ส.ค. 062013
 

เรื่องวุ่น ๆ ในวังหลวง!

 พระธรรม: 1พงษ์กษัตริย์ 1:1-27

อ้างอิง  :  2ซมอ.3:41;8:18;17:17;1ซมอ.2:35;1พกษ.2:17,22;ยชว.19:18;สภษ.15:55;ปฐก.15:5

บทนำ       1 และ 2พงศ์กษัตริย์ (เช่นเดียวกับ 1-2 ซามูเอล และ 1-2 พงศาวดาร) เดิมเป็นงานเขียนชั้นเดียวกัน มาถูกแบ่งโดยผู้แปลพระคัมภีร์เดิม เป็น ภาษากรีกที่เรียกว่า “ฉบับเชปทัวจิ้น” และสืบทอดต่อมาใน “ฉบับ วูลเกต” (ราว ค.ศ. 400) แม้แต่ฉบับฮีบรูก็แบ่งเป็น 2 ส่วนเช่นกันใน ปี 1448 

พระธรรมซามูเอล และพงศ์กษัตริย์ จะครอบคลุมประวัติศาสตร์การปกครองระบอบกษัตริย์ ตั้งแต่สมัยซามูลเอลจนล่มสลายในมือของพวกบาบิโลน

1-2 พงศ์กษัตริย์เล่าถึงประวัติศาสตราของอิสราเอล ตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลดาวิดไปจนตกเป็นเชลยที่      บาบิโลน โดยบอกถึงสาเหตุของการแตกแยกภายในชาติกลายเป็นเหนือ – ใต้ ทางเหนือมีกษัตริย์ 20 องค์ จาก 9 ราชวงศ์ ช่วงเวลาตั้งแต่ 930 ก.ค.ศ. – 722 (721) ก.ค.ศ. รวมเวลาราว 210 ปี

และทางใต้มีกษัตริย์ 20 องค์เช่นกัน แต่เป็นเชื้อสายของดาวิด (ยกเว้น อาธาลิยาห์ ซึ่งชิงบัลลังก์) รวมเวลาราว 345 ปี ตั้งแต่การแบ่งแยกอาณาจักร (930 ก.ค.ศ.) จนเยรูซาเล็มล่มสลายในปี 589 ก.ค.ศ.

 บทเรียน 

 1:1  “กษัตริย์ดาวิดมีพระชนมายุและทรงพระชรามากแล้ว แม้เขาจะห่มผ้าให้พระองค์มากก็ยังไม่อบอุ่น”

  (When King David was very old, he could not keep warm even when they put covers over him.)

1:2 “เพราะฉะนั้นบรรดาข้าราชการของพระองค์จึงกราบทูลว่า “ขอเสาะหาหญิงพรหมจารีมาถวายพระราชา เจ้านายของข้าพระบาท และขอให้เธออยู่งานเฉพาะฝ่าพระบาท และดูแลฝ่าพระบาท ให้เธอนอนในพระทรวง  ของฝ่าพระบาท เพื่อพระราชาเจ้านายของข้าพระบาทจะได้ทรงอบอุ่น

(So his attendants said to him, “Let us look for a young virgin to serve the king and take care of  him. She can lie beside him so that our lord the king may keep warm.”)

1:3 “เขาจึงได้แสวงหานางสาวที่สวยงามตลอดดินแดนอิสราเอล ได้พบนางสาวอาบีชากหญิงชาวชูเนม จึงได้นำเธอมาเฝ้าพระราชา

(Then they searched throughout Israel for a beautiful young woman and found Abishag, a Shunammite, and brought her to the king.)

1:4 “หญิงสาวคนนั้นงามยิ่งนัก เธอได้ดูแลพระราชาและอยู่ปรนนิบัติพระองค์ แต่พระราชาหาทรงร่วมกับเธอไม่”       

(The woman was very beautiful; she took care of the king and waited on him, but the king had no sexual relations with her.)

1:5 “ฝ่ายอาโดนียาห์* โอรสของพระนางฮักกีทได้ยกตัวเองขึ้นกล่าวว่า “เราเองจะเป็นพระราชา” และท่านได้เตรียมรถรบและพลม้า กับพลวิ่งนำหน้าห้าสิบคนไว้เพื่อตนเอง

 (Now Adonijah, whose mother was Haggith, put himself forward and said, “I will be king.” So he  got chariots and horses ready, with fifty men to run ahead of him.)

