ธ.ค. 252013
 

วันคริสตมาส

พระธรรม      มัทธิว 1:18- 2:23

อ้างอิง            ลก. 1:2-7,31,35;ฉธบ. 24:1;กจ. 5:19;มธ. 27:17;ยน. 7:42;มีคาห์ 5:2;2ซมอ. 5:2;อสย. 60:3;สดด.72:10

บทนำ              คริสตมาสเป็นเรื่องราวการมาบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์ !

มัทธิวเก็บประวัติเรื่องราวชีวิตตั้งแต่ประสูติจนเสด็จขึ้นสู่สวรรค์และคำสอนของพระเยซูคริสต์ค่อนข้างละเอียด  ทั้งยังกล่าวถึงการประสูติของพระเยซูคริสต์จากมารีย์ หญิงพรหมจารีด้วยวิธีเหนือธรรมชาติโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อเสด็จลงมารับสภาพมนุษย์ผู้จะช่วยมวลมนุษย์ให้รอดจากความผิดบาปของพวกเขาและการต่อต้านมุ่งเข่มฆ่าพระองค์ด้วยความอมหิตของผู้มีตำแหน่งอำนาจที่ระแวงในการบังเกิดมาของพระองค์!

บทเรียน

 1:18   “เรื่องพระกำเนิดของพระเยซูคริสต์เป็นดังนี้ คือมารีย์ผู้เป็นมารดาของพระเยซูนั้น เดิมโยเซฟได้สู่ขอหมั้นกันไว้แล้ว ก่อนที่จะได้อยู่กินด้วยกันก็ปรากฏว่า มารีย์มีครรภ์แล้วด้วยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์

  (This is how the birth of Jesus Christ came about: His mother Mary was pledged to be married to Joseph, but  before  they came together, she was found to be with child through the Holy Spirit.)

1:19  “แต่โยเซฟคู่หมั้นของเขาเป็นคนมีธัมมะ ไม่พอใจที่จะแพร่งพรายความเป็นไปของเธอ หมายจะถอนหมั้นเสียลับๆ”

(Because Joseph her husband was a righteous man and did not want to expose her to public disgrace, he  had in  mind to divorce her quietly.)

1:20  “แต่เมื่อโยเซฟยังคิดในเรื่องนี้อยู่ ก็มีทูตองค์หนึ่งของพระเป็นเจ้า มาปรากฏแก่โยเซฟในความฝันว่า “โยเซฟบุตรดาวิด อย่า กลัวที่จะรับมารีย์มาเป็นภรรยาของเจ้าเลย เพราะว่าผู้ซึ่งปฏิสนธิในครรภ์ของเธอเป็นโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์

  (But after he had considered this, an angel of the Lord appeared to him in a dream and said, “Joseph son of  David, do  not be afraid to take Mary home as your wife, because what is conceived in her is from the Holy Spirit.)

1:21  “เธอจะประสูติบุตรชาย แล้วเจ้าจงเรียกนามท่านว่า เยซูเพราะว่าท่านเป็นผู้ที่จะโปรดช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิด บาปของเขา

 (She will give birth to a son, and you are to give him the name Jesus, because he will save his people from  their sins.”)

1:22 “ ทั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะของพระเป็นเจ้า ซึ่งตรัสไว้โดยผู้เผยพระวจนะว่า” 

        (All this took place to fulfill what the Lord had said through the prophet:)

1:23  “ดูเถิด หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล*  (แปลว่า พระเจ้า ทรงอยู่กับเรา)”

         (“The virgin will be with child and will give birth to a son, and they will call him Immanuel”which means, “God with us.”)

1: 24 “ครั้นโยเซฟตื่นขึ้นก็กระทำตามคำซึ่งทูตของพระเจ้าสั่งนั้น คือได้รับมารีย์มาเป็นภรรยา”

        (When Joseph woke up, he did what the angel of the Lord had commanded him and took Mary home as his  wife.)

1: 25  “แต่มิได้สมสู่กับเธอจนประสูติบุตรชายแล้ว และโยเซฟเรียกนามของบุตรนั้นว่าเยซู”

         ( But he had no union with her until she gave birth to a son. And he gave him the name Jesus.)

 2: 1 “พระเยซูได้ทรงบังเกิดที่บ้านเบธเลเฮมแคว้นยูเดียในรัชกาลของกษัตริย์เฮโรด ภายหลังมีพวกโหราจารย์จากทิศตะวันออกมายังกรุงเยรูซาเล็ม ถามว่า

        (After Jesus was born in Bethlehem in Judea, during the time of King Herod, Magi from the east came to  Jerusalem)

2:2 “กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน เราได้เห็นดาวของท่านปรากฏขึ้น  เราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน”

      (and asked, “Where is the one who has been born king of the Jews? We saw his star in the east and have come to worship him.”)

