18 “พวกเขาจึงเรียกเปโตรและยอห์นมา แล้วสั่งไม่ให้พูดหรือสอนออกพระนามของพระเยซูอีก” 

        (So they called them and charged them not to speak or teach at all in the name of Jesus.” 

4:19 “แต่เปโตรกับยอห์นกล่าวตอบพวกเขาว่า“เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเราควรเชื่อฟังพวกท่านหรือควรเชื่อฟังพระเจ้า ขอพวกท่านพิจารณาดู”

        (But Peter and John answered them, “Whether it is right in the sight of God to listen to you rather than to God,  you must judge) 

4:20 “เพราะเราไม่สามารถหยุดพูดในสิ่งที่ได้เห็นและได้ยิน” 

        (for we cannot but speak of what we have seen and heard.”)

4:21 “เมื่อข่มขู่เขาทั้งสองอีก ก็ปล่อยตัวไป พวกเขาหาเหตุลงโทษท่านทั้งสองไม่ได้เพราะกลัวประชาชน เนื่องจากทุกคนสรรเสริญพระเจ้าเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น” 

        (And when they had further threatened them, they let them go, finding no way to punish them, because of the people, for all were praising God for what had happened.)

4:22 “เพราะว่าคนที่หายโรคโดยหมายสำคัญนั้นมีอายุกว่าสี่สิบปีแล้ว”

        (For the man on whom this sign of healing was performed was more than forty years old.)

4:23 “เมื่อได้รับการปล่อยตัวแล้วท่านทั้งสองจึงไปหาพวกพ้อง เล่าเรื่องทั้งหมดที่พวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่พูดกับพวกท่าน” 

        (When they were released, they went to their friends and reported what the chief priests and the elders had  said to  them.)

4:24 “เมื่อเขาทั้งหลายฟังแล้วก็ร่วมใจกันเปล่งเสียงทูลพระเจ้าว่า “ข้าแต่องค์เจ้านาย พระองค์ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ทะเลและสรรพสิ่งที่มีอยู่ในที่เหล่านั้น”

       (And when they heard it, they lifted their voices together to God and said, “Sovereign Lord, who made the heaven and the earth and the sea and everything in them,)

4:25 “พระองค์ตรัสไว้โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ด้วยปากของดาวิดบรรพบุรุษของเรา ผู้รับใช้ของพระองค์ ว่า‘ทำไมคนต่างชาติจึงหยิ่งยโสและชนชาติทั้งหลายปองร้ายกันแต่ไม่เป็นผล”

       (who through the mouth of our father David, your servant, said by the Holy Spirit, “‘Why did the Gentiles rage, and  the peoples plot in vain?)

4:26   “บรรดากษัตริย์แห่งแผ่นดินโลกตั้งตัวขึ้นและนักปกครองชุมนุมกันต่อสู้พระเจ้าและผู้รับการเจิมตั้ง แปลได้อีกว่าพระคริสต์ของพระองค์’” 

      (The kings of the earth set themselves, and the rulers were gathered together,against the Lord and against his Anointed’)

4:27 “ความจริงในเมืองนี้ ทั้งเฮโรดและปอนทิอัสปีลาตกับพวกต่างชาติและชนชาติอิสราเอล ร่วมชุมนุมกันต่อสู้พระเยซูผู้รับใช้บริสุทธิ์ของพระองค์ซึ่งทรงเจิมไว้แล้ว” 

        (for truly in this city there were gathered together against your holy servant Jesus, whom you anointed, both  Herod and Pontius Pilate, along with the Gentiles and the peoples of Israel) 

4:28 “พวกเขาทำสิ่งสารพัดตามที่พระหัตถ์และพระดำริของพระองค์ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า” 

        (to do whatever your hand and your plan had predestined to take place.) 

4:29 “บัดนี้ พระองค์เจ้าข้าขอทอดพระเนตรการข่มขู่ของพวกเขาและทรงให้บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์กล่าวถ้อยคำของพระองค์ด้วยใจกล้า” 

        (And now, Lord, look upon their threats and grant to your servants to continue to speak your word with all  boldness, )

4:30 “ในเวลาที่พระองค์ยื่นพระหัตถ์ของพระองค์ออกรักษาโรค และโปรดให้หมายสำคัญกับการอัศจรรย์เกิดขึ้น โดยพระนามของพระเยซูผู้รับใช้บริสุทธิ์ของพระองค์” 

       (while you stretch out your hand to heal, and signs and wonders are performed through the name of your holy servant Jesus.)

