บทเรียนพระธรรมกิจการของอัครทูต บทเรียนที่ 10

คำเทศนาของสเทเฟน (2)

พระธรรม        กิจการ 7:30-60

อ้างอิง             อพย.3:1-6,7-10;11:10;12:41;14:21;15:25;17:5-6;19:17;25:8-9,40;32:1-23;33:1-5;38:21       

บทนำ              ในการรับใช้ เราอาจประสบอุปสรรค์  เราอาจพบการต่อต้าน เราอาจถูกปฏิเสธ หรือบางทีเราอาจต้องเสียชีวิต แต่การตายอย่างมีเกียรติที่พระเจ้าพอพระทัย ก็ยังดีกว่าการอยู่อย่างไร้เกียรติ ไร้คุณค่าอย่างที่พระเจ้าทรงปรารถนา!

บทเรียน

7:30 “เมื่อเวลาผ่านไปได้สี่สิบปี ทูตสวรรค์องค์หนึ่งมาปรากฏแก่โมเสสในเปลวไฟที่พุ่มไม้ในถิ่นทุรกันดารของภูเขาซีนาย” 

    (“Now when forty years had passed, an angel appeared to him in the wilderness of Mount Sinai, in a flame of fire in a bush.)

7:31 “เมื่อโมเสสเห็นก็อัศจรรย์ใจเพราะนิมิตนั้น เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ ก็ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าตรัสว่า” 

    (When Moses saw it, he was amazed at the sight, and as he drew near to look, there came the voice of the Lord: )

7:32 ‘เราเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของเจ้า คือพระเจ้าของอับราฮัม ของอิสอัค และของยาโคบ’ โมเสสจึงกลัวจนตัวสั่นไม่กล้ามองดู” 

    (‘I am the God of your fathers, the God of Abraham and of Isaac and of Jacob.’ And Moses trembled and did not dare to look. )

7:33 “พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า ‘จงถอดรองเท้าออก เพราะที่ที่เจ้ายืนอยู่นี้เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์”

     (Then the Lord said to him, ‘Take off the sandals from your feet, for the place where you are standing is holy ground.) 

7:34 “อันที่จริงเราเห็นความทุกข์ของชนชาติของเราที่อยู่ในประเทศอียิปต์แล้ว และเราได้ยินเสียงคร่ำครวญของเขาทั้งหลาย เราจึงลงมาเพื่อช่วยพวกเขาให้รอด มาเถอะ เราจะใช้เจ้าไปยังประเทศอียิปต์’” 

     (I have surely seen the affliction of my people who are in Egypt, and have heard their groaning, and I have come down to deliver them. And now come, I will send you to Egypt.’)

7:35 “โมเสสคนนี้ที่เคยถูกพวกเขาปฏิเสธ โดยกล่าวว่า ‘ใครตั้งเจ้าให้เป็นผู้ครอบครองและผู้พิพากษาของเรา’ นั้นเอง โดยมือของทูตสวรรค์ผู้ซึ่งปรากฏแก่ท่านที่พุ่มไม้ พระเจ้าทรงใช้โมเสสคนนี้แหละ ไปเป็นผู้ครอบครองและผู้ช่วยกู้” 

     (“This Moses, whom they rejected, saying, ‘Who made you a ruler and a judge?’—this man God sent as both ruler and redeemer by the hand of the angel who appeared to him in the bush. )

7:36 “คนนี้แหละที่เป็นผู้นำพวกเขาออกมา และทำการอัศจรรย์และหมายสำคัญต่างๆ ในแผ่นดินอียิปต์ ที่ทะเลแดง และในถิ่นทุรกันดารสี่สิบปี” 

     (This man led them out, performing wonders and signs in Egypt and at the Red Sea and in the wilderness for forty years. )

7:37 “โมเสสคนนี้แหละที่กล่าวกับชนชาติอิสราเอลว่า ‘พระเจ้าจะประทานผู้เผยพระวจนะผู้หนึ่งเกิดมาเพื่อท่านทั้งหลาย จากพี่น้องของพวกท่าน เหมือนอย่างข้าพเจ้า’”  

     (This is the Moses who said to the Israelites, ‘God will raise up for you a prophet like me from your brothers.’) 

