พ.ค. 212010
 

“เรามีศาสนาให้เราเกลียดชังกันมากเพียงพอแล้ว แต่ไม่มีศาสนาให้เรารักซึ่งกันและกันเพียงพอ!”

(We’ve got just enough religion to hate each other, but not enough religion to love each other.)

-Jonathan Swift-

โจนาธาน สวิฟต์ ผู้เขียนนวนิยายชิ้นเอกในเชิงเสียดสีเย้ยหยันทางการเมืองและสังคมเรื่อง “Gulliver’s Travels” (1726) เป็นผู้กล่าวประโยคเบื้องต้น! ช่างน่าเศร้าที่โลกนี้ รวมทั้งในประเทศไทยของเรากำลังเข้าสู่สภาพโกรธและเกลียดชังกันมากขึ้นทุกวัน ๆ จนพูดกันไม่รู้เรื่องแล้วเพราะแต่ละฝ่ายเอาแต่พูด แต่ไม่มีใครยอมฟังกัน! แต่ละฝ่ายมองเห็นแต่ความผิดและความเลวความชั่วของอีกฝ่ายหนึ่ง เข้าทำนอง โกรธกันก็รำพันแต่ความผิด เกลียดกันก็รำพันแต่ความชั่ว !”

ขนาดคนในครอบครัว อย่างเช่น พี่น้อง หรือเพื่อนสนิทกัน ยังโกรธเกลียดกันอย่างไม่ยอมให้อภัยซึ่งกันและกันเลย เหมือนดังตัวอย่างในพระคัมภีร์ที่เป็นเรื่องของพี่น้องระหว่างคาอินผู้เป็นพี่และอาแบลผู้เป็นน้อง! ทั้ง 2 เป็นลูกพ่อเดียวกัน เป็นบุตรขชองอาดัมและเอวา แต่เพียงเพราะพระเจ้าทรงรับของถวายของอาแบล แต่ปฏิเสธไม่รับของคาอิน ก็สร้างความไม่พอใจแก่คาอิน และโกรธน้องตัวเองจนกลายมาเป็นความเกลียด ที่ตามมาด้วยการฆาตกรรม!  ทั้ง ๆ ที่ก่อนเกิดการเข่นฆ่าน้องชายของตนพระเจ้าได้ตรัสเตือนคาอินไว้ก่อนแล้วว่า …“เจ้าโกรธเคืองหน้าบูดบึ้งอยู่ทำไม ถ้าเจ้าทำดีเราก็จะพอใจรับเจ้ามิใช่หรือ ถ้าเจ้าทำไม่ดี บาปก็หมอบอยู่ที่ประตูอยากตะครุบเจ้า เจ้าต้องเอาชนะบาปนั้นให้ได้!” (ปฐก. 4:5-7)

แท้จริงแล้ว ความโกรธเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับคนเราได้ทุกเวลา! และเป็นเรื่องที่พอจะรับได้ แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะสนับสนุนก็ตาม ถ้าหากว่าความโกรธนั้นเกิดขึ้นและจบลงในช่วงเวลาสั้น ๆ และไม่นำไปสู่ความรุนแรง! “จะโกรธก็โกรธได้ แต่อย่างทำบาป อย่าให้ตะวันตกท่านยังโกรธอยู่” (อฟ. 4:26) เหตุที่ต้องจำกัดและกำจัดความโกรธโดยเร็ว เพราะหากปล่อยทิ้งไว้มันจะกลายเป็นความอาฆาตพยาบาท! จงระลึกไว้เสมอว่า.. ความโกรธและความเกลียดชังเป็นตัวทำลายต่อมเหตุผลของคนเรา! เข้าทำนอง “โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า!” มีแต่ปัญญาที่จะช่วยได้!  เพราะ “ปัญญามาสติเกิด!” ความโกรธทำให้ความเข้าใจเสียไป แต่หากเรามีปัญญา มีสามัญสำนึกที่ดี เราจะมีสติคิดได้และเกิดความเข้าใจ