2:3 “ครั้นกษัตริย์เฮโรดได้ยินดังนั้นแล้ว ก็วุ่นวายพระทัย ทั้งชาวกรุงเยรูซาเล็มก็พลอยวุ่นวายใจไปด้วย”

            (When King Herod heard this he was disturbed, and all Jerusalem with him.)

2:4 “แล้วท่านให้ประชุมบรรดามหาปุโรหิตกับพวกธรรมาจารย์ของประชาชน ตรัสถามเขาว่า  “ผู้เป็นพระคริสต์นั้นจะบังเกิดแห่งใด”

(When he had called together all the people’s chief priests and teachers of the law, he asked them where the  Christ was to be born.)

2:5  “เขาทูลว่า “ที่บ้านเบธเลเฮมแคว้นยูเดีย เพราะว่าผู้เผยพระวจนะได้เขียนไว้ ดังนี้ว่า”

       (In Bethlehem in Judea,” they replied, “for this is what the prophet has written:)

2:6  “บ้านเบธเลเฮมในแผ่นดินยูเดีย จะเป็นบ้านเล็กน้อยที่สุดในสายตาของบรรดาผู้ครองแผ่นดินยูเดียก็หามิได้ เพราะว่าเจ้านาย คนหนึ่งจะ ออกมาจากท่าน  ผู้ซึ่งจะครอบครองอิสราเอล ชนชาติของเรา”

       (‘But you, Bethlehem, in the land of Judah,  are by no means least among the rulers of Judah;  for out of you will  come a ruler who will be the shepherd of my people Israel.’)

2:7 “แล้วเฮโรดจึงเชิญพวกโหราจารย์เข้ามาเป็นการลับ ถามเขาได้ความถ้วนถี่ถึงเวลาที่ดาวนั้นได้ปรากฏขึ้น

       (Then Herod called the Magi secretly and found out from them the exact time the star had appeared.)

2:8 “แล้วท่านได้ให้พวกโหราจารย์ไปยังบ้านเบธเลเฮมสั่งว่า “จงไปค้นหากุมารนั้นเถิด เมื่อพบแล้วจงกลับมาแจ้งแก่เรา เพื่อเราจะได้ไปนมัสการท่านด้วย

     (He sent them to Bethlehem and said, “Go and make a careful search for the child. As soon as you find him, report  to me, so that I too may go and worship him.”)

2:9 “โหราจารย์เหล่านั้น จึงไปตามรับสั่ง และดาวซึ่งเขาได้เห็นเมื่อปรากฏขึ้นนั้นก็ได้นำหน้าเขาไป จนมาหยุดอยู่เหนือสถานที่ที่ กุมารอยู่นั้น

   (After they had heard the king, they went on their way, and the star they had seen in the east went ahead of them  until it stopped over the place where the child was.)

2:10 “เมื่อพวกโหราจารย์ได้เห็นดาวนั้นแล้ว ก็มีความยินดียิ่งนัก”

         (When they saw the star, they were overjoyed.)

2:11 “ครั้นเข้าไปในเรือนก็พบกุมารกับนางมารีย์มารดา จึงกราบถวายนมัสการกุมารนั้น แล้วเปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขา ออกมาถวายแก่กุมารเป็นเครื่องบรรณาการ คือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ

  (On coming to the house, they saw the child with his mother Mary, and they bowed down and worshiped him.  Then they opened their treasures and presented him with gifts of gold and of incense and of myrrh.)

2:12 “แล้วพวกโหราจารย์ได้ยินคำเตือนในความฝัน มิให้กลับไปเฝ้าเฮโรด เขาจึงกลับไปยังเมืองของตนทางอื่น”

 (And having been warned in a dream not to go back to Herod, they returned to their country by another route.)

2:13 “ครั้นเขาไปแล้วก็มีทูตองค์หนึ่งของพระเป็นเจ้า ได้มาปรากฏแก่โยเซฟในความฝันแล้วบอกว่า “จงลุกขึ้นพากุมารกับมารดาหนี ไป ประเทศอียิปต์ และคอยอยู่ที่นั่นจนกว่าเราจะบอกเจ้า เพราะว่าเฮโรดจะแสวงหากุมาร เพื่อจะประหารชีวิตเสีย

   (When they had gone, an angel of the Lord appeared to Joseph in a dream. “Get up,” he said, “take the child and  his  mother and escape to Egypt. Stay there until I tell you, for Herod is going to search for the child to kill him.”)

