พระธรรมกิจการ บทเรียนที่ 23

ผจญภัยในการประกาศข่าวประเสริฐ!

พระธรรม        กิจการ 17:1-33

อ้างอิง            กิจการ 1:16;2;24,41;3;18;8;35;9:20,30;13:14;14:15-16;15:22;16:19-20; 17:5,13;16:18,22-23, 31;18:19,26-28;19:1

บทนำ              การรับใช้ไม่ใช่เรื่องง่าย มีทั้งประสบความสำเร็จหรือผิดหวัง มีทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ แต่ที่น่ายินดีก็คือ สุดท้ายพระเจ้าจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราให้กลับกลายเป็นผลดีต่อเราทุกคนที่รักพระองค์!

บทเรียน

17:1 “เมื่อเปาโลกับสิลาสข้ามเมืองอัมฟีบุรีและเมืองอปอลโลเนียแล้วจึงมายังเมืองเธสะโลนิกา ที่นั่นมีธรรมศาลาของพวกยิว” 

  (Now when they had passed through Amphipolis and Apollonia, they came to Thessalonica, where there was a synagogue of the Jews. )

17:2 “เปาโลจึงเข้าไปในธรรมศาลานั้นเช่นเคย และท่านอ้างข้อความในพระคัมภีร์ถกเถียงกับพวกเขาได้สามวันสะบาโต” 

   (And Paul went in, as was his custom, and on three Sabbath days he reasoned with them from the Scriptures, )

17:3 “อธิบายและพิสูจน์ให้เห็นว่า จำเป็นที่พระคริสต์จะต้องทรงทนทุกข์และเป็นขึ้นจากตาย และกล่าวต่อว่า “พระเยซูองค์นี้ที่ข้าพเจ้าประกาศกับท่านทั้งหลายคือพระคริสต์

   (explaining and proving that it was necessary for the Christ to suffer and to rise from the dead, and saying, “This Jesus, whom I proclaim to you, is the Christ.” )

17:4 “บางคนในพวกเขาเห็นด้วยและเข้าร่วมกับเปาโลและสิลาส รวมทั้งชาวกรีกที่นับถือพระเจ้าอีกหลายคนและสุภาพสตรีที่เป็นคนสำคัญๆ ก็มีไม่น้อย” 

   (And some of them were persuaded and joined Paul and Silas, as did a great many of the devout Greeks and not a few of the leading women.) 

17:5 “แต่พวกยิวมีความอิจฉาจึงไปคบคิดกับคนพาลตามตลาด รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ก่อการจลาจลในเมือง และบุกเข้าไปในบ้านของยาโสนเพื่อเอาตัวพวกท่านออกมาให้คนทั้งปวง” 

   (But the Jews were jealous, and taking some wicked men of the rabble, they formed a mob, set the city in an uproar, and attacked the house of Jason, seeking to bring them out to the crowd.)

17:6 “เมื่อไม่พบ จึงฉุดลากยาโสนกับพวกพี่น้องบางคนไปหาคณะผู้ปกครองเมืองแล้วร้องว่า “พวกที่ก่อความวุ่นวายทั่วโลกภาษากรีกแปลตรงตัวว่า พวกคว่ำโลกมนุษย์ก็มาที่นี่ด้วย” 

   (And when they could not find them, they dragged Jason and some of the brothers before the city authorities, shouting, “These men who have turned the world upside down have come here also, )

17:7 “และยาโสนรับรองพวกเขาไว้ คนพวกนี้ล้วนฝ่าฝืนคำสั่งของซีซาร์ โดยสอนว่ามีกษัตริย์อีกองค์หนึ่งคือเยซู” 

   (and Jason has received them, and they are all acting against the decrees of Caesar, saying that there is another king, Jesus.” )

17:8 “เมื่อฝูงชนและคณะผู้ปกครองเมืองได้ยินอย่างนั้นก็ร้อนใจ” 

   (And the people and the city authorities were disturbed when they heard these things. )

17:9 “จึงเรียกค่าประกันตัวจากยาโสนกับคนอื่นๆ แล้วปล่อยไป”

  (And when they had taken money as security from Jason and the rest, they let them go.)

