ต.ค. 062018
 

จงระวังวิถีการตีความพระคัมภีร์ของคุณ!

“ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจข้อนี้ก่อน คือผู้หนึ่งผู้ใดจะตีความหมายคำของผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เอาเองไม่ได้ !” (2เปโตร 1:20 THSV11)

(knowing this first of all, that no prophecy of Scripture comes from someone’s own interpretation.

ใครๆต่างก็อ้างว่าตัวเขานั้นเชื่อพระคัมภีร์ แต่น่าแปลกที่หลายครั้งพวกเขาตีความพระคัมภีร์กันโดยไม่คำนึงถึงบริบทโดยรวมของพระคัมภีร์ พวกเขาตีความหมายพระคัมภีร์ตามใจ ตามความคิดหรือตามอารมณ์ของตัวเอง โดยไม่สนใจว่าจริงๆ แล้ว

พระคัมภีร์หมายความเช่นนั้นจริงๆ หรือ?

จึงไม่แปลกว่า ทำไมพระคัมภีร์เล่มเดียวกัน แต่กลับมีการตีความแตกต่างกันนับร้อยนับพันอย่าง ผลที่ตามมาก็คือ ความขัดแย้งและการทะเลาะต่อสู้กันไม่รู้จักจบสิ้น!

เราควรเข้าใจว่า โดยธรรมชาติมนุษย์เราเป็นคนบาป แม้แต่คนที่เชื่อพระคริสต์ด้วยใจก็ยังคงไม่ได้มีความคิดหรือจิตใจที่เที่ยงตรงสมบูรณ์แบบ 100 %  อย่างที่พระเจ้าทรงประสงค์

ใช่ครับ กาย จิต และวิญญาณของเรายังคงได้รับผลกระทบจากบาป จึงทำให้ยากที่เราจะตีความได้อย่างถูกต้อง 100% ตามมุมมองของพระเจ้า ในการตีความพระคัมภีร์ เราจึงจำเป็นต้องพึ่ง:

  1. พระวิญญาณบริสุทธิ์ในการทำให้เข้าใจความหมายที่แท้จริง
  2. คนอื่น ๆ ที่ในการมองความจริงนั้นให้รอบด้านหลายมุม
  3. ตัวเราเอง ที่จะใช้ความรู้และประสบการณ์ของเราที่เรียนรู้มาทำความเข้าใจและประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง

แนวทางตีความพระคัมภีร์ที่มีประโยชน์ก็คือ ให้เราหาข้อมูลต่อไปนี้

  1. ใครเขียน /พูด ข้อความเหล่านั้น?
  2. เขาเขียนและพูดกับผู้ใด?
  3. ข้อความหลักที่เขาพูด/เขียนคืออะไร?
  4. คำวลีหรือข้อความใดที่ต้องตรวจดูอย่างถ้วนถี่?
  5. สภาพแวดล้อม หรือสถานการณ์ ณ ระหว่างที่เขียนหรือพูดนั้นเป็นอย่างไร?
  6. บริบทที่กว้างกว่านั้นในบทนี้ หรือในหนังสือคืออะไร?
  7. มีข้อใดที่เกี่ยวข้องกับหัวเรื่องของตอนที่อ่าน/พูด อยู่และส่งผลต่อความเข้าใจในเนื้อหาตอนนี้?
  8. ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์หรือทางวัฒนธรรมของข้อความตอนนี้ คืออะไร?
  9. ข้อสรุปของฉันเกี่ยวกับข้อความตอนนี้คืออะไร? สอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับข้อสรุปของคนอื่นที่ศึกษาพระธรรมตอนนั้น ๆ อย่างไรบ้าง?
  10. ฉันเรียนรู้บทเรียนสำคัญอะไร และฉันจะนำมาประยุกต์กับชีวิตจริงของฉันอย่างไร?

ขอย้ำอีกครั้งว่า …

เราต้องระวังที่จะไม่ตีความหมายของพระคัมภีร์ตอนที่เราอ่านตามอคติหรือตามความเข้าใจของเราเอง ขอให้เราตระหนักไว้เสมอว่า สิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นกับทรงกระทำ และสิ่งที่พระเจ้าตรัสนั้น จะขัดแย้งกันไม่ได้ อย่าให้การตีความพระวจนะของพระเจ้าของเราขัดกับพระลักษณะอันบริสุทธิ์ที่เปี่ยมด้วยความรักเมตตาของพระองค์

ดังนั้น อย่าให้เราเน้นความจริงตามที่ปรากฏเป็นตัวอักษรมากจนตัวเราไร้ซึ่งความรักเมตตา อย่างที่พระเจ้าทรงเป็นและทรงมี จนพระเจ้าต้องตรัสสั่งให้เรากลับไปอ่านพระคัมภีร์ใหม่อีกรอบ!

เหมือนดังที่พระเยซูคริสต์เคยตรัสกับพวกฟาริสีว่า …

“ท่านจงไปเรียนความหมายของคัมภีร์ข้อนี้ ที่ว่า ‘เราประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา’ ด้วยว่าเราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเรียกคนบาป”  (มัทธิว 9:13 THSV11)

ฉะนั้น วันนี้ขอให้เราสวมพระทัย และสายพระเนตรของพระเจ้าในขณะที่เราอ่านและตีความหมายพระวจนะของพระองค์ไว้เสมอ

…เห็นด้วยไหมครับ?

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/ lifeanswer, facebook.com/ lifeanswer

(Cr.ภาพ Christianitytoday)

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.