พระธรรมกิจการ บทเรียนที่ 18

จากบารนาบัส และเซาโล

กลายเป็น เปาโลและบารนาบัส (2)

พระธรรม        กิจการ 13:16-52

อ้างอิง             อพย.12:51;กดว.14:34;ฉธบ.1:31;สดด.2:7;16:10;ยชว.14:1;วนฉ.2:16;1ซมอ.3:20;8:5;10:21;13:14; มก.1:4;ลก.3:33;23:21-23;ยน.1:20,27;19:15,38-42

บทนำ              การรับใช้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมักมีอุปสรรคปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งจากบุคคลภายในทีมในโบสถ์ ในองค์กร หรือจากคนภายนอก แต่ไม่ว่าจะเจอะเจออะไร จะทุกข์หรือสุข จะยากหรือง่าย คนของพระเจ้าที่แท้จริงก็จะไม่หวาดหวั่นในการทำพันธกิจช่วยเหลือคนให้รอดจนสำเร็จ!

บทเรียน

13:16 “เปาโลจึงยืนขึ้นโบกมือแล้วกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายผู้เป็นชนชาติอิสราเอล และท่านทั้งหลายผู้เกรงกลัวพระเจ้า จงฟังเถิด” 

    (So Paul stood up, and motioning with his hand said: “Men of Israel and you who fear God, listen. )

13:17 “พระเจ้าของชนชาติอิสราเอลนี้ทรงเลือกบรรดาบรรพบุรุษของเราไว้ และให้เขาทั้งหลายเจริญขึ้นครั้งเมื่อยังเป็นคนต่างด้าวอยู่ในประเทศอียิปต์ และทรงนำพวกเขาออกจากประเทศนั้นด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์”

    (The God of this people Israel chose our fathers and made the people great during their stay in the land of Egypt, and with uplifted arm he led them out of it. )

13:18 “พระองค์ทรงอดทนต่อความประพฤติของพวกเขาในถิ่นทุรกันดารประมาณสี่สิบปี”

    (And for about forty years he put up with them in the wilderness. )

13:19 “เมื่อพระองค์ทรงทำลายชนเจ็ดชาติออกจากแผ่นดินคานาอันแล้ว ก็ทรงแบ่งแผ่นดินของชนชาติเหล่านั้นประทานแก่บรรพบุรุษของเราเป็นมรดก” 

    (And after destroying seven nations in the land of Canaan, he gave them their land as an inheritance. )

13:20 “รวมเวลาทั้งหมดประมาณสี่ร้อยห้าสิบปี ภายหลังพระองค์ประทานผู้วินิจฉัยทั้งหลาย แก่พวกเขาจนถึงสมัยของซามูเอลผู้เผยพระวจนะ” 

     (All this took about 450 years. And after that he gave them judges until Samuel the prophet.)

13:21 “เวลานั้นพวกเขาขอให้มีกษัตริย์ พระเจ้าจึงทรงให้ซาอูลบุตรคีชจากเผ่าเบนยามินเป็นกษัตริย์อยู่สี่สิบปี” 

    (Then they asked for a king, and God gave them Saul the son of Kish, a man of the tribe of Benjamin, for forty years. )

13:22 “เมื่อทรงถอดซาอูลแล้วพระองค์ทรงตั้งดาวิดขึ้นเป็นกษัตริย์ของพวกเขา และทรงเป็นพยานกล่าวถึงดาวิดดังนี้ ‘เราพบว่าดาวิดบุตรของเจสซีเป็นคนที่ใจเราชื่นชอบ เป็นคนที่จะทำให้ความประสงค์ของเราสำเร็จทุกประการ’” 

    (And when he had removed him, he raised up David to be their king, of whom he testified and said, ‘I have found in David the son of Jesse a man after my heart, who will do all my will.’)

13:23 “และจากเชื้อสายของดาวิดนี้ พระเจ้าประทานผู้ช่วยให้รอดคือพระเยซูผู้ทรงบังเกิดมาเพื่อชนชาติอิสราเอลตามพระสัญญาของพระองค์”

    (Of this man’s offspring God has brought to Israel a Savior, Jesus, as he promised. )

13:24  “ก่อนพระเยซูเสด็จมา ยอห์นก็ได้ประกาศถึงบัพติศมาที่แสดงถึงการกลับใจใหม่ต่อประชาชนอิสราเอลทั้งหมดแล้ว” 

     (Before his coming, John had proclaimed a baptism of repentance to all the people of Israel. )

13:25 “และเมื่อยอห์นทำงานใกล้จะเสร็จ ท่านกล่าวว่า ‘ท่านทั้งหลายคิดว่าข้าพเจ้าเป็นใคร? ข้าพเจ้าไม่ใช่ผู้นั้นแต่นี่แน่ะจะมีผู้หนึ่งมาภายหลังข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าไม่คู่ควรแม้แต่จะแก้สายรัดฉลองพระบาทของพระองค์’

    (And as John was finishing his course, he said, ‘What do you suppose that I am? I am not he. No, but behold, after me one is coming, the sandals of whose feet I am not worthy to untie.’)