17:10 “พอค่ำลงพวกพี่น้องจึงส่งเปาโลกับสิลาสไปยังเมืองเบโรอา เมื่อไปถึงแล้วท่านทั้งสองจึงเข้าไปในธรรมศาลาของพวกยิว” 

   (The brothers immediately sent Paul and Silas away by night to Berea, and when they arrived they went into the Jewish synagogue. )

17:11 “ยิวในเมืองนี้มีใจยอมรับมากกว่ายิวในเมืองเธสะโลนิกา เพราะพวกเขารับพระวจนะด้วยความอยากรู้และค้นดูพระคัมภีร์ทุกวัน หวังจะรู้ว่าข้อความเหล่านั้นจริงดังที่กล่าวหรือไม่”

   (Now these Jews were more noble than those in Thessalonica; they received the word with all eagerness, examining the Scriptures daily to see if these things were so. )

17:12 “เพราะฉะนั้นมีหลายคนในพวกเขามาเชื่อถือ รวมทั้งบรรดาสตรีมีศักดิ์ชาวกรีกและบรรดาผู้ชายชาวกรีกอีกจำนวนไม่น้อย” 

   (Many of them therefore believed, with not a few Greek women of high standing as well as men.)

17:13 “แต่เมื่อพวกยิวที่อยู่ในเมืองเธสะโลนิกาทราบว่าเปาโลกล่าวสั่งสอนพระวจนะของพระเจ้าในเมืองเบโรอาด้วย พวกเขาก็มายุยงฝูงชนที่นั่น”

   (But when the Jews from Thessalonica learned that the word of God was proclaimed by Paul at Berea also, they came there too, agitating and stirring up the crowds.)

17:14 “พวกพี่น้องจึงส่งเปาโลออกทะเลทันที แต่สิลาสกับทิโมธียังคงอยู่ที่นั่น” 

   (Then the brothers immediately sent Paul off on his way to the sea, but Silas and Timothy remained there. )

17:15 “พวกที่ไปส่งเปาโลนั้นได้ส่งท่านถึงกรุงเอเธนส์ และเมื่อได้รับคำสั่งจากท่านถึงสิลาสกับทิโมธีว่าให้รีบไปหาท่านโดยเร็วแล้วพวกเขาก็กลับไป”

    (Those who conducted Paul brought him as far as Athens, and after receiving a command for Silas and Timothy to come to him as soon as possible, they departed.)

17:16 “ขณะเปาโลกำลังคอยสิลาสกับทิโมธีอยู่ในกรุงเอเธนส์ ท่านมีความเดือดร้อนวุ่นวายใจเพราะเห็นรูปเคารพเต็มไปทั้งเมือง” 

   (Now while Paul was waiting for them at Athens, his spirit was provoked within him as he saw that the city was full of idols. )

17:17 “เพราะฉะนั้นท่านจึงถกปัญหากับพวกยิวและบรรดาคนที่นับถือพระเจ้าในธรรมศาลา และกับคนทั้งหลายที่มาพบท่านที่บริเวณตลาดนัดทุกวัน”

   (So he reasoned in the synagogue with the Jews and the devout persons, and in the marketplace every day with those who happened to be there. )

17:18 “ปรัชญาเมธีบางคนในพวกเอปิคูเรียนและในพวกสโตอิกก็มาพบท่าน บางคนกล่าวว่า “คนเก็บเศษความรู้เล็กๆ น้อยๆ นี้ กำลังจะพูดเรื่องอะไร” บางคนกล่าวว่า “ดูเหมือนเขาเป็นคนนำพระต่างประเทศเข้ามาเผยแพร่” เพราะเปาโลประกาศเรื่องพระเยซูและการเป็นขึ้นจากตาย”

   (Some of the Epicurean and Stoic philosophers also conversed with him. And some said, “What does this babbler wish to say?” Others said, “He seems to be a preacher of foreign divinities”—because he was preaching Jesus and the resurrection.)

17:19 “พวกเขาจึงนำเปาโลไปยังสภาอาเรโอปากัสแล้วถามว่า “เราขอทราบได้หรือไม่ว่าคำสอนใหม่ที่ท่านกล่าวนั้นเป็นอย่างไร?”

   (And they took him and brought him to the Areopagus, saying, “May we know what this new teaching is that you are presenting?) 