1:6 “พระราชบิดาของท่านก็ไม่เคยขัดใจท่านด้วยถามว่า “ทำไมเจ้ากระทำเช่นนี้เช่นนั้น” ท่านเป็นชายงามด้วย ท่านเกิดมาถัดอับซาโลม

 (His father had never rebuked him by asking, “Why do you behave as you do?” He was also very  handsome and was born next after Absalom.)

1:7 “ท่านได้ปรึกษากับโยอาบบุตรนางเศรุยาห์และกับอาบียาธาร์ปุโรหิต เขาทั้งสองก็ติดตามและช่วยเหลือ อาโดนียาห์

  (Adonijah conferred with Joab son of Zeruiah and with Abiathar the priest, and they gave him  their support. )

1:8 “แต่ศาโดกปุโรหิต และเบไนยาห์บุตรเยโฮยาดาและนาธันผู้เผยพระวจนะกับชิเมอี และเรอี และพวกทแกล้วทหารของดาวิดมิได้อยู่ฝ่ายอาโดนียาห์” 

   (But Zadok the priest, Benaiah son of Jehoiada, Nathan the prophet, Shimei and Rei and David’s  special guard did not join Adonijah.)

1:9 “อาโดนียาห์ได้ถวายแกะ วัว และสัตว์อ้วนพีเป็นเครื่องบูชา ณ โศเฮเลท ซึ่งอยู่ข้างๆเอนโรเกล และท่านได้เชิญพี่น้องทั้งสิ้นของท่าน คือราชโอรสของพระราชา และประชาชนทั้งสิ้นแห่งยูดาห์ ที่เป็นข้าราชการของพระราชา

 (Adonijah then sacrificed sheep, cattle and fattened calves at the Stone of Zoheleth near En  Rogel. He invited all his brothers, the king’s sons, and all the royal officials of Judah,)

1:10 “แต่ท่านมิได้เชิญนาธันผู้เผยพระวจนะ หรือเบไนยาห์หรือพวกทแกล้วทหาร หรือซาโลมอนอนุชาของท่าน” 

  (but he did not invite Nathan the prophet or Benaiah or the special guard or his brother Solomon.)

1:11 “แล้วนาธันก็ทูลพระนางบัทเชบาพระชนนีของซาโลมอน*ว่า “ฝ่าพระบาทไม่ทรงทราบหรือว่า อาโดนียาห์โอรส ของพระนางฮักกีทได้ทรงราชย์แล้ว และดาวิดเจ้านายของข้าพระบาทก็มิได้ทรงทราบเรื่อง

 (Then Nathan asked Bathsheba, Solomon’s mother, “Have you not heard that Adonijah, the son  of Haggith, has become king, and our lord David knows nothing about it?)

1:12 “เพราะฉะนั้นขอข้าพระบาทถวายคำปรึกษา เพื่อฝ่าพระบาทจะได้ทรงช่วยชีวิตของฝ่าพระบาท และชีวิตของซาโลมอนโอรสของฝ่าพระบาทไว้

  (Now then, let me advise you how you can save your own life and the life of your son Solomon.)

1:13 “ขอเสด็จเข้าเฝ้าพระราชาดาวิดทันที และกราบทูลพระองค์ว่า ‘พระราชาเจ้านายของหม่อมฉัน ฝ่าพระบาทได้ ทรงปฏิญาณกับสาวใช้ของฝ่าพระบาทไว้มิใช่หรือว่า “ซาโลมอนบุตรของเจ้าจะครองสมบัติต่อจากเรา และจะนั่งบนบัลลังก์ของเรา มิใช่หรือ” ไฉน อาโดนียาห์จึงทรงครองเล่าเพคะ’”

   (Go in to King David and say to him, ‘My lord the king, did you not swear to me your servant:  “Surely Solomon your son shall be    king after me, and he will sit on my throne”? Why then has  Adonijah become king?’ )

1:14 “ดูเถิด ขณะที่ฝ่าพระบาทกราบทูลพระราชาอยู่ ข้าพระบาทจะตามเข้าไปเฝ้า และสนับสนุนพระเสาวนีย์ของฝ่าพระบาท

   (While you are still there talking to the king, I will come in and add my word to what you have   said.”

