ส.ค. 152018
 

คำเทศนาของสเทเฟน (1)

พระธรรม        กิจการ   7:1-29

อ้างอิง             ปฐก.11:31;12:1-7;13:15-18;15:13-15;17:8-14;21:2-4;23:3-16;25:26;29:31-35:18;37:28;

                        39:2,21;41:39-41;42:1-2;45:1-18;146:1-7;49:33;50:7-13;ยชว.24:32;อพย.1:7-2:2-15

บทนำ              ชีวิตของคนเราอาจพลิกผันได้ในชั่วเวลาสั้น ๆ เมื่อพระเจ้าทรงเรียกเขา หรือเมื่อเขาประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน (ตามแผนการของพระเจ้า)

                        ชีวิตของคุณเคยประสบกับเรื่องไม่คาดคิด หรือไม่คาดฝันที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณมาบ้างหรือไม่?

บทเรียน

7:1 “มหาปุโรหิตจึงถามว่า “เรื่องนี้จริงหรือ?” 

      (And the high priest said, “Are these things so?” )

7:2 “สเทเฟนจึงตอบว่า “นี่แน่ะ ท่านพี่น้องและพวกท่านที่เป็นผู้ใหญ่ ขอฟังเถิด พระเจ้าผู้เต็มด้วยพระสิริทรงปรากฏแก่อับราฮัมบิดาของเรา เมื่อท่านยังอยู่ในประเทศเมโสโปเตเมีย ก่อนไปอาศัยอยู่ในเมืองฮาราน” 

     (And Stephen said: “Brothers and fathers, hear me. The God of glory appeared to our father Abraham when he was in Mesopotamia, before he lived in Haran)

7:3 “และตรัสกับท่านว่า ‘เจ้าจงออกจากเมืองและญาติพี่น้องของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะสำแดงให้เจ้า’”  

    (and said to him, ‘Go out from your land and from your kindred and go into the land that I will show you.)

7:4 “อับราฮัมจึงออกจากแผ่นดินของชาวเคลเดียไปอาศัยอยู่ที่เมืองฮาราน หลังจากบิดาของท่านเสียชีวิตแล้ว พระองค์ทรงให้ท่านออกจากที่นั่นมาอยู่ในแผ่นดินที่ท่านทั้งหลายอาศัยอยู่ทุกวันนี้”

     (Then he went out from the land of the Chaldeans and lived in Haran. And after his father died, God removed him from there into this land in which you are now living. )

7:5 “แต่พระองค์ไม่ทรงโปรดให้อับราฮัมมีมรดกในแผ่นดิน ไม่ให้มีแม้แต่ขนาดเท่าฝ่าเท้า และขณะเมื่อท่านยังไม่มีบุตร พระองค์ทรงสัญญาไว้ว่า จะให้แผ่นดินนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของท่านและเชื้อสายของท่าน”

    (Yet he gave him no inheritance in it, not even a foot’s length, but promised to give it to him as a possession and to his offspring after him, though he had no child.) 

7:6 “พระเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า เชื้อสายของท่านจะไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ และคนในประเทศนั้นจะเอาพวกเขาเป็นทาส และจะข่มเหงพวกเขานานถึงสี่ร้อยปี” 

    (And God spoke to this effect—that his offspring would be sojourners in a land belonging to others, who would enslave them and afflict them four hundred years.)

7:7 “แล้วพระเจ้าตรัสว่า‘และประเทศที่พวกเขาปรนนิบัติอยู่นั้น เราจะพิพากษาหลังจากนั้นพวกเขาจะออกมาและปรนนิบัติเรา ณ สถานที่นี้’ 

     (‘But I will judge the nation that they serve,’ said God, ‘and after that they shall come out and worship me in this place.’) 

7:8 “พระเจ้าจึงประทานพันธสัญญาแห่งการเข้าสุหนัต แก่ท่าน เพราะฉะนั้นเมื่ออับราฮัมมีบุตรชื่ออิสอัค จึงให้เข้าสุหนัตในวันที่แปด อิสอัคมีบุตรชื่อยาโคบ และยาโคบมีบุตรสิบสองคนซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเรา”

     (And he gave him the covenant of circumcision. And so Abraham became the father of Isaac, and circumcised him on the eighth day, and Isaac became the father of Jacob, and Jacob of the twelve patriarchs.)