17:20 “เพราะว่าท่านนำเรื่องแปลกประหลาดมาถึงหูของเรา เพราะฉะนั้นเราอยากทราบว่าเรื่องราวเหล่านี้มีความหมายอย่างไร” 

   (For you bring some strange things to our ears. We wish to know therefore what these things mean.”)

17:21 “(เพราะชาวเอเธนส์กับชาวต่างประเทศซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่นไม่สนใจเรื่องอะไรนอกจากจะกล่าวหรือฟังสิ่งใหม่ๆ).

   (Now all the Athenians and the foreigners who lived there would spend their time in nothing except telling or hearing something new.)

17:22 “เปาโลจึงยืนขึ้นกลางสภาอาเรโอปากัสแล้วกล่าวว่า “นี่แน่ะ ท่านทั้งหลายที่เป็นชาวเอเธนส์ ข้าพเจ้าเห็นว่าพวกท่านเป็นคนเคร่งศาสนาในทุกด้าน” 

     (So Paul, standing in the midst of the Areopagus, said: “Men of Athens, I perceive that in every way you are very religious. )

17:23 “เพราะว่าขณะข้าพเจ้าเดินไปรอบๆ เมืองและสังเกตดูสิ่งที่ท่านนมัสการนั้น ข้าพเจ้าพบแท่นหนึ่ง มีคำจารึกว่า ‘แด่พระเจ้าที่ไม่รู้จัก’ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมาประกาศให้พวกท่านรู้ถึงพระเจ้าองค์ที่ท่านไม่รู้จักแต่ยังนมัสการอยู่” 

   (For as I passed along and observed the objects of your worship, I found also an altar with this inscription: ‘To the unknown god.’ What therefore you worship as unknown, this I proclaim to you.) 

17:24 “พระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกกับสิ่งทั้งปวงที่มีอยู่ในนั้น เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก พระองค์ไม่ได้สถิตในวิหารที่มนุษย์สร้างขึ้น”

   (The God who made the world and everything in it, being Lord of heaven and earth, does not live in temples made by man)

17:25 “พระองค์ไม่จำเป็นต้องให้มือมนุษย์มารับใช้ราวกับว่ามีความต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะพระองค์ต่างหากที่ทรงเป็นผู้ประทานชีวิตและลมหายใจและสิ่งสารพัดแก่คนทั้งปวง”

   (nor is he served by human hands, as though he needed anything, since he himself gives to all mankind life and breath and everything. )

17:26 “พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ทุกชาติมาจากคนๆ เดียวให้อยู่ทั่วพิภพโลก และทรงกำหนดเวลาและเขตแดนให้เขาทั้งหลายอยู่ด้วย”

   (And he made from one man every nation of mankind to live on all the face of the earth, having determined allotted periods and the boundaries of their dwelling place, )

17:27 “เพื่อพวกเขาจะได้แสวงหาพระเจ้าและมุ่งหวังจะค้นหาและพบพระองค์ ที่จริงพระองค์ไม่ทรงอยู่ห่างไกลจากเราทุกคนเลย” 

   (that they should seek God, and perhaps feel their way toward him and find him. Yet he is actually not far from each one of us, )

17:28 “เพราะว่า ‘เรามีชีวิต และไหวตัว และเป็นอยู่ในพระองค์’ ตามที่กวีบางคนในพวกท่านกล่าวว่า ‘แท้จริงเราเป็นเชื้อสายของพระองค์’ “

   (for “‘In him we live and move and have our being’; as even some of your own poets have said, “‘For we are indeed his offspring.’)

17:29 “เพราะฉะนั้นเมื่อเราเป็นเชื้อสายของพระเจ้าแล้ว เราก็ไม่ควรถือว่าพระเจ้าทรงเป็นทอง เงิน หรือหิน ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นจากศิลปะและความคิดของมนุษย์”

   (Being then God’s offspring, we ought not to think that the divine being is like gold or silver or stone, an image formed by the art and imagination of man. )

17:30 “ในเวลาที่มนุษย์ยังขาดความรู้ พระเจ้าไม่ทรงถือโทษ แต่บัดนี้ พระเจ้าตรัสสั่งมนุษย์ทั้งปวงทั่วทุกแห่งให้กลับใจใหม่” 

  (The times of ignorance God overlooked, but now he commands all people everywhere to repent,)

17:31 “เพราะพระองค์ทรงกำหนดวันหนึ่งไว้แล้ว ในวันนั้นพระองค์จะทรงพิพากษาโลกตามความชอบธรรมโดยบุคคลที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ และพระเจ้าทรงให้คนทั้งปวงมีความมั่นใจในเรื่องนี้โดยทรงให้บุคคลผู้นั้นเป็นขึ้นจากตาย

  (because he has fixed a day on which he will judge the world in righteousness by a man whom he has appointed; and of this he has given assurance to all by raising him from the dead.”)