 

1:15 “แล้วพระนางบัทเชบาก็เข้าไปเฝ้าพระราชาที่ห้องบรรทม  (พระราชาทรงพระชรามาก และอาบีชากชาวชูเนมก็ กำลังอยู่ปรนนิบัติพระราชา)”

   (So Bathsheba went to see the aged king in his room, where Abishag the Shunammite was attending him.)

1:16 “เมื่อพระนางบัทเชบากราบถวายบังคมแล้ว พระราชาก็ตรัสถามว่า “เจ้าประสงค์สิ่งใด”

   (Bathsheba bowed down, prostrating herself before the king.“What is it you want?” the king  asked.)

 

1:17 “พระนางทูลพระองค์ว่า “ข้าแต่เจ้านายของข้าพระบาท ฝ่าพระบาทได้ทรงปฏิญาณในพระนามของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของฝ่าพระบาทต่อสาวใช้ของฝ่าพระบาทว่า ‘ซาโลมอนบุตรของเจ้าจะครองสมบัติต่อจากเราแน่นอน และเขาจะนั่งบนบัลลังก์ของเรา‘”

   (She said to him, “My lord, you yourself swore to me your servant by the Lord your God: ‘Solomon your son shall be king after me,     and he will sit on my throne.’)

1:18 “ดูเถิด บัดนี้อาโดนียาห์ทรงราชย์แล้ว แม้ว่าพระองค์คือพระราชาเจ้านายของหม่อมฉันก็หาทรงทราบไม่”

    (But now Adonijah has become king, and you, my lord the king, do not know about it.)

1:19 “เธอได้ถวายวัวสัตว์อ้วนพีและแกะเป็นอันมาก และได้เชิญบรรดาโอรสของพระราชากับอาบียาธาร์ปุโรหิต กับโยอาบผู้บัญชาการกองทัพ แต่ซาโลมอนผู้รับใช้ของพระองค์ เธอหาได้เชิญไม่”

(He has sacrificed great numbers of cattle, fattened calves, and sheep, and has invited all the  king’s sons, Abiathar the priest and Joab the commander of the army, but he has not invited Solomon your servant. )

1:20 “ข้าแต่พระราชาเจ้านายของหม่อมฉัน บัดนี้อิสราเอลทั้งสิ้นก็เพ่งดูฝ่าพระบาท เพื่อฝ่าพระบาทจะตรัสแก่เขาว่า จะทรงให้ผู้ใดนั่งบนบัลลังก์ของพระราชาเจ้านายของหม่อมฉันแทนฝ่าพระบาท

  (My lord the king, the eyes of all Israel are on you, to learn from you who will sit on the throne of  my lord the king after him)

1:21 “มิฉะนั้นจะเป็นดังนี้ คือเมื่อพระราชาเจ้านายของหม่อมฉันล่วงลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์แล้ว หม่อมฉันและซาโลมอนบุตรของหม่อมฉันก็จะตกเป็นฝ่ายผิด” 

    (Otherwise, as soon as my lord the king is laid to rest with his ancestors, I and my son Solomon  will be treated as criminals.”)

1:22 “ขณะเมื่อพระนางกำลังกราบทูลพระราชาอยู่ นาธันผู้เผยพระวจนะก็เข้ามา”

   (While she was still speaking with the king, Nathan the prophet arrived.)

1:23 “เขาทั้งหลายจึงกราบทูลพระราชาว่า “ดูเถิด นาธันผู้เผยพระวจนะ” เมื่อนาธันเข้ามาต่อพระพักตร์พระราชา เขาก็ซบหน้าลงถึงพื้นถวายคำนับพระราชา”

  (And the king was told, “Nathan the prophet is here.” So he went before the king and bowed  with his face to the ground.)

1:24 “และนาธันกราบทูลว่า “ข้าแต่พระราชาเจ้านายของข้าพระบาท ฝ่าพระบาทรับสั่งไว้หรือว่า ‘อาโดนียาห์จะครองต่อจากเรา และจะนั่งบนบัลลังก์ของเรา‘”

  (Nathan said, “Have you, my lord the king, declared that Adonijah shall be king after you, and that he will sit on your throne?)