2:14 “ในเวลากลางคืนโยเซฟจึงลุกขึ้น พากุมารกับมารดาไปยังประเทศอียิปต์”

      (So he got up, took the child and his mother during the night and left for Egypt,)

2:15 “และได้อยู่ที่นั่นจนเฮโรดสิ้นพระชนม์ ทั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะของพระเป็นเจ้า ซึ่งได้ตรัสไว้โดยผู้เผย พระวจนะว่า  เราได้เรียกบุตรของเราให้ออกมาจากอียิปต์

  (where he stayed until the death of Herod. And so was fulfilled what the Lord had said through the prophet: “Out of  Egypt I called my son.”)

2:16 “ครั้นเฮโรดเห็นว่าพวกโหราจารย์หลอกท่าน ก็กริ้วโกรธยิ่งนัก จึงใช้คนไปฆ่าเด็กผู้ชายทั้งหลาย  ในบ้านเบธเลเฮมและที่ ใกล้เคียงทั้งสิ้นตั้งแต่อายุสองขวบลงมา ซึ่งพอดีกับเวลาที่ท่านได้ทราบจากพวกโหราจารย์นั้น”

  (When Herod realized that he had been outwitted by the Magi, he was furious, and he gave orders to kill all the  boys  in Bethlehem and its vicinity who were two years old and under, in accordance with the time he had learned from the  Magi)

2:17 “ครั้งนั้นก็สำเร็จตามพระวจนะที่ตรัสโดยเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะว่า” 

        (Then what was said through the prophet Jeremiah was fulfilled:)

2:18  “ได้ยินเสียงในหมู่บ้านรามาห์ เป็นเสียงโอดครวญและร่ำไห้  คือนางราเชลร้องไห้คร่ำครวญ เพราะบุตรทั้งหลายของตน นาง ไม่รับฟังคำปลอบเล้าโลม เพราะบุตรทั้งหลายนั้นไม่มีแล้ว

    (“A voice is heard in Ramah, weeping and great mourning, Rachel weeping for her children and refusing to be comforted, because they are no more.”)

2:19 “ครั้นเฮโรดสิ้นพระชนม์แล้ว ทูตองค์หนึ่งของพระเป็นเจ้ามาปรากฏในความฝันแก่โยเซฟ ที่ประเทศอียิปต์สั่งว่า”

        (After Herod died, an angel of the Lord appeared in a dream to Joseph in Egypt)

2:20  “จงลุกขึ้นพากุมารกับมารดามายังแผ่นดินอิสราเอล เพราะผู้ที่เป็นภัยต่อชีวิตของกุมารนั้นตายแล้ว”

(and said, “Get up, take the child and his mother and go to the land of Israel, for those who were trying to take the   child’s life are dead.”)

2:21 “โยเซฟจึงลุกขึ้นพากุมารกับมารดามายังแผ่นดินอิสราเอล”

         (So he got up, took the child and his mother and went to the land of Israel.)

2:22 “แต่เมื่อได้ยินว่า อารเคลาอัสครอบครองแคว้นยูเดียแทนเฮโรดผู้เป็นบิดา จะไปที่นั่นก็กลัวและเมื่อได้ทราบคำเตือนในความฝัน จึงเลยปยังแคว้นกาลิลี

  (But when he heard that Archelaus was reigning in Judea in place of his father Herod, he was afraid to go there.  Having been warned in a dream, he withdrew to the district of Galilee,)

2:23 “ไปอาศัยในเมืองหนึ่งชื่อนาซาเร็ธ* เพื่อจะสำเร็จตามพระวจนะ ซึ่งตรัสโดยผู้เผยพระวจนะว่า เขาจะเรียกท่านว่า ชาวนาซาเร็ธ”

 (and he went and lived in a town called Nazareth. So was fulfilled what was said through the prophets: “He will  be called a Nazarene.”)

 ข้อมูลมีประโยชน์

1:18     “ได้สู่ขอหมั้นกันไว้แล้ว” (Was pledged to be married)

-ในช่วงหมั้นหมายของชาวยิว จะไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศกัน แต่ก็เป็นความสัมพันธ์ที่ผูกมัดมากยิ่งกว่าการหมั้นในสมัยใหม่นี้และจะเลิกได้เพียงทางเดียวนั่นคือ การหย่าอย่างเป็นทางการ! (ข.9)

-ใน ฉธบ. 22:24 = จะเรียกผู้หญิงที่หมั้นแล้วว่า “ภรรยา” และเรียกผู้ชายที่หมั้นว่า “สามี”

= “ปรากฎว่ามีครรภ์แล้ว” (she was found to be with child.)

