พระธรรมกิจการ บทเรียนที่ 31

เปาโล เฟสทัส อากริปปา และ เบอร์นิส

พระธรรม    กิจการ 25:1-27

อ้างอิง       กจ.17:22;18:15;20:3;22:22;23:9,29-30;24:1-13,23-27;25:11;26:30;28:17-19;ลก.23:2

บทนำ        ชีวิตรับใช้พระเจ้าอาจมีช่วงที่เราโลดแล่นอย่างมีเสรี แต่ก็อาจมีบางช่วงที่เราต้องถูกกระทำให้หมดอิสรภาพในการทำในสิ่งที่เราปรารถนาที่จะกระทำ แต่ขอให้เรายังคงรับใช้ตามสถานภาพและจังหวะของชีวิตต่อไป โดยไม่หวั่นไหวแค่นั้นก็พอแล้ว!

บทเรียน

25:1 “เมื่อเฟสทัสเข้ารับตำแหน่งราชการได้สามวัน จึงออกจากเมืองซีซารียาขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม”

(Now three days after Festus had arrived in the province, he went up to Jerusalem from Caesarea.) 

25:2 “พวกหัวหน้าปุโรหิตกับคนสำคัญๆ ในพวกยิวมาฟ้องเปาโลต่อท่าน และวิงวอน” 

(And the chief priests and the principal men of the Jews laid out their case against Paul, and they urged him,) 

25:3 “ขอให้ท่านกรุณาต่อพวกเขาโดยส่งตัวเปาโลมายังกรุงเยรูซาเล็ม เพราะพวกเขาคิดจะดักฆ่าเปาโลเสียกลางทาง” 

(asking as a favor against Paul that he summon him to Jerusalem—because they were planning an ambush to kill him on the way.)

25:4 “เฟสทัสจึงตอบว่าเปาโลนั้นถูกคุมไว้ในเมืองซีซารียา และอีกไม่นานท่านเองจะกลับไปที่นั่น” 

(Festus replied that Paul was being kept at Caesarea and that he himself intended to go there shortly.) 

25:5 “ท่านกล่าวว่า “เพราะฉะนั้น ให้บรรดาผู้มีอำนาจในพวกท่านลงไปกับข้าพเจ้า หากเปาโลมีความผิดประการใดก็ให้พวกเขาฟ้องเขาที่นั่น

(“So,” said he, “let the men of authority among you go down with me, and if there is anything wrong about the man, let them bring charges against him.”)

25:6 “หลังจากท่านพักอยู่ที่นั่นไม่เกินแปดหรือสิบวันแล้ว ก็ลงไปยังเมืองซีซารียา พอวันรุ่งขึ้นท่านก็นั่งบัลลังก์และสั่งให้พาเปาโลเข้ามา” 

(After he stayed among them not more than eight or ten days, he went down to Caesarea. And the next day he took his seat on the tribunal and ordered Paul to be brought.)

25:7 “เมื่อเปาโลมาแล้ว พวกยิวที่ลงมาจากกรุงเยรูซาเล็มก็ยืนล้อมเปาโลไว้ และตั้งข้อกล่าวหาอุกฉกรรจ์ใส่เปาโลหลายกระทงซึ่งล้วนพิสูจน์ไม่ได้” 

(When he had arrived, the Jews who had come down from Jerusalem stood around him, bringing many and serious charges against him that they could not prove.) 

25:8 “เปาโลจึงแก้คดีว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้ทำอะไรที่ผิดต่อกฎหมายของพวกยิว หรือต่อพระวิหาร หรือต่อซีซาร์”

(Paul argued in his defense, “Neither against the law of the Jews, nor against the temple, nor against Caesar have I committed any offense.”)

25:9 “เฟสทัสอยากได้ความชอบจากพวกยิวจึงถามเปาโลว่า “เจ้าอยากขึ้นไปที่กรุงเยรูซาเล็มให้ข้าชำระความนี้ที่นั่นหรือ?”