4:31 “เมื่อเขาทั้งหลายอธิษฐานแล้ว ที่ซึ่งพวกเขาประชุมอยู่นั้นก็หวั่นไหว แล้วพวกเขาเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และกล่าวพระวจนะของพระเจ้าด้วยใจกล้าหาญ”

       (And when they had prayed, the place in which they were gathered together was shaken, and they were all filled with the Holy Spirit and continued to speak the word of God with boldness.)

4:32 “คนทั้งหลายที่เชื่อนั้นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และไม่มีใครอ้างว่าสิ่งของที่ตนมีอยู่นั้นเป็นของตนเอง แต่ทั้งหมดเป็นของส่วนกลาง”

        (Now the full number of those who believed were of one heart and soul, and no one said that any of the things that belonged to him was his own, but they had everything in common.) 

 4:33 “และด้วยฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่บรรดาอัครทูตก็เป็นพยานถึงการคืนพระชนม์ของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระคุณอันยิ่งใหญ่อยู่กับพวกเขาทุกคน”

        (And with great power the apostles were giving their testimony to the resurrection of the Lord Jesus, and great grace was upon them all.) 

4:34 “เพราะว่าในพวกเขาไม่มีใครขัดสน ใครมีไร่นาบ้านเรือนก็ขายเสีย” 

       (There was not a needy person among them, for as many as were owners of lands or houses sold them and brought the proceeds of what was sold) 

4:35 “และนำเงินค่าของที่ขายได้นั้นมาวางไว้ที่เท้าของบรรดาอัครทูต พวกอัครทูตจึงแจกจ่ายให้ทุกคนตามความจำเป็น” 

         (and laid it at the apostles’ feet, and it was distributed to each as any had need.) 

4:36 “โยเซฟผู้ที่บรรดาอัครทูตเรียกว่า บารนาบัส ซึ่งแปลว่าลูกแห่งการหนุนน้ำใจ เป็นเลวีชาวเกาะไซปรัส” 

        (Thus Joseph, who was also called by the apostles Barnabas (which means son of encouragement), a Levite,  a native of Cyprus)

4:37 “มีที่ดินก็ขายเสีย และนำเงินค่าที่ดินนั้นมาวางไว้ที่เท้าของพวกอัครทูต”

        (sold a field that belonged to him and brought the money and laid it at the apostles’ feet.)

 

ข้อมูลมีประโยชน์

4:1       “ปุโรหิต” ( the priests ) = ผู้ที่กำลังรับใช้ในพระวิหารในสัปดาห์นั้น (ลก.1:23)

“หัวหน้ารักษาพระวิหาร” (the captain of the temple)  = หัวหน้ายามพระวิหาร  เป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวปุโรหิต ซึ่งเป็นผู้นำสำคัญรองจากมหาปุโรหิต (5:24;26;ลก.22:4,52)

“สะดูสี” เป็นนิกายของยิวซึ่งสมาชิกมาจากเชื้อสายปุโรหิต และควบคุมพระวิหาร ปฏิเสธความเชื่อเรื่องการเป็นขึ้นจากตาย หรือพระเมสสิยาผู้ที่เป็นบุคคล

-และมหาปุโรหิตที่เป็นสะดูสียังเป็นประธานสภาแซนเฮดรินด้วย (5:17;23:6-8;มธ.22:23-33;อสร.7:2;มธ.3:7;มก.12:18;ลก.20:27)

4:2       “การคืนพระชนม์ของพระเยซู” (Jesus the resurrection from the dead) = รากฐานของข่าวประเสริฐพวกสาวกประกาศสั่งสอน

4:3       “เพราะว่าเย็นแล้ว” (it was already evening) = การถวายเครื่องบูชายามเย็นเสร็จสิ้นประมาณ 16.00 น. และประตูวิหารจะปิด  การพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับความเป็นความตาย จะต้องเริ่มและดำเนินการให้แล้ว เสร็จในช่วงเวลากลางวัน

4:4       “ประมาณห้าพันคน” (about five thousand) =เพิ่มจาก 3,000 คน ในวันเพ็นเทคอสต์ (2:41) และต่อมาในภายหลังเจริญเติบโตยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ (5:14;6:7)

4:6       “อันนาสมหาปุโรหิต” ( Annas the high priest ) = เป็นมหาปุโรหิตในช่วง คศ. 6-15 แต่ถูกโรมปลดออก และเอลียาเชอร์ ผู้เป็นบุตรได้รับช่วงต่อ และตามด้วยคายาฟาส ผู้เป็นบุตรเขย (ค.ศ.13-36) แต่คนยังยอมรับว่า อันนาส คือ มหาปุโรหิต (ลก.3:2;ยน.18:13,34)

