เม.ย. 232010
 

ในท่ามกลางบรรยากาศที่สุดแสนอึมครึม อึดอัด น่าหงุดหงิด และน่าสะเทือนใจจากสถานการณ์การเมืองไทยในเวลานี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพสังคมและเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสุขภาพจิตของชาวไทยทั่วประเทศและต่อวิถีการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชนที่อยู่ในรัศมีการต่อสู้เพื่อบรรลุตามเป้าหมายของ น.ป.ช. หรือ มวลชนคนเสื้อแดง

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในตัวแทนขององค์กรคริสตศาสนาในประเทศไทยที่รักความสงบสันติ และสนับสนุนวิถีแห่งภารดรภาพ ที่ได้เฝ้าติดตามดูสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและดำเนินต่อเนื่องมาอย่างเรื้อรัง  เราได้รวมพลังของคริสตชนทั่วประเทศ ในทุกคริสตจักร  ในทุกจังหวัดและทุกภูมิภาคของประเทศไทย (รวมทั้งประสานเป็นเครือข่ายกับคริสตชนทั่วทั้งโลก) ได้ร่วมกันอธิษฐานภาวนาขอองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์เบื้องบนดลบันดาลให้ประเทศไทยชาติไทยของเราพ้นผ่านวิกฤตภัยแห่งความขัดแย้งทางการเมืองในครั้งนี้ พวกเราเชื่อมั่นว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสดับคำอธิษฐานวิงวอนของคริสตชนทั้งประเทศ (รวมทั้งศาสนิกชนในศาสนาอื่นๆ ที่วิงวอนต่อพระองค์อย่างจริงใจ แม้จะเรียกขานนามพระองค์แตกต่างกันไปก็ตาม)

ด้วยเหตุนี้เอง สถานการณ์อันเลวร้ายจึงได้เลื่อนเวลาออกมาอย่างยาวนาน และทำให้ไม่เกิดความหายนะหรือสูญเสียมากกว่าที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม พวกเราตระหนักว่า การเฝ้าภาวนาอธิษฐานในที่รโหฐานตามศาสนสถานอย่างในโบสถ์ วิหาร อย่างเดียวคงจะไม่เพียงพอแล้ว จึงเห็นว่าเป็นเวลาอันสมควรที่พลังเงียบทางศาสนาที่รักสันติ จะได้แสดงจุดยืนออกมาเป็นถ้อยคำต่อสถานการณ์บ้านเมืองที่มีการเรียกร้องหาประชาธิปไตยและความถูกต้องยุติธรรมอยู่ในเวลานี้ ในนามของคริสตชนนิกายโปรเตสแตนท์ในประเทศไทย จึงขอประกาศจุดยืนของเราไว้ ณ ที่นี้ โดยมีความประสงค์ที่จะวิงวอนขอให้ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น รัฐบาล ผู้ชุมนุมเรียกร้อง และประชาชนโดยทั่วไปได้รับรู้และร่วมมือกันปฏิบัติตามอย่างพร้อมเพรียงกันด้วยความรู้รักสามัคคี เพื่อนำการกลับคืนดีและการเจริญสุขมาสู่ประเทศชาติของเราโดยเร็ววัน!

จุดยืนของเรา!

“ไม่ทำผิดกฎหมาย           ไม่ใช้กฎหมายผิด

ไม่คิดมุ่งร้ายใคร             ไม่ใช้ความรุนแรง

ไม่เพิ่มความขัดแย้ง         ไม่ใช่แกล้งลอยตัว

ไม่มัวฟังความข้างเดียว    ไม่เที่ยวใช้อารมณ์

ไม่ก้มหน้าตามอย่างผิด    ไม่คิดอ้างเหตุบังหน้า

ไม่น่าใช้ทวิมาตรฐาน       ไม่ระรานสิทธิ์ผู้ใด

ไม่ใช้ประชาชนเป็นโล่      ไม่วิ่งโร่ไปหารัฐประหาร

จงเทิดทูนสถาบันฯ          จงเจรจากันให้ปัญหาจบ

จงเคารพในหลักการ        จงยึดมั่นกฎกติกา

จงลดราอคติ                  จงปฏิบัติตนมีสติ

จงอยู่กันสุขสันติ              จงมีจิตให้อภัย

จงรับในความต่าง           จงคืนดีหาจุดร่วม

จงมุ่งส่วนรวมก่อน           จงพร้อมสละตน

จงเห็นคุณค่าคน             จงนำประชาธิปไตยด้วยคุณธรรม

นี่คือประชาธิปไตยที่เราต้องการ!