(But Festus, wishing to do the Jews a favor, said to Paul, “Do you wish to go up to Jerusalem and there be tried on these charges before me?”)

25:10 “เปาโลจึงตอบว่า “ข้าพเจ้ากำลังยืนอยู่ต่อหน้าบัลลังก์ของซีซาร์ซึ่งเป็นที่ที่ข้าพเจ้าควรจะได้รับการพิพากษา ท่านก็ทราบดีว่าข้าพเจ้าไม่ได้ทำอะไรผิดต่อพวกยิว)

(But Paul said, “I am standing before Caesar’s tribunal, where I ought to be tried. To the Jews I have done no wrong, as you yourself know very well.) 

25:11 “ถ้าข้าพเจ้าเป็นผู้ทำผิดและทำอะไรที่ควรมีโทษถึงตาย ข้าพเจ้าก็ยอมตายโดยไม่ขัดขืน แต่ถ้าเรื่องที่พวกเขาฟ้อง ข้าพเจ้านั้นไม่จริง แล้วก็ไม่มีใครมีอำนาจมอบข้าพเจ้าให้พวกเขาได้ ข้าพเจ้าขอถวายฎีกาถึงซีซาร์” 

(If then I am a wrongdoer and have committed anything for which I deserve to die, I do not seek to escape death. But if there is nothing to their charges against me, no one can give me up to them. I appeal to Caesar.”) 

25:12 “หลังจากเฟสทัสพูดคุยกับที่ปรึกษาแล้วจึงตอบว่า “เจ้าถวายฎีกาถึงซีซาร์ เจ้าก็จะต้องไปเฝ้าซีซาร์”

(Then Festus, when he had conferred with his council, answered, “To Caesar you have appealed; to Caesar you shall go.”)

25:13 “หลังจากผ่านไปหลายวัน กษัตริย์อากริปปากับพระนางเบอร์นิสเสด็จมาต้อนรับเฟสทัสที่เมืองซีซารียา” 

(Now when some days had passed, Agrippa the king and Bernice arrived at Caesarea and greeted Festus.)

25:14 “ขณะทรงค้างอยู่ที่นั่นหลายวัน เฟสทัสก็เล่าคดีของเปาโลให้กษัตริย์ฟังว่า “มีคนหนึ่งที่ถูกเฟลิกส์ขังทิ้งไว้” 

(And as they stayed there many days, Festus laid Paul’s case before the king, saying, “There is a man left prisoner by Felix,) 

25:15 “ตอนที่ข้าพระบาทไปกรุงเยรูซาเล็ม พวกหัวหน้าปุโรหิตกับบรรดาผู้ใหญ่ของพวกยิวก็มาฟ้องและขอให้ข้าพระบาทตัดสินลงโทษเขา”

(and when I was at Jerusalem, the chief priests and the elders of the Jews laid out their case against him, asking for a sentence of condemnation against him.) 

25:16 “ข้าพระบาทจึงตอบว่า ‘การมอบตัวจำเลยก่อนที่โจทก์กับจำเลยจะมีโอกาสมาพร้อมหน้ากันเพื่อให้จำเลยแก้ข้อกล่าวหานั้นไม่ใช่ธรรมเนียมของชาวโรมัน’” 

(I answered them that it was not the custom of the Romans to give up anyone before the accused met the accusers face to face and had opportunity to make his defense concerning the charge laid against him.) 

25:17 “ดังนั้นเมื่อเขาทั้งหลายมาพร้อมกันที่นี่แล้ว ข้าพระบาทก็ไม่รอช้า วันรุ่งขึ้นข้าพระบาทก็นั่งบัลลังก์และสั่งให้พาจำเลยเข้ามา” 

(So when they came together here, I made no delay, but on the next day took my seat on the tribunal and ordered the man to be brought.)

