พระธรรมกิจการ บทเรียนที่ 24

อย่ากลัวเลย แต่จงกล่าวต่อไป!

พระธรรม         กิจการ18:1-28
อ้างอิง:             กจ.8:35;9:10,20;11:14,19,28;13:7-8,14;16:6,14;17:2,15;18:2,9,21,,27; 19:1;20:34;21:24;23:29;25:11,19
บทนำ           ชีวิตการรับใช้ไม่ได้เรียบง่ายเสมอไป แต่ไม่ว่าจะเจอะเจออะไร เราต้องมุ่งหน้าต่อไป โดยไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรค ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้า พร้อมกับสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้สานต่อพันธกิจที่เราทำอยู่!

บทเรียน

18:1 “หลังจากนั้น เปาโลจึงออกจากกรุงเอเธนส์ไปยังเมืองโครินธ์”

      (After this Paul left Athens and went to Corinth. )

18:2 “ท่านพบยิวคนหนึ่งที่นั่นชื่ออาควิลลาซึ่งเกิดในแคว้นปอนทัส แต่พึ่งมาจากประเทศอิตาลีกับภรรยาที่ชื่อปริสสิลลา เพราะจักรพรรดิคลาวดิอัสมีรับสั่งให้พวกยิวทั้งหมดออกไปจากกรุงโรม เปาโลจึงไปหาคนทั้งสอง” 

      (And he found a Jew named Aquila, a native of Pontus, recently come from Italy with his wife Priscilla, because Claudius had commanded all the Jews to leave Rome. And he went to see them)

18:3 “ท่านอาศัยและทำงานอยู่กับเขาทั้งสอง เพราะว่าทั้งสองฝ่ายเป็นช่างทำเต็นท์ด้วยกัน” 

      (and because he was of the same trade he stayed with them and worked, for they were tentmakers by trade.)

18:4 “เปาโลนั้นถกปัญหาในธรรมศาลาทุกวันสะบาโต และชักชวนทั้งพวกยิวและพวกกรีกให้เชื่อ”

      (And he reasoned in the synagogue every Sabbath, and tried to persuade Jews and Greeks.)

18:5 “พอสิลาสกับทิโมธีมาจากแคว้นมาซิโดเนีย เปาโลก็ทุ่มเทกับการประกาศพระวจนะและเป็นพยานกับพวกยิวว่า พระคริสต์นั้นคือพระเยซู” 

     (When Silas and Timothy arrived from Macedonia, Paul was occupied with the word, testifying to the Jews that the Christ was Jesus.) 

18:6 “แต่เมื่อพวกเขาต่อต้านและกล่าวคำหยาบช้า เปาโลจึงสะบัดเสื้อผ้ากล่าวกับพวกเขาว่า “โทษที่ท่านทั้งหลายต้องตายนั้น พวกท่านต้องรับผิดชอบเอง ข้าพเจ้าไม่มีโทษแล้ว ตั้งแต่นี้ไปข้าพเจ้าจะไปหาคนต่างชาติ

    (And when they opposed and reviled him, he shook out his garments and said to them, “Your blood be on your own heads! I am innocent. From now on I will go to the Gentiles.” )

18:7 “ท่านจึงออกจากที่นั่น แล้วเข้าไปในบ้านของชายคนหนึ่งชื่อทิทิอัสยุสทัสซึ่งเป็นคนที่นับถือพระเจ้า บ้านของเขาอยู่ติดกับธรรมศาลา”

     (And he left there and went to the house of a man named Titius Justus, a worshiper of God. His house was next door to the synagogue. )

18:8 “คริสปัสนายธรรมศาลากับทั้งครัวเรือนของท่านก็มาเชื่อถือในองค์พระผู้เป็นเจ้า และชาวโครินธ์หลายคนเมื่อฟังเปาโลแล้วก็เชื่อถือและรับบัพติศมา” 

    (Crispus, the ruler of the synagogue, believed in the Lord, together with his entire household. And many of the Corinthians hearing Paul believed and were baptized.)

