มีหูแต่ไม่ฟัง ก็ไร้ประโยชน์!

มีหูแต่ไม่ฟัง ก็ไร้ประโยชน์!

“ไม่มีใครหูหนวกเท่ากับคนที่ไม่ยอมฟัง!”

“No one is as deaf as the man who will not listen.”

พระเยซูคริสต์ตรัสว่า คนใดไม่ยอมฟังพระดำรัสของพระเจ้า คนนั้นก็ไม่ได้มาจากพระเจ้า! 

“คนที่มาจากพระเจ้าก็ย่อมฟังพระดำรัสของพระเจ้า พวกท่านไม่ได้มาจากพระเจ้าเพราะเหตุนี้พวกท่าน จึงไม่ฟัง” (ยอห์น 8 :47 THSV11) 

ดังนั้น ถ้าเราอ้างว่าเราเป็นพวกเดียวกับพระเยซูคริสต์ เราต้องพิสูจน์ความจริงนั้นผ่านการยอมฟังคำตรัสสอน หรือพระบัญชาของพระองค์โดยการลงมือกระทำตามคำตรัสนั้นทันที พระเยซูคริสต์ให้ความสำคัญกับการฟังพระวจนะของพระเจ้า และการปฏิบัติตามถ้อยคำเหล่านั้นอย่างมาก โดยทรงถือว่า คนที่ทำตามเช่นนั้นคือ คนที่เป็นสุขและเป็นพี่น้องของพระองค์ 

ขณะที่พระองค์กำลังตรัสคำเหล่านั้น มีผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนร้องทูลพระองค์ว่า “ครรภ์ที่ให้กำเนิด ท่านและเต้านมที่เลี้ยงท่านนั้นก็เป็นสุข”  แต่พระองค์ตรัสว่า “คนทั้งหลายที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้าแล้วถือรักษาไว้ต่างหากที่เป็นสุข” (ลูกา 11:27-28 THSV11) 

“ขณะที่พระองค์ยังตรัสกับฝูงชนอยู่นั้น มารดาและบรรดาน้องชายของพระองค์ยืนอยู่ข้างนอก หาโอกาสจะพูดกับพระองค์ [ มีคนหนึ่งทูลพระองค์ว่า “นี่แน่ะท่าน มารดาและบรรดาน้องชายของท่านยืนอยู่ข้างนอก หาโอกาสที่จะสนทนากับท่าน”] พระองค์จึงตรัสกับผู้ที่มาทูลนั้นว่า “ใครเป็นมารดาของเรา? ใครเป็นพี่น้องของเรา?” พระองค์ทรงชี้ไปทางสาวกทั้งหลายของพระองค์และตรัสว่า “นี่เป็นมารดาและพี่น้องของเรา  เพราะว่าใครก็ตามที่ทำตามพระทัยพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ ผู้นั้นแหละเป็นพี่น้องชายหญิงและมารดาของเรา”  (มัทธิว 12:46-50 THSV11) 

ดังนั้น ถ้าเราไม่ฟังพระคริสต์ก็เท่ากับเราไม่ใช่พวกเดียวกับพระองค์ เราจึงต้องฟังเพื่อจะรู้จักน้ำพระทัยของพระเจ้า ต้องสังเกตดูสิ่งที่พระองค์กระทำ เพื่อเราจะเข้าใจ และทำตาม และเราต้องกระทำเช่นนั้นอย่างต่อเนื่อง จนกว่าเราจะทำสิ่งนั้นได้อย่างถูกต้อง 

ปัญหาที่มักเกิดขึ้นก็คือ เราไม่ยอมฟัง(ผู้ใด) หรือถ้าฟัง ก็ฟังแบบไม่ได้ให้ความสนใจสักเท่าไร หรือ ฟังก็เพียงเพื่อจะตอบโต้โดยไม่ได้คิดที่จะเข้าใจและทำตามแต่อย่างใด 

ดังคำกล่าวที่ว่า… 

“คนส่วนใหญ่ไม่ได้ฟังด้วยความตั้งใจที่จะเข้าใจ พวกเขารับฟังด้วยความตั้งใจที่จะโต้ตอบ!” 

(Most people do not listen with the intent to understand;  they listen with the intent to reply.) -Stephen R. Covey 

ด้วยเหตุนี้ ขอให้เราเรียนรู้ให้มากยิ่งขึ้น ผ่านการรับฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจเพื่อจะเข้าใจ และนำสิ่งที่เรียนรู้นั้นไปปฏิบัติตามจนกว่าจะเกิดผล 

ขอให้เราเรียนรู้ที่จะฟังผู้อื่น และฟังพวกเขา อย่างให้เกียรติ และการฟังผู้อื่นอย่างให้เกียรติ คือการเต็มใจฟังในสิ่งที่อีกคนตั้งใจพูด หรือกำลังพูด ดังที่ Bryant H. McGill กล่าวว่า… 

“One of the most sincere forms of respect is actually listening to what another has to say.”

(หนึ่งในรูปแบบการให้เกียรติที่จริงใจมากที่สุดประการหนึ่งก็คือการฟังในสิ่งที่อีกคนหนึ่งจำเป็นต้องพูด) 

ดังนั้น หากเราต้องการเป็นและทำให้เกิดสิ่งที่สร้างสรรค์ และเกิดคุณประโยชน์ต่อสังคม ทั้งฝ่ายกาย จิต และวิญญาณ เราจำเป็นต้องเริ่มต้นฟังพระคริสต์และพระวจนะของพระองค์ รวมทั้งฟังความคิด และความรู้สึกของผู้อื่นอย่างใส่ใจให้เกียรติ ขอให้เราทำเช่นนั้น อย่างมีวินัยต่อเนื่อง จนกระทั่งสิ่งที่เราทำจะเกิดผลล้ำเลิศ และถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า!

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

(Cr.ภาพ My sheep hear my voice)

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.