7:38 “โมเสสคนนี้แหละที่อยู่ในชุมนุมชนในถิ่นทุรกันดาร อยู่กับทูตสวรรค์ผู้พูดกับท่านที่ภูเขาซีนาย และอยู่กับบรรพบุรุษของเรา ท่านได้รับพระดำรัสอันทรงชีวิตเพื่อส่งต่อมาให้เรา” 

      (This is the one who was in the congregation in the wilderness with the angel who spoke to him at Mount Sinai, and \ with our fathers. He received living oracles to give to us. )

7:39 “บรรพบุรุษของเราไม่ยอมฟังโมเสส แต่ผลักไสท่านออกไป และหันเหจิตใจกลับไปยังแผ่นดินอียิปต์” 

      (Our fathers refused to obey him, but thrust him aside, and in their hearts they turned to Egypt, )

7:40 “พวกเขากล่าวกับอาโรนว่า ‘ขอสร้างพระให้แก่เรา เป็นพระที่จะนำเราไป เพราะว่าโมเสสคนนี้ ที่เป็นคนนำเราออกจากประเทศอียิปต์นั้นเราไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรไป’”

      (saying to Aaron, ‘Make for us gods who will go before us. As for this Moses who led us out from the land of Egypt, we do not know what has become of him.’ )

7:41 “ในเวลานั้นพวกเขาทำรูปโคหนุ่ม และนำเครื่องสัตวบูชามาถวายแก่รูปนั้น และมีใจยินดีในสิ่งที่พวกเขาทำขึ้นด้วยมือ”

      (And they made a calf in those days, and offered a sacrifice to the idol and were rejoicing in the works of their hands.)

7:42 “ แต่พระเจ้าเบือนพระพักตร์และทรงปล่อยให้พวกเขานมัสการหมู่ดาวในท้องฟ้า ตามที่มีเขียนไว้ในหนังสือของบรรดาผู้เผยพระวจนะว่า ‘โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอล พวกเจ้าฆ่าสัตว์บูชาเรา ในถิ่นทุรกันดารถึงสี่สิบปีหรือ?”

       (But God turned away and gave them over to worship the host of heaven, as it is written in the book of the prophets: “‘Did you bring to me slain beasts and sacrifices, during the forty years in the wilderness, O house of Israel?)

7:43  “พวกเจ้าขนเต็นท์ของพระโมเลค และนำดาวพระเรฟาน รูปพระต่างๆ ที่พวกเจ้าทำขึ้น เพื่อกราบนมัสการรูปนั้นต่างหากเราจะกวาดพวกเจ้าไปไกลจนพ้น เมืองบาบิโลน’

     (You took up the tent of Moloch and the star of your god Rephan, the images that you made to worship; and I will send you into exile beyond Babylon.’)

7:44  “บรรพบุรุษของเราเมื่ออยู่ในถิ่นทุรกันดารก็มีเต็นท์แห่งสักขีพยาน ตามที่พระองค์ทรงสั่งไว้เมื่อตรัสกับโมเสสว่าให้ทำเต็นท์ตามแบบที่ได้เห็น” 

      (Our fathers had the tent of witness in the wilderness, just as he who spoke to Moses directed him to make it, according to the pattern that he had seen. )

7:45 “บรรพบุรุษของเราเมื่อได้รับเต็นท์นั้นจึงขนตามโยชูวาไป หลังจากเข้ายึดแผ่นดินของบรรดาประชาชาติที่พระเจ้าทรงขับไล่ให้พ้นหน้าบรรพบุรุษของเราแล้ว เต็นท์นั้นก็ยังคงอยู่จนถึงสมัยของดาวิด” 

     (Our fathers in turn brought it in with Joshua when they dispossessed the nations that God drove out before our fathers. So it was until the days of David,)

7:46 “ดาวิดนั้นได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า และทรงขออนุญาตที่จะจัดเตรียมพระนิเวศสำหรับพระเจ้าของยาโคบ”

      (who found favor in the sight of God and asked to find a dwelling place for the God of Jacob.)

7:47 “แต่ซาโลมอนเป็นผู้ที่ได้สร้างพระนิเวศสำหรับพระเจ้า” 

     (But it was Solomon who built a house for him.48Yet the Most High does not dwell in houses made by hands, as the prophet says,)

7:48 “ถึงกระนั้นก็ดี องค์ผู้สูงสุดก็ไม่ได้ประทับในพระนิเวศที่มือมนุษย์ทำไว้ ตามที่ผู้เผยพระวจนะกล่าวไว้ว่า”

     (“However, the Most High does not live in houses made by human hands. As the prophet says:)

7:49 ‘สวรรค์เป็นที่ประทับของเรา และแผ่นดินโลกเป็นที่รองเท้าของเรา พวกเจ้าจะสร้างนิเวศชนิดไหนสำหรับเรา องค์พระผู้เป็นเจ้า หมายถึงพระเจ้า ตรัสหรืออะไรจะเป็นที่พำนักของเรา?”