18:9 “และองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับเปาโลทางนิมิตในคืนหนึ่งว่า “อย่ากลัวเลย แต่จงกล่าวต่อไป อย่านิ่งเสีย” 

    (And the Lord said to Paul one night in a vision, “Do not be afraid, but go on speaking and do not be silent, )

18:10 “เพราะว่าเราอยู่กับเจ้าและจะไม่มีใครต่อสู้ทำร้ายเจ้า เพราะว่ามีคนจำนวนมากในนครนี้ที่เป็นประชากรของเรา” 

     (for I am with you, and no one will attack you to harm you, for I have many in this city who are my people.” )

18:11 “เปาโลจึงอยู่ต่อไป และสั่งสอนพระวจนะของพระเจ้าตลอดปีหนึ่งกับหกเดือน”

      (And he stayed a year and six months, teaching the word of God among them.)

18:12 “แต่เมื่อกัลลิโอเป็นผู้สำเร็จราชการแคว้นอาคายา พวกยิวรวมตัวกันขึ้นต่อสู้เปาโลและนำตัวท่านไปศาล” 

      (But when Gallio was proconsul of Achaia, the Jews made a united attack on Paul and brought him before the tribunal, )

18:13 “ฟ้องว่า “คนนี้ชักชวนคนทั้งหลายให้นับถือพระเจ้าในทางที่ผิดกฎหมาย” 

       (saying, “This man is persuading people to worship God contrary to the law.” )

18:14 “เมื่อเปาโลกำลังจะพูด กัลลิโอก็กล่าวกับพวกยิวว่า “นี่แน่ะพวกยิว ถ้าเป็นเรื่องการอธรรมหรือเรื่องอาชญากรรม ข้าก็เห็นสมควรที่จะฟังพวกเจ้า” 

      (But when Paul was about to open his mouth, Gallio said to the Jews, “If it were a matter of wrongdoing or vicious crime, O Jews, I would have reason to accept your complaint.)

18:15 “แต่ในเมื่อเป็นการโต้แย้งกันเรื่องถ้อยคำกับเรื่องชื่อและธรรมบัญญัติของพวกเจ้า พวกเจ้าก็จงวินิจฉัยกันเอาเองเถิดข้าไม่อยากเป็นผู้พิพากษาตัดสินข้อความเหล่านั้น” 

       (But since it is a matter of questions about words and names and your own law, see to it yourselves. I refuse to be a judge of these things.” )

18:16 “ท่านจึงไล่พวกนั้นไปจากศาล”

       (And he drove them from the tribunal. )

18:17 “เขาทั้งหลายจึงจับโสสเธเนสนายธรรมศาลามาเฆี่ยนข้างหน้าศาล แต่กัลป์ลิโอไม่สนใจเรื่องนี้เลย”

       (And they all seized Sosthenes, the ruler of the synagogue, and beat him in front of the tribunal. But Gallio paid no attention to any of this.)

18:18 “เปาโลพักอยู่ที่นั่นอีกหลายวัน แล้วท่านจึงลาพวกพี่น้องลงเรือไปยังแคว้นซีเรีย และปริสสิลลากับอาควิลลาก็ไปด้วย เปาโลกล้อนผมที่เมืองเคนเครียเพราะท่านบนตัวไว้”

      (After this, Paul stayed many days longer and then took leave of the brothers and set sail for Syria, and with him Priscilla and Aquila. At Cenchreae he had cut his hair, for he was under a vow. )

18:19 “เมื่อมาถึงเมืองเอเฟซัส เปาโลก็ละปริสสิลลากับอาควิลลาไว้ที่นั่น ตัวท่านเองเข้าไปในธรรมศาลาและถกปัญหากับพวกยิว”

      (And they came to Ephesus, and he left them there, but he himself went into the synagogue and reasoned with the Jews. )

18:20 “เมื่อคนเหล่านั้นขอให้ท่านอยู่กับพวกเขาต่อไปอีก ท่านก็ไม่ยอม” 

       (When they asked him to stay for a longer period, he declined. )

18:21 “แต่ลาพวกเขาไปโดยกล่าวว่า “ถ้าเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ข้าพเจ้าจะกลับมาหาพวกท่านอีก” แล้วเปาโลก็ลงเรือแล่นออกจากเมืองเอเฟซัส”

       (But on taking leave of them he said, “I will return to you if God wills,” and he set sail from Ephesus.)

