บทเรียนพระธรรมกิจการ บทที่ 29

หวุดหวิดแทบจบสิ้น!

พระธรรม         กิจการ 23:1-35
อ้างอิง             กจ  6:9;8:40;15:23;18:15;19:21;20:3;21:32-39;22:5,23-30;23:1,12-20;

                       24:1-3,19;15-27;25:3,14-19, 25;26:5;28:23;
บทนำ              แม้เราจะติดตามรับใช้พระเจ้า และมีประสบการณ์กับการสถิตของพระคริสต์และการสำแดงของพระวิญญาณบริสุทธิ์มามากมาย แต่ก็ใช่ว่าเราจะปลอดภัยและเกิดผลดีทุกครั้งไป
                        ตรงกันข้าม เราอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เกินการควบคุม และอาจต้องสูญเสีย เจ็บปวด หรือหวุดหวิดเสียชีวิตได้ แต่เราไม่ควรหวาดกลัวต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ให้เรายังคงเดินหน้าทำพระราชกิจของพระเจ้าตามน้ำพระทัยของพระองค์ต่อไป จนกว่าวันเวลาชีวิตในโลกนี้ ของเราจะสิ้นสุดลง และเราจะได้กำไรเมื่อเราจากโลกนี้กลับสู่บ้านที่พระคริสต์ได้จัดเตรียมไว้ให้ เราอยู่กับพระองค์อย่างเป็นสุขตราบนิจนิรันดร์

บทเรียน

23:1 “เปาโลจึงเพ่งดูบรรดาสมาชิกสภาแล้วกล่าวว่า “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าประพฤติเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าด้วยมโนธรรมที่ดีตราบจนถึงทุกวันนี้” 

(And looking intently at the council, Paul said, “Brothers, I have lived my life before God in all good conscience up to this day.”) 

23:2 “อานาเนียผู้เป็นมหาปุโรหิตจึงสั่งคนที่ยืนอยู่ใกล้ให้ตบปากเปาโล” 

(And the high priest Ananias commanded those who stood by him to strike him on the mouth.) 

23:3 “เปาโลจึงกล่าวกับท่านว่า “พระเจ้าจะทรงตบท่าน ผู้เป็นผนังที่ฉาบด้วยปูนขาว ท่านนั่งพิพากษาข้าตามธรรมบัญญัติ และยังสั่งให้เขาตบข้าซึ่งเป็นการผิดธรรมบัญญัติหรือ?” 

(Then Paul said to him, “God is going to strike you, you whitewashed wall! Are you sitting to judge me according to the law, and yet contrary to the law you order me to be struck?”) 

23:4 “คนทั้งหลายที่ยืนอยู่ที่นั่นจึงกล่าวว่า “เจ้ากล้าพูดจาดูหมิ่นมหาปุโรหิตของพระเจ้าหรือ?” 

(Those who stood by said, “Would you revile God’s high priest?”)

23:5 “เปาโลจึงตอบว่า “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านเป็นมหาปุโรหิต เพราะมีคำเขียนไว้ว่า ‘อย่าพูดหยาบช้าต่อผู้ปกครองพลเมือง’”

(And Paul said, “I did not know, brothers, that he was the high priest, for it is written, ‘You shall not speak evil of a ruler of your people.'”)

23:6 “เมื่อเปาโลเห็นว่าคนที่อยู่ในที่ประชุมสภานั้นส่วนหนึ่งเป็นพวกสะดูสีและอีกส่วนหนึ่งเป็นพวกฟาริสี ท่านจึงพูดเสียงดังต่อหน้าที่ประชุมว่า “นี่แน่ะ พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าเป็นพวกฟาริสีและเป็นบุตรของฟาริสี ที่ข้าพเจ้าถูกไต่สวนเพราะมีความหวังในเรื่องการเป็นขึ้นจากความตาย” 

(Now when Paul perceived that one part were Sadducees and the other Pharisees, he cried out in the council, “Brothers, I am a Pharisee, a son of Pharisees. It is with respect to the hope and the resurrection of the dead that I am on trial.”)