     (“‘Heaven is my throne, and the earth is my footstool. What kind of house will you build for me, says the Lord, or what is  the place of my rest?)

7:50 “สิ่งเหล่านี้มือของเราทำไว้ทั้งหมดไม่ใช่หรือ?’” 

     (Did not my hand make all these things?’)

7:51 “เจ้าพวกคนหัวแข็ง ใจดื้อดึง และหูตึง พวกท่านขัดขวางพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่เสมอ บรรพบุรุษของท่านทั้งหลายทำอย่างไร พวกท่านก็ทำอย่างนั้น” 

      (“You stiff-necked people, uncircumcised in heart and ears, you always resist the Holy Spirit. As your fathers did, so do you. )

7:52 “มีใครบ้างในบรรดาผู้เผยพระวจนะที่บรรพบุรุษทั้งหลายของพวกท่านไม่ได้ข่มเหง? พวกเขาฆ่าคนทั้งหลายที่พยากรณ์ถึงการเสด็จมาของ ‘องค์ผู้ชอบธรรม’ และบัดนี้ท่านทั้งหลายก็ทรยศและฆ่าพระองค์” 

     (Which of the prophets did your fathers not persecute? And they killed those who announced beforehand the coming of the Righteous One, whom you have now betrayed and murdered, )

7:53 “คือพวกท่านที่ได้รับธรรมบัญญัติจากเหล่าทูตสวรรค์ แต่ไม่ได้ประพฤติตามธรรมบัญญัตินั้น”

     (you who received the law as delivered by angels and did not keep it.”)

7:54 “เมื่อพวกเขาได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกเดือดดาล และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเข้าใส่สเทเฟน” 

     (Now when they heard these things they were enraged, and they ground their teeth at him.)

7:55 “ส่วนสเทเฟนเต็มด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ท่านเขม้นดูสวรรค์เห็นพระรัศมีของพระเจ้า และเห็นพระเยซูทรงยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์” 

     (But he, full of the Holy Spirit, gazed into heaven and saw the glory of God, and Jesus standing at the right hand of God.) 

7:56 “แล้วท่านกล่าวว่า “นี่แน่ะ ข้าพเจ้าเห็นท้องฟ้าแหวกเป็นช่อง และเห็นบุตรมนุษย์ทรงยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า” 

     (And he said, “Behold, I see the heavens opened, and the Son of Man standing at the right hand of God.”)

7:57 “แต่พวกเขาร้องเสียงดังและอุดหูวิ่งกรูกันเข้าไปหาสเทเฟน” 

     (But they cried out with a loud voice and stopped their ears and rushed together at him.) 

7:58 “แล้วขับไล่ท่านออกจากกรุงและเอาหินขว้าง และพวกสักขีพยานที่ปรักปรำสเทเฟน ก็ฝากเสื้อผ้าของตนวางไว้ที่เท้าของชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อเซาโล” 

    (Then they cast him out of the city and stoned him. And the witnesses laid down their garments at the feet of a young man named Saul. )

7:59 “ขณะที่พวกเขาเอาหินขว้างสเทเฟนอยู่นั้น ท่านร้องทูลว่า “ข้าแต่พระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงรับจิตวิญญาณของข้าพระองค์ด้วย” 

     (And as they were stoning Stephen, he called out, “Lord Jesus, receive my spirit.” )

7:60 “แล้วสเทเฟนก็คุกเข่าลงร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอโปรดอย่าถือโทษพวกเขาเพราะบาปนี้” เมื่อกล่าวอย่างนี้แล้วก็สิ้นใจ”

     (And falling to his knees he cried out with a loud voice, “Lord, do not hold this sin against them.” And when he had said this, he fell asleep.)