13:26 “พี่น้องทั้งหลาย พวกท่านผู้เป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม และคนทั้งหลายในพวกท่านซึ่งเป็นพวกที่เกรงกลัวพระเจ้าข่าวเรื่องความรอดนี้ถูกส่งมาถึงเรา” 

    (“Brothers, sons of the family of Abraham, and those among you who fear God, to us has been sent the message of this salvation. )

13:27 “เพราะว่าชาวกรุงเยรูซาเล็มกับพวกผู้ปกครองบ้านเมืองไม่รู้จักพระองค์ หรือเข้าใจคำของพวกผู้เผยพระวจนะที่อ่านกันทุกวันสะบาโต เขาทั้งหลายทำให้คำเหล่านั้นสำเร็จโดยการพิพากษาพระองค์” 

   (For those who live in Jerusalem and their rulers, because they did not recognize him nor understand the utterances of the prophets, which are read every Sabbath, fulfilled them by condemning him.)

13:28 “ถึงแม้ว่าไม่ได้พบความผิดใดที่มีโทษถึงตาย พวกเขายังขอให้ปีลาตประหารพระองค์เสีย” 

     (And though they found in him no guilt worthy of death, they asked Pilate to have him executed. )

13:29 “เมื่อพวกเขาทำทุกอย่างสำเร็จตามที่เขียนไว้เกี่ยวกับพระองค์แล้ว จึงเอาพระศพลงมาจากต้นไม้และวางไว้ในอุโมงค์” 

    (And when they had carried out all that was written of him, they took him down from the tree and laid him in a tomb. )

13:30 “แต่พระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตาย” 

    (But God raised him from the dead, )

13:31 “พระองค์ทรงสำแดงพระองค์อยู่หลายวันกับคนจากแคว้นกาลิลีที่มากรุงเยรูซาเล็มพร้อมกับพระองค์ และบัดนี้คนเหล่านั้นคือสักขีพยานของพระองค์ต่อคนทั้งหลาย” 

     (and for many days he appeared to those who had come up with him from Galilee to Jerusalem, who are now his witnesses to the people.)

13:32 “เรานำข่าวประเสริฐนี้มาแจ้งกับท่านทั้งหลายว่า พระสัญญาที่ประทานแก่บรรดาบรรพบุรุษของเรานั้น” 

     (And we bring you the good news that what God promised to the fathers, )

13:33 “พระเจ้าทรงให้สำเร็จตามนั้นเพื่อเรา ผู้เป็นลูกหลานของเขาทั้งหลาย โดยการที่พระองค์ทรงให้พระเยซูเป็นขึ้นมา ดังมีคำเขียนไว้ในพระธรรมสดุดีบทที่สองว่า‘เจ้าเองเป็นบุตรของเราวันนี้เราให้กำเนิดเจ้า’” 

     (this he has fulfilled to us their children by raising Jesus, as also it is written in the second Psalm, “‘You are my Son,today I have begotten you.’)

13:34 “ส่วนข้อที่ว่า พระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตาย ไม่ให้เน่าเปื่อยอีกนั้น พระองค์ตรัสดังนี้ว่า ‘เราจะให้พรอันบริสุทธิ์และมั่นคงที่เราสัญญาไว้กับดาวิดแก่พวกท่าน’” 

    (And as for the fact that he raised him from the dead, no more to return to corruption, he has spoken in this way,”‘I will give you the holy and sure blessings of David.’)

13:35 “เพราะฉะนั้นพระองค์ตรัสไว้ที่อื่นอีกว่า ‘พระองค์จะไม่ให้องค์บริสุทธิ์ของพระองค์ ประสบความเปื่อยเน่า’” 

     (Therefore he says also in another psalm, “‘You will not let your Holy One see corruption.’)

13:36 “เพราะว่าแม้แต่ดาวิดหลังจากที่ปรนนิบัติตามพระทัยพระเจ้าในชั่วอายุของท่านแล้ว ท่านล่วงหลับไป และถูกฝังไว้กับบรรดาบรรพบุรุษของท่านแล้วก็เปื่อยเน่าไป”

     (For David, after he had served the purpose of God in his own generation, fell asleep and was laid with his fathers and saw corruption, )

13:37 “ส่วนพระองค์ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงให้เป็นขึ้นมานั้นไม่ได้ประสบความเปื่อยเน่าเลย”

    (but he whom God raised up did not see corruption.)