23:7 “เมื่อท่านกล่าวอย่างนั้นแล้ว พวกฟาริสีกับพวกสะดูสีก็เกิดความขัดแย้ง และที่ประชุมก็แตกเป็นสองพวก” 

(And when he had said this, a dissension arose between the Pharisees and the Sadducees, and the  assembly was divided.)

23:8 “(เพราะพวกสะดูสีเชื่อว่าการเป็นขึ้นจากตายนั้นไม่มี และทูตสวรรค์หรือวิญญาณก็ไม่มี แต่พวกฟาริสีเชื่อว่ามีทั้งนั้น)”

(For the Sadducees say that there is no resurrection,nor angel, nor spirit, but the Pharisees acknowledge them all.) 

23:9 “แล้วก็เกิดความอึกทึกโกลาหล ธรรมาจารย์บางคนที่อยู่ฝ่ายฟาริสีลุกขึ้นเถียงว่า “เราไม่เห็นว่าคนนี้มีความผิด ถ้าวิญญาณก็ดี หรือทูตสวรรค์ก็ดีพูดกับเขา พวกท่านจะว่าอย่างไร?” 

(Then a great clamor arose, and some of the scribes of the Pharisees’ party stood up and contended sharply, “We find nothing wrong in this man. What if a spirit or an angel spoke to him?”) 

23:10 “เมื่อความขัดแย้งรุนแรงขึ้น นายพันเกรงว่าเปาโลจะถูกพวกเขาฉีกเป็นชิ้นๆ ท่านจึงสั่งพวกทหารให้ลงไปนำตัวเปาโลมาจากพวกนั้นแล้วพาเข้าไปในกรมทหาร”

(And when the dissension became violent, the tribune, afraid that Paul would be torn to pieces by them, commanded the soldiers to go down and take him away from among them by force and bring  him into the barracks.)

23:11 “ในคืนวันนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมายืนอยู่ข้างเปาโลตรัสว่า “เจ้าจงมีใจกล้า เพราะว่าเจ้าเป็นพยานให้เราในกรุงเยรูซาเล็มอย่างไร เจ้าจะต้องเป็นพยานในกรุงโรมอย่างนั้น

(The following night the Lord stood by him and said,”Take courage, for as you have testified to the facts about me in Jerusalem, so you must testify also in Rome.”)

23:12 “พอเวลาเช้าพวกยิวออกอุบายและสาบานกันว่าจะไม่กินและจะไม่ดื่มอะไรจนกว่าจะฆ่าเปาโลได้”

(When it was day, the Jews made a plot and bound themselves by an oath neither to eat nor drink till they had killed Paul.)

23:13 “คนที่ร่วมกันปองร้ายนั้นมีมากกว่าสี่สิบคน” 

(There were more than forty who made this conspiracy.) 

23:14 “คนเหล่านั้นจึงไปหาพวกหัวหน้าปุโรหิตกับพวกผู้อาวุโสกล่าวว่า “เราสาบานมั่นคงว่า จะไม่รับประทานอาหารจนกว่าจะได้ฆ่าเปาโล” 

(They went to the chief priests and elders and said, “We have strictly bound ourselves by an oath to taste no food till we have killed Paul.) 

23:15 “เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอให้ท่านกับสมาชิกสภาบอกนายพันว่า ขอให้นำตัวเปาโลมาหาท่าน โดยอ้างว่าท่านต้องการจะสอบสวนเขาให้ละเอียดยิ่งขึ้น ส่วนเราจะเตรียมพร้อมเพื่อลงมือฆ่าเขาก่อนที่เขาจะมาถึง

(Now therefore you, along with the council, give notice to the tribune to bring him down to you, as though you were going to determine his case more exactly. And we are ready to kill him before he comes near.”)

23:16 “แต่บุตรชายของน้องสาวเปาโลได้ยินเรื่องการซุ่มทำร้ายนั้น จึงเข้ามาบอกให้เปาโลทราบในกรมทหาร” 

(Now the son of Paul’s sister heard of their ambush, so he went and entered the barracks and told Paul.)