ข้อมูลมีประโยชน์

7:30     “เวลาผ่านไปได้สี่สิบปี” (Now when forty years had passed)

          = รวมกับอีก 40 ปีในข้อ 23 เท่ากับ 80 ปี ใน อพย.7:7

              “ภูเขาซีนาย” (Mount Sinai) –ใน อพย.3:1 เรียกชื่อว่า “โฮเรบ”

 7:35     “โมเสสคนนี้เคยถูกพวกเขาปฏิเสธ” (This Moses, whom they rejected) –คนอิสราเอลปฏิเสธผู้มาปลดปล่อยพวกเขา เหมือนพวกยิวในเวลานี้ปฏิเสธเทเฟน ผู้มาประกาศและปฏิเสธพระเยซูคริสต์ผู้มาปลดปล่อยพวกเขา

“ทูตสวรรค์ผู้ซึ่งปรากฏแก่ท่านที่พุ่มไม้” (the angel who appeared to him in the bush) –อพย.3:2

7:37     “ผู้เผยพระวจนะ…. เหมือนอย่างข้าพเจ้า” (a prophet like me) -3:22-23;ฉธบ.18:15;34:10,12

7:38     “ทูตสวรรค์ผู้พูดกับท่าน” (the angel who spoke to him ) –ตามการตีความของพวกยิวในเวลานั้น บทบัญญัติมาถึงโมเสสโดยมีทูตสวรรค์เป็นตัวกลาง ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ โมเสสได้รับการเรียกครั้งแรก (อพย.3:2;7:53;กท.3:19;ฮบ.2:2)

         “ท่านได้รับพระดำรัสอันทรงชีวิตเพื่อส่งต่อมาให้เรา” ( He received living oracles to give to us)

         = โมเสสเป็นคนกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์บนภูเขาซีนาย

7:39     “บรรพบุรุษของเราไม่ยอมฟังโมเสส” (Our fathers refused to obey him,) = พวกเขาปฏิเสธผู้แทนของพระเจ้า และพระบัญชาของพระองค์อีกแล้ว

7:40     “ขอให้สร้างพระให้แก่เขา” (Make for us gods who will go before us)

           = ขอให้อาโรนช่วยสร้างเทพเจ้า (รูปเคารพ) ขึ้นมาให้พวกเขาในที่โมเสสกำลังรับพระบัญญัติของพระเจ้าอยู่บนภูเขาซีนาย พวกประชาชนก็ทำวัวทองคำขึ้นมา เท่ากับเป็นปฏิเสธพระเจ้าและตัวแทนของพระองค์ (อพย.32:1)

7:42     “แต่พระเจ้าเบือนพระพักตร์และทรงปล่อย” (But God turned away) –ปท. กับในโรม 1:24

            “นมัสการหมู่ดาวในท้องฟ้า” (to worship the host of heaven)  -ยรม.19:13

7:43     “เราจะกวาดพวกเจ้าไปไกลจนพ้นเมืองบาบิโลน” (I will send you into exile beyond Babylon)

          = สเทเฟน ยกเอาอาโมส 5:25-27 จากพระคัมภีร์ฉบับเซปทัวจิ้นมาใช้ โดยแทนที่ดามัสกัสด้วยบาบิโลน โดยมองว่า ในท้ายสุดพวกอิสราเอลต้องออกจากดินแดนแห่งพันธสัญญาไปเป็นเชลยอยู่ที่บาบิโลน (ทั้ง ๆ ที่อาโมสกำลังพูดถึงการเป็นเชลยครั้งแรก ของอาณาจักรเหนือโดยกองทัพของอัสซีเรียโดยพูดถึง “พระโมเลค…พระเรฟาน” –อมส.5:26;ลนต.18:21

7:44-50 = เนื่องด้วย สเทเฟนถูกกล่าวหาว่า พูดลบหลู่ สถานบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ (6:13) เขาจึงสรุปคำชี้แจงว่าด้วยเรื่องสถานนมัสการ โดยกล่าวว่า พระเยซูผู้เป็นขึ้นมาจากตาย ได้มาทดแทนพระวิหารแล้ว โดยทรงเป็นผู้กลาง ผู้แสดงการสถิตของพระเจ้าอยู่ท่ามกลางประชากรของพระองค์ เพื่อไถ่และช่วยพวกเขาให้รอดพ้นโทษบาป และเป็น ทาง(สถานที่) ให้พวกเขาให้รอดพ้นโทษบาป และเป็นทาง (สถานที่) ให้พวกเขาและบรรดาประชาชาติ (มก.11:17) ไปถึงพระเจ้าได้ผ่านการอธิษฐานด้วยความศรัทธาในพระคริสต์ (6:13)

7:44     “เต็นท์แห่งสักขีพยาน” (the tent of witness ) –บางฉบับแปลว่า “พลับพลาแห่งพันธสัญญา” ที่สเทเฟนเรียกเช่นนั้นเพราะสิ่งสำคัญที่อยู่ในพลับพลา คือ หีบพันธสัญญา และแผ่นจารึกพันธสัญญา ทั้ง 2 แผ่นที่อยู่ภายในเต็นท์นั้น  (อพย.25:16,21)