25:18 “เมื่อพวกโจทก์ยืนขึ้น พวกเขาไม่ได้กล่าวหาจำเลยในเรื่องความผิดใดๆ อย่างที่ข้าพระบาทคาดไว้” 

(When the accusers stood up, they brought no charge in his case of such evils as I supposed.) 

25:19 “แต่กลับเป็นว่าพวกเขามีเรื่องขัดแย้งบางเรื่องกับคนนี้เกี่ยวกับศาสนาของเขาเอง และเรื่องของคนหนึ่งที่ชื่อเยซูซึ่งตายไปแล้ว แต่เปาโลยืนยันว่ายังมีชีวิตอยู่” 

(Rather they had certain points of dispute with him about their own religion and about a certain Jesus, who was dead, but whom Paul asserted to be alive.)

25:20 “เมื่อข้าพระบาทยังสับสนอยู่ว่าจะพิจารณาปัญหานั้นอย่างไรดี จึงถามเปาโลว่า อยากขึ้นไปกรุงเยรูซาเล็มเพื่อชำระความที่นั่นหรือไม่?”

(Being at a loss how to investigate these questions, I asked whether he wanted to go to Jerusalem and be tried there regarding them.)

25:21 “แต่เมื่อเปาโลถวายฎีกาให้ขังเขาไว้เพื่อรอการตัดสินของจักรพรรดิ ข้าพระบาทจึงสั่งให้คุมขังเขาไว้จนกว่าจะส่งตัวไปให้ซีซาร์” 

(But when Paul had appealed to be kept in custody for the decision of the emperor, I ordered him to be held until I could send him to Caesar.”) 

25:22 “อากริปปาจึงกล่าวกับเฟสทัสว่า “ข้าจะขอฟังคำให้การของคนนั้นด้วย” เฟสทัสจึงกล่าวว่า “พรุ่งนี้ฝ่าพระบาทจะได้ฟังเขา”

(Then Agrippa said to Festus, “I would like to hear the man myself.” “Tomorrow,” said he, “you will hear him.”)

25:23 “วันรุ่งขึ้นอากริปปากับเบอร์นิสเสด็จมาด้วยความโอ่อ่าตระการตา และเข้าไปประทับในห้องพิจารณาพร้อมกับพวกนายพัน และคนสำคัญๆ ทั้งหลายในเมืองนั้น แล้วเฟสทัสจึงสั่งให้พาเปาโลเข้ามา” 

(So on the next day Agrippa and Bernice came with great pomp, and they entered the audience hall with the military tribunes and the prominent men of the city. Then, at the command of Festus, Paul was brought in.) 

25:24 “เฟสทัสทูลว่า “ข้าแต่กษัตริย์อากริปปาและท่านทั้งหลายที่อยู่ด้วยกันที่นี่ ท่านทั้งหลายได้เห็นคนนี้แล้วที่พวกยิวพากันขอร้องข้าพระบาททั้งในกรุงเยรูซาเล็มและที่นี่ โดยร้องตะโกนว่าเขาไม่ควรมีชีวิตอยู่ต่อไป”

(And Festus said, “King Agrippa and all who are present with us, you see this man about whom the whole Jewish people petitioned me, both in Jerusalem and here, shouting that he ought not to live any longer.)

25:25 “แต่ข้าพระบาทเห็นว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิดที่สมควรตาย เมื่อเขาเองขอถวายฎีกาถึงจักรพรรดิ ข้าพระบาทจึงตกลงใจ ว่าจะส่งเขาไป” 

(But I found that he had done nothing deserving death. And as he himself appealed to the emperor, I decided to go ahead and send him.) 

25:26 “แต่ข้าพระบาทไม่มีรายงานแน่ชัดอะไรที่จะถวายเจ้านายของข้าพระบาทเกี่ยวกับคนนี้ เพราะฉะนั้นข้าพระบาทจึงพาเขาออกมาต่อหน้าพวกท่านทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฉพาะพระพักตร์พระองค์ กษัตริย์อากริปปา โดยหวังว่าหลังจากไต่สวน แล้วคงจะพอมีเรื่องถวายรายงานได้บ้าง” 

(But I have nothing definite to write to my lord about him. Therefore I have brought him before you all, and especially before you, King Agrippa, so that, after we have examined him, I may have something  to write.) 