23:17 “เปาโลจึงเรียกนายร้อยคนหนึ่งมากล่าวว่า “ขอช่วยพาชายหนุ่มคนนี้ไปหานายพันด้วย เพราะเขามีเรื่องที่จะแจ้งให้ทราบ” 

(Paul called one of the centurions and said, “Take this young man to the tribune, for he has something to tell him.“)

23:18 “นายร้อยจึงรับตัวชายหนุ่มคนนั้นไปหานายพันแล้วกล่าวกับท่านว่า “นักโทษเปาโลเรียกหาข้าพเจ้า และขอให้พาชายหนุ่มคนนี้มาหาท่าน เพราะเขามีเรื่องแจ้งให้ท่านทราบ” 

(So he took him and brought him to the tribune and said, “Paul the prisoner called me and asked me to bring this young man to you, as he has something to say to you.”) 

23:19 “นายพันจึงจูงมือชายคนนั้นไปตามลำพัง แล้วถามว่า “เจ้าจะแจ้งความอะไรกับข้า?”

(The tribune took him by the hand, and going aside asked him privately, “What is it that you have to tell me?”)

23:20 “เขาจึงตอบว่า “พวกยิวตกลงกันที่จะขอให้ท่านพาเปาโลลงไปยังสภาในวันพรุ่งนี้ ทำเหมือนว่าจะไต่สวนเรื่องเขาให้ละเอียดยิ่งกว่าเก่า” 

(And he said, “The Jews have agreed to ask you to bring Paul down to the council tomorrow, as though they were going to inquire somewhat more closely about him.) 

23:21 “แต่ขออย่าฟัง เพราะว่าพวกเขาซึ่งมีมากกว่าสี่สิบคนจะคอยซุ่มทำร้ายเปาโลและสาบานตัวว่าจะไม่กินหรือดื่มอะไรจนกว่าจะได้ฆ่าเปาโล เวลานี้พวกเขาเตรียมพร้อมแล้ว และกำลังคอยคำอนุญาตจากท่าน” 

(But do not be persuaded by them, for more than forty of their men are lying in ambush for him, who have bound themselves by an oath neither to eat nor drink till they have killed him. And now they are ready, waiting for your consent.”) 

23:22 “นายพันจึงให้ชายหนุ่มคนนั้นไป กำชับว่า “อย่าบอกใครว่าเจ้ามาแจ้งเรื่องนี้กับข้า”

(So the tribune dismissed the young man, charging him, “Tell no one that you have informed me of these things.”)

23:23 “นายพันจึงเรียกนายร้อยสองคนมาสั่งว่า “จงจัดพลทหารสองร้อย ทหารม้าเจ็ดสิบ และทหารหอกสองร้อย ให้พร้อมในเวลาสามทุ่มคืนวันนี้เพื่อไปยังเมืองซีซารียา” 

(Then he called two of the centurions and said, “Get ready two hundred soldiers, with seventy horsemen and two hundred spearmen to go as far as Caesarea at the third hour of the night.) 

23:24 “และจงจัดม้าให้เปาโลขี่ ส่งเขาไปให้เฟลิกส์ผู้ว่าราชการเมืองอย่างปลอดภัย” 

(Also provide mounts for Paul to ride and bring him safely to Felix the governor.”) 

23:25 “แล้วนายพันจึงเขียนจดหมายมีใจความดังต่อไปนี้”

(And he wrote a letter to this effect)

23:26 “คลาวดิอัสลีเซียสเรียนท่านเฟลิกส์ผู้ว่าราชการเมืองที่นับถือ” 

(“Claudius Lysias, to his Excellency the governor Felix, greetings.) 

23:27 “พวกยิวจับคนนี้ไว้และเกือบจะฆ่าเขาไปแล้ว แต่ข้าพเจ้าพาพวกทหารไปช่วยเขาไว้ได้ เนื่องจากข้าพเจ้ารู้มาว่าเขาเป็นคนสัญชาติโรมัน”

(This man was seized by the Jews and was about to be killed by them when I came upon them with the soldiers and rescued him, having learned that he was a Roman citizen.) 