13:38 “เพราะฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย จงเข้าใจเถิดว่า โดยพระองค์ จึงมีการประกาศการยกโทษบาปแก่ท่านทั้งหลาย” 

     (Let it be known to you therefore, brothers, that through this man forgiveness of sins is proclaimed to  you,)

13:39 “และโดยพระองค์นี้เอง ทุกคนที่เชื่อจะพ้นโทษบาปได้ทุกอย่างซึ่งเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้โดยธรรมบัญญัติของโมเสส” 

     (and by him everyone who believes is freed from everything from which you could not be freed by the law of Moses. )

13:40 “เพราะฉะนั้นจงระวังให้ดี เพื่อคำซึ่งพวกผู้เผยพระวจนะกล่าวไว้นั้นจะไม่เกิดกับท่านทั้งหลาย คือ”

    (Beware, therefore, lest what is said in the Prophets should come about)

13:41 ‘นี่แน่ะ เจ้าพวกหมิ่นประมาท จงอัศจรรย์ใจและพินาศ เพราะเราจะทำการในสมัยของพวกเจ้า ซึ่งเจ้าจะไม่เชื่อ แม้จะมีคนมาบอกพวกเจ้าแล้ว” 

   (“‘Look, you scoffers, be astounded and perish; for I am doing a work in your days,a work that you will not believe, even if one tells it to you.'”)

13:42 “ขณะที่ท่านทั้งสองกำลังเดินออกไป คนทั้งหลายก็อ้อนวอนพวกท่านให้กล่าวคำเหล่านั้นให้พวกเขาฟังอีกในวันสะบาโตหน้า” 

    (As they went out, the people begged that these things might be told them the next Sabbath.)

13:43 “เมื่อการประชุมเลิกแล้ว ยิวหลายคนกับพวกเข้าจารีตยิวที่นับถือพระเจ้าก็ตามเปาโลและบารนาบัสไป ท่านทั้งสองจึงพูดคุยกับพวกเขาและปลุกใจให้พวกเขาดำรงอยู่ในพระคุณของพระเจ้า”

    (And after the meeting of the synagogue broke up, many Jews and devout converts to Judaism followed Paul and Barnabas, who, as they spoke with them, urged them to continue in the grace of God.)

13:44 “เมื่อถึงวันสะบาโตหน้า คนเกือบทั้งเมืองมาประชุมกันฟังพระวจนะของพระเจ้า”

    (The next Sabbath almost the whole city gathered to hear the word of the Lord. )

13: 45 “แต่เมื่อพวกยิวเห็นคนมากมายก็มีใจอิจฉาอย่างยิ่ง พูดหมิ่นประมาทและคัดค้านคำของเปาโล” 

    (But when the Jews saw the crowds, they were filled with jealousy and began to contradict what was spoken by Paul, reviling him.)

13:46 “ส่วนเปาโลกับบารนาบัสนั้นมีใจกล้า กล่าวว่า “เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องกล่าวพระวจนะของพระเจ้าให้ท่านทั้งหลายฟังก่อน แต่เมื่อพวกท่านปฏิเสธและตัดสินตัวเองว่าไม่สมควรจะได้ชีวิตนิรันดร์ นี่แน่ะ เราจะหันไปหาพวกต่างชาติ”

     (And Paul and Barnabas spoke out boldly, saying, “It was necessary that the word of God be spoken first to you. Since you thrust it aside and judge yourselves unworthy of eternal life, behold, we are turning to the Gentiles. )

13:47 “เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสสั่งเราว่าอย่างนี้ ‘เราตั้งเจ้าไว้ให้เป็นความสว่างสำหรับคนต่างชาติ เพื่อเจ้าจะได้นำความรอดไปจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” 

    (For so the Lord has commanded us, saying,”‘I have made you a light for the Gentiles, that you may bring salvation to the ends of the earth.'”)

13:48 “เมื่อคนต่างชาติได้ยินอย่างนั้นก็มีความยินดีและสรรเสริญพระวจนะของพระเจ้า และคนทั้งหลายที่ทรงหมายไว้แล้วเพื่อให้ได้ชีวิตนิรันดร์ก็เชื่อถือ” 

   (And when the Gentiles heard this, they began rejoicing and glorifying the word of the Lord, and as many as were appointed to eternal life believed. )

13:49 “พระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าจึงแพร่ไปทั่วตลอดเขตแดนนั้น” 

    (And the word of the Lord was spreading throughout the whole region.)

