พ.ค. 222010
 

23 พฤษภาคม 2010

ขอทักทายพี่น้องทุกท่านในนามขององค์พระเยซูคริสต์

ช่างน่าสะเทือนใจที่สภาพบ้านเมืองของเราในยามนี้มีความเดือดร้อนเกิดขึ้นไปทั่ว

แต่ที่เสียหายยับเยินที่สุดคือในกรุงเทพมหานคร ผมรู้สึกเสียใจต่อความสูญเสียและความเสียหายทั้งด้านชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งของภาครัฐและเอกชนเป็นอย่างยิ่ง!

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เราระลึกถึงพระดำรัสเตือนจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่สรุปใจความได้ว่า..

“ชัยชนะบนซากปรักหักพังไม่เรียกว่าชัยชนะ!”

ใช่ครับ!    วันนี้ คนไทยเราได้รับประโยชน์อะไรจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น?

คนที่ตายไปร่วมร้อยและบาดเจ็บนับพันท่ามกลางความโศกเศร้าของญาติมิตรที่สูญเสียคนที่รักไป!

…สถานที่อาคารสำคัญ ๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชนที่ถูกเผาทำลายอย่างน้อย 35 แห่ง ได้อะไรกลับคืนมา?

…ความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมอันมหาศาล จนยากจะประเมินมูลค่าได้ในเวลาสั้น ๆ ได้เกิดขึ้นแล้ว!

แต่สิ่งที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงคือ “จิตใจ” ของคนไทยทั่วประเทศ! แม้แต่ “ใจ” ของคนในคริสตจักรของเราและอีกหลายสิบคริสตจักร (โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ในหรืออยู่ใกล้พื้นที่แห่งการใช้ความรุนแรง!)

อะไรเป็นเหตุให้ประเทศชาติของเรากลายเป็น “ดินแดนแห่งความขัดแย้ง” ที่นำไปสู่มิคสัญญี!

สาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งก็คือ  “ทัศนคติ” ที่เปลี่ยนไปของคนไทย หลังจากถูกปลุกเร้าโดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจนเข้าขั้นล้างสมอง ทำให้ทัศนคติที่คนไทยมีต่อกัน จากเคยมีไมตรีต่อกันฉันพี่น้อง มีจิตใจโอบอ้อมอารีและให้อภัย กลับกลายมามองกันอย่าง “ศัตรู” อย่างรุนแรง และไม่ยอมฟังอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรออกมา

หรือหากฟังก็จะตีเจตนาทุกอย่างของเขาออกมาในแง่ลบทั้งสิ้น  และเชื่อข้อสรุปของตนอย่างสนิทใจ 100 %  ผลที่ตามมาก็คือ ความข้ดแย้งและการปะทะกันอย่างรุนแรงดังที่ปรากฎ!

สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นทำให้พวกเราล้วนรู้สึกสะเทือนใจกันถ้วนหน้า แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกสะเทือนใจไปยิ่งกว่านั้นอีก ก็คือ “ทัศนคติ” ที่เป็นศัตรูกันเช่นนั้นมาปรากฎขึ้นมาภายในคริสตจักรหรือในระหว่างคริสตจักร!

…คริสตจักรของพระคริสต์เป็นอย่างไร หากว่าเรามองหน้ากันและกันไม่ติด?

…คริสตจักรของพระคริสต์จะเป็นอย่างไร? หากว่าเราเกลียดกันและกันแทนที่จะรักกัน

ขอให้เราระลึกถึงพระวจนะที่ว่า…

“ผู้ใดที่กล่าวว่าตนอยู่ในความสว่าง และยังเกลียดชังพี่น้องของตน ผู้นั้นก็ยังอยู่ในความมืด ผู้ที่รักพี่น้องของตนก็อยู่ในความสว่าง และในความสว่างนั้นไม่มีอะไรที่จะทำให้สะดุด แต่ผู้ที่เกลียดชังพี่น้องของตนก็อยู่ในความมืด และเดินในความมืด และไม่รู้ว่าตนกำลังไปไหน เพราะว่าความมืดทำให้ตาของเขาบอดไปเสียแล้ว (1ยน.2:9-11)