“ยอห์น” (John) = อาจเป็นโยนาธานบุตรของอันนาส ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นมหาปุโรหิตใน ค.ศ.36 หรืออาจ = โยฮานัน บุตรศักคัย ซึ่งได้เป็นประธานธรรมศาลาใหญ่ หลังเยรูซาเล็มล่มสลาย

4:8       “เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” (filled with the Holy Spirit) -2:4

4:10     “พระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธ” ( the name of Jesus Christ of Nazareth) –มธ.2:23

4:11     “ศิลาที่พวกท่านผู้เป็นช่างก่อสร้างละทิ้ง” (the stone that was rejected by you) = พระเยซูก็อ้างถึง สดุดี 118:22  ด้วย

             = การสำเร็จตามคำพยากรณ์ อันเป็นองค์ประกอบสำคัญในคำเทศนา และเป็นการปกป้องความเชื่อของคริสตจักรในยุคแรก (มธ.21:42;1ปต.2:7;รม.9:33;อสย.28:16)

4:12     “นามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้นั้นไม่โปรดให้มี” (there is salvation in no one else)  -10:43;ยน.14:6;2ทธ.2:5;มธ.1:21

4:13     “ความกล้าหาญ” (the boldness ) = ถูกแสดงออกด้วยความมั่นใจ สิทธิอำนาจและความเด็ดเดี่ยวของเหล่าอัครทูต (2:29;4:29;28:31)  และในหมู่ผู้เชื่อ (4:31)

“ขาดการศึกษาและเป็นคนสามัญ” (uneducated, common men) = ไม่เคยได้รับการอบรมในโรงเรียนที่พวกรับบีสอน และไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการในแวดวงทางศาสนา

“จำได้ว่า คนทั้งสองเคยอยู่กับพระเยซู” (recognized that they had been with Jesus) = นึกขึ้นได้  อาจเป็นเพราะพวกเขากำลังแสดงสิทธิอำนาจที่พระคริสต์มอบให้ (มก.1:22;3:14)

4:20     “เราไม่สามารถหยุดพูด” (we cannot but speak )  = ต้องพูด -5:29;ยรม.20:9

4:22     “สี่สิบปี” (forty years old) = ในสมัยนั้น การรักษาโรคตามปกติ ไม่สามารถรักษาคนที่มีอายุขนาดนั้นได้

4:23     “จึงไปหาพวกพ้อง” (went to their friends) = กลับมาหาพวกพ้อง

= อาจเป็นที่ห้องชั้นบน ห้องเดิมที่พวกอัครทูตเคยใช้เป็นที่พบปะกันมาก่อน (1:13) และเป็นที่ ๆ ผู้เชื่ออาจมาชุมนุมกันต่อไป (12:12)

4:24     “ข้าแต่องค์เจ้านาย” (Sovereign Lord)  = องค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เจ้าชีวิต (ลก.2:29)

4:27     “เฮโรด” (Herod ) = เฮโรด อันทีพาส ผู้ครองแคว้นกาลิลี และเพอเรีย (ลก.23:7-15)

              “ปอนทัสปีลาต” (Pontius Pilate) = ชาวโรมัน ผู้ว่าการยูเดีย (3:1)

4:28     “ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า” (plan had predestined) = พระเจ้าทรงใช้การกระทำของพวกเขาที่พวกเขาเลือก โดยเสรีให้บรรลุจุดมุ่งหมายแห่งการไถ่ที่กำหนดไว้ของพระองค์ (2:23)

4:30     “ผู้รับใช้บริสุทธิ์” (holy servant ) -3:13

4:31     “ก็หวั่นไหว” (was shaken)  = สะเทือนสะท้าน  เป็นหมายสำคัญที่เกิดขึ้นในทันทีทันใด เป็นการสื่อสารว่า พระเจ้าได้สดับฟังคำอธิษฐานแล้ว (16:26)

“เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์”( filled with the Holy Spirit) –2:4

“กล่าวพระวจนะของพระเจ้า” (speak the word of God with boldness) = พวกเขายังเทศนาต่อไปโดยไม่แยแสต่อคำขู่ของสภา (ข.13)

4:33     “เป็นพยานถึงการคืนพระชนม์ของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า” (were giving their testimony to the resurrection of the Lord Jesus)