1:25 “เพราะวันนี้เธอได้ลงไปถวายวัว สัตว์อ้วนพีและแกะเป็นอันมาก และได้เชื้อเชิญบรรดาโอรสของพระราชาทั้งผู้บัญชาการกองทัพและอาบียาธาร์ปุโรหิต และดูเถิด เขาทั้งหลายกำลังกินดื่มต่อหน้าเธอและกล่าวว่า  ‘ขอพระราชาอาโดนียาห์ทรงพระเจริญ’”

 (Today he has gone down and sacrificed great numbers of cattle, fattened calves, and sheep.  He has invited all the king’s sons, the commanders of the army and Abiathar the priest. Right  now they are eating and drinking with him and saying, ‘Long live King Adonijah!’)

1:26 “แต่ส่วนข้าพระบาทผู้รับใช้ของฝ่าพระบาท และศาโดกปุโรหิตกับเบไนยาห์บุตรเยโฮยาดา และซาโลมอนผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทเธอหาได้เชิญไม่

  (But me your servant, and Zadok the priest, and Benaiah son of Jehoiada, and your servant Solomon he did not invite.)

1:27 “เหตุการณ์ทั้งนี้บังเกิดขึ้นโดยพระราชาเจ้านายของข้าพระบาทหรือ และฝ่าพระบาทมิได้ตรัสบอกแก่ผู้รับใช้ ของฝ่าพระบาทว่า จะทรงให้ผู้ใดนั่งบนบัลลังก์ของพระราชาเจ้านายของฝ่าพระบาท ต่อจากฝ่าพระบาท

 (Is this something my lord the king has done without letting his servants know who should sit on  the throne of my lord the king after him? 

ข้อมูลมีประโยชน์

1:1       “ทรงพระชรามากแล้ว” (well advanced in years) ใน 2ซมอ.5:4 บ่งบอกว่า ดาวิดตายเมื่ออายุราว ๆ  70 ปี (ปท. 1พกษ.2:11)

1:2       “จะได้ทรงอบอุ่น” (the King may be warm) = หลักการแพทย์ยูดาโบราณใช้ร่างกายของคนที่แข็งแรงดีมาให้ความอบอุ่นแก่ผู้เจ็บป่วย

1:3       “อาบีชากหญิงชาวชูเนม” (Abishag, a Shunammite) –ข.15 / “ชูเนม” (shunem) -2พกษ.4:8;ยชว.19:18;1ซมอ.28:4 –ตั้งอยู่ใกล้ที่ราบ   Jezreel ในเขตแดนของเผ่าอิสสาคาร์

1:4       “ไม่ได้ทรงมีเพศสัมพันธ์กับเธอ” (the king knew her not) = “หาทรงร่วมกับเธอไม่”(1971) (had no intimate relations with her) = มี         ความสำคัญกับการที่อาโดนียาห์ (Adonijah) ขอนางอาบีชากเป็นภรรยา หลังจากที่ดาวิดตาย (2:17,22)

1:5       “อาโดนียาห์” (Adonijah) –เป็นโอรสองค์ที่ 4 ของดาวิด (2ซมอ.3:4) เกิดจากนางฮักกีท ในเวลานี้อายุราว ๆ  35 ปี ดูเหมือนว่าจะเป็นโอรสองค์โต         ที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ (2ซมอ.13:28;18:14) “ได้ยกตัวเองขึ้น” (exalted himself) = กำเริบเสิบสาน เขากำลังชิงบัลลังก์โดยไม่คำนึงว่า ดาวิดทรงสิทธิ์ที่ จะแต่งตั้งทายาทด้วยพระองค์เอง (และเขาอาจรู้ว่าดาวิดจะเลือกซาโลมอน –ข 10,13,17,30;1พศด.22:9-11;2ซมอ.12:25) “คนห้าสิบคนไว้วิ่งนำหน้าตนเอง” (fifty men to run before him.) = ให้วิ่งนำหน้าขบวนเหมือนที่อับซาโลมเคยทำก่อนหน้านี้ (2ซมอ.15:1)