17:32 “เมื่อคนทั้งหลายได้ยินเรื่องการเป็นขึ้นจากตาย บางคนก็เยาะเย้ย แต่บางคนกล่าวว่า “เราจะคอยฟังท่านกล่าวเรื่องนี้ต่อไปอีก”

   (Now when they heard of the resurrection of the dead, some mocked. But others said, “We will hear you again about this.” )

17:33 “แล้วเปาโลจึงจากพวกเขาไป” 

  (So Paul went out from their midst. )

17:34 “แต่มีบางคนติดตามเปาโลและเชื่อถือ ท่ามกลางคนเหล่านั้นมีดิโอนิสิอัสสมาชิกสภาอาเรโอปากัส กับหญิงคนหนึ่งชื่อดามาริส และคนอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง”

  (But some men joined him and believed, among whom also were Dionysius the Areopagite and a woman named Damaris and others with them.)

 ข้อมูลมีประโยชน์

17:1   “เมืองอัมฟีบุรี” (Amphipolis) = ในบางฉบับใช้ชื่อทับศัพท์ว่า “อัมฟีโปลิส” -ถนนเอกนาเทียน พาดผ่านตอนเหนือของประเทศกรีซ (ในปัจจุบัน) จากทิศตะวันออกไปยังตะวันตก ฟิลิปปี อัมฟีบุรี  อปอลโลเนีย และเธสะโลนิกา ก็อยู่ในเส้นทางนี้

         “เมืองเธสะโลนิกา” (Thessalonica) = อยู่ห่างจากฟิลิปปี ประมาณ 160 กิโลเมตร เป็นเมืองหลวงของแคว้นมาซิโดเนีย มีประชากรมากกว่า 200,000 คน มีชุมชนยิว และธรรมศาลาอยู่ที่นี่ด้วย   -เปาโลจึงตัดสินใจประกาศข่าวประเสริฐในเมืองนี้

17:2   “ธรรมศาลา” (   went in ) -13:14

         “สามวันสะบาโต” (three Sabbath days) = เป็นช่วงเวลาที่เปาโลใช้ในการประกาศข่าวประเสริฐและเป็นพยานแก่พวกยิวในธรรมศาลา (แต่ไม่ใช่เวลาทั้งหมดที่เปาโลอยู่ในเมืองเธสะโลนิกา)

17:3     “อธิบายและพิสูจน์ให้เห็นว่า” (explaining and proving that) -ในบางฉบับใช้ว่า   “ชี้แจง” เป็นคำกรีกเดียวกันกับที่ใช้ใน ลก.24:45 (ที่แปลว่า “เปิด”) เมื่อพระเยซูทรงทำให้พวกสาวกเข้าใจพระคัมภีร์เกี่ยวกับการตายและการเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์ (ปท. ลก.24:27)

17:4     “ชาวกรีกที่นับถือพระเจ้า” (great many of the devout Greeks   ) -บางฉบับแปลว่า “ชาวกรีกผู้ยำเกรงพระเจ้า” -10:2;16:4

            “สุภาพสตรีที่เป็นคนสำคัญ ๆ” (the leading women) = อาจเป็นผู้นำของเมือง

17:5     “อิจฉา” ( jealous) -พวกยิวอิจฉาริษยาที่มีคนจำนวนมากทั้งพวกยิวบางคน คนไม่ใช่ยิวที่ยำเกรงพระเจ้าจำนวนมาก และสตรีคนสำคัญหลายคนตอบสนองต่อข่าวประเสริฐที่เปาโลประกาศ (ปท.13:45)

17:6    “ฉุดลากยาโสน” (dragged Jason) -กจ.16:19

          “คณะผู้ปกครองเมือง” (the city authorities) = เจ้าหน้าที่ของเมืองมาจากภาษากรีกว่า โปลิทาร์ค แปลตรง ๆ ว่า “ผู้ครองเมือง” และใช้ใน ข.8