25:27 “เพราะข้าพระบาทเห็นว่าการส่งนักโทษไปโดยไม่ส่งข้อหาไปด้วยนั้นเป็นเรื่องเหลวไหล”

(For it seems to me unreasonable, in sending a prisoner, not to indicate the charges against him.”)

ข้อมูลมีประโยชน์

 25:1    “จึงออกจากเมืองซีซารียาขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม” ( went up to Jerusalem from Caesarea  ) = ระยะทาง 97 กม. ใช้เวลาเดินทาง 2 วัน เมื่อเฟสทัสเข้ารับตำแหน่งใหม่ เพียง3วันก็รีบไปที่ศูนย์กลางการปกครองและศาสนาของพวกยิว

25:2     “พวกหัวหน้าปุโรหิตกับคนสำคัญๆ ในพวกยิว” (the chief priests and the principal men of the Jews )

           = ผู้นำคนสำคัญจากสภาแซนเฮดริน(มก.14:35) มาฟ้องเรื่องเปาโลต่อเฟสทัสและขอให้ส่งตัวเปาโลกลับมาเยรูซาเล็ม

25:3    “พวกเขาคิดจะดักฆ่าเปาโลเสียกลางทาง”  ( they were planning an ambush to kill him on the way. )

         = อาจเป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยสาบานตนว่าจะฆ่าเปาโล  (23:12)

25:6     “ท่านก็นั่งบัลลังก์” ( his seat on the tribunal ) = เปิดศาลพิจารณาคดี เพื่อทำให้คำตัดสินของเขามีผลบังคับอย่างเป็นทางการ

25:7     “ตั้งข้อกล่าวหาอุกฉกรรจ์ใส่เปาโลหลายกระทงซึ่งล้วนพิสูจน์ไม่ได้” (many and serious charges against him that they could not prove.   ) = ผลที่ออกมาก็เหมือนครั้งแรกคือ ปรปักษ์ของเปาโลไม่มีทั้งพยานแท้ และหลักฐานจริงใดๆเลย (24:2-9)

25:8     “ข้าพเจ้าไม่ได้ทำอะไรที่ผิดต่อกฎหมายของพวกยิว”  ( Neither against the law of the Jews  ) = เปาโลเป็นคนให้ความเคารพในบทบัญญัติต่างๆ (รม.7:12;8:3-4;;1คร.920)
            “ต่อพระวิหาร” ( the temple ) ~21:28-29 เปาโลไม่ได้ท้าทายธรรมเนียมปฏิบัติหรือบทบัญญัติโดยการนำโตรฟีมัสเข้าไปใน เขตต้องห้าม (21:29) อย่างไรก็ตามพระเยซูคริสต์กลับพยากรณ์ถึงจุดจบของพระวิหารไว้ (ลก.21:5-6)
            “ต่อซีซาร์” ( Caesar  ) = เปาโลก็ประกาศว่าแผ่นดินของพระเจ้านั้นไม่ได้เป็นคู่แข่งทางการเมืองกับอาณาจักรโรม แต่เปาโลกลับสอนให้เคารพกฏหมาย และอำนาจปกครองของผู้นำ(รม.13:1-7)และให้อธิษฐานเผื่อผู้ปกครองบ้านเมือง(1ทธ2:1-2)

25:9     “เจ้าอยากขึ้นไปที่กรุงเยรูซาเล็มให้ข้าชำระความนี้ที่นั่นหรือ?”  ( Do you wish to go up to Jerusalem and there be tried on these charges before me?)~25:20 คำตอบคงทราบอยู่แล้วว่า ไม่