7:9 “และบรรพบุรุษเหล่านั้นอิจฉาโยเซฟ จึงขายเขาไปยังประเทศอียิปต์ แต่พระเจ้าสถิตกับโยเซฟ” 

     (“And the patriarchs, jealous of Joseph, sold him into Egypt; but God was with him)

7:10 “ทรงช่วยให้พ้นจากความทุกข์ลำบากทั้งสิ้น ทรงให้มีความชอบและมีสติปัญญาเฉพาะพระพักตร์ฟาโรห์กษัตริย์ของประเทศอียิปต์ฟาโรห์จึงตั้งโยเซฟให้ดูแลประเทศอียิปต์และทุกอย่างในพระราชสำนักของพระองค์” 

     (and rescued him out of all his afflictions and gave him favor and wisdom before Pharaoh, king of Egypt, who made him ruler over Egypt and over all his household. )

7:11 “ต่อมาเกิดการกันดารอาหารทั่วแผ่นดินอียิปต์และแผ่นดินคานาอัน และมีความลำบากมาก บรรพบุรุษของเราจึงไม่มีอาหาร” 

     (Now there came a famine throughout all Egypt and Canaan, and great affliction, and our fathers could find no food.) 

7:12 “ยาโคบเมื่อได้ยินว่ามีข้าวอยู่ในประเทศอียิปต์ จึงใช้บรรพบุรุษของเราไปเป็นครั้งที่หนึ่ง” 

     (But when Jacob heard that there was grain in Egypt, he sent out our fathers on their first visit.) 

7:13 “พอครั้งที่สองโยเซฟแสดงตัวให้พี่น้องรู้ และฟาโรห์ก็ทรงรู้จักญาติของโยเซฟด้วย”

     (And on the second visit Joseph made himself known to his brothers, and Joseph’s family became known to Pharaoh.)

7:14 “โยเซฟจึงเชิญยาโคบบิดา กับบรรดาญาติของตนเจ็ดสิบห้าคนให้มาหา”

     (And Joseph sent and summoned Jacob his father and all his kindred, seventy-five persons in all. )

7:15 “ยาโคบจึงลงไปที่ประเทศอียิปต์และท่านกับบรรพบุรุษของเราก็เสียชีวิตที่นั่น” 

       (And Jacob went down into Egypt, and he died, he and our fathers, )

7:16 “พวกเขาจึงนำศพไปฝังไว้ในเมืองเชเคม ในอุโมงค์ที่อับราฮัมเอาเงินจำนวนหนึ่งซื้อจากบุตรของฮาโมร์ในเชเคม”

      (and they were carried back to Shechem and laid in the tomb that Abraham had bought for a sum of silver from the sons of Hamor in Shechem.)

7:17 “แต่เมื่อใกล้จะถึงเวลาตามพระสัญญาที่พระเจ้าตรัสไว้กับอับราฮัม ชนชาติอิสราเอลได้ทวีจำนวนมากขึ้นในประเทศอียิปต์”

     (“But as the time of the promise drew near, which God had granted to Abraham, the people increased and multiplied in Egypt )

7:18 “จนกระทั่งกษัตริย์องค์หนึ่งซึ่งไม่รู้จักโยเซฟได้ขึ้นครองราชย์สมบัติในประเทศอียิปต์”

     (until there arose over Egypt another king who did not know Joseph. )

7:19 “กษัตริย์องค์นั้นทรงออกอุบายจัดการกับชนชาติของเรา ทรงข่มเหงบรรพบุรุษของเรา ทรงบังคับให้ทิ้งลูกอ่อนของพวกเขาเพื่อไม่ให้รอดชีวิต” 

     (He dealt shrewdly with our race and forced our fathers to expose their infants, so that they would not be kept alive. )

7:20 “เป็นเวลาเดียวกับที่โมเสสเกิดมา มีรูปร่างงดงามเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เขาจึงถูกเลี้ยงไว้ในบ้านบิดาจนครบสามเดือน” 

     (At this time Moses was born; and he was beautiful in God’s sight. And he was brought up for three months in his father’s house,) 

7:21 “แต่หลังจากถูกทิ้งไว้นอกบ้านแล้ว ราชธิดาของฟาโรห์ก็รับมาเลี้ยงเสมือนเป็นบุตรของตน” 

     (and when he was exposed, Pharaoh’s daughter adopted him and brought him up as her own son.) 

7:22 “โมเสสจึงได้รับการสอนในเรื่องวิชาการทุกอย่างของชาวอียิปต์ มีสมรรถภาพในการพูดและในกิจการต่าง ๆ”

     (And Moses was instructed in all the wisdom of the Egyptians, and he was mighty in his words and deeds.)

