มิ.ย. 042010
 

“ความขมขื่นจองจำชีวิต                           แต่ความรักปลดปล่อยชีวิตให้เป็นอิสระ

ความขมขื่นทำให้ชีวิตเป็นอัมพาต                        แต่ความรักเสริมพลังให้ชีวิต

ความขมขื่นทำให้ชีวิตสุดทานทน              แต่ความรักเพิ่มความหวานชื่นให้ชีวิต

ความขมขื่นทำให้ชีวิตเจ็บป่วย                 แต่ความรักเยียวยารักษาชีวิต

ความขมขื่นทำให้ชีวิตมืดมน                    แต่ความรักทำให้ชีวตแจ่มกระจ่าง

(Bitterness imprisons life; love releases it.     Bitterness paralyzes life; love empowers it.

Bitterness sours life; love sweetens it.             Bitterness sickens life; love heals it.

Bitterness blinds life; love anoints its eyes.) -Harry Emerson Fosdick-

แฮรี่ เอเมอร์สัน ฟอสดิค ได้กล่าวเปรียบเทียบและกล่าวเตือนสติไว้ดีมาก นั่นคือ ขอให้เราเลิกขมขื่นใส่กัน แต่ให้เรามารักกันแทน เพราะรักกันล้วนมีประโยชน์  แต่การมีใจขมขื่นนั้นมีแต่โทษ! สังคมไทยของเรากลับกลายจากสังคมแห่งมิตรไมตรีมาเป็นสังคมแห่งความเป็นอริศัตรูมุ่งร้ายต่อกัน ตั้งแต่เมื่อไรนั้นพวกเราแทบไม่รู้ตัวเลย จนกระทั่งในวินาทีที่เราสำนึกตัว ทุกอย่างก็เกือบสายไปแล้ว! คนไทยที่เคยมีความโอบอ้อมอารี สุภาพอ่อนน้อม มีน้ำใจ และมีสัมมาคารวะกลายเป็นคนที่โหดร้าย แข้งกระด้างไร้น้ำใจ และสูญสิ้นความมีสัมมาคารวะ อันเป็นคุณลักษณะนิสัยสูงส่งด้วยอารยธรรมและวัฒนธรรมอันดีงาม  คนไทยกลายเป็นคนที่พูดกันไม่รู้เรื่อง แม้แต่ภายในครอบครัว ในที่ทำงาน และในสังคม !

แต่ที่น่าสะเทือนใจที่สุดสำหรับผมก็คือ การพูดกันไม่ได้แล้ว แม้แต่ภายในโบสถ์วิหารของพระเจ้า!

บัดนี้ ขอให้ทุกคนที่เป็นคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคริสเตียนไทย จงได้สติ! จงให้พระเจ้าเป็นเจ้าชีวิตของคุณอย่างแท้จริง จงตระหนักเสมอว่า คุณเป็นตัวแทนของพระเจ้าในโลกนี้ ไม่ใช่เป็นตัวแทนของโลกนี้ในโบสถ์วิหารของพระเจ้า! ขอให้เราหยุดยั้งท่าทีและท่าทาง รวมทั้งการกระทำทั้งหลายทั้งปวงที่ห่างไกลจากมรรคาแห่งสันติภาพและมุ่งการคืนดีกันของพระองค์ … หมดเวลาแล้วสำหรับการกระทำที่ขาดสติ! ผมคงต้องขอยืมบทกวีของ คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์ มาพรรณนาให้เห็นภาพดังนี้