25:10  “ข้าพเจ้ากำลังยืนอยู่ต่อหน้าบัลลังก์ของซีซาร์”  (I am standing before Caesar’s tribunal) = เปาโลยืนกรานว่า ตอนนี้ ท่าน เป็นพลเมืองโรม อยู่ในศาลของโรมที่เหนือกว่าอยู่แล้ว(ข.10) ไม่จำเป็นต้องไปทนทุกข์ในมือศาลศาสนาของพวกยิว

25:11   “ข้าพเจ้าขอถวายฎีกาถึงซีซาร์” ( I appeal to Caesar ) = พลเมืองโรมทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาคดีต่อหน้าซีซาร์(หรือผู้แทนพระองค์ ถือว่าเป็นศาลฎีกาสูงสุด)และในเวลานี้ เนโรได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิแล้ว การชนะคดีแบบนี้ ไม่ได้ส่งผลให้เปาโลได้รับการตัดสินให้พ้นโทษเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำให้ทางการทราบว่าคริสต์ศาสนาแตกต่างจากศาสนายิวด้วย

25:12   “ที่ปรึกษา” ( conferred ) = คณะเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชานด้านกฏหมายที่รวมกันเป็นสภาที่ปรึกษาสำหรับผู้ว่าการของโรมัน

25:13   “กษัตริย์อากริปปา” (Agrippa the king   ) = กษัตริย์เฮโรด อากริปปาที่ 2 ในตอนอายุ 17 พรรษา เมื่อราชบิดาของพระองค์สิ้นพระชนม์  ใน ค.ศ. 44(12:23) เนื่องจากยังเยาว์เกินกว่าจะสืบบัลลังก์ โรมจึงแต่งตั้งผู้ว่าการปกครองแทน แต่ 8 ปีต่อมา สิทธิอำนาจเหนือแว่นแคว้นของพระองค์เริ่มขยายจนได้ปกครองดินแดนตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลกาลิลี เหนือบางเมืองของชาวกาลิลี และบางเมืองใน เพอเรีย เมื่อครั้งเกินการกบฎของพวกชาวยิว เมื่อเยรูซาเล็มล่มสลาย พระองค์อยู่ฝ่ายโรมัน พระองค์สิ้นพระชนม์ราวปี ค.ศ.100 สิ้นสุดราชวงศ์เฮโรด

          “พระนางเปอร์นิส” (Bernice ) = ธิดาคนโตของอากริปปาที่ 1 อายุเพียง 16 พรรษา เมื่อพระบิดาสิ้นพระชนม์ เมื่ออายุ 13 พรรษา พระนางสมรสกับเฮโรด แห่งดัลซิส ผู้เป็นลุง มีโอรส 2 พระองค์ เมื่อเฮโรดสิ้นพระชนม์ พระนางอยู่กับพระเชษฐาคือ อากริปปาที่ 2 และเพื่อยุติข้อครหาว่าอยู่กินกับพระเชษฐาของพระนางเอง พระนางจึงสมรสกับกษัตริย์โปลมอนแห่งชิลีเซีย แต่ไม่นางนางก็ทิ้งพระสวามีแล้วกลับมาอยู่กับอากริปปา จากนั้นก็ไปเป็นสนมของทิตัส โอรสจักรพรรดิเวสปาเซีย และต่อมาถูกทิ้ง

          “เสด็จมาต้อนรับ” (greeted Festus) = บางฉบับว่า “เยี่ยมคารวะ” เป็นธรรมเนียมของผู้ปกครองแว่นแคว้นที่จะไปเยี่ยมคารวะผู้ปกครองคนใหม่จากโรม ที่มารับตำแหน่ง เพราะเป็นการกระทำที่เอื้อผลประโยชน์แก่ทั้ง 2 ฝ่าย (ปท.เฮโรด อันที่พาส และปีลาต ในลูกา 23:6-12)

25:19   “เกี่ยวกับศาสนา” (about their own religion) = คำนี้ถูกใช้ในความหมาย “ความเชื่อลึกลับ” เป็นคำเดียวกับที่เปาโลใช้ใน -17:22