7:23 “เมื่อโมเสสมีอายุย่างเข้าสี่สิบปี ก็นึกอยากไปเยี่ยมญาติพี่น้องของตนคือชนชาติอิสราเอล” 

     (“When he was forty years old, it came into his heart to visit his brothers, the children of Israel.)

7:24 “เมื่อท่านเห็นคนหนึ่งถูกข่มเหง จึงเข้าไปช่วยโดยฆ่าชาวอียิปต์ซึ่งเป็นผู้ข่มเหงนั้นเพื่อแก้แค้น”

      (And seeing one of them being wronged, he defended the oppressed man and avenged him by striking down the Egyptian.) 

7:25 “เพราะคิดว่าญาติพี่น้องคงเข้าใจดีว่า พระเจ้าจะทรงช่วยพวกเขาให้รอดด้วยมือของตน แต่พวกเขาไม่เข้าใจอย่างนั้น”

     (He supposed that his brothers would understand that God was giving them salvation by his hand, but they did not understand.)

7:26 “วันรุ่งขึ้นโมเสสเข้ามาพบเขาทั้งสองขณะวิวาทกัน ก็อยากให้เขาทั้งสองกลับคืนดีกัน จึงกล่าวว่า ‘เพื่อนเอ๋ยพวกท่านเป็นพี่น้องกัน ทำไมถึงทำร้ายกัน?’ 

    (And on the following day he appeared to them as they were quarreling and tried to reconcile them, saying, ‘Men, you are brothers. Why do you wrong each other?’ )

7:27 “คนที่ข่มเหงเพื่อนก็ผลักโมเสสออกไป และกล่าวว่า ‘ใครตั้งเจ้าให้เป็นผู้ครอบครองและผู้พิพากษาของเรา?” 

    (But the man who was wronging his neighbor thrust him aside, saying, ‘Who made you a ruler and a judge over us? )

7:28 “เจ้าจะฆ่าข้าเหมือนกับที่ฆ่าชาวอียิปต์เมื่อวานนี้หรือ?’”

     (Do you want to kill me as you killed the Egyptian yesterday?’ )

7:29 “เมื่อโมเสสได้ยินคำพูดนั้น จึงหนีไปอาศัยอยู่ที่แผ่นดินมีเดียนและมีบุตรสองคนที่นั่น”

     (At this retort Moses fled and became an exile in the land of Midian, where he became the father of two sons.)

ข้อมูลมีประโยชน์

7:1       “มหาปุโรหิต” (  the high priest  ) = อาจเป็นคายาฟาส (มธ.26:57-66) ปท.กจ.4:6;ยน.18:19,24

            “เรื่องนี้จริงหรือ?” (Are these things so            ) =  “จริงตามคำฟ้องร้องนี้” -6:11,13

7:2-53  = ผู้เขียนให้ความสำคัญกับเนื้อหาคำพูดหรือคำเทศนาของสเทเฟนมาก เพราะเป็นการพูดอย่างกว้างๆ ไม่ใช่แค่เป็นคำแก้ต่างส่วนตัวของสเทเฟนต่อคนที่กล่าวหาท่านเท่านั้น (ข.51-52) แต่คำเทศนาของสเทเฟนนี้ เป็นการหักล้าง(โค่นล้ม)ที่โจมตีรากฐานของศาสนายิว โดยยกเรื่องความล้มเหลวในประวัติศาสตร์ขึ้นมาอ้างถึง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเสาหลัก 3 ประการที่ยิวเคร่งครัด

  1. ดินแดน (ข.2-36)
  2. บัญญัติ (ข.37-43)
  3. วิหาร (ข.44-50)

และจบลงด้วยการตำหนิผู้ที่มุ่งกล่าวโทษสเทเฟน (ข.57-52)

-คำกล่าวของสเทเฟนนี้ได้แยกศาสนายิวกับศาสนาคริสต์ออกจากกันอย่างเด็ดขาด และชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างความเชื่อเก่าและความเชื่อใหม่ (ที่ปรากฏในจดหมายฝากของ อ.เปาโล และผู้เขียน      พระธรรมฮีบรูในเวลาต่อมา)

7:2       “อับราฮัม…เมโสโปเตเมีย..ฮาราน” (Abraham … Mesopotamia, … Haran) = พระเจ้าเรียกอับราฮัมตั้งแต่อยู่ที่เมืองเออร์ ไม่ใช่ที่ฮาราน (ปท.ปฐก.12:1;15:7;นหม.9:7) และเรียกซ้ำอีกครั้งที่ ฮาราน(ยรม.15:19-21)