= โยเซฟ คงช็อคที่พบว่ามารีย์ตั้งครรภ์ และเธอคงไม่ได้เล่าให้เขาฟังเรื่องที่ฑูตสวรรค์มาหาเธอ   (ลก. 1:26-38), ตามกฎบัญญัติของชาวยิวมีโทษหนักในการเล่นชู้ และโยเซฟเป็นคนมีธรรมะ ไม่อยากให้เธออับอาย จึงตัดสินใจถอนหมั้นอย่างลับ ๆ ซึ่งทำได้ หากมีพยานอย่างเป็นทางการ 2 คน ปรากฎอยู่ด้วย

“ด้วยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์” (through the spirit) มัทธิวสรุปด้วยวลีสั้น ๆ แต่ในลูกามีรายละเอียดมากกว่า (ลก.1:35)

ข.19     “โยเซฟคู่หมั้น” –ในต้นฉบับ,มัทธิวใช้คำว่า “Joseph her husband”(โยเซฟ “สามี”ของเธอ)และเรียกมารีย์ว่า “ภรรยา” (wife) ก่อนที่ทั้ง 2 จะแต่งงานมีความสัมพันธ์ทางเพศด้วยกัน

“เป็นคนมีธรรมะ” (a righteous man) – สำหรับคนยิว คำ ๆ นี้หมายถึง “การกระตือรือร้น ในการรักษาธรรมบัญญัติ”

“จะถอนหมั้นเสียลับๆ ”  (divorce her quietly) = เขายินดีจะลงนามในเอกสารทางการที่(จำเป็น)ให้   แต่ไม่ต้องการให้เธอถูกพิพากษาตัดสิน และถูกหินขว้างในที่สาธารณะ (ฉธบ. 22:23-24)

1:20     “ในความฝัน” (in a dream) วลีนี้ปรากฎ 5 ครั้งใน 2 บทแรก ของมัทธิว   (1:20 และ 2:12-13,19,22)  และเป็นวิธีที่พระเจ้าใช้ฑูตสวรรค์มาแจ้งข่าวต่อโยเซฟในความฝัน

“บุตรดาวิด” (Son of David) -ฑูตสวรรค์ทักทายเช่นนี้ อาจเป็นการบ่งเป็นนัย ๆ ว่า พระเมสิยาห์ที่กำลังรอคอยกันอยู่จะมาจากเชื้อสายอันชอบธรรมของ“ดาวิด”ผ่านทางโยเซฟและจะถูกเรียกว่า“บุตรดาวิด”เช่นกัน

“รับมารีย์มาเป็นภรรยาของเจ้า” (take Mary home as your wife) – พวกเขาทั้ง 2 ผูกมัดกันทางกฎหมาย แต่ยังไม่ได้อยู่กินด้วยกันอย่างสามีภรรยา ฑูตสวรรค์กำชับโยเซฟไม่ให้หย่าร้างกับมารีย์ แต่ให้รับเธอมาเป็นภรรยา

“เพราะว่าผู้ซึ่งปฏิสนธิในครรภ์ของเธอเป็นโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธ์” (What is conceived in her is from the Holy Spirit.)   = สิ่งนี้สอดคล้องอย่างกลมกลืนกับคำประกาศที่มีต่อมารีย์ก่อนหน้านี้ (ลก. 1:35)

1:21     “เยซู” (Jesus) –คำนี้เป็นคำมาจากภาษากรีกเทียบเท่ากับคำว่า “Joshua” ในภาษาฮีบรู หมายถึง “พระเจ้าทรงช่วยให้รอด -เพราะพระเยซูจะมาช่วยชนชาติของพระองค์ให้ได้รับความรอดจากบาปของพวกเขา

-เมื่อพระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า นางซาราห์ในวัยชราจะตั้งครรภ์และคลอดอิสอัค ก็นับว่ายากจะเกิดขึ้นแล้ว  แต่การที่หญิงพรหมจารีย์อย่างมารีย์จะตั้งครรภ์คลอดพระเยซูยิ่งเป็นการอัศจรรย์มากกว่านั้นมากนัก  (ปฐก.17:19)

1:22     “สำเร็จ” (fulfill)  -ปรากฎ 12 ครั้ง  (1:22;2:15,23;3:15;4:14;5:17;8:17;12:17;13:14,35;21:4;27:9)

มัทธิวมักกล่าวถึงคำพยากรณ์ของผู้เผยพระวจนะ (ฮบ. 1:1-2) ในพระคัมภีร์เดิมที่ได้รับการกระทำให้สำเร็จว่าเป็นคำพยานที่ทรงพลังถึงแหล่งกำเนิดของพระคัมภีร์ที่มาจากพระเจ้า และเที่ยงตรงแม้แต่ในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ

1:23     -นี่เป็นถ้อยคำที่คัดมาจากอิสยาห์ 7:14 ซึ่งเป็นคำอ้างอิงอันแรกของอย่างน้อย 47 คำอ้างอิงที่มัทธิว ดึงออกมาจากพระคัมภีร์เดิม ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความเป็นพระเมสิยาห์ของพระคริสต์

-ในพระธรรมตอนนี้ กล่าวถึง  กษัตริย์อาหัส ที่พระเจ้าให้หมายสำคัญว่าหญิงสาว (almah) คนหนึ่งจะให้กำเนิดบุตรและก่อนที่บุตรคนนั้นจะรู้ความ ศัตรู 2 ราย คือ กษัตริย์อิสราเอล และซีเรียจะถูกปลดออก (อสย.7:16) ดังนั้นยูดาห์ที่วางใจพระเจ้า จะได้รับการช่วยกู้ และจะปลอดภัย

ต่อมา ความหมายของถ้อยคำนี้ขยายเป็นคำพยากรณ์ถึงการประสูติของพระเยซู

-นับมาจนถึงข้อนี้ พระผู้ช่วยให้รอด (เมสิยาห์) ได้รับการเรียกขาน 3 นามแล้วคือ

1. “บุตรดาวิด”           2. “เยซู”               และ  3. “อิมมานูเอล”

“อิมมานูเอล” แปลว่า “พระเจ้าทรงอยู่กับเรา” (God with us)

-น่าอัศจรรย์ และน่าขอบคุณพระเจ้าที่พระบุตรของพระเจ้าเสด็จลงมารับสภาพของบุตรมนุษย์ พระเยซูคือพระเจ้าที่ลงมาใกล้และสถิตอยู่กับมนุษย์   พระองค์ทรงเปิดเผยพระเจ้าผู้ทรงรักและปรารถนาที่จะช่วยมนุษย์ให้รอด

1:24     “กระทำตามคำซึ่งฑูตของพระเจ้าสั่งนั้น”  (did as the angel of the Lord commanded him.)

= โยเซฟเชื่อฟัง ทำให้แผนการและพระประสงค์ของพระเจ้าสำเร็จ น้ำพระทัยของพระเจ้าจะดำเนินก้าวหน้า ก็โดยการร่วมมือของมนุษย์อย่างเรา บ่อยครั้งที่เราทำให้พระประสงค์ของพระเจ้าถูกขัดขวาง โดยการไม่เชื่อฟังของเรา (ลก. 13:34)

โศกนาฎกรรมยิ่งใหญ่ในชีวิตของเราก็คือ เราพลาดพระพรจากสวรรค์ เพราะความไม่เชื่อฟังของเรา

“ได้รับมารีย์มาเป็นภรรยา”  (took Mary home as his wife.)  -โยเซฟพามารีย์ไปยังบ้านของเขา เท่ากับเป็นการประกาศอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชนว่า เขายอมรับเธอเป็นภรรยาของเขา  ในการกระทำเช่นนั้น เขาอาจถูกตำหนิหรือนินทาว่า เป็นคนที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับมารีย์ก่อนแต่งงาน     ทั้งโยเซฟ  และมารีย์ต่างยินดีจ่ายราคาของการเชื่อฟัง เพื่อจะเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ในการกระทำให้สำเร็จตามน้ำพระทัยของพระองค์!

วันนี้ คุณยอมเสียสละอะไรเพื่อพระเจ้าหรือคนที่เคียงข้างคุณบ้าง?

1:25     “แต่มิได้สมสู่กับเธอจนประสูติบุตรชายแล้ว”  (But he had no union with her until she gave birth to a son)

= เป็นการบ่งชี้เป็นนัย ๆ ว่า หลังจากให้กำเนิดพระเยซูแล้ว ต่อมาโยเซฟและมารีย์ก็มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากันจริง ๆ และให้กำเนิดบุตรอีกหลายคน คือ ยากอบ โยเซฟ ซีโมน และ ยูดาส และน้องสาวอีกอย่างน้อย 2 คน (มธ. 13:55)

2:1       “บ้านเบธเลเฮมแคว้นยูเดีย” (Bethlehem in Judea)

= ตำบลที่อยู่ห่างออกไปทางใต้ของเยรูซาเล็ม 5 ไมล์ มัทธิวกำลังเน้นภูมิหลังเชื้อสายกษัตริย์ดาวิดของพระเยซูคริสต์ เพราะคนยิวคาดหวังว่า พระเมสิยาห์จะมาบังเกิดที่เบธเลเฮม จากวงศ์ตระกูลของดาวิด (ยน.7:42)

