พ.ย. 302013
 

Confrontation

“การห่วงใยในคนอื่นควรนำหน้าการเผชิญหน้ากับบุคคลคนนั้น!”

(Caring For People Should Precede Confronting People.)

 

จอห์น แม็กซ์เวลล์ กล่าวไว้ว่า …

“ความขัดแย้งเป็นดุจมะเร็ง การตรวจพบแต่เนิ่น ๆ จะเพิ่มความเป็นไปได้ในการรักษาและก่อเกิดสุขภาพที่ดี!” (Conflict is like cancer; early defection increases the possibility of a healthy outcome.)

ความจริงที่เราควรรู้เกี่ยวกับ “ความขัดแย้ง” ก็คือ

  1. ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (Conflict is Unavoidable.)
  2. การเผชิญหน้ากับความขัดแย้งเป็นเรื่องยาก (Confrontation is Difficult)
  3. วิธีที่เราใช้จัดการกับความขัดแย้งเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของเราในสถานการณ์ยากลำบาก(How We Handle Conflict Determines Our Success in Tough Situations.)

วิธีที่คนเรามักใช้จัดการกับความขัดแย้งมีหลากหลาย  อาทิ

1)       วิธีชนะเท่านั้น เท่าไรไม่ว่า =แพงเท่าไรไม่ว่า ต้องเป็นฝ่ายชนะเท่านั้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะโหดร้ายและต้องทำลายอีกฝ่ายหนึ่ง

2)       วิธีเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ = เพิกเฉยกับปัญหาและความขัดแย้งราวกับว่า มันไม่เคยเกิด ไม่เคยมีหรือซุกไว้ใต้พรมเพื่อหลอกตัวเอง

3)       วิธีบ่นว่า  = วิธีนี้ไม่ได้ช่วยให้ตัวเองชนะ แต่ทำให้คนอื่น ๆ รำคาญ และไม่ได้แก้ปัญหาความขัดแย้งใด ๆ

4)       วิธีแก้แค้น หรือจดจำความผิด = วิธีนี้ไม่ทำให้ชีวิตสามารถเริ่มต้นความสดใหม่หรือความสดใสได้อีกครั้ง

5)       วิธีใช้อำนาจจัดการ = วิธีนี้ ไม่ได้แก้ปัญหาความขัดแย้งจริง ๆ เพียงแค่กดไว้ หรือเลื่อนเวลาในการจัดการกับมันออกไปหรือรอเวลาปะทุขึ้นมาใหม่

6)       วิธียกธงขาว = ยอมแพ้ เลิก ลาออกและจากไป เป็นวิธีแก้ปัญหาแบบถาวรกับปัญหาที่ชั่วคราว

จะสังเกตได้ว่า ไม่มีวิธีใดข้างต้นที่จะช่วยให้ “บุคคลนั้น” สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยวิถีที่สร้างสรรค์ที่จะก่อเกิดผลดีโดยรวมเลย

วิถีในการเผชิญหน้ากันอย่างสร้างสรรค์

1.       จงเผชิญหน้ากับบุคคลนั้น ก็ต่อเมื่อคุณห่วงใยบุคคลนั้นจริง ๆ เท่านั้น

-การเผชิญหน้ากันเพื่อเอาชนะกันหรือเรียกร้องให้อีกฝ่ายเป็นฝ่ายผิด คงไม่ใช่บรรยากาศที่เหมาะกับการปรับความเข้าใจหรือแก้ไขความขัดแย้ง

-เราต้องส่งเสริมบรรยากาศที่แต่ละฝ่ายคิดเหมือนกันนั่นคือ ให้ชนะกันทั้ง 2 ฝ่าย (หรืออย่างน้อยก็ขอให้อีกฝ่ายหนึ่งชนะไปก่อน)

2.        จงพบปะกันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้(เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น)  -ปกติเมื่อเกิดความขัดแย้ง คนเรามักเลือกวิธีหลีกเลี่ยง เลื่อนการจัดการกับมันออกไป หรือขอให้  คนอื่นแก้ไขปัญหาแทนเรา แต่วิธีเหล่านั้นมีแต่ทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง! อย่าให้เราหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบหรือเรียกหาแค่บรรยากาศที่สะดวกสบายในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่เราควรรีบพบปะกันในทันทีแบบหน้าต่อหน้า (อย่าผ่านทางอื่น)

3.   จงแสวงหาความเข้าใจกัน โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกัน   มีคำเตือนสติว่า …“คนที่แสดงความคิดเห็นก่อนที่เขาเข้าใจ เป็นคนปกติ แต่คนที่ประกาศคำตัดสินก่อนที่เขาเข้าใจ เป็นคนเขลา!” (The Person who gives an opinion before he understands is human, but the person who gives a judgment before he understands is a fool.)