เราขอวิงวอนให้ พี่น้องทุกกลุ่ม ทุกสี ในทุกจังหวัด ทุกภาค ระลึกไว้เสมอว่า ไม่มีฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการหรือระบอบการเมืองการปกครองใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ 100 % ดังนั้น ขอให้เราทั้งหลายเปิดใจกว้างยอมรับและตระหนักว่า ในระบอบประชาธิปไตยนั้นเราสามารถที่จะเป็น “ปรปักษ์” กันได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็น “ศัตรู” ต่อกัน ! แม้ว่าในพจนานุกรมคำทั้ง 2 นี้แทบจะมีความหมายอันเดียวกัน แต่หลวงวิจิตรวาทการ เคยนิยามความหมายที่แตกต่างของคำศัพท์ทั้ง 2 นี้ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

“ปรปักษ์” หมายถึง “ฝ่ายตรงข้าม” ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกับอีกฝ่ายหนึ่ง อีกทั้งยังกล้าคัดค้านความคิดของอีกฝ่ายหนึ่ง และยืนหยัดในความคิดเห็นของฝ่ายตน โดยไม่หวั่นกลัว แต่มิได้มีความประสงค์มุ่งร้ายต่ออีกฝ่ายหนึ่ง! ส่วนคำว่า “ศัตรู” นั้นหมายถึง “ฝ่ายตรงข้าม” ที่จองเวรมุ่งร้ายต่ออีกฝ่ายหนึ่งประดุจข้าศึกที่ต้องทำลาย! องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสอนให้เราเคารพในความแตกต่างระหว่างกันโดยไม่ก่อเกิดความแตกแยก พระองค์ทรงสอนให้เรายอมรับ “ปรปักษ์” ของเราอย่างให้เกียรติ โดยไม่เป็น “ศัตรู” ต่อกัน และถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะปฏิบัติต่อเราดุจ “ศัตรู” พระองค์ก็ทรงสอนเราให้ “รักศัตรูของเรา”

“แต่เราบอกท่านทั้งหลายที่กำลังฟังอยู่ว่า จงรักศัตรูของท่าน จงทำดีแก่ผู้ที่เกลียดชังท่าน จงอวยพรแก่คนที่แช่งด่าท่าน จงอธิษฐานเพื่อคนที่เคี่ยวเข็ญท่าน (ลูกา 6:27-28)

พระองค์ทรงกำชับว่า…“จงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน(ลูกา 6:31)

ด้วยเหตุนี้เอง ในฐานะคริสตชนที่เป็นคนไทยเช่นกัน พวกเราขอวิงวอนให้พี่น้องชาวไทยทุกท่านจงมีน้ำใจไมตรีต่อกัน ถ่อมใจหันหน้าเข้าหากัน ยอมฟังกันและกันด้วยความเคารพในความคิดและความเชื่อที่อาจแตกต่างกัน โดยไม่คิดเป็นศัตรูที่มุ่งร้ายต่ออีกฝ่ายหนึ่ง หากว่าเราไม่มีจิตมุ่งร้ายต่อกัน  ความรุนแรงที่นำความเจ็บปวดและการสูญเสียก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น! ฉะนั้นขอให้เรามีสติและตัดสินใจที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติดังคำสอนแห่งพระวจนะของพระเป็นเจ้าที่ปรากฎอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิล ที่ว่า “ถ้าเป็นได้ คือเท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน”(โรม .12:18)

และ “เหตุฉะนั้นให้เรามุ่งประพฤติ ในสิ่งซึ่งทำให้เกิดความสงบสุขแก่กันและกันและทำให้เกิดความเจริญแก่กันและกัน” (โรม14:19)

หวังว่า “ท่าน” จะเป็น “บุคคลหนึ่ง” ที่ร่วมด้วยช่วยกันทำให้ประเทศชาติของเรากลับคืนสู่ความสุขสงบและมีความเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งกว่าที่เคยผ่านมา! “ท่าน” พร้อมกระทำสิ่งดีมีคุณค่าเช่นนี้ไหมครับ?

ศาสนาจารย์ ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

ประธานคณะกรรมการประสานงาน

คริสตจักรโปรเตสแตนท์แห่งประเทศไทย

 Posted by at 10:29 pm

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)