  = เหตุการณ์ที่สำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการสิ้นพระชนม์ขององค์พระคริสต์ คือ การเป็นขึ้นจากตายของพระองค์ ที่ผลักดันให้สาวกไม่อาจเก็บนิ่งไว้อย่างเงียบ ๆ ต่อไปได้

4:34     “ใครมีไร่นาบ้านเรือนก็ขายเสีย” (were owners of lands or houses sold them) –2:44

 4:36     “บารนาบัส” (Barnabas)  = เพื่อนร่วมงานคนสำคัญของเปาโลในเวลาต่อมา (13:1-4)

 “เป็นเลวี” (a Levite) = แม้ว่าคนเลวีจะไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดินในดินแดนปาเลศไตน์ แต่กฎบัญญัตินี้อาจไม่ได้ใช้กับคนเลวีที่อยู่ในต่างประเทศ เช่นในไซปรัส ดังนั้น บารนาบัส อาจขายที่ดินของเขาในไซปรัส และนำเงินมาให้เหล่าอัครทูต (ข.37) หรือเขาอาจมีภรรยาและที่ดินที่ขายอาจเป็นทรัพย์สินของภรรยาหรือข้อห้ามการถือครองที่ดินของเผ่าเลวีในดินแดนปาเลศไตน์ อาจไม่ได้ถือปฏิบัติกันต่อไปอีกแล้ว

“ไซปรัส” (Cyprus) = เป็นเกาะทางตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พวกชาวยิวไปตั้งถิ่นฐานกันที่นั่นตั้งแต่ในสมัยแมคคาบี

4:37     “มีที่ดินก็ขายเสียและนำเงินค่าที่ดินนั้นมาวางไว้ที่เท้าของพวกอัครทูต” ( sold a field that belonged to him and brought the money and laid it at the apostles’ feet.)  = การเสียสละของหลายคนที่มีความสำคัญต่อชีวิตและพันธกิจของคริสตจักรในยุคแรก (9:27;11:22;25;15:37-39)

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยทำให้ผู้ใดงุ่นง่านใจเพราะการประกาศข่าวประเสริฐของคุณบ้างหรือไม่? อย่างไร? ที่ไหน? แล้วส่งผลอะไรตามมา?
  2. คุณเคยได้รับการข่มเหงหรือการกลั่นแกล้งเพราะประกาศข่าวประเสริฐหรือไม่? อย่างไร? แล้วคุณรอดพ้นมาได้อย่างไร?
  3. คุณเคยเป็นพยานต่อหน้าผู้นำหรือผู้ใหญ่ในเรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ด้วยพลังและฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่?  อย่างไร และผลลัพธ์คืออะไร?
  4. คุณเคยมีประสบการณ์กับการเป็นพยานให้พระเยซูคริสต์ด้วยความกล้าหาญหรือไม่? กับใคร? ที่ไหน? อย่างไร? หรือเคยเห็นผู้ใด(ที่เป็นชาวบ้านธรรมดา)กระทำเช่นนั้น? ผลเป็นอย่างไร? (แบ่งปัน)
  5. คุณเคยถูกห้าม ถูกกำชับหรือถูกขู่ไม่ให้เป็นพยานเรื่องพระเยซูคริสต์บ้างหรือไม่? โดยใคร? แล้วคุณทำอย่างไร? หรือเคยเห็นใครอยู่ในสภาวะเช่นนั้นบ้าง? (แบ่งปัน)
  6. คุณเคยได้รับการหนุนน้ำใจจากคำพยานของผู้ใดมากที่สุดในชีวิต? เรื่องอะไร? และส่งผลต่อชีวิตการรับใช้ของคุณอย่างไร?
  7. คุณเคยเป็นพยานในเรื่องใดที่ทำให้ผู้ฟังล้วนสรรเสริญและขอบคุณพระเจ้ากันอย่างมากมาย? หรือคุณเคยรู้สึกสรรเสริญและขอบคุณพระเจ้ามากที่สุดจากคำพยานของผู้ใด? ทำไม?
  8. คุณประทับใจกับการถวายหรือการเสียสละหรือการแบ่งปันทรัพย์สินสิ่งของด้วยใจที่กว้างขวางมากที่สุดเท่าที่คุณเคยประสบมาหรือไม่? โดยผู้ใดในเรื่องอะไร? อย่างไร? และได้ส่งผลกระทบอะไรต่อคริสตจักรของคุณบ้าง หรือไม่อย่างไร?

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.