“กษัตริย์เฮโรด” (King Herod) = เฮโรดมหาราช (37-4 ก.ค.ศ) คนละคนกับเฮโรดอื่น ๆ ในพระคัมภีร์ เขาเป็นชาวไอดูเมียน (Idumean)  ไม่ใช่ชาวยิว และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ของยูเดียโดยสภาสูงของโรมในราว 40 ก.ค.ศ. และได้อำนาจปกครองเต็มในปี 37 ก.ค.ศ

เขาเป็นกษัตริย์ที่โหดเหี้ยมอำมหิต ฆ่าได้แม้แต่ภรรยา  บุตร 3 คน  แม่ยาย  เขยคนอื่น ๆ  ลุง   และ อีกหลาย ๆ คน (ข.16) นี่ยังไม่นับรวม การฆ่า เด็กทารกในเบธเลเฮม     แต่เรื่องการปกครองต้องถือว่าเป็นยุครุ่งเรืองที่ปรากฎในรูปแบบของ โรงมหรสพ   สนามกีฬา อนุสาวรีย์  แทนบูชา ป้อมปราการ และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ    รวมทั้งผลงานสุดยอดชิ้นโบแดง คือ การบูรณะพระวิหารในเยรูซาเล็ม ขึ้นมาใหม่ โดยเริ่มใน 20 ก.ค.ศ. และสร้างเสร็จสิ้นหลังเฮโรดสิ้นพระชนม์

“พวกโหราจารย์” (Magi, magos)  -อาจเป็นนักดาราศาสตร์ (จากเปอร์เซียหรือทางใต้ของอาราเบีย ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของปาเลสไตน์) –มธ. 2:7,16; ในกิจการแปลว่า “คนทำวิทยาคม” (กจ. 13:6,8)

“เยรูซาเล็ม”  -เนื่องเพราะพวกคนเหล่านั้นต้องการเดินทางมาหา “กษัตริย์ของยิว” จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะต้องไปเมืองหลวงของพวกยิว

2:2       “กษัตริย์ของชนชาติยิว” (King of the Jews) –บ่งชี้ว่า พวกโหราจารย์ เป็นชาวต่างชาติ มัทธิวต้องการแสดงให้เห็น  คนจากมวลประชาชาติตระหนัก และยอมรัว่าพระเยซูคริสต์เป็นกษัตริย์ของชาวยิว และมานมัสการพระองค์ในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้า

“ดาว” (star, aster) –อาจไม่ใช่ดาวปรกติธรรมดา, ปท. มธ. 2:7,9,10;24:29;1คร.15:41;วว.2:28;22:16

2:4       “มหาปุโรหิต” (chief priests) –พวกสะดุสี (3:7) ผู้ดูแลการนมัสการในวิหารในเยรูซาเล็ม

“พวกธรรมาจารย์” (teachers of the law) –เป็นพวกนักวิชาการของยิวในสมัยนั้น ได้รับการอบรมอย่างมืออาชีพ ในการพัฒนา  การสอน และการประยุกต์กฎบัญญัติของพระคัมภีร์เดิม สิทธิอำนาจของพวกเขาไม่ได้มาจากพระเจ้า แต่มาจากมนุษย์และขนบประเพณี

2:6       = คำพยากรณ์จากพระธรรมมีคาห์ ที่ให้มาล่วงหน้าราว 700 ปีก่อน

2:11     “เรือน” (house)  -ความจริงตอนนี้ขัดกับความเชื่อตามประเพณี  เพราะว่า พวกโหราจารย์ไม่ได้ไปเข้าเฝ้าพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นทารก(baby)ที่รางหญ้า(manger)ในคืนที่พระองค์ประสูติ เหมือนที่คนเลี้ยงแกะกระทำ    พวกเขาคงเดินทางมาถึงหลังจากนั้นหลายเดือน และเยี่ยมพระองค์ในฐานะ “กุมาร”(child)ในเรือน(house)

“กุมารกับนางมารีย์มารดา” (the child with his mother Mary)   = ทุกครั้งที่มีการกล่าวถึงพระกุมารเยซูและมารดาพร้อมกัน มัทธิวจึงกล่าวถึงพระกุมารก่อนเสมอ  (ขข.11,13-14,20-21)

“ทองคำ  กำยาน และมดยอบ” (gold …incense….myrrh) –ของขวัญ 3 ชิ้นกลายเป็นที่มาของตำนานว่า มีโหราจารย์หรือนักปราชญ์ 3 คน แต่พระคัมภีร์ไม่ได้บอกจำนวนของโหราจารย์เลยว่ามีจำนวนกี่คน  (“ทองคำ” –มธ. 10:9;กจ.17:29;ยก. 5:3;    “กำยาน” –วว.18:13;ยน.19:39) , “มดยอบ” –ปฐก. 37:25

2:15     “เฮโรดสิ้นพระชนม์”  (the death of Herod) ใน 4 ก.ค.ศ.