“บุคคลที่โกรธช้าก็มีความเข้าใจมาก แต่บุคคลที่โมโหเร็วก็ยกย่องความโง่!” (สภษ.14:29)

“สามัญสำนึกที่ดีกระทำให้คนโกรธช้า และที่มองข้ามการทรยศไปเสียก็เป็นศักดิ์ศรีแก่เขา” (สภษ.19:11)

และนอกจาก “ปัญญา” แล้ว โอสถวิเศษอีกอย่างที่จะรักษาความเกลียดความโกรธได้อย่างชะงักก็คือ “ความรัก” เพราะความรักเป็นดุจน้ำที่สามารถดับไฟแห่งความโกรธและความเกลียดได้อย่างสิ้นเชิง! คนที่โกรธและเกลียดชังผู้อื่น คือ ฆาตกรในสายพระเนตรของพระเจ้า! “ผู้ใดที่เกลียดชังพี่น้องของตนผู้นั้นก็เป็นผู้ฆ่าคน และท่านทั้งหลายก็รู้แล้วว่า ผู้ฆ่าคนนั้นไม่มีชีวิตนิรันดร์ดำรงอยู่ในเขาเลย” (1ยน. 3:15)

“ถ้าผู้ใดว่า “ข้าพเจ้ารักพระเจ้า” และใจยังเกลียดชังพี่น้องของตน ผู้นั้นก็เป็นคนพูดมุสา เพราะว่าผู้ที่ไม่รักพี่น้องของตนที่แลเห็นแล้ว จะรักพระเจ้าที่ไม่เคยเห็นไม่ได้” (1ยน. 4:20) พระเจ้าจึงทรงประทานบัญญัติให้เรารักกันและกัน! “พระบัญญัตินี้เราทั้งหลายก็ได้มาจากพระองค์ คือว่าให้คนที่รักพระเจ้านั้นรักพี่น้องของตนด้วย (1ยน.4:21)

ฉะนั้น ขอให้เราลดและยุติความโกรธเกลียดในทันที! แทนที่เราจะเมามันสุมยางใส่ไฟแห่งความโกรธเกลียดลงไปในความสัมพันธ์หรือในสังคมแห่งความขัดแย้งที่มีต่อกัน เราควรจะช่วยกันดับไฟร้ายนั้นด้วยความรักในทันที        แต่ความรักที่ต้องการสำหรับแก้ปัญหาในการณ์นี้คงต้องการจำนวนมากมายมหาศาลเหลือเกินจากพวกเราทุกคน เพราะความรักของเราคนใดคนหนึ่งนั้นน้อยเกินไปที่จะดับไฟแห่งความโกรธเกลียดมโหฬารครั้งนี้! เราจึงต้อง “รักกัน” ให้มากกว่าที่เคยรักและพร้อมใจกันนำเอาความรักนั้นออกมาสู่สังคมไทยของเราพร้อม ๆ กัน ณ บัดนี้ จนกว่าไฟแห่งโมหะโทสะจะหมดไป… ดีไหมครับ?

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

ข่าวประชาสัมพันธ์

  • วันเสาร์นี้ “งด” ชั้นสามัคคีธรรม Sing & Join นะคะ
  • วันอาทิตย์นี้มีโบสถ์ตามปกติ เทศนาโดย ศจ.พูลสุข เศรษฐโสภณกุล มาฟังกันให้ได้นะคะ
  • อธิษฐานเผื่อการเยียว ฟื้นฟูประเทศของเรา เผื่อคนมากมายที่ตกงาน รวมถึงเข้าของอาคาร กิจการ ห้างร้าน โรงภาพยนต์ที่สูญเสียไปในกองเพลิง และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ …ขอพระเจ้าเมตตา
 Posted by at 9:47 pm

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)