18:22 “เมื่อมาถึงเมืองซีซารียา ท่านขึ้นไปคำนับคริสตจักรแล้วลงไปยังเมืองอันทิโอก”

      (When he had landed at Caesarea, he went up and greeted the church, and then went down to Antioch. )

18:23 “เมื่อพักอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง ท่านจึงจากที่นั่นและเดินทางต่อไปจนทั่วแคว้นกาลาเทียและฟรีเจียเพื่อจะช่วยชูกำลังพวกสาวก”

      (After spending some time there, he departed and went from one place to the next through the region of Galatia and Phrygia, strengthening all the disciples.)

18:24 “มียิวคนหนึ่งชื่ออปอลโล เกิดในเมืองอเล็กซานเดรีย เป็นคนมีโวหารดีและชำนาญมากในเรื่องพระคัมภีร์ท่านมายังเมืองเอเฟซัส” 

     (Now a Jew named Apollos, a native of Alexandria, came to Ephesus. He was an eloquent man, competent in the Scriptures. )

18:25 “อปอลโลคนนี้ได้รับการอบรมในทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า และมีใจกระตือรือร้นกล่าวสั่งสอนอย่างถูกต้องในเรื่องเกี่ยวกับพระเยซู แม้ว่าท่านจะรู้แต่เพียงบัพติศมาของยอห์นเท่านั้น” 

      (He had been instructed in the way of the Lord. And being fervent in spirit, he spoke and taught accurately the things concerning Jesus, though he knew only the baptism of John. )

18:26 “ท่านเข้าไปในธรรมศาลาสั่งสอนด้วยความกล้าหาญ แต่เมื่อปริสสิลลากับอาควิลลาฟังท่านแล้ว ก็รับท่านมาสั่งสอนให้รู้ทางของพระเจ้าให้ถูกต้องยิ่งขึ้น” 

      (He began to speak boldly in the synagogue, but when Priscilla and Aquila heard him, they took him aside and explained to him the way of God more accurately. )

18:27 “เมื่ออปอลโลต้องการจะข้ามไปยังแคว้นอาคายา พี่น้องก็หนุนใจท่านและเขียนจดหมายฝากไปถึงสาวกที่นั่นให้รับรองท่านไว้ เมื่อไปถึงแล้วท่านก็ได้ช่วยเหลือคนทั้งหลายที่เชื่อโดยพระคุณของพระเจ้าอย่างมากมาย” 

       (And when he wished to cross to Achaia, the brothers encouraged him and wrote to the disciples to welcome him. When he arrived, he greatly helped those who through grace had believed, )

18:28 “เพราะท่านโต้แย้งกับพวกยิวอย่างแข็งขันต่อหน้าคนทั้งปวง และอ้างพระคัมภีร์ชี้ให้เห็นว่าพระเยซูคือพระคริสต์”

       (for he powerfully refuted the Jews in public, showing by the Scriptures that the Christ was Jesus.)

ข้อมูลมีประโยชน์

 18:1 “ไปยังเมืองโครินธ์”  ( went to Corinth ) = อาจเป็นการเดินทาง
            1) ทางบก ตามคอคอตระยะทาง 80 กม.   หรือ
            2) ทางทะเล จากท่าเรือพิเรอัส ของเอเธนส์ ไปยังเมืองเคนเครีย บนชายฝั่งตะวันออกของคอคอต

18:2 “แคว้นปอนทัส” (Pontus)=ดินแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเอเชียน้อย เป็นแคว้นที่ตั้งอยู่ริมทะเลดำระหว่างบิธีเนียกับอาร์มีเนีย(2:9)
         “อาควิลลา…ปริสสิลลา” ( Aquila… Priscilla ) = ทั้ง 2 สามีภรรยาอาจกลับใจเป็นคริสเตียนที่โรม ผ่านการประกาศของคนที่กลับจากวันเพนเทคอสต์ในกรุงเยรูซาเล็ม (กจ.2)หรือจากคนอื่นหลังจากนั้น เดินทางมาจากอิตาลี
         “จักรพรรดิคลาวดิอัส” (Claudius) = จักรพรรดิของโรมในช่วง ค.ศ.41-54
         “มีรับสั่งให้พวกยิวทั้งหมดออกไปจากกรุงโรม” ( all the Jews to leave Rome) =  มีบันทึกว่า เพราะมีการจลาจล เกี่ยวกับพระคริสต์อยู่เนืองๆ จึงเกิดคำสั่งนี้ ออกมา

