ก.ค. 152011
 

“ตราบใดที่มโนธรรมยังเป็นมิตรกับคุณอยู่ คุณไม่ต้องกังวลใจว่า ใครจะเป็นศัตรูกับคุณ!”

(As long as your conscience is your friend, never mind about your enemies.)

ผมเองยอมรับว่า มีศัตรู แต่ก็ดีใจที่มีมิตรมากกว่า!

เมื่อมานั่งทบทวนดูว่า ศัตรูของผมเป็นใครบ้าง ก็ต้องสารภาพว่า ผมคิดไม่ค่อยออก!

อาจมีใบหน้าของคนบางคนลอยขึ้นมาบ้าง ที่ผมคิดว่า เขา “อาจ” จะมีอะไรในใจกับผมบ้าง แม้ว่าผมจะไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร?

โดยปกติ ผมก็จะพยายามทำใจให้เป็นกลางและเปิดใจคิดถึงสาเหตุที่เป็นไปได้ว่า เขามีอะไรอยู่ในใจ เพื่อผมจะได้ไปปรับความเข้าใจและคืนดีกับฉันมิตร ก็ต้องกล่าวตรง ๆ ว่า มีน้อยรายมากที่มโนธรรมของผมฟ้องว่า ผมได้ทำสิ่งที่ผิดต่อบุคคลนั้น ๆ ด้วยเจตนาร้าย หรือผิดจากทางของพระเจ้า!

แต่หากผมพบความผิดของผม  ไม่ว่าจะจากเจตนาหรือไม่เจตนา… สิ่งแรกที่ผมจะกระทำก็คือ ขอพระเจ้าทรงยกโทษผม และลำดับต่อไปคือ ขอพระเจ้าช่วยให้บุคคลนั้น ยกโทษผมเช่นกัน

จากนั้นผมก็จะหาโอกาส หาจังหวะที่จะสะสางปัญหาดังกล่าวนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่โอกาสเปิดให้!  หากทำได้ผมจะรีบทำทันที

ดังคำบัญชาของพระเยซูคริสต์ที่ตรัสเตือนไว้ว่า…

“เหตุฉะนั้นถ้าท่านนำเครื่องบูชามาถึงแท่นบูชาแล้ว และระลึกขึ้นได้ว่า พี่น้องมีเหตุขัดเคืองข้อหนึ่งข้อใดกับท่าน จงวางเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่นบูชา กลับไปคืนดีกับพี่น้องผู้นั้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยมาถวายเครื่องบูชาของท่าน” (มัทธิว 5:23-24)

ดังนั้น แม้ว่าผมจะไม่ได้คิดอะไร หรือมีปัญหาอะไรกับใครในเรื่องใด ๆ แต่หากมีบางคนมีปัญหาในบางเรื่องจนกลาย เป็นมีปัญหากับผมตามไปด้วย และเขาเข้ามาหาผมและแจ้งให้ผมรู้ตัว

โดยปกติแล้ว ผมจะฟังด้วยใช้จิตสำนึกและมโนธรรมของผมเป็นตัวตัดสิน!

หากพบว่า ผมทำผิดจริง(หรือแม้ว่ายังไม่ได้ทำผิด แต่สิ่งที่กระทำนั้นเป็นเหตุทำให้พี่น้องไม่สบายใจ) ผมก็มักเอ่ยปากจะขออภัย และน้อมรับสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขใหม่ และพยายามทำมิตรภาพกับความสัมพันธ์ให้หวนกลับคืนมาให้เร็วที่สุด โดยจะไม่ปล่อยให้ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุที่ทำให้การปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบที่กำลังกระทำอยู่ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นราชกิจของพระเจ้า)ต้องหยุดชงัก!

ผมเองปรารถนาที่จะกล่าวให้ได้อย่างที่ อ.เปาโล ได้กล่าวไว้คือ

“ดูก่อนท่านพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้ประพฤติ ต่อพระพักตร์พระเจ้า ล้วนแต่ตามที่จิตสำนึกเห็นว่าดีจนถึงทุกวันนี้!” (กิจการ 23:1) และ “ในข้อนี้ ข้าพเจ้าอุตสาห์ประพฤติตามที่จิตสำนึกเห็นว่าดีเสมอ มิให้ผิดต่อพระเจ้าและมนุษย์” (กิจการ.24:16)

ดังนั้น ผมจึงอธิษฐานขอองค์พระเป็นเจ้าช่วยผมให้เป็นคนที่พร้อมเปิดใจรับฟังคำเตือนสติ และพร้อมเสมอในการปรับปรุงแก้ไขตัวเอง หากว่า มีเหตุผลหรือหลักฐานยืนยันให้ประจักษ์ (ซึ่งคนใกล้ชิดผมส่วนใหญ่จะเป็นพยานได้ในเรื่องนี้)

แต่หากว่า สิ่งที่ผมถูกวิพากษ์วิจารณ์กล่าวหา ตัดสินหรือเล่นงาน เป็นเรื่องที่เกิดมาจากความเท็จ อคติ หรือ เจตนาร้าย โดยที่ผู้ที่กระทำเช่นนั้นไม่ได้มีเจตนารับฟังเพื่อหาข้อเท็จจริง หรือเพื่อร่วมกันแก้ไขให้ดีขึ้น ประกอบกับว่า ผมเองก็ได้พิจารณาสำรวจตรวจดูตัวเองแล้ว แต่ไม่พบสิ่งใดที่ผมกระทำผิดพระวจนะของพระเจ้า และมโนธรรมหรือจิตสำนึกผิดชอบของผมเองก็ไม่มีเหตุที่จะฟ้องใจผมในเรื่องดังกล่าวนั้นแต่ประการใด (ชนิดที่ไปยืนว่าความกันต่อหน้าศาลใด ๆ ผมก็ไม่กลัว!)

ผมจะยืนหยัดสู้จนถึงนาทีสุดท้าย ในฐานะคนของพระเจ้า  ดังคุณสมบัติที่ผู้นำหรือผู้รับใช้ของพระองค์พึงมี นั่นคือ “เป็นคนยืดมั่นในข้อล้ำลึกแห่งความเชื่อด้วยจิตสำนึกว่าตนชอบ” (1ทธ.3:9)

ดังนั้น หากวันนี้ คุณผู้อ่านรู้สึกได้ว่า มโนธรรมยังเป็นเพื่อนของคุณอยู่ คุณก็ไม่มีเหตุใดที่ทำให้ต้องกังวลว่า ใครเขาจะเล่นงานคุณ?   เพราะว่า พระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายคุณแล้ว!

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์– twitter.com/thongchaibsc

fanpage@thongchaibsc , BB 2381A496

 

 Posted by at 9:58 pm

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)