ชาร์ล เอฟ เคทเธอริง   เคยกล่าวว่า… “มีความแตกต่างกันอย่างใหญ่หลวง ระหว่าง การรู้และการเข้าใจคุณอาจรู้มากมายเกี่ยวกับบางสิ่งแต่คุณไม่เข้าใจในสิ่งนั้นจริง ๆ เลย!” (There is a great difference between knowing and understanding; you can know a lot about something and not really understand.)

4.        จงคิดถึงโครงเรื่องของสิ่งที่จะคุยกัน

1) จงบอกถึงการรับรู้ของคุณ (โดยไม่ด่วนสรุปหรือตัดสินแรงจูงใจของอีกฝ่ายหนึ่ง –เพียงแต่บอกว่า คุณเห็นอะไร และพรรณนาถึงปัญหาที่คุณคิดว่า มันจะก่อขึ้น)

 2)   จงบอกว่า สิ่งนี้ทำให้คุณรู้สึกอย่างไร? -พูดความรู้สึกออกมาให้ชัดเจน (ไม่ว่าจะโกรธหรือเศร้า) โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวหาหรือตัดสินกันก่อน

3)  จงอธิบายว่า ทำไมสิ่งนี้จึงสำคัญต่อคุณ ขอให้ทุกขั้นตอนนี้กระทำโดยปราศจากการใช้อารมณ์รุนแรงหรือความขมขื่นผ่านคำพูดใด ๆ

5.        จงหนุนใจให้เกิดการสนองตอบ -อย่าเผชิญหน้ากันโดยไม่ยอมให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ตอบสนอง ถ้าคุณใส่ใจหรือห่วงใยในคนนั้นจริง ๆ

คุณจะต้องการฟังเขาพูดให้จบอย่างตั้งใจ แต่จงระวัง เพราะว่า -บ่อยครั้งในขณะที่เราคิดว่าคนอื่นคือตัวปัญหา แต่แท้จริงแล้วตัวเราเองนั่นต่างหากที่เป็นตัวปัญหา!

-การหนุนใจอีกฝ่ายหนึ่งให้สนองตอบอย่างจริงใจ จะช่วยให้เราเข้าใจปัญหาได้ดีขึ้น

6.  จงตกลงในแผนการปฏิบัติร่วมกัน   -คนส่วนใหญ่เกลียดการเผชิญหน้า แต่รักการแก้ปัญหาด้วยความรัก วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาได้คือ เลือกหาการปฏิบัติเชิงบวก โดยร่วมกันพัฒนา และตกลงร่วมกันในแผนนั้นต้องเน้นไปที่อนาคต ไม่ใช่จดจ่ออยู่กับอดีต

แผนการปฏิบัติการที่ดีควรครอบคลุมหัวข้อเหล่านี้

1)       นิยามประเด็นปัญหาให้ชัดเจน

2)       ตกลงว่าจะแก้ประเด็นปัญหานั้น

3)       ชัดเจนในขั้นตอนที่แสดงออกถึงปัญหาที่ได้รับการแก้ไข

4)       กำหนดสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ เช่น กรอบเวลาและบุคคลที่รับผิดชอบ

5)       เส้นตายสำหรับการทำให้เสร็จเรียบร้อย

6)       การอุทิศตนของทั้ง 2 ฝ่ายที่จะร่วมกันแก้ประเด็นปัญหาในอดีตนั้นให้หมดสิ้นไป

ขอย้ำอีกครั้งว่า หากเราทุกคนที่เกี่ยวข้องรีบช่วยกันแก้ไขปัญหาขัดแย้งที่มีด้วยความรักความห่วงใยในคู่กรณีพร้อมให้อภัย ควบคู่ไปกับความจริงและความจริงใจ โดยเห็นแก่พระเจ้า ผลที่จะตามมาก็คือ ความสุขความยินดี และพระพรจากพระเจ้าที่พร้อมจะเทลงมาสำหรับบรรดาผู้ที่ยำเกรงพระองค์!

 “เหนือ​สิ่ง​อื่นใด​ก็​คือ จง​รัก​กัน​และ​กัน​ให้​มาก เพราะ​ความ​รัก​ให้​อภัย​บาป​มากมาย​ได้” (1เปโตร 4:8)

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)