23:28 “และเพราะเหตุที่ข้าพเจ้าอยากทราบถึงสาเหตุที่พวกยิวฟ้องเขา ข้าพเจ้าจึงพาเขาไปยังสภาของพวกยิว” 

(And desiring to know the charge for which they were accusing him, I brought him down to their council.)

23:29 “ข้าพเจ้าพบว่าเขาถูกฟ้องเพราะปัญหาเกี่ยวกับธรรมบัญญัติของพวกยิว แต่ไม่มีข้อหาที่เขาควรจะตายหรือต้องขังไว้” 

(I found that he was being accused about questions of their law, but charged with nothing deserving death or imprisonment.) 

23:30 “เมื่อข้าพเจ้าทราบว่ามีการปองร้ายคนนี้ จึงส่งเขามาหาท่านทันที แล้วสั่งให้โจทก์ไปฟ้องร้องเขาต่อหน้าท่าน”

(And when it was disclosed to me that there would be a plot against the man, I sent him to you at once, ordering his accusers also to state before you what they have against him.”)

23:31 “ดังนั้นพวกทหารจึงพาเปาโลไปยังเมืองอันทิปาตรีส์ในเวลากลางคืนตามคำสั่ง 

(So the soldiers, according to their instructions, took Paul and brought him by night to Antipatris.) 

23:32  “พอรุ่งเช้าพวกเขาให้ทหารม้าไปส่งเปาโล แล้วพวกเขาก็กลับไปยังกรมทหาร” 

(And on the next day they returned to the barracks, letting the horsemen go on with him.) 

23:33 “เมื่อทหารม้าไปถึงเมืองซีซารียาแล้ว จึงส่งจดหมายให้แก่ผู้ว่าราชการเมือง และมอบเปาโลให้ท่านด้วย” 

(When they had come to Caesarea and delivered the letter to the governor, they presented Paul also before him.) 

23:34 “เมื่อผู้ว่าราชการเมืองอ่านจดหมายแล้วจึงถามว่าเปาโลมาจากแคว้นไหน เมื่อทราบว่ามาจากซีลีเซีย” 

(On reading the letter, he asked what province he was from. And when he learned that he was from Cilicia,) 

23:35 “ท่านจึงกล่าวว่า “ข้าจะฟังคำให้การของเจ้าหลังจากโจทก์มาถึงแล้ว” ท่านจึงสั่งให้คุมเปาโลไว้ที่วังเก่าของเฮโรด”

(he said, “I will give you a hearing when your accusers arrive.” And he commanded him to be guarded in Herod’s praetorium.)

ข้อมูลมีประโยชน์

23:1    “สมาชิกสภา” (the council) = สภาแซนเฮดริน (5:21;22:30)
           “พี่น้องทั้งหลาย” (Brothers)= ชาวยิวด้วยกัน(11:1)
           “มโนธรรมที่ดี” (good conscience) = จิตสำนึกอันดี (24:16;รม9:1;1คร4:4; 2คร1:12;2ทธ1:3)

23:2      “อานาเนีย” (Ananias ) = ผู้เป็นมหาปุโรหิต ในช่วง ค.ศ.47-59 เป็นบุตรของเนเบดีอุส ไม่ใช่มหาปุโรหิตอันนาส(ค.ศ. 6-15;ลก.3:2)  อานาเนียเป็นคนทารุณโหดร้าย และถูกชาวยิวด้วยกันลอบสังหารในช่วงที่เกิดกบฏต่อต้านโรม
             “สั่งคนที่ยืนอยู่ใกล้ให้ตบปากเปาโล” (commanded those who stood by him to strike him on the mouth.) -กจ24:1;ยน18:22

23:3       “พระเจ้าจะทรงตบท่าน ผู้เป็นผนังที่ฉาบด้วยปูนขาว ” (God is going to strike you, you whitewashed  wall) = เปาโลเปรียบพวกที่ตบท่านว่าเป็นคนน่าซื่อใจคดที่ดูภายนอกสวยงามน่าดู แต่ข้างในเต็มด้วยความสกปรก เหมือนอุโมงค์ฝังศพ (มธ.23:27)