ดังนั้น ขอให้เราช่วยกันจุดประกายความสว่างแห่งความหวังขึ้นใหม่ในสังคมไทยที่กำลังมืดมิดของเรา โดยเริ่มจากในครอบครัว ทั้งฝ่ายกาย และฝ่ายวิญญาณ(คริสตจักร) ของเราก่อน

ขอให้เรามี “ทัศนคติ” ต่อกันอย่างที่พระคริสต์ทรงมีต่อเรา และประสงค์ให้เรามีต่อกัน!

เป็นไปได้ไหมที่วันนี้ คุณจะแสดงความรักและหยิบยื่นน้ำใจไมตรี รวมทั้งการคืนดีให้กับใครบางคนที่คุณเคยมี “ทัศนคติ” ในเชิงลบหรือโกรธเกลียดตัวเขา?

หากคุณเริ่มกระทำดังที่ขอเมื่อไร คุณก็ได้พิสูจน์ตัวของคุณแล้วว่า  คุณกำลังดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่าง!

ในท้ายนี้ขอพี่น้องทุกท่านยังคงอธิษฐาน   อธิษฐาน และอธิษฐานเผื่อประเทศไทยต่อไปจนกว่าสถานการณ์ทุกอย่างจะสงบสุขลงอย่างแท้จริง

วันนี้ ขอขอบคุณ อ. พูนสุข  เศรษฐโสภณกุล ที่ได้มาแบ่งปันพระวจนะในวันนี้ หวังว่าวันพฤหัสที่จะถึงนี้ พวกเราคงมาศึกษาพระคัมภีร์ร่วมกันได้เหมือนดังเช่นเคย

ขอพระเจ้าอวยพรนะครับ

ด้วยรัก

ศจ. ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

ศิษยาภิบาล (ในนามของคณะผู้อภิบาล)

ข่าวประชาสัมพันธ์

  • วันนี้หลังทานข้าวเที่ยงมีอธิษฐาน  และแยกย้ายกันกับบ้านค่ะ อย่าพาตัวเองเข้าไปในโซนอันตรายต่างๆนะคะ เหตุการณ์ยังไม่ปกติเท่าไหร่ ไม่คุ้มเสี่ยง
  • ใครลืมข้าวของอะไรไ ว้ติดต่อสอบถามได้ที่ทีมประชาสัมพันธ์ค่ะ

อธิษฐานเผื่อ

คริสตจักร

  • คริสตจักรต่างๆทั่วประเทศที่จะไม่เป็นอันตรายจากภัยก่อกวน หรือก่อการร้าย
  • พี่น้องคริสเตียนที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง และให้เตรียมตัวไว้ เพราะเวลานี้เป็นเวลาแห่งการประกาศข่าวประเสริฐ

ประเทศไทย

  • จากห้างร้านที่ถูกเผาไหม้ – ขอพระเจ้าช่วยเหลือผู้ที่ตกงาน ร้านค้าที่ไหม้ไฟ เจ้าของอาคาร และธุรกิจต่างๆ รวมไปถึงโรงพยาบาล โรงเรียน และอาคารของรัฐ
  • เผื่อการปกป้องและการทำงานอย่างมีคุณธรรม เต็มกำลัง และสัตย์ซื่อของเจ้าหน้าที่รัฐทุกท่าน
  • จิตใจคนไทยที่จะได้รับการพลิกฟื้นเยียวยา มีโอกาสได้ยินข่าวประเสริฐแห่งความรอด
  • ให้คริสเตียนไทยไม่หยุดยั้งที่จะอธิษฐานและทำการขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างเต็มกำลังเพื่อช่วยคนไทยให้มากมายให้ได้รับความรอด
 Posted by at 9:50 pm

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)