17:7     “ฝ่าฝืนคำสั่งของซีซ่าร์” (acting against the decrees of Caesa) -บางฉบับแปลว่า “ท้าทายกฤษฏีกาของซีซาร์” ปกติข้อหาที่รุนแรงที่สุดสำหรับพวกยิวคือ การหมิ่นประมาทพระเจ้า แต่สำหรับชาวโรมข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุดคือ การกบฎ และสนับสนุนกษัตริย์องค์อื่น เหนือซีซ่าร์

ปท. เมื่อตอนเข้าจับกุมพระเยซูด้วยเหตุว่า พระเยซูอ้างว่าพระองค์เป็นกษัตริย์ เพื่อลงโทษประหารพระองค์ (ยน.18:12)

17:9     “เรียกค่าประกันตัว” (taken money as security) = ยาโสนถูกบังคับให้รับประกันว่า จะไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายไม่สงบต่อชุมชนให้ประกันตัวและปล่อยไป

17:10   “เปาโลกับสิลาส” ( Paul and Silas) = ก่อนตอนนี้ ทิโมธี ถูกละไว้ที่เมืองฟิลิปปี และตามมาร่วมกับเปาโลกับสิลาสที่เบเรอา (ข.10 และ ข.14)

            “เบเรอา” (Berea) = ในปัจจุบันคือ เวอเรีย อยู่ห่างจากเธสะโลนิการาว ๆ 80 กิโลเมตร ในแขวงหนึ่งของมาซิโดเนีย

17:11   “ยิวในเมืองนี้” ( Now these Jews) = ในเมืองเบโรอา ลูกาได้บันทึกชื่อของ โสปาเทอร์ บุตรปีรัส จากเมืองเบโรอาไว้ในรายชื่อผู้ร่วมเดินทางกับเปาโลไปยังกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อส่งมอบเงินบริจาคช่วยเหลือผู้ยากไร้ (20:4)

17:14   “ออกทะเล” (to the sea ) – บางฉบับแปลว่า “ไปที่ชายฝั่ง”

-บางคนอาจสรุปว่า เปาโลไปเอเธนส์ทางเรือ แต่ก็มีถนนเลียบชายฝั่งไปถึงเอเธนส์เหมือนกัน ซึ่งเปาโลอาจเดินเท้าไปเอเธนส์ หลังจากพี่น้องช่วยกันคุ้มกันท่ามมาถึงชายฝั่งก็ได้ (ประมาณ 32 กิโลเมตร) แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใด ที่แน่ๆ ก็คือ พวกพี่น้องเหล่านั้นก็ไปกับเปาโล จนกระทั่งถึงเอเธนส์

17:15   “เอเธนส์” (Athens) = ก่อนสมัยของเปาโล ราว ๆ  5 ศตวรรษ เอเธนส์ได้เจริญรุ่งเรืองอย่างสูงอยู่ในด้าน

            ปรัชญา ศิลปะ วรรณกรรม และยังคงมีมหาวิทยาลัยชั้นนำอยู่แห่งหนึ่งในสมัยของเปาโล

17:18   “ปรัชญาเมธีบางคนในพวกเอปิคูเรียน” (Some of the Epicurean ) =สำนักปรัชญาที่เดิมสอนว่าความดีสูงสุดคือความสุข แต่ไม่ใช่ความสุขหรือความพอใจแบบชั่วครู่ แต่พอสมัยเปาโล ปรัชญานี้เสื่อมถอยลงกลายเป็นระบบความคิดที่เน้นเพียงแค่ความรู้สึกพึงพอใจมากขึ้นเท่านั้น
            “พวกสโตอิก” (Stoic)  =พวกที่เน้นการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ตระหนักถึงความเพียงพอในตัวเองและความเป็นอิสระ ไม่ต้องพึ่งพาสิ่งใดๆ และเก็บกดความปรารถนาเอาไว้ แต่ต่อมาก็ตกต่ำลงเหมือนพวกเอปิคูเรียน คือเสื่อมลงจนกลายเป็นระบบแห่งความหยิ่งทรนง
            “กำลังจะพูดเรื่องอะไร” (What does this babbler wish to say?) =มาพล่ามอะไร,