23:5        “ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านเป็นมหาปุโรหิต เพราะมีคำเขียนไว้ว่า ‘อย่าพูดหยาบช้าต่อผู้ปกครองพลเมือง’ ” (I did not know, brothers, that he was the high priest, for it is written, ‘You shall not speak evil of a ruler of your people.'” ) =   มีความหมายเป็นไปได้หลายประการเช่น
                 1) เปาโลมีปัญหาด้านสายตา ตาฝ้าฟาง มองไม่เห็นว่ามหาปุโรหิตเป็นผู้นำประชุม(กท.4:15;6:11)
                 2) เปาโลไม่ทราบว่าคนนำประชุมอยู่เป็นมหาปุโรหิต เพราะบางครั้งมีคนอื่นทำหน้าที่แทน
                 3) เปาโลต้องการประชดประชัน เพราะมหาปุโรหิตที่ดี ไม่ควรสั่งให้ทำไม่ดีเช่นนั้น
                 4) เปาโลไม่ยอมรับความเป็นมหาปุโรหิตของอานาเนีย

23:6      “พวกสะดูสี” (Sadducees) – 4:1 เป็นพวกที่ไม่เชื่อในเรื่องการเป็นขึ้นจากตาย เรื่องวิญญาณ และทูตสวรรค์ (ข.8)   ปท.มธ22:23;1คร15:12
             “พวกฟาริสี” ( Pharisees) -มธ3:7;มก2:16;ลก5:17
             “เพราะมีความหวังในเรื่องการเป็นขึ้นจากความตาย” (the hope and the resurrection of the dead) -กจ24:15,2126:8

23:10      “นายพัน” (soldiers )-21:31
               “กรมทหาร” (barracks.) -21:37

23:11      “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมายืนอยู่ข้างเปาโล” ( the Lord stood by him) = เปาโลได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้าในยามที่ท่านกำลังเผชิญกับวิกฤติและต้องการกำลัง (18:9;22:18;27:23 ปท.2คร12:7-10)

23:12      “พวกยิวออกอุบายและสาบานกันว่าจะไม่กินและจะไม่ดื่มอะไรจนกว่าจะฆ่าเปาโลได้” ( Jews made a plot and bound themselves by an oath neither to eat nor drink till they had killed Paul.  ) = พวกยิวที่อาจมาจากพรรคชาตินิยม หรือผู้ก่อการร้าย ซึ่งภายหลังก่อกบฏต่อต้านโรม (21:38) ได้สมคบคิดกัน (กจ20:3) ที่จะฆ่าเปาโลให้ตาย -กจ.23:12-14,21,30

23:15      “สมาชิกสภา” (along with the council ) -กจ.22:30;23:1

23:16      “กรมทหาร” (the barracks) -กจ.21:34;23:10

23:22      “อย่าบอกใคร” (Tell no one)  -เพื่อนายพันจะได้วางแผนส่งตัวเปาโลออกไปในเวลากลางคืน และเพื่อความปลอดภัยของตัวเด็กหนุ่มคนนั้นเอง

23:23       “จงจัดพลทหารสองร้อย ทหารม้าเจ็ดสิบ และทหารหอกสองร้อย” (Get ready two hundred soldiers, with seventy horsemen and two hundred spearmen) = พลทหารหรือทหารราบคืออาวุธหนัก  ทหารม้าและทหารหอกหรือพลทวนคืออาวุธเบา
                  คำว่า “ทหารหอก” ในที่นี้ อาจแปลได้อีกว่า “ม้าเสริม และขบวนสัตว์”
                ~นายพันสั่งทหาร 450 นายคุ้มกันเปาโลที่เป็นพลเมืองโรม (ปท.กจ.22:25-29)