“เราได้เรียกบุตรของเราให้ออกมาจากอียิปต์” (out of Egypt  I called my son)  = คำที่คัดอ้างมาจากพระ

ธรรมโฮเชยา 1:1  – ความหมายดั้งเดิม คือ พระเจ้าทรงเรียกชนชาติ(อิสราเอล)ของพระองค์ออกมาจากอียิปต์ ในยุคสมัยของโมเสส    แต่มัทธิวภายใต้การทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ประยุกต์ความหมายนี้กับพระเยซูคริสต์ เขามองดูประวัติศาสตร์ของอิสราเอล (บุตรของพระเจ้า) สรุปรวบยอดในชีวิตของพระเยซูคริสต์(บุตรองค์เดียวของพระเจ้า)

-ดุจดังที่ชาติ(ที่เป็นดุจทารก) เดินทางเข้าไปในอียิปต์ พระเยซูคริสต์กุมารก็เข้าไปอียิปต์เช่นกัน  และดุจเดียวกับที่อิสราเอลได้รับการทรงนำจากพระเจ้าให้ออกจากอียิปต์ พระเยซูคริสต์ก็เช่นกัน

2:16     “ใช้คนไปฆ่าเด็กผู้ชาย …ตั้งแต่อายุ 2 ขวบลงมา”  (Kill all the boys …two years old and under)

-เป็นการเข่นฆ่าอย่างทารุณโหดร้าย

2:18     -ยรม. 31:15

2:22     “อารเคลาอัส” (Archelaus)  -บุตรของเฮโรดมหาราช ปกครองยูเดีย และสะมาเรียเพียง 10 ปี (4 ก.ค.ศ. –ค.ศ6)

เขาเป็นคนทารุณโหดร้าย และเป็นเผด็จการ  ต่อมาจึงถูกเนรเทศ ยูเดียจึงกลายเป็นจังหวัดหนึ่งของโรมบริหารดูแลโดยผู้ว่าที่แต่งตั้งมาจากจักรพรรดิ์โรม

“แคว้นกาลิลี” (Galilee) – ทางส่วนเหนือของปาเลสไตน์ในสมัยของพระเยซู

2:23     “นาซาเร็ธ” (Nazareth) – เป็นตำบลที่ดูไม่ค่อยสำคัญนักในพระคัมภีร์เดิม แต่เป็นตำบลที่พระเยซูคริสต์เติบโต

-13:54-57;ลูกา 2:39;4:16-24;ยน. 1:45-46

“เขาจะเรียกท่านว่าชาวนาซาเร็ธ” (He will be called a Nazarene.) -ถ้อยคำตรง ๆ แบบนี้ไม่พบในพระคัมภีร์เดิม   ความหมายตอนนี้บ่งเป็นนัย ๆ ว่าพระเมสิยาห์จะถูกดูถูก(ตย.  สดด.22:6;อสย. 53:3)

ในสมัยของพระเยซูคำว่า“ชาวนาซาเร็ธ”(Nazarene)เป็นคำที่มีความหมายในทำนอง“ดูถูก”(ยน.1:45-46)

-นักวิชาการบางคนตีความว่า มัทธิวมีความประสงค์เบื้องต้นที่จะโยงคำนี้กับคำว่า “หน่อ” (branch) ที่ภาษาฮีบรูใช้คำว่า “neser” ในอิสยาห์  11:1

 คำถามนำอภิปราย

1.   หากพระเจ้าทรงขอให้คุณรับสภาพบางอย่างที่คนใกล้ชิดและคนรอบตัวของคุณยากจะยอมรับได้อย่างมารีย์(ได้รับการมอบหมายให้ตั้งครรภ์โดยไม่ได้แต่งงาน?) หรือ อย่างโยเซฟ (ต้องรับคู่หมั้นที่ตั้งครรภ์โดยตัวเองไม่ได้ยุ่งเกี่ยวด้วยมาเป็นภรรยา) คุณจะมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไร?  ทำไม?   หากเปรียบเทียบกับปฏิกิริยาของมารีย์ใน ลูกา 1:2-7 และของโยเซฟใน มธ. 1:19 แล้วจะเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร?  ทำไม?