“หมดเวลาแล้วหมดเวลา               จะต่างสีต่างศรัทธา หมดความหมาย

หมดเวลาค่าของคนหล่นกระจาย นี่แหละคือภาพสุดท้าย สุดทางตัน

หมดเวลา หมดเวลามากล่าวโทษ   หมดเวลาจะเกลียดโกรธโหดห้ำหั่น

ทุกสิ่งที่ไขว่คว้า ต้องฆ่ากัน                        สลายวับกับม่านควันโลกบรรลัย

ให้มันสิ้นให้มันสุดหยุดตรงนี้         อย่าให้มีสิ่งใดเหลือ…เพื่อวันใหม่

ขอพื้นที่กว้างกว้างกลางใจไทย      ดับเปลวไฟปลุกสติผลิปัญญา

“น้ำตาที่ตกใน เรียกน้ำใจให้คืนมา ร่วมก่อรอเวลา ลุกขึ้นมาประเทศไทย

น้ำตาช่วยดับไฟ น้ำใจจะดับควัน   พรุ่งนี้คงมีวัน ให้รักกันประเทศไทย

ใช่ครับ หมดเวลาแล้วสำหรับการพูดหรือการกระทำใด ๆ  ที่แสดงออกถึงความขมขื่นใจ ความโกรธแค้น ชิงชัง และห้ำหั่นกัน! แต่ให้เป็นเวลาที่เราควรจะได้สติและสำนึกได้ว่า ความขมขื่นเป็นดุจไฟที่ลุกไหม้อยู่ การเทน้ำมันแห่งความโกรธแค้น กล่าวโทษ ลงไปอีกอย่างต่อเนื่อง จะไม่มีทางทำให้สังคมไทยสงบลงและเกิดสันติสุขได้  มีแต่ต้องเทความรัก ซึ่งเปรียบประดุจน้ำ (ผ่านการขอและการให้อภัยแก่กัน) ลงไปเพื่อลดความร้อนแรงของไฟจนกว่าจะมอดดับลง!

ใช่แล้วครับ! หากวันนี้ พวกเราทุกคน ทุกฝ่ายร่วมกันคนละไม้คนละมือ ลุกขึ้นใช้น้ำตาช่วยดับไฟ และน้ำใจช่วยดับควัน!  พรุ่งนี้ …คนไทยทั่วประเทศคงจะรักกันได้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง จริงไหมครับ?

“จงระวังให้ดีอย่าให้ใครเพิกเฉยต่อพระคุณของพระเจ้า และอย่าให้มีรากขมขื่น*งอกขึ้นมา ทำความยุ่งยากให้  ซึ่งจะเป็นเหตุให้คนเป็นอันมากเสียไป” (ฮบ.12:15)

“อวสานของสิ่งทั้งปวงก็ใกล้จะมาถึงแล้ว เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงมีสติสัมปชัญญะ  และจงรู้จักสงบใจเพื่อแก่การอธิษฐาน ที่สำคัญยิ่งกว่าอะไรหมดก็คือจงรักซึ่งกันและกันให้มาก เพราะว่าความรักลบล้างความผิดมากมายได้” (1ปต.4:7-8)

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

ข่าวประชาสัมพันธ์

  • พรุ่งนี้ 6 มิ.ย. เทศนาโดย อ.นคร เวชสุภาพร อธิษฐานให้พระเจ้านำ และอวยพระพรอาจารย์และครอบครัวด้วยค่ะ
  • ข่าวประกาศ – วันอาทิตย์นี้ บ.ยอห์นสันขอปิดที่จอดรถซ่อมแซม ทุกท่านกรุณานำรถไปจอดที่จอดรถกลางซอย อยู่เยื้องๆกับทางเข้าที่จอดรถของฟู้ดส์แลนด์ ปากทางมีตู้โทรศัพท์สาธารณะ พี่หลุยส์จะจัดรถรับส่งจนถึงเวลา 10.45 น.ค่ะ มาหลังจากนี้จอดรถ แล้วเรียกรถรับจ้างเข้ามาเอง และจะจัดรถส่งอีกทีตอนเลิกโบสถ์ค่ะ ฝากช่วยกระจายข่าวด้วย
  • อาทิตย์หน้า 13 มิ.ย.มีพิธีบัพติศมาตอนเที่ยง และมีประชุมคณะผู้อภิบาลตอนบ่ายค่ะ – ขอพระเจ้าอวยพร
 Posted by at 8:36 pm

Sorry, the comment form is closed at this time.