 18:3  “ทั้งสองฝ่ายเป็นช่างทำเต็นท์ด้วยกัน” (they were tentmakers)=เปาโลคงได้รับการฝึกสอนให้ทำอาชีพนี้ตั้งแต่วัยหนุ่ม ตามธรรมเนียมของชาวยิว

18:4 “ในธรรมศาลาทุกวันสะบาโต” (in the synagogue every Sabbath) – 13:14 -เปาโล มักชักชวนทั้งพวกยิวและพวกกรีกให้เชื่ออยู่เสมอเมื่อมีโอกาสโดยเฉพาะอย่างยิ่งในธรรมศาลา

18:5  “พอสิลาสกับทิโมธีมาจากแคว้นมาซิโดเนีย” (Silas and Timothy arrived from Macedonia) = เปาโลสั่งให้ทั้ง 2 มาหาท่านที่เอเธนส์(17:15) และทั้ง 2 ไปที่นั่นแต่ถูกส่งกลับแทบจะทันทีเพื่อตรวจตราคริสตจักร โดยสิลาสอาจไปฟิลิปปีและทิโมธีไปเธสะโลนิกา

18:7 “ทิทิอัสยุสทัส” ( Titius Justus )= เป็นชื่อโรมันทั่วไป
         “ซึ่งเป็นคนที่นับถือพระเจ้า” (  worshiper of God) = ในบางฉบับแปลว่า ‘นมัสการพระเจ้า’ เขาเป็นคนต่างชาติที่ไม่ได้เข้าสุหนัตเหมือนทิตัส (กท.2:3) แต่ร่วมนมัสการในธรรมศาลา

18:8  “คริสปัสนายธรรมศาลา” ( Crispus, the ruler of the synagogue) = นายธรรมศาลาที่เปาโลเป็นผู้ให้บัพติศมา (1คร.1:14 ปท.13:15) และทั้งครอบครัวของท่านก็เชื่อในพระคริสต์

18:9  “องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับเปาโลทางนิมิต” (the Lord said to Paul one night in a vision) = เปาโลเห็นพระเยซูผู้เป็นขึ้นจากตายครั้งแรกตอนเขากลับใจ (9:4-6;1คร.15:8)  ต่อมาเห็นพระเยซูในภวังค์ในมหาวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม (22:17-17) และเห็นในนิมิตในตอนนี้ (23:11)
        “อย่ากลัวเลย” (Do not be afraid) = พระเยซูหนุนใจเปาโลในนิมิตให้กล่าวต่อไป เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่กับเขา

18:10 “เพราะว่ามีคนจำนวนมากในนครนี้ที่เป็นประชากรของเรา” (I have many in this city who are my people)

         = พระเจ้าเตรียมคนของพระองค์ไว้มากมายที่พร้อมจะช่วยเหลือเราได้ในเมืองใหญ่ที่เป็นเมืองยุทธศาสตร์อย่างโครินธ์

18:11 “ตลอดปีหนึ่งกับหกเดือน” (stayed a year and six months) = เปาโลอยู่ต่อไปเพื่อประกาศข่าวประเสริฐและสั่งสอนพระวจนะของพระเจ้าตลอดปีครึ่งที่โครินธ์ และอาจไปประกาศในแคว้นอาคายาที่อยู่ใกล้เคียง   (2คร.1:1)

18:12 “กัลลิโอ” ( Gallio) = ผู้สำเร็จราชการแคว้นอาคายา เป็นพี่น้องกับนักปรัชญานามว่า เซเนกา ซึ่งเป็นอาจารย์ของเนโร เป็นที่ยอมรับว่าเป็นคนเที่ยงธรรมสุขุม เป็นผู้ตรวจการของแคว้นอาคายาใน ค.ศ.51-52 (ทำให้เรารู้ข้อมูลของวันเวลาที่เปาโลไปเมืองโครินธ์ ในการเดินทางประกาศรอบที่ 2 รวมทั้งช่วงเวลาที่เขียนจดหมายฝากเธสะโลนิกาด้วย)