7:4       “แผ่นดินของชาวเคลเดีย” (the land of the Chaldeans) = แขวงหนึ่งทางใต้ของบาบิโลน ต่อมาใช้ชื่อนี้หมายถึงดินแดนบาบิโลนทั้งหมด

            “หลังจากบิดาของท่านเสียชีวิตแล้ว” (after his father died) ปฐก.11:26

            =บิดาของอับราฮัมคือ เทราห์ ซึ่งมีบุตร 3 คนคือ อับราฮัม ,นาโฮร์ และฮาราน  (ปฐก.11:26-12:1)

            -ฮารานอาจเป็นบุตรคนโตและอับราฮัมเกิดหลังจากนั้นอีก 60 ปี ดังนั้น เทราห์สิ้นชีวิตเมื่ออายุ 205 ปี        ไม่นานก่อนที่อับราฮัมจะเดินทางออกจากฮาราน ขณะเมื่อมีอายุ 75 ปี

7:6       “สี่ร้อยปี” (four hundred years  ) = เป็นตัวเลขกลม ๆ  ที่กล่าวถึงช่วงเวลาที่อิสราเอลอยู่ในอียิปต์        (อพย.12:40-41- ให้ตัวเลขว่า 430 ปี) ปท.ปฐก.15:16

            -ใน อพยพ 6:16-20 บ่งบอกว่า โมเสสเป็นรุ่นเหลนโหลนของเลวี บุตรของยาโคบ และเป็นพี่น้องของโยเซฟ

            = ทำให้ตั้งแต่เลวีถึงโมเสสนับได้ 4 ชั่วอายุคน ชั่วอายุละ 40 ปี เท่ากับ 400 ปี เท่ากับระยะเวลาที่ถูกบันทึกไว้ว่าเป็น 4 ชั่วอายุ

7:8       “พันธสัญญาแห่งการเข้าสุหนัต” (the covenant of circumcision) –ปฐก.17:10-11, เป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับศาสนายิว ตั้งแต่ก่อนสร้าพระวิหาร และก่อนที่มีธรรมเนียมประเพณีทางศาสนาอย่างที่พวกยิวปฏิบัติอยู่ในเวลาที่กล่าวถึงนี้

           “ยาโคบมีบุตรสิบสองคนซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเรา”( Jacob of the twelve patriarchs)–ปฐก.35:23-26

7:9       “ขายเขา” (sold him) = กล่าวย้ำว่า ชาวยิวมักปฏิเสธคนของพระเจ้าเสมอมา สเทเฟนแถลงคดีเกี่ยวกับการปฏิเสธพระเยซูขึ้นมา โดยยกเรื่องที่พวกพี่ ๆ โยเซฟปฏิเสธตัวท่าน ขึ้นมาเทียงเคียง (ปฐก.37:12-36)

7:13     “พอครั้งที่สอง” (on the second ) –ปฐก.43

7:14     “จึงเชิญยาโคบบิดากับบรรดาญาติมิตรของตนเจ็ดสิบห้าคนให้มาหา” (summoned Jacob his father and all his kindred, seventy-five persons in all)  -แม้ในพระคัมภีร์ฮีบรูใช้จำนวนเลข 70 คน (ปฐก.46:26-27;อพย.1:5;ฉธบ.10:22) แต่ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม ฉบับแปลกรีก(เซปทัวจิ้น) เพิ่มชื่อบุตรหนึ่งคนของมนัสเสห์ บุตรสองคนของเอฟราอิม และหลานของนมัสเสห์กับเอฟราอิมอีกอย่างละคนใน ปฐก.46:20 จึงทำให้รวมกันเท่ากับ 75 คน ตามที่สเทเฟนกล่าวถึง

7:16     “นำศพไปฝังในเมืองเชเคมในอุโมงค์” (  carried back to Shechem and laid in the tomb )

          = สเทเฟนขมวดเรื่องราวในพันธสัญญาเดิมเข้าด้วยกัน เกี่ยวกับการซื้อที่ดินสองครั้ง (โดยอับราฮัมและยาโคบ)และที่ฝังศพ 2 ที่ (ที่เฮโบรนและเชเคม)

            -ตามพันธสัญญาเดิม อับราฮัมซื้อที่ดินที่เฮโบรน (ปฐก23:17-18) ฝังศพตัวเอง (ปฐก.25:9-11) อิสอัค (ปฐก.35:29) ยาโคบ (ปฐก.50:13) ยาโคบซื้อที่ดินที่เชเคม (ปฐก.33:19) ซึ่งต่อมาใช้เป็นที่ฝังศพโยเซฟ (ยชว.24:32)