23:24         “เฟลิกส์” (Felix  ) -23:34  = ผู้ว่าราชการเมือง หรือผู้ว่าการ ในที่นี้ คือ อันโทนิอัส เฟลิกส์ ที่จักรพรรดิคลาวดิอัส แต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการยูเดียราวๆ ปี คศ. 52 เขาและพี่ชายเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิ นักประวัติศาสตร์ทาซิตัส กล่าวถึง เฟลิกส์ว่า  “ปกครองอย่างทรราชด้วยนิสัยอย่างทาส” และเขาแต่งงานกับเจ้าหญิง 3 องค์ ซึ่ง 1 ในนั้นคือ ดรูสิลลา (24:24)

23:27        “รู้มาว่าเขาเป็นคนสัญชาติโรมัน” ( having learned that he was a Roman citizen.) = นายพันพูดเช่นนั้น เพื่อได้ความดีความชอบจากโรม

23:29  -เปรียบเทียบกับข้อกล่าวหาต่อต้านเปาโลต่อหน้ากัลลิโอที่เมืองโครินธ์(18:13-16)

23:30       “สั่งให้โจทก์ไปฟ้องร้องเขาต่อหน้าท่าน”  ( sent him to you at once, ordering his accusers also to state) = คาดหมายว่าคำสั่งจะออกก่อนเวลาที่จดหมายส่งไปถึง

23:31     “เมืองอันทิปาตรีส์” (Antipatris) = เป็นที่มั่นทางทหารอยู่ระหว่างสะมาเรียกับยูเดีย ห่างจากเยรูซาเล็มประมาณ 48 กิโลเมตร ซึ่งเฮโรดสร้างขึ้นใหม่และตั้งชื่อขึ้นตามชื่อบิดาของพระองค์

 23:33      “เมืองซีซารียา” (Caesarea) = สำนักงานใหญ่ในการปกครองของโรม เพื่อดูแลสะมาเรีย และยูเดียห่างจากอันทิปาตรีส์ประมาณ 45 กิโลเมตร
               “ผู้ว่าราชการเมือง” (the governor) = เฟลิกส์ (ดู23:34)

23:35       “วังเก่าของเฮโรด”  ( Herod’s praetorium) =วังนี้ เฮโรดสร้างขึ้นเพื่อเป็นพระราชวัง แต่เวลานี้ถูกใช้เป็นศาลปรีโทเรียมของโรมันเพื่อกิจราชการของจักรพรรดิและเป็นที่พักของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโดยตรงต่อจักรพรรดิ

               ~ปรีโทเรียม มีทั้งที่ตั้งอยู่ในโรม (ฟป.1:13),เอเฟซัส,เยรูซาเล็ม (ยน.18:28),ซีซารียาและที่อื่นๆ ในจักรวรรดิโรม

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยถูกลบหลู่ หรือทำร้าย ในขณะที่คุณเป็นพยานหรือประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์หรือไม่? เมื่อไร? ที่ไหน? และอย่างไร?
  2. คุณเคยมีอารมณ์โกรธหรือไม่พอใจที่ถูกเล่นงานจากใครบางคนหรือบางกลุ่มหรือไม่? อย่างไร?แล้วผลเป็นอย่างไร?
  3. คุณเคยใช้ไหวพริบปฏิภาณช่วยตัวเองได้ในยามวิกฤติบ้างหรือไม่? จากเรื่องอะไร และอย่างไร? (แบ่งปัน)
  4. คุณเคยได้รับความช่วยเหลือให้รอดพ้นความขัดแย้ง หรือความรุนแรง ในเรื่องใด(อย่างหวุดหวิด)บ้าง? อย่างไร?
  5. คุณเคยได้รับการหนุนใจให้กล้าหาญจากพระเจ้าเป็นส่วนตัวหรือไม่? เรื่องอะไร? ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร?
  6. คุณเคยถูกวางแผนปองร้ายและรอดมาได้ เพราะใครบางคนแจ้งแผนของผู้คิดปองร้ายให้ทราบ บ้างหรือไม่? เรื่องอะไร และอย่างไร? และผลที่เกิดขึ้นคืออะไร?

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.