  • คำว่า  “พูด(พล่าม)” นี้มาจากคำภาษากรีกที่แปลว่า “จิกเมล็ด” เป็นภาพของนก ที่จิกกินตรงนี้ที ต่อมาใช้ในความหมายถึง ”คนที่เดินเตร่ไปตามร้านในตลาด และเก็บเรื่องเล็กๆ น้อยเท่าที่พอจะหาได้มา แล้วนำไปเล่าต่อโดยไม่ได้กลั่นกรอง”

17:19    “สภาอาเรโอปากัส” (Areopagus) =แปลว่า “เนินเขาแห่งเทพอาเรส”
             “อาเรส” เป็น เทพแห่งสายฟ้าและสงคราม(เทียบเท่ากับเทพ มาร์ส ของโรม)
             “อาเรโอปากัส” ( (Areopagus) =ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ของอาโครโปลิส และทางใต้ของอะโกรา เคยใช้เป็นที่พบปะของศาลหรือสภาอาเรโกรัสในช่วงต้นๆ ของสภาปกครองนครรัฐของกรีก แต่พอมา สภาอาเรโอปากัส  ในยุคสมัยพระคัมภีร์ใหม่คงเหลือสิทธิอำนาจเฉพาะด้านศาสนา โดยพบกันในเฉลียงที่มุมด้านตะวันตกเฉียงเหนือของย่านการค้า(อะโกรา) พวกเขาถือตนว่าเป็นผู้อารักขาคำสอนที่คอยแนะนำศาสนา หรือเทพ เจ้าองค์ใหม่ๆ

17:22 “คนเคร่งศาสนา” (very religious) =คำที่ใช้เรียกคำนี้ อาจแปลว่า “งมงาย “

          คำๆ นี้ สามารถใช้เพื่อยกย่องหรือวิพากษ์วิจารณ์วิจารณ์บุคคล ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลผู้พูดหรือใช้คำนี้รวมตัวเองอยู่ในกลุ่มนั้นหรือไม่ ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าเปาโลต้องการชมเชยเพื่อดึงความสนใจของผู้ฟัง

17:23  “แด่พระเจ้าที่ไม่รู้จัก” (What therefore you worship as unknown  ) =ชาวกรีกกลัวว่าจะทำผิดต่อเทพเจ้าใดโดยไม่ได้ให้ความเคารพสนใจต่อเทพเหล่านั้นจึงติดป้ายว่า “แด่พระเจ้าที่ไม่รู้จัก”เอาไว้ และนักเขียนชาวกรีกคนอื่นๆ ก็ยืนยันว่ามีแท่นบูชาอย่างนี้จริงๆ ในเอเธนส์

17:24    “พระเจ้าผู้ทรงสร้างโลก” (The God who made the world) =พระเจ้าเป็นพระผู้สร้างมนุษย์แต่ละคน ซึ่งขัดกับความเชื่อตามทัศนะ แบบ “สรรพเทวะนิยม” ของพวกสโตอิก
             “ไม่ได้สถิตในวิหารที่มนุษย์สร้างขึ้น” (does not live in temples made by man) =เปรียบเทียบกับคำกล่าวของสเทเฟน(7:48;1พกษ8:27)

17:26 พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ทุกชาติมาจากคนๆ เดียวให้อยู่ทั่วพิภพโลก”( (he made from one man every nation of mankind to live on all the face of the earth)=  และทรงกำหนดเวลาและเขตแดนให้เขาทั้งหลายอยู่ด้วย

17:28 “กวีบางคนในพวกท่าน” (some of your own poets) =ในข้อนี้ มีการยกข้อความจากบทกวีของกรีกอยู่ 2 ตอน

  1. “เรามีชีวิต และ ไหวตัว และเป็นอยู่ในพระองค์” ( In him we live and move and have our being ) = “ในพระองค์ เรามีชีวิต เคลื่อนไหว และเป็นอยู่” เป็นข้อความจากกวีชาวเกาะครีตนามว่า เอปิเมนิเดส (ราว 600ปี ก.ค.ศ. ) ในเรื่องครีติกา
  2. ‘’แท้จริงเราเป็นเชื้อสายของพระองค์’’ (For we are indeed his offspring) =ข้อความมาจากกวีชาวซิลีเซีย (ราว315-240ก.ค.ศ.) ในเรื่องฟีโนมีนา เช่นเดียวกับจากเรื่อง สรรเสริญซูส ของคลีอันเทส (331- 233ก.ค.ศ.)  นอกจากนี้ เปาโล ยังอ้างบทกวีกรีกในที่อื่นๆ ด้วย(1คร.15:33;ทต.1:12)