            -โจซีฟัส นักประวัติศาสตร์ยิว บันทึกตามเรื่องราวที่ส่งต่อกันมาว่า พวกพี่น้องของโยเซฟถูกฝังที่เฮโบรน วิธีพูดของสเทเฟนที่เตือนใจว่า ยาโคบกับบรรพบุรุษทั้ง 12 คน ไม่ได้ถูกฝังในอียิปต์ เป็นเรื่องแปลกหูสำหรับคนในยุคนี้ แต่ผู้ฟังของสเทเฟนเข้าใจดี

7:18     “กษัตริย์องค์หนึ่งซึ่งไม่รู้จักโยเซฟ ได้ขึ้นครองราชสมบัติในอียิปต์”( Egypt another king who did not know Joseph.) –อพย.1:8

7:22     “โมเสสจึงได้รับการสอนในเรื่องวิชาการทุกอย่างของชาวอียิปต์ มีสมรรถภาพในการพูด และในกิจการต่าง ๆ”  (Moses was instructed in all the wisdom of the Egyptians, and he was mighty in his words and deeds) –แม้ในพันธสัญญาเดิมไม่ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน แต่คาดว่า คงเป็นเช่นนั้น เพราะโมเสสเติบโตในวังของธิดาฟาโรห์

            นักประวัติศาสตร์ ทั้งฟิโล และโจซีฟัส กล่าวว่า โมเสสมีการศึกษาดี “มีสมรรถภาพในการพูด” (he was mighty in his words ) = “ทรงอำนาจทั้งด้านวาจา” –อพย.4:10

7:23     “โมเสสมีอายุย่างเข้าสี่สิบปี” (he was forty years old) = ก่อนช่วงอายุที่โมเสสหนีออกจากอียิปต์ในเวลาต่อจากนี้ จนเมื่อท่านอายุ 80 ปี พระเจ้าส่งท่านไปหาฟาโรห์ (อพย.7:17) และท่านเสียชีวิตเมื่ออายุ 120 ปี (ฉธบ.34:7)

7:29     “หนีไปอาศัยอยู่ที่แผ่นดินในมีเดียน” (Moses fled and became an exile in the land of Midian)

           = เมื่อถูกคนร่วมชาติปฏิเสธ โมเสสกลัวว่าพวกเขาจะไปฟ้องฟาโรห์ ก็หนีไปมีเดียน (อพย.2:15) ดินแดนถูกขนาบด้วยทั้ง 2 ฝั่งของอ่าว อาคาบา (อพย.2:12)

            “มีบุตรสองคนที่นั่น” (the father of two sons)  คือ เกอร์โชม และเอลีเยเซอร์ (อพย.2:22;18:3-4; 1พศด.23:15)

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยถูกคาดคั้นหรือซักฟอกหรือฟ้องร้องบ้างหรือไม่? ในเรื่องอะไร? จริงหรือไม่? แล้วผลออกมาอย่างไร?
  2. คุณเคยมีประสบการณ์กับการที่พระเจ้าปรากฏต่อคุณหรือไม่? อย่างไร? และส่งผลอะไรต่อชีวิตของคุณบ้าง?
  3. คุณเชื่อมั่นในพระสัญญาของพระเจ้า(ที่มีต่อคุณ) ในข้อใดมากที่สุด? แล้วคุณได้ตามนั้นแล้วหรือไม่? อย่างไร?
  4. คุณเคยเจ็บปวดหรือกลัวเพราะถูกอิจฉาริษยาหรือไม่? จากใคร? ในเรื่องอะไร? แล้วลงเอยอย่างไร?
  5. คุณเคยมีประสบการณ์กับการ “ต้นร้ายปลายดี” บ้างหรือไม่? เรื่องราวเป็นอย่างไร? (แบ่งปัน)
  6. คุณเคยประสบกับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตบ้างหรือไม่? อย่างไร? แล้วคุณรอดมาได้อย่างไร?
  7. คุณเคยมีประสบการณ์กับ “ต้นดีปลายร้าย” บ้างหรือไม่? อย่างไร ทำไม? แล้วคุณฟันฝ่ามาได้อย่างไร?
  8. คุณเคยประสบกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตของคุณแบบฉับพลันอย่างสิ้นเชิงบ้างหรือไม่? เรื่องอะไร? และอย่างไร? แล้วพระเจ้าทรงช่วยหรือทรงนำชีวิตของคุณอย่างไร?

 

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.