18:13 “คนนี้ชักชวนคนทั้งหลายให้นับถือพระเจ้าในทางที่ผิดกฎหมาย” (  This man is persuading people to worship God contrary to the law) = ในทางที่ขัดต่อกฏหมาย, พวกยิว กำลังกล่าวหาว่าเปาโลสนับสนุนศาสนาที่กฏหมายโรมไม่ยอมรับ

18:14 “เมื่อเปาโลกำลังจะพูด” ( when Paul was about to open his mouth)=เปาโลคงคิดว่าท่านสามารถโยงข่าวประเสริฐให้เข้ากับความเชื่อของบรรพบุรุษชาวยิวซึ่งเป็นศาสนาที่โรมยอมรับอยู่ จะทำให้ความเชื่อของคริสเตียนถูกต้องไปด้วย ถ้าท่านมีโอกาสจะได้ชี้แจง แต่ท่านไม่มีโอกาสได้พูด เพราะถูกกัลลิโอตัดบทไปว่าเป็นเรื่องขัดแย้งในถ้อยคำ ชื่อ และธรรมบัญญัติของพวกยิว จึงไม่อยากยุ่ง โยนให้พวกเขาไปแก้กันเอง

18:17  “เขาทั้งหลายจึงจับโสสเธเนสนายธรรมศาลา”( they all seized Sosthenes, he ruler of the synagogue)

            = ผู้ที่โบยตีโสสเธเนส อาจเป็น
            1) พวกยิวที่โบยตีนายธรรมศาลาของเขาเอง เพราะเสนอคดีไม่สำเร็จ หรือ
            2) ชาวกรีกที่ฉวยโอกาสระบายความรู้สึกต่อต้านยิว
             -ต่อมาชื่อโสสเธเนสปรากฏรวมอยู่กับเปาโลเมื่อตอนท่านเขียน 1โครินธ์ (1:1)  ท่านอาจเป็นนายธรรมศาลาคนที่

      2 ในเมืองโครินธ์ที่ตอบสนองต่อคำเทศน์ของเปาโลและกลับใจมาเป็นคริสเตียน(ข.8)

18:18   “ปริสสิลลากับอาควิลลา” (Priscilla and Aquila) = ทั้งๆ ที่ปริสสลาเป็นผู้หญิงแต่กลับได้รับการเอ่ยชื่อของเธอก่อน จึงอาจเป็นเพราะปริสสิลลามีบทบาทเด่นหรือมีสถานะทางสังคม หรือมีความสามารถบางด้านสูงกว่า (รม.16:3;2ทธ.4:19)
          “เปาโลกล้อนผมที่เมืองเคนเครียเพราะท่านบนตัวไว้”( At Cenchreae he had cut his hair, for he was under a vow) = อาจเป็นการสาบานตนแบบชั่วคราวแบบนาศีร์ (กดว.6:1-21) มักใช้เพื่อแสดงการขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยให้พ้นอันตราย การโกนศีรษะเป็นเครื่องหมายแสดงการสิ้นสุดคำสาบาน
          “เมืองเอเฟซัส” (Ephesus) = เมืองชั้นนำทางการค้าและพาณิชย์ในเอเชียน้อย เป็นเมืองหลวงของแคว้นเอเชีย และเป็นผู้พิทักษ์วิหารเทวีอารเทมิส หรือไดอาน่า
          “คำนับคริสตจักร” (greeted the church ) = ทักทายคริสตจักร เมื่อเปาโลขึ้นฝั่งที่เมืองซีซารียาก็ขึ้นไปทักทายคริสตจักรที่เยรูซาเล็ม(ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลราว 762 เมตร) แล้วลงไปยังเมืองอันทิโอก 

18:23-21:17 = การเดินทางประกาศรอบที่3ของเปาโล

18:23  “แคว้นกาลาเทียและฟรีเจีย” (Galatia and Phrygia) = อาจหมายถึง ตอนใต้ของกาลาเทียในเขตของฟรีเจีย

