ต.ค. 042009
 

“อย่าพูดถึงสิ่งไม่ดีเกี่ยวกับผู้หนึ่งผู้ใด…

แต่จงพูดสิ่งดี ๆ ทั้งปวงที่คุณรู้เกี่ยวกับทุก ๆ คนออกไป

(Speak ill of no man, but speak all the good you know of every body.)

ผู้ที่กล่าวข้อความข้างต้นคือ เบนจามิน แฟรงคลิน! ซึ่งผมเห็นด้วยกับท่าน 100 % ครับ!

…หากเราไม่มีเรื่องดี ๆ เกี่ยวกับผู้หนึ่งผู้ใดก็อย่าไปพูดถึงเขาเลย  นอกจากว่าจำเป็นที่ต้องพูดถึง เพราะสถานการณ์บังคับให้ต้องพูด!

แต่กระนั้นก็ตามเราควรจะเลือกพูดถึงเฉพาะเท่าที่จำเป็น และให้น้อยที่สุด!

คนทุกคนแม้แต่คนที่ทำผิดพลาด ล้วนต้องการโอกาสที่จะแก้ตัวใหม่ทั้งสิ้น ดังนั้นเราควรจะให้โอกาสแก่เขา! การที่เราพูดเรื่องไม่ดีของเขาให้น้อยที่สุด (เท่าที่จำเป็น) หรือไม่พูดถึงเลย (หากว่าไม่จำเป็น) จะเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่งได้ง่ายขึ้น!

เป็นการดีกว่า หากว่าคุณจะพูดถึงแต่สิ่งดี ๆ เกี่ยวกับคนอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่คุณบอกว่ารักเขา! อย่าให้ความหงุดหงิดของคุณหรือความน่าหงุดหงิดของเขาทำให้คุณพูดเลวร้ายเกี่ยวกับตัวของเขาออกมาอยู่เรื่อยไป เพราะเมื่อคุณหายหงุดหงิด คุณจะเสียใจมากกับการที่คุณทำร้ายคนที่คุณบอกว่ารัก!

และสิ่งที่คุณพูดไม่ค่อยน่าฟังเกี่ยวกับตัวของเขาอาจจะเข้าถึงหูของเขา แล้วสิ่งนั้นจะทำให้เขารู้สึกหงุด หงิด ผลที่ตามมาก็คือ เขาอาจจะพูดบางอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกหงุดหงิดเมื่อได้ยินเช่นกัน!

สุดท้ายคุณก็ทนไม่ได้คุณก็เลยพูดบางอย่างที่ชวนให้ผู้ฟังรู้สึกหงุดหงิดเพิ่มขึ้นมาอีก และแล้ววัฎฎจักรอุบาทว์นี้ก็จะหมุนวนเป็นรอบที่ 2 อีกรอบ…

หากว่าคุณไม่รีบตัดวงจรอุบาทว์นี้ทิ้งให้เร็วที่สุด คุณจะต้องหงุดหงิด และขมขื่นไปกับมันอย่างยาวนาน  ผลก็คือ มันจะกัดกร่อนและบั่นทอนความสุขที่คุณพึงมี และมิตรภาพที่คุณเคยมีให้เสียไปอย่างน่าเสียดาย!

แต่ในทางตรงกันข้าม หากคุณเริ่มพูดดี ๆ เกี่ยวกบคนอื่น ๆ รวมทั้งคนที่คุณรู้สึกหงุดหงิดกับเขาในบางเรื่อง คุณจะกลายเป็นผู้ชนะที่ใสสะอาด!

เพราะว่าคุณจะไม่ต้องเผชิญกับวงจรอันเลวร้ายของคำพูดแย่ๆ ใด ๆ อีกต่อไป!

แต่คุณจะเริ่มได้ยินเสียงสะท้อนดี ๆ กลับคืนมาจากคนที่ได้ยินถ้อยคำดี ๆ ของคุณ  รวมทั้งจากคนที่คุณไม่ชอบเมื่อคำดี ๆ ของคุณเข้าไปถึงหูของเขา!

ด้วยเหตุนี้เอง แทนที่คุณจะต้องหงุดหงิดหรือขมขื่นกับวงจรชั่วร้ายของคำซุบซิบนินทาคำเสียดสี หรือคำวิพากวิจารณ์ ที่เกิดจากผู้อื่นหรือเกิดจากปากของคุณเอง

…คุณจะชื่นชมยินดีกับถ้อยคำชูใจที่หมุนวนกลับมาแทน!

“ถ้อยคำแช่มชื่นเหมือนรวงผึ้ง เป็นความหวานแก่วิญญาณจิตและเป็นอนามัยแก่ร่างกาย”

(Pleasant words are a honeycomb,sweet to the soul and healing to the bones.)

(สุภาษิต 16:24)

และคนที่พูดถ้อยคำที่ดีน่าฟังก็(เกี่ยวกับผู้อื่น) จะได้รับผลลัพธ์ที่ดีกลับคืนสู่ตัวของเขาเอง

“จากผลแห่งถ้อยคำของตนคนก็อิ่มใจในความดี และผลงานแห่งมือของเขาก็กลับมาหาเขา”

(From the fruit of his lips a man is filled with good things

as surely as the work of his hands rewards him.)                  (สุภาษิต 12:14)

แต่การพูดถ้อยคำไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดไม่ดีเกี่ยวกับผู้อื่นอย่างไม่เหมาะสมไม่ว่าจะจริงใจขนาดไหนก็ตาม ล้วนแล้วแต่ไม่เกิดผลดี!

การรู้จักยับยั้งปากไม่ให้พูดถ้อยคำเหล่านั้น จะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อตัวผู้พูดเอง!

“บุคคลที่ยับยั้งถ้อยคำของเขาเป็นคนมีความรู้

และบุคคลผู้มีจิตใจเยือกเย็นเป็นคนมีความเข้าใจ

(A man of knowledge uses words with restraint,

and a man of understanding is even-tempered.)      (สุภาษิต 17:27)

พระคัมภีร์เรียกคนที่รู้จักยับยั้งปากของตนว่า เป็นคนที่มีความรู้และมีความเข้าใจ!

วันนี้ ขอให้เราพูดกันดี ๆ หรือพูดถึงกันอย่างดี ๆ ดังที่คนซึ่งมีความรู้ความเข้าใจกระทำต่อกัน!

จะดีไหมครับ?

– ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ –

 Posted by at 9:23 am

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)