ส.ค. 142010
 

“เราเป็นหนี้ความรู้เกือบทั้งหมดของเรา ไม่ใช่ต่อผู้ที่เราเห็นพ้องด้วย

แต่ต่อคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากเรา

(We owe almost all our knowledge not to those we have agreed,

but to those who have differed.)

ชาร์ลส์ คาเลบ คอลตัน (Charles Caleb Colton,  1780-1832)  นักเขียนชาวอังกฤษเคยกล่าวประโยคข้างต้นไว้ในปี ค.ศ. 1825 ซึ่งนับว่าเป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจ!

ปรกติเราชอบคนที่เห็นด้วยกับเรา จนเราอาจเสพติดการที่มีคนคอยเห็นพ้องกับเรา!

…เมื่อเราคิดอะไร เราก็ต้องการให้คนที่เราถาม ตอบว่า “เห็นด้วย!”

…เมื่อเราเสนออะไรออกไป เราก็ต้องการให้คนที่ฟังเราอยู่ พูดว่า “เห็นด้วย!”

…เมื่อเราทำอะไร เรายิ่งต้องการให้คนทั้งหลายพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เห็นด้วย!”

หากว่าคนรอบข้างรู้ว่าเราคิดและต้องการเช่นนั้น และพวกเขาก็สนองให้ตามที่เราต้องการอย่างเต็มที่ และต่อ เนื่อง ในที่สุดเราก็จะติดกับดักหรือติดหล่มทางปัญญา เพราะว่า เราไม่เคยได้รับเสียงสะท้อนหรือภาพที่มองต่างมุมจากที่เรามีอยู่เลย   เราเลยเป็นคนโง่ที่หลงคิดว่าตนเองฉลาด เข้าใจว่าทุกสิ่งที่เราคิดหรือทุกทางที่เราเลือกนั้นล้วนถูกต้องหมดและดีกว่าคนอื่น ๆ จึงกลายเป็นคนที่มีมุมมองแคบและสั้น แต่หลงคิดว่าตนเองมีมุมมองที่กว้างไกล!

อันเป็นผลมาจากการที่เราไม่เคยได้ยินความคิดหรือความรู้ใหม่ ๆ ใด ๆ จากผู้ใดเลย!

ดังพระธรรมสุภาษิตที่เขียนไว้ว่า…

“ทางของคนโง่นั้นถูกต้องในสายตาของเขาเอง แต่ปราชญ์ย่อมฟังคำแนะนำ” (สุภาษิต 12:15)

“ปัญญาอาศัยอยู่ในความคิดของคนที่มีความเข้าใจ แต่ปัญญานั้นไม่ประจักษ์ในใจของคนโง่”

(สุภาษิต 14:33)

และหากว่าเราปฏิเสธไม่ยอมฟังความคิดเห็นของคนอื่นอยู่เสมอไป หรือดูถูกต่อว่าผู้ที่เสนอแนะแบ่งปัน เตือนสติหรือสอนความรู้ใหม่ ๆ ให้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้ที่รู้หรือมีประสบการณ์ในเรื่องนั้น ๆ มากกว่าเรา เราจะกลายเป็นคนโง่อย่างถาวร!


“ความยำเกรงพระเจ้า เป็นบ่อเกิดของความรู้* คนโง่ย่อมดูหมิ่นปัญญาและคำสั่งสอน” (สุภาษิต 1:7)

“คนโง่ดูหมิ่นคำเตือนสติของบิดาตน แต่ผู้ที่สนใจคำทักท้วงเป็นผู้หยั่งรู้” (สุภาษิต 15:5)

เราจะกลายเป็นคนที่ต่อไปจะทำอย่างไร ๆ ก็ยังโง่อยู่ดี!

เอาคนโง่ใส่ครกตำด้วยสาก พร้อมกับข้าวต้ม คนโง่ก็ยังโง่อยู่นั่นเอง (สุภาษิต 27:22)

เราจะกลับกลายเป็นคนที่แยกแยะไม่ออกต่อไปแล้วว่าอะไรถูก อะไรผิด หรืออะไรไม่ดี  และเราจะทำผิดพลาดโดยไม่รู้ตัวหรือไม่สำนึก  ผลที่ตามมาก็คือ ความเสียหายที่จะนำไปสู่ความหายนะ การถูกทำลาย และได้รับความอัปยศ หรือความตายเป็นบั้นปลาย

เพราะคนโง่ถูกฆ่า ก็ด้วยการหันกลับจากปัญญานั่นเอง และคนโง่ที่หลงเพลิดเพลินก็ถูกทำลาย(สุภาษิต 1:32)

คนฉลาดจะได้เกียรติเป็นมรดก แต่คนโง่จะได้ความอัปยศ (สุภาษิต 3:35)

ปราชญ์ก็ส่ำสมความรู้ไว้ แต่ปากของคนโง่นำความย่อยยับมาใกล้ (สุภาษิต 10:14)

ดังนั้น ก่อนที่เราคือ คุณและผม จะกลายเป็นคนโง่อย่างถาวร เราควรที่จะถ่อมใจยอมรับฟังคำแนะนำ คำสอน คำเตือนสติหรือแม้แต่คำวิพากษ์วิจารณ์ด่าว่าเรา และเรียนรู้จักบทเรียนอันล้ำค่าจากสิ่งที่แตกต่างจากมุมมองหรือความคิดของเรา เพื่อเราจะหลุดพ้นจากหล่มหรือพันธนาการแห่งความโง่เขลานั้น และมีความรู้และสติปัญญาฉลาดมากขึ้น อันจะนำความเจริญพัฒนามาสู่ตัวเราและคนรอบข้างตัวของเราต่อไป…

แล้วอย่าลืมขอบคุณคนที่มีมุมมองหรือความคิดเห็นแตกต่างจากเราให้เร็วที่สุดด้วย

คุณเห็นด้วยไหมครับ?

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

Twitter.com/thongchaibsc

 Posted by at 12:20 am

  One Response to “หนี้ความรู้”

  1. พี่น้องชาว CJ ค่ะ มีข่าวจะประชาสัมพันธ์ ให้ช่วยกันอธิษฐานเผื่อพี่น้องของเรา ครอบครัว อ้อ อ๊อด โอ๊ด เพราะตอนนี้ น้องโอ๊ดป่วยเป็นไข้หวัดสายพันธ์ใหม่ และปอดบวม กำลังอยู่โรงพยาบาล หากใครได้อ่านเมล์นี้ ขอความร่วมมือร่วมใจกันด้วยนะคะ แรงใจของพี่น้องทุกคนเป็นกำลังสำคัญในการหนุนใจเป็นอย่างดีสำหรับเขาแน่นอนคะ ขอบคุณมากค่ะ

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)