1:6       “พระราชบิดาของท่านก็ไม่เคยขัดใจท่านสักครั้ง” (His father had never at any time displeased him) = ไม่เคยห้ามปราม ดูเหมือนดาวิดจะ     ละเลยการอบรมสั่งสอนบุตรมาโดยตลอด (2ซมอ.13:21;14:33) “ท่านมีรูปร่างหน้าตาดีด้วย” (He was also a very handsome man) = เป็นคน หล่อเหลา มีรูปลักษณ์ภายนอกมีเสน่ห์ดึงดูดตาผู้อื่น (1ซมอ.9:2;16:12;2ซมอ.14:25)

1:7       “โยอาบบุตรนางเศรุยาห์” (Joab  the son of Zeruiah) -1ซมอ.26:6;2ซมอ.2:13;19:13;20:10,23 -การที่โยอาบเข้าข้างอาโดนียาห์ อาจเพราะ      เขากำลังแย่งชิงอำนาจอิทธิพลกับเบไนยาห์ (ข.8;2ซมอ.8:18; 20:23;20-23) ; เขาดู “ตำแหน่งทางกองทัพ” สำคัญกว่า “ความสัมพันธ์กับดาวิด” (2:5-6) “ปุโรหิตอาบียาธาร์” (Abiathar the priest) -2ซมอ.8:17

1:8       “ปุโรหิตศาโดก” (Zadok the priest) -2ซมอ.8:17  บุตรเยโฮยาดา” ( Benaiah the son of Jehoiada) -2ซมอ.23:20 “ชิเมอี” (shimei) –  ไม่ใช่ชิเมอีใน 2:8,46;2ซมอ.16:5-8 ; แต่อาจเป็นชิเมอีเดียวกับชิเมอีบุตรเอลา (4:18) “ราชองครักษ์ของดาวิด” (David’s mighty men) =พวกทหารเอกของดาวิด” -2ซมอ.23:8-39; พวกนี้ไม่ได้อยู่ฝ่ายอาโดนียาห์

1:9       “อาโดนียาห์ ได้ฆ่าแกะ วัว และสัตว์อ้วนพีเป็นเครื่องบูชา” (Adonijah Sacrificed sheep oxen and fattened cattle) –ข.5, เขายังทำตามแบบ    อย่างของอับซาโลม (2ซมอ.15:7-12) “น้ำพุเอนโรเกล” (En-rogel)   = อยู่ทางใต้ของเยรูซาเล็มในหุบเขาขิดโรน น้ำพุนี้เป็นสัญลักษณ์สำคัญ สำหรับการกระทำของเขา (ข. 33)- 2ซมอ.17:17 “ได้เชิญพี่น้องทั้งสิ้นของท่านคือบรรดาพวกราชโอรสของพระราชา” (invited all his brothers, the king’s sons)  -1พศด.29:24

1:10     “แต่ท่านไม่ได้เชิญนาธัน…และซาโลมอนพระอนุชาของท่าน” (but he did not invite Nathan…or Solomon his brother.)  1พกษ. 1:26 ;2ซมอ.12:24

1:11     “…พระนางบัทเชบาพระราชามารดาของซาโลมอน” (Bathsheba the mother of Solomon) = ตำแหน่งสำคัญและทรงอิทธิพลในราชสำนัก (2:19;15:13;2พกษ.10:13;2พศด.15:16) “ทรงครองราชย์แล้ว” (has become king) = “ตั้งตนเป็นกษัตริย์แล้ว” = พฤติกรรมของเขาทำให้ตีความได้เช่นนั้น แม้ไม่ได้มีการประกาศออกมา (ข. 25;2:15;2ซมอ.15:10)

1:12     “เพื่อพระนางจะได้ทรงช่วยชีวิตของพระนางเองและชีวิตของซาโลมอน” (that you may serve your own life and the life of your son          Solomon.) = ในสมัยโบราณ(ในตะวันออกใกล้) ผู้ที่ชิงบัลลังก์จะกำจัดทุกคนที่อาจอ้างสิทธิ์เหนือบัลลังก์นั้น เพื่อให้ตำแหน่งของตนมั่นคง (5:29;2พกษ.10:11;11:1)