25:22   “ข้าจะขอฟังคำให้การของคนนั้นด้วย” (“I would like to hear the man myself.” )          = อากริปปา ประสงค์จะฟังเปาโลพูดด้วยเช่นกัน ดุจเดียวกับที่อันทีพาส ปรารถนาจะเห็นพระเยซู ในลูกา 9:9;23:8

25:23   “ห้องพิจารณา” (hall) = ห้องพิจารณาคดี ไม่ใช่ห้องพิพากษา เพราะยังไม่ใช่เป็นการไต่สวนของศาล แต่เป็นห้องประชุมซึ่งเหมาะสำหรับพิธีการซึ่งมีทั้งกษัตริย์ พระขนิษฐา ผู้ว่าราชการชาวโรมัน และผู้นำคนสำคัญทั้งของยิว และของรัฐบาลโรมัน

           “พวกนายพัน” ( the military) = บางฉบับแปลว่า  “ข้าราชการระดับสูง”  หรือผู้บัญชาการกองพันทั้ง 2 นาย ของ 5 กองพันที่ประจำอยู่ที่ซีซาเรียา ก็มาร่วมประชุมด้วย (21:31)

25:26   “ข้าพระบาทไม่มีรายงานแน่ชัดอะไร” (I have nothing definite )= เฟสทัสต้องถวายรายงานที่ชัดเจนของคดี แต่ ซีซาร์เมื่อมีการถวายฎีกา เขาหวังว่าอากริปปา น่าจะพอช่วยอะไรได้บ้างในเรื่องนี้ เพราะเป็นการรับฟังการให้การเพื่อสนองความใคร่รู้ของอากริปปาและเป็นข้อมุลสำหรับเฟสทัส

           “โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฉพาะพระพักตร์พระองค์” (have brought him before you all)    

           = อากริปปาต้องรู้ถึงความแตกต่างในเรื่องความเชื่อระหว่าง พวกสะดูสีและพวกฟาริสี ความแตกต่างระหว่างคนยิวและคนต่างชาติ และขนบธรรมเนียบที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเหล่านั้น (26:2-3)

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยถูกคนบางคนหรือบางกลุ่มจ้องเล่นงานฟ้องคุณอย่างไม่ลดละบ้างหรือไม่? เรื่องอะไร? แล้วคุณรับมืออย่างไร?
  2. คุณเคยถูกคนปองร้ายถึงขนาดคิดทำร้ายหรือฆ่าคุณบ้างหรือไม่? อย่างไร? แล้วคุณรอดพ้นมาได้อย่างไร?
  3. คุณเคยรู้จักเอาตัวรอดจากอันตราย โดยใช้ความเฉลียวฉลาด และสิทธิพิเศษใดบ้างหรือไม่? อย่างไร ?
  4. คุณเคยทุกข์ยากหรือเจ็บปวด เพื่อพระเยซูขั้นรุนแรงมากที่สุดในระดับใด? เรื่องอะไร? อย่างไร?
  5. คุณเคยเป็นพยานหรือประกาศเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ให้กับผู้ปกครองระดับสูงของบ้านเมืองหรือไม่? กับใคร? ที่ไหน? เมื่อไร? และอย่างไร? ผลที่ตอบสนองเป็นอย่างไร?
  6. คุณเคยต้องขอให้รัฐใช้อำนาจในการปกป้องหรือช่วยเหลือคุณให้รอดพ้นจากนักศาสนาหรือฝูงชนบ้างหรือไม่? เรื่องอะไร? และอย่างไร?
  7. คุณเคยถูกกล่าวหา โดยที่ผู้กล่าวหาไม่มีหลักฐานตามความเป็นจริงมากพอที่จะเล่นงานบ้างหรือไม่? เรื่องอะไร? แล้วผลลัพธ์เป็นอย่างไร?

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์- twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.