18:24   “ยิวคนหนึ่งชื่ออปอลโล” ( a Jew named Apollos) – กจ.19:1;1คร.1:12;3:5-6, 22;4:6;16:12;ทต.3:13
            “เมืองอเล็กซานเดรีย” ( Alexandria) = เมืองที่แปลพันธสัญญาเดิมเป็นภาษากรีก อยู่ในอียิปต์ เป็นเมืองสำคัญอันดับ 2 ของจักรวรรดิโรมัน และมีชาวยิวอยู่จำนวนไม่น้อย
            “เรื่องพระคัมภีร์” ( the Scriptures ) = พระคัมภีร์เดิม

18:25 “รู้แต่เพียงบัพติศมาของยอห์นเท่านั้น” (knew only the baptism of John) = ไม่ใช่บัพติศมาในนามของพระเยซู (19:2-4)
          =อปอลโลรู้พื้นฐานบางเรื่องเกี่ยวกับพระเยซู รู้จักแต่บัพติศมาของยอห์น และนอคอยการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์  บัพติศมาที่อปอลโลรู้จึงเป็นเรื่องของการกลับใจจากบาปมากกว่าความเชื่อในการไถ่บาปที่สำเร็จแล้วของพระเยซูคริสต์

18:27  “แคว้นอาคายา” (Achaia) = แควันของโรมที่มีโครินธ์เป็นเมืองหลวง

18:28  “อ้างพระคัมภีร์” (showing by the Scriptures) = อปอลโลสามารถยกพระคัมภีร์เดิมชี้ให้เห็นว่าพระเยซูคือพระคริสต์ให้ชาวโครินธ์ที่อ่านและรู้จักพันธสัญญาเดิมฉบับภาษากรีกฟัง ทำให้ชาวโครินธ์ บางกลุ่มยกย่องอปอลโลมากกว่าเปาโล และเปโตร  (1คร.1:12)

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยพบกับเพื่อนร่วมงานใหม่ ๆ ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้โดยไม่คาดฝันมาก่อนบ้างไหม? อย่างไร? และเขามีส่วนในชีวิตและการรับใช้อะไร(เป็นพิเศษ) กับคุณบ้าง?
  2. คุณเคยถูกข่มเหงแบบฉับพลัน โดยไม่ทันตั้งตัวบ้างหรือไม่? เรื่องอะไร? จากใคร? แล้วส่งผลกระทบอะไรต่อคุณหรือพันธกิจของคุณบ้าง? อย่างไร?
  3. คุณมีนิสัยในการถกและชักชวนผู้คนให้เชื่อในพระเจ้าหรือไม่? แล้วได้ผลอะไรถวายพระเจ้าบ้าง?
  4. คุณเคยถูกต่อต้าน และถูกกล่าวคำหยาบคายใส่ขณะที่เป็นพยานหรือประกาศเรื่องราวของพระเยซูคริสต์บ้างหรือไม่? อย่างไร? ผลที่ตามมาคืออะไร?
  5. คุณมีความประทับใจ และขอบคุณพระเจ้ามากที่สุดในการนำผู้ใดมาเชื่อพระเจ้าบ้างหรือไม่? อย่างไร? ทำไม?
  6. คุณเคยกลัวหรือท้อใจในการรับใช้หรือในการเป็นพยานประกาศเรื่องราวของพระเจ้า แต่ได้รับการหนุนใจจากพระเจ้าไม่ให้กลัวไม่ให้หยุดบ้างหรือไม่? อย่างไร? ผลที่ตามมาคืออะไร?
  7. คุณเคยบนหรือสาบานอะไรต่อพระเจ้าบ้างหรือไม่? เรื่องอะไร? แล้วคุณแก้บนนั้นหรือไม่? อย่างไร?
  8. คุณเคยเดินทางไปรับใช้พระเจ้าไกลที่สุด (หรือลำบากที่สุด) ถึงที่ไหนบ้าง? อย่างไร? แล้วเกิดอะไรขึ้น?
  9. คุณเคยช่วยสนับสนุนหรือส่งเสริมผู้ใดในการรับใช้พระเจ้าบ้าง? แล้วเป็นอย่างไร? หรือกลับกัน เคยมีใครที่ให้โอกาสสนับสนุนส่งเสริมคุณในการรับใช้ที่คุณไม่เคยลืมเลือนบ้าง? (แบ่งปัน)

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.