13:50 “แต่พวกยิวยุยงบรรดาสตรีมีศักดิ์ซึ่งเป็นคนต่างชาติที่นับถือพระเจ้า กับพวกผู้ชายที่เป็นใหญ่ในเมืองนั้น ให้ข่มเหง และขับไล่เปาโลกับบารนาบัสออกจากเมืองของเขาทั้งหลาย” 

     (But the Jews incited the devout women of high standing and the leading men of the city, stirred up persecution against Paul and Barnabas, and drove them out of their district. )

13:51 “เปาโลกับบารนาบัสจึงสะบัดผงคลีดินที่ติดเท้าออกต่อพวกเขาแล้วไปยังเขตเมืองอิโคนียูม ส่วนพวกสาวกเต็มด้วยความชื่นชมยินดีและเต็มด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์”

    ( But they shook off the dust from their feet against them and went to Iconium. 52And the disciples were filled with joy and with the Holy Spirit.)

ข้อมูลมีประโยชน์

13:16   “โบกมือ”  (his hand) –กจ.12:17

13:17   “ด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์” (with uplifted arm) = ด้วยฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่; อพย.6:6-7;ฉธบ.7:6-8

13:18 “ทรงอดทนต่อความประพฤติของพวกเขาในถิ่นทุรกันดารประมาณสี่สิบปี” (about forty years he  put up with them in the wilderness) –ฉธบ.1:31;กดว.14:33;สดด.95:10;กจ.7:36

 13:19 “ทรงทำลายชนเจ็ดชาติออกจากแผ่นดินคานาอัน” (destroying seven nations in the land of Canaan) = ทรงโค่นล้มเจ็ดประชาชาติในคานาอัน  คือ 1. ฮิตไทต์  2. เกอร์กาซี  3. อาโมไรต์   4. คานาอัน

  1. เปริสซี ฮีไวต์    7. เยบุส    –ฉธบ.7:1

            “ทรงแบ่งแผ่นดินของชนชาติเหล่านั้นประทานแก่บรรพบุรุษของเราเป็นมรดก” (he gave themtheir land as an inheritance)  = ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของประชากรของพระองค์ (สดด.78:55;ยชว.19:51; กจ.7:45)

13:20   “ประมาณสี่ร้อยห้าสิบปี” (about 450 years)  = หมายถึง ช่วงเวลา 400 ปีที่อยู่ในอียิปต์ (ข.17;7:6) รวมกับอีก 40 ปี ในถิ่นทุรกันดาร และช่วงเวลาระหว่าง ข้ามแม่น้ำจอร์แดนกับการกระจายไปทั่วดินแดนปาเลสไตน์ (ยชว.14:19)

13:23   “ตามพระสัญญาของพระองค์” (as he promised ) = ตามที่ทรงสัญญาไว้ –อสย.11:1-16

13:25   “ยอห์น…กล่าวว่า” (John … he said) –มธ.3:11;มก.1:7;ลก.3:16;ยน.1:20,27

13:26   “คนทั้งหลายในพวกท่านซึ่งเป็นพวกที่เกรงกลัวพระเจ้า” ( those among you who fear God)   = ท่านชาวต่างชาติที่ยำเกรงพระเจ้า  -ข.14

13:28   “ไม่ได้พบความผิดใดที่มีโทษถึงตาย” ( no guilt worthy of death)  -ปท.ยอห์น 19:4

13:29-31 “ต้นไม้…อุโมงค์…เป็นขึ้นจากตาย…สักขีพยาน” (the tree… a tomb… raised him from the dead,       … witnesses)  -3:15

13:31   “อยู่หลายวัน” (  many days) = 40 วัน (1:3)

13:33   “วันนี้เราให้กำเนิดเจ้า” (today I have begotten you)   = “วันนี้เราได้เป็นบิดาของเจ้า” = หมายถึงการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซูคริสต์ -ปท.สดด.2:7-9;รม.1:4

  13:35   “จะไม่ให้องค์บริสุทธิ์ของพระองค์ประสบความเปื่อยเน่า” (You will not let your Holy One see corruption) = เปโตรอ้างข้อความนี้ในคำเทศนาในวันเพนเทคอสด้วย (2:27;สดด.16:10)

13:39   “ทุกคนที่เชื่อจะพ้นโทษบาปได้ทุกอย่าง” (everyone who believes is freed from everything )  = บางฉบับแปลว่า “ทุกคนที่เชื่อก็ถูกนับว่า เป็นผู้ชอบธรรมพ้นจากโทษทุกอย่าง”