1:13     “ฝ่าพระบาทได้ทรงปฏิญาณกับสาวใช้ของฝ่าพระบาทว่า ..” (Did you not my lord the king, swear to your servant, saying)  = แม้ไม่        ได้บันทึกไว้ชัดเจนใน 2ซามูเอล ว่าดาวิดปฏิญาณจะยกบัลลังก์ให้ ซาโลมอน แต่ก็บ่งเป็นนัยว่า ซาโลมอนจะเป็นผู้สืบทอดพระสัญญาที่พระเจ้าสัญญากับดาวิดว่า ราชวงศ์ของเขาจะดำรงเป็นนิจ (ข.5)

1:17     “เจ้านายของหม่อมฉัน ฝ่าพระบาทได้ทรงปฏิญาณในพระนามของพระยาห์เวห์ พระเจ้าของฝ่า พระบาท” (My lord your swore to your       servant by the lord you God)  = คำที่ปฏิญาณในนามของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ละเมิดหรือผิดคำสาบานไม่ได้                      (อพย.20:7;ลนต.19:12;ยชว.9:15,18,20;วนฉ.11:30;35:ปญจ.5:4-7)

1:21     “…ล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษ” (Sleeps with his fathers)  = สำนวนทั่วไปหมายถึง “ตาย”  -ปฐก.47:30;ฉธบ.31:16

1:24     “ข้าแต่พระราชาเจ้านายของข้าพระบาท ฝ่าพระบาทรับสั่งไว้หรือว่า “อาโดนียาห์” จะเป็นกษัตริย์ ต่อจากเราและจะนั่งบนบัลลังก์ของเรา?”     (My lord the king have you said, Adomjah shall reign after me, and he shall sit on my throne.?)  = ชั้นเชิงของนาธันในการตั้งคำถามที่ เปิดเผยปัญหา หากดาวิดไม่ได้ผิดคำปฏิญาณที่ให้ไว้กับบัทเชบาและโซโลมอน (ข.27) ในการแอบสนับสนุนอาโนนียาห์ชิงบัลลังก์ ก็เท่ากับอาโดนียาห์ ยิงชิงบัลลังก์ของดาวิดไปแล้ว

1:25     “ขอพระราชาอาโดนียาห์ทรงพระเจริญ” (Long live King Adonijah) = การยอมรับและประกาศรับรองกษัตริย์องค์ใหม่                                  (1ซมอ.10:24;2ซมอ.16:16;2พกษ.11:12)

1:26     “แต่ส่วนข้าพระบาท…และซาโลมอนผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทท่านไม่ได้เชิญ” (But me…and your servant Solomon has not invited.)                          -1พกษ.2:10

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณคิดว่า ชีวิตที่ยืนยาวเป็นพรหรือเป็นภาระ?  ทำไมคุณคิดเช่นนั้น?  ชีวิตของกษัตริย์ดาวิดได้ยืนยันความคิดของคุณหรือไม่อย่างไร?
  2. คุณคิดว่าชีวิตที่ไม่อบอุ่นทางกายกับชีวิตที่ไม่อบอุ่นทางใจ อย่างไหนทรมานกว่ากัน?  คุณเคยมีประสบการณ์ โดยตรงบ้างหรือไม่? อย่างไร ขอให้แบ่งปัน!
  3. คุณเคยเห็นครอบครัวที่มีปัญหาเกิดขึ้นเพราะพ่อ(หรือแม่)ไม่อบรมสั่งสอนลูกในทางที่ควรจะเดินจนก่อเกิดปัญหาให้พ่อแม่เจ็บปวดใจเมื่อเขาโตขึ้นบ้างหรือไม่?  คุณเองเคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้อย่างไร?ยเข้าไปในความขัดแย้งภายในครอบครัวหรือองค์กรเพราะเรื่อง “ผลประโยชน์” บ้างหรือไม่?  อย่างไร?  แล้วคุณมีส่วนทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือย่ำแย่ลง?  อย่างไร?
  4. คุณเคยได้รับผลเสียจาก “ความใจร้อน” เพราะไม่รู้จักรอคอยหรือจากความทรนงฮึกเหิมหลงตนของตัวคุณเองบ้างหรือไม่?  อย่างไร?
  5. คุณได้เรียนรู้จักศิลปะในการจัดการกับ “ปัญหา” และกับ “บุคคล” ที่เป็นต้นเหตุของปัญหาจากชีวิตและการรับใช้ของ “นาธัน” ในเรื่องใดบ้าง?   และคุณจะนำมาใช้จริงอย่างไร?

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)