2.  คุณเคยเห็นหรือเคยมีประสบการณ์ใดกับ “เดชพระวิญญาณบริสุทธิ์” บ้างหรือไม่? อย่างไร?  ผลเป็นอย่างไร?

3.  คุณเคยได้รับการช่วยเหลือหรือการสำแดงของพระเจ้าในยามที่คุณกำลังเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบากหรือ ความกลัวบ้างหรือไม่? เรื่องอะไร   และพระเจ้าทรงช่วยคุณอย่างไร? และคุณตอบสนองพระองค์อย่างไร?

4.  ในชีวิตของคุณมีบาปอะไรซึ่งคุณกระทำและคุณคิดว่าเป็นบาปที่ “ใหญ่ที่สุด” หรือ “มากที่สุด” ที่คุณต้องการการอภัยโทษจากพระเจ้า? คุณสารภาพบาปนั้น และกลับใจใหม่แล้วหรือยัง?  คุณแน่ใจหรือไม่ว่า พระเยซูคริสต์ได้ตายแทนบาปนั้นของคุณแล้ว?  ผลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร?

5.  เวลานี้ คุณมั่นใจหรือไม่ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับคุณดังพระนามของพระองค์ที่ว่า “อิมมานุเอล”?  ทำไมคุณรู้สึกเช่นนั้น?

6.  การที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับคุณจริง ๆ มีผลอะไรต่อความคิด การตัดสินใจ หรือการกระทำของคุณ ในการ ดำเนินชีวิต(ส่วนตัว  ครอบครัว  และกับชุมชน) การทำงาน ประกอบอาชีพ และพันธกิจรับใช้ของคุณบ้าง?

7.  คุณคิดว่ามีนักปราชญ์กี่คนมาเข้าเฝ้าพระกุมารเยซู?   ทำไมจึงคิดเช่นนั้น?  และคุณคิดว่านักปราชญ์พวกนี้เดินทาง มาจากไหน?  ทำไมจึงคิดเช่นนั้น?

8.  พวกนักปราชญ์ดั้นด้นมานมัสการพระเยซูคริสต์  เพราะ “เห็นดาว”  คุณล่ะ มีอะไรนำทางคุณให้มาเฝ้านมัสการพระองค์?

9. คุณเคยรู้สึกวุ่นวายใจเพราะได้ยินเรื่องราวของพระเยซูหรือไม่?   ทำไม?   ผลที่ตามมาคืออะไร? หรือเคยมีคนรู้สึกวุ่นวายใจเพราะได้ยินเรื่องพระเยซูคริสต์จากตัวของคุณหรือไม่?  อย่างไร?

10. คนเรามักสนใจคนที่มาจาก “ฐานะดีหรือชาติตระกูลสูง” หรือ “เมืองใหญ่”  แต่ทำไม พระเยซูคริสต์ทรงเลือก มาประสูติที่เบธเลเฮม  ซึ่งเป็น “บ้านที่เล็กน้อยที่สุด”?   ความจริงนี้ให้บทเรียนอะไรแก่คุณบ้าง?

11. คุณเคยถูกใครหลอกลวงเหมือนเฮโรดหลอกพวกนักปราชญ์หรือไม่?   ในเรื่องอะไร?   แล้วคุณรู้ตัวหรือจัดการ กับเหตุการณ์นั้นอย่างไร?

12. คุณเคยมีความปีติยินดีจริง ๆ ในการเข้าเฝ้าพระเยซูคริสต์หรือไม่?    อย่างไร?  เมื่อไร?   ที่ไหน?

13. คุณเคยมอบถวายสิ่งใดที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตของคุณให้เป็นเครื่องถวายบูชาแด่พระเยซูคริสต์?   คุณรู้สึกอย่างไร?

14. คุณเคยมีประสบการณ์ยินดีกับการช่วยเหลือของพระเจ้าในชีวิตของคุณผ่านทาง “ความฝัน” หรือ “นิมิต”  บ้าง  หรือไม่?  อย่างไร?

15. คุณเคยมีประสบการณ์กับการต้อง “หนี” จากภัยบางอย่าง เป็นเวลานาน กว่าที่จะผ่านพ้นวิกฤตภัย บ้างหรือไม่?   เรื่องอะไร?      และคุณคิดว่า พระเจ้าทรงมีส่วนในการ “หนี” ครั้งนั้นหรือไม่?  อย่างไร?

16. คุณเคยประสบกับเหตุการณ์ทารุณโหดร้าย หรือรุนแรงจากคนที่ต้องการกำจัดหรือต่อต้านพระคริสต์(หรือตัวของคุณ) บ้างหรือไม่?  เรื่องอะไร?  อย่างไร?  และผลสุดท้ายคืออะไร?

ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

 

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)