       -การที่เราจะพ้นโทษ และเป็นผู้ชอบธรรมได้นั้น มีองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการคือ

            1) การอภัยโทษบาป(จากพระเจ้า)

            2) ทรงยอมรับว่า เราชอบธรรม (จากพระเจ้า)

                        -รม.3:21-22

13:46   “เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องกล่าวพระวจนะของพระเจ้าให้ท่านทั้งหลายฟังก่อน” (    “It was necessary that the word of God be spoken first to you) = เพราะว่า ข่าวประเสริฐมาจากคนยิว และเพื่อยิวก่อนและเปาโลก็เป็นยิว ที่เห็นใจคนเชื้อชาติเดียวกันก่อน  (รม.1:16;9:1-5; 10:1-3)

3:47   “เราตั้งเจ้า” ( have made you )  -9:15-16;22:14-15,21;26:15-18

           -อ.เปาโลขยายความคำพยากรณ์เกี่ยวกับพระเมสสิยาห์

13:48   “คนทั้งหลายที่ทรงหมายไว้แล้ว เพื่อให้ได้ชีวิตนิรันดร์ก็เชื่อถือ” (many as were appointed to eternal life believed) = “บรรดาผู้ที่ถูกกำหนดไว้ให้มีชีวิตนิรันดร์ก็เชื่อ”

           = การมีชีวิตนิรันดร์เกี่ยวข้องกับความเชื่อของมนุษย์และการกำหนดของพระเจ้า

13:51   “จึงสะบัดผงคลีดิน” (shook off the dust ) = แสดงการตัดขาดความรับผิดชอบ และปฏิเสธคนที่ไม่ยอมรับข่าวประเสริฐสำหรับตัวเขา และข่มเหงผู้รับใช้ของพระเจ้า ที่พยายามช่วยเขา (ลก.9:5)

        “เขตเมืองอิโคนียูม” (Iconium) = เมือง “คอนยา” ในปัจจุบัน เป็นทางแยกสำคัญและเป็นศูนย์กลางเกษตรกรรมในที่ราบภาคกลางของกาลาเทีย

13:52   “พวกสาวก” (the disciples) –กจ.11:26

      “เปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดีและพระวิญญาณบริสุทธิ์” ( filled with joy and with the Holy Spirit.  )   –ลก.1:15

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณได้เป็นพยานหรือประกาศข่าวประเสริฐและนำผู้ใดให้เข้ามาหาพระเจ้าหรือเชื่อในพระคริสต์แล้วบ้าง? อย่างไร? ที่ไหน? และเมื่อไร?
  2. คุณเองมีประสบการณ์กับการตัดสินใจเชื่อข่าวประแสริฐและต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดอย่างไร? (แบ่งปัน)
  3. คุณเคยมีประสบการณ์กับคนที่พระเจ้าทรงช่วยเหลือ เบิกทาง เคลียร์ทางให้กับคุณบ้างหรือไม่? อย่างไร?
  4. คุณประทับใจและซาบซึ้งกับสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำเพื่อคุณ(และโลกนี้) ในเรื่องใดมากที่สุด? ทำไม? และส่งผลอะไรต่อชีวิตของคุณบ้าง?
  5. เคยมีใครขอให้คุณเล่าเรื่องของพระเยซูคริสต์หรือข่าวประเสริฐให้เขาฟังเป็นรอบที่ 2 บ้างไหม? (แบ่งปัน)
  6. เคยมีผู้ใดปลุกใจคุณให้ดำรงอยู่ในความเชื่อและในพระคุณของพระเจ้าบ้าง? ที่ไหน? อย่างไร? แล้วมีผลอะไรเกิดขึ้นบ้าง?
  7. คุณเคยทุ่มเทในการปลุกใจและหนุนใจผู้ใดให้ดำรงอยู่ในทางของพระเจ้าบ้างหรือไม่ ง่ายหรือยาก แล้วผลเป็นอย่างไร?
  8. เคยมีใครอิจฉา เพราะคุณเกิดผล หรือ เพราะคุณเด่นเกินไป บ้างหรือไม่? อย่างไร? พวกเขาทำอะไรบ้าง? แล้วเกิดอะไรตามมา? คุณฟันฝ่ามาได้อย่างไร?
  9. คุณเคยต้องละจากกลุ่มคนใดหรือที่ใดที่หนึ่ง เพราะว่าพวกเขาต่อต้านข่มเหงและปฏิเสธที่จะรับฟังข่าวประเสริฐของพระคริสต์บ้างหรือไม่? อย่างไร?

 

ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.