17:30  “ในเวลาที่มนุษย์ยังขาดความรู้ พระเจ้าไม่ทรงถือโทษ แต่บัดนี้”  (The times of ignorance God overlooked, but now) = “ในอดีตพระเจ้าทรงมองข้ามความเขลาเช่นนั้น แต่บัดนี้…”

=เดิมนั้นพระเจ้าไม่ได้พิพากษาพวกเขาที่นมัสการพระเทียมเท็จ เพราะความโง่เขลา แต่ขณะนี้ สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว(ข.31) พระเจ้าทรงบัญชาให้มนุษย์ทั้งปวงต้องกลับใจใหม่

17:31 “โดยบุคคลที่พระองค์ทรงกำหนดไว้” ( by a man whom he has appointed) =โดยผู้หนึ่งที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งไว้ หมายความว่า พระเยซูผู้เป็นบุตรมนุษย์(ดนล7:13;ปท.มธ.25:31-46;กจ10:42)

17:32-34 ~เมื่อเปาโลเทศน์มักมีคนตอบสนองอยู่ 3 แบบ

 1.ปฏิเสธ-เย้ยหยัน

 2.อยากฟังอีก~รั้งตัวให้พูดอีก

 3.ตอบรับ~ติดตาม และเชื่อ

17:32  “การเป็นขึ้นจากตาย” (the resurrection of the dead) = ชาวกรีกยอมรับเรื่องความเป็นอมตะของวิญญาณ แต่ไม่ยอมรับเรื่องการเป็นขึ้นมาจากตายของร่างกาย

17:34 “ดิโอนิสิอัสสมาชิกสภาอาเรโอปากัส” (Dionysius the Areopagite ) =มีตำนานเล่าว่า ภายหลังเขาได้กลายมาเป็นบิชอปแห่งเอเธนส์

          “หญิงคนหนึ่งชื่อดามาริส” (woman named Damaris) =เธออาจเป็น

 1) ชาวต่างชาติผู้มีการศึกษาดี อยู่ในการประชุมสาธารณะเช่น สภาอาเรโอปากัส

 2) ชาวต่างชาติผู้ยำเกรงพระเจ้า และเคยฟังเปาโลเทศน์ในธรรมศาลา(ข.17)

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยเป็นพยานกับบุคคลใดหรือกลุ่มใดอย่างต่อเนื่องยาวนานจน(พวก)เขาเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์บ้างหรือไม่? อย่างไร? (แบ่งปัน)
  2. คุณเคยถูกคนอิจฉาริษยาและตามเล่นงานจนวุ่นวายปั่นป่วนบ้างหรือไม่? เพราะอะไร? และผลที่ตามมาเป็นอย่างไร?
  3. คุณเคยทำให้ผู้ใดเดือดร้อน เพราะวิธีการหรือท่าทีในการประกาศข่าวประเสริฐของบ้างหรือไม่? อย่างไร? (แบ่งปัน)
  4. คุณเคยต้องหนีจากการปองร้ายของคนอื่นบ้างหรือไม่? เพราะเหตุใด? และอย่างไร? (แบ่งปัน)
  5. คุณเคยได้รับการหนุนใจเพราะการเปิดใจของใครบางคนหรือบางกลุ่มหรือไม่? อย่างไร? (แบ่งปัน)
  6. คุณเคยเผชิญกับโจทย์ยาก ๆ ในการเป็นพยานหรือประกาศข่าวประเสริฐบ้างหรือไม่? ทำไม? ที่ไหน? และอย่างไร?
  7. คุณเคยเป็นพยานโดยเริ่มต้นจากเรื่อง “พระเจ้าที่ไม่รู้จัก” บ้างหรือไม่? อย่างไร? แล้วผลที่ตามมาคืออะไร?
  8. คุณเคยเป็นพยาน/ประกาศหรือนำผู้ที่มีอิทธิพลหรือมีตำแหน่งสูงมาเชื่อพระเจ้าบ้างหรือไม่? (แบ่งปัน)

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.