7:49     “พวกเจ้าจะสร้างนิเวศชนิดไหนสำหรับเรา” (What kind of house will you build for me) = สเทเฟนกำลังเตือนสติชาวอิสราเอลว่า ทุกชีวิตล้วนเป็นวิหารที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมาเอง ไม่ใช่ในอาคารวัตถุ

7:51     “เจ้าพวกคนหัวแข็งไม่ดื้อดึงและหูตึง” ( You stiff-necked people, uncircumcised in heart and ears )  = บางฉบับแปลว่า “ท่านเหล่าประชากรผู้หัวแข็ง ผู้มีจิตใจและหูที่ไม่ได้เข้าสุหนัต”

            = พวกเขาเข้าสุหนัตแต่ทำตัวเหมือนชนชาติต่าง ๆ ที่ไม่เข้าสุหนัต จึงนับว่าเป็นพวกเขาสุหนัตอย่างไร้ประโยชน์ใด ๆ เพราะยังหัวแข็ง ดื้อดึงและหูตึงต่อพระเจ้า

7:52     “องค์ผู้ชอบธรรม” (the Righteous One  ) -3:14

7:53     “ธรรมบัญญัติจากเหล่าทูตสวรรค์” (the law as delivered by angels) -7:38

7:55     “เต็มด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” (full of the Holy Spirit ) -2:4;6:5

            “พระรัศมีของพระเจ้า” (the glory of God)  = พระเกียรติสิริของพระเจ้า –ลก.2:29

7:56     “บุตรมนุษย์” (   the Son of Man ) –มก.8:31

            “ยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า” (standing at the right hand of God.) –สดด.110:1;มก.14:62;ลก.22:69;ฮบ.1:2-3

7:58     “ก็ฝากเสื้อผ้าของตนวางไว้ที่เท้าของ….เซาโล” (laid down their garments at the feet of a young man named Saul) = การเริ่มต้นแนะนำตัวละครหลักของพระธรรมกิจการ คือ ตัวเซาโล หรือเปาโลในเวลาต่อมา (บทที่ 13-28)

            -บางคนตีความว่า เซาโลเป็นผู้รับผิดชอบในการสังหารสเทเฟน

คำถามนำอภิปราย

  1. พระเจ้าทรงเรียกโมเสสเมื่อท่านอายุมากถึง 80 ปีแล้ว พระเจ้าทรงเรียกคุณเมื่อตอนอายุเท่าไร? อย่างไร?
  2. บางครั้งคุณอาจมีใจร้อนรนที่จะช่วยเหลือหรือรับใช้พี่น้องของคุณ คุณเคยประสบกับความผิดหวังหรือความเจ็บปวดจากเจตนาดีของคุณจน(แทบ) หมดใจบ้างหรือไม่? อย่างไร?
  3. คุณเคยถูกปฏิเสธซ้ำซ้อนจากคนที่คุณพยายามช่วยเหลือพวกเขาบ้างหรือไม่? อย่างไร? แล้วคุณตอบสนองอย่างไร?
  4. ถ้าคุณเชื่ออย่างสุดใจว่า ร่างกายของคุณคือพระวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คุณคิดว่า คุณจะมีพฤติกรรมอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้บ้าง? แล้วจะมีอะไรดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แล้วจะส่งผลกระทบอะไร? อย่างไรบ้าง?
  5. คุณเคยถูกผู้อื่นโกรธจัดมากจนคิดเล่นงานคุณบ้างหรือไม่? เพราะเรื่องอะไร? แล้วลงเอยอย่างไร?
  6. คุณเคยโกรธผู้ใดมากจนตั้งหน้าตั้งตาเล่นงานเขาบ้างหรือไม่? อย่างไร? แล้วผลที่ตามมาคืออะไร? ดีหรือไม่?
  7. คุณเคยเห็นนิมิตอะไรจากพระเจ้าบ้างหรือไม่? แล้วส่งผลอะไรต่อชีวิตของคุณหรือผู้อื่นบ้าง? อย่างไร?
  8. คุณเคยให้อภัยแก่คนที่ทำร้ายคุณอย่างเจ็บปวดมากหรือไม่? ทำอย่างไร? และทำไมจึงทำเช่นนั้นได้?

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.