ม.ค. 222014
 

ชัยชนะมาจากไหน?

 

พระธรรม        1พงศ์กษัตริย์ 20:1-43

อ้างอิง              1พกษ.13:21-32;15:18-20;20:23-30;22:25;21:4;16:9;2พกษ.5:7;13:17

บทนำ               แม้คนของพระเจ้าจะไม่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้า แต่พระเจ้าก็ยังรักพวกเขา พระเจ้าช่วยผู้ที่พระองค์ทรงรักด้วยฤทธานุภาพของพระองค์ แต่น่าเศร้าที่บ่อยครั้งที่คนของพระเจ้าละทิ้งพระเจ้า ไม่เชื่อฟังพระเจ้าและนำความทุกข์ความเจ็บปวดมาสู่ตัวเองและคนรอบตัวของเขา

บทเรียน

20:1 “เบนฮาดัด ​กษัตริย์​ซีเรีย​ทรง​รวบ​รวม​กองทัพ​ทั้งสิ้น​ของ​พระองค์ มี​กษัตริย์ 32 องค์​ขึ้น​กับ​พระองค์ พร้อมกับ​ม้า​และ​รถรบ และ​พระองค์​เสด็จ​ขึ้น​ไป​ล้อม​กรุง​สะมาเรีย สู้รบ​กับ​เมือง​นั้น”

  (Ben-hadad the king of Syria gathered all his army together. Thirty-two kings were with him, and horses and  chariots. And he went up and closed in on Samaria and fought against it. )

20:2 “และ​ได้​ส่ง​ผู้​สื่อสาร​เข้า​ไป​ใน​เมือง​หา​อาหับ​กษัตริย์​อิสราเอล”

       (And he sent messengers into the city to Ahab king of Israel and said to him, “Thus says Ben-hadad: )

20:3 “ทูล​พระองค์​ว่า “เบนฮาดัด​ตรัส​ดังนี้​ว่า ‘เงิน​และ​ทอง​ของ​ท่าน​เป็น​ของ​เรา บรรดา​ภรรยา​และ​บุตร​ที่​ดี​ที่สุด​ของ​ท่าน​ก็​เป็นของ​เรา​ด้วย’”

       (“Your silver and your gold are mine; your best wives and children also are mine.” )

20:4 “และ​กษัตริย์​อิสราเอล​ตรัส​ตอบ​ว่า “ข้าแต่​พระราชา​เจ้านาย​ของ​ข้าพเจ้า ดังที่​ท่าน​ว่า​มา​นั่น​แหละ ข้าพเจ้า​เป็น​ของ​ท่าน รวม​ทั้ง​ทุก​อย่าง​ที่​ข้าพเจ้า​มี​อยู่​นั้น​ด้วย

       (And the king of Israel answered, “As you say, my lord, O king, I am yours, and all that I have.”)

20:5 “บรรดา​ผู้​สื่อสาร​ได้​กลับ​มา​อีก​กล่าว​ว่า “เบนฮาดัด​ตรัส​ดังนี้​ว่า ‘เรา​ส่ง​ข่าว​มา​ยัง​ท่าน​ว่า “จง​มอบ​เงิน​และ​ทอง​ของ​ท่าน  ภรรยา และ​บุตร​ของ​ท่าน​แก่​เรา

    (The messengers came again and said, “Thus says Ben-hadad: “I sent to you, saying, Deliver to me your  silver and your gold, your wives and your children.” )

20:6 “แต่​พรุ่งนี้ ประมาณ​เวลา​นี้ เรา​จะ​ส่ง​ข้า​ราชการ​ของ​เรา​ไป​หา​ท่าน พวกเขา​จะ​ค้น​วัง​ของ​ท่าน ค้น​บ้าน​ข้า​ราชการ​ของ​ท่าน สิ่งใด​ที่​ต้องตา​ของ​ท่าน​เขา​จะ​หยิบ​เอา​ไป’”

    (Nevertheless I will send my servants to you tomorrow about this time, and they shall search your house  and the houses of your servants and lay hands on whatever pleases you and take it away.” )

20:7 “แล้ว​กษัตริย์​อิสราเอล​ได้​เรียก​ประชุม​พวก​ผู้ใหญ่​ทั้งหมด​ของ​ แผ่นดิน ตรัส​ว่า “ขอ​ตรอง​ดูเถิด ดู​ว่า​ชาย​ผู้​นี้​หา​เรื่อง​เดือดร้อน​ให้​เรา​เพียงไร เพราะ​เขา​ให้​คน​มา​เอา​เมีย​และ​ลูก​ของ​เรา ทั้ง​เงิน​และ​ทอง​ของ​เรา และ​เรา​ก็​ไม่ได้​ปฏิเสธ​เขา

  (Then the king of Israel called all the elders of the land and said, “Mark, now, and see how this man is seeking trouble, for he sent to me for my wives and my children, and for my silver and my gold, and I did not refuse him.” )

20:8 “บรรดา​ผู้ใหญ่​และ​ประชาชน​ทั้งสิ้น​ก็​ทูล​พระองค์​ว่า “อย่า​ทรง​ฟัง อย่า​ทรง​ยอม พ่ะย่ะค่ะ

        (And all the elders and all the people said to him, “Do not listen or consent.” )

20:9 “พระองค์​จึง​รับ​สั่ง​แก่​ผู้​สื่อสาร​ของ​เบนฮาดัด​ว่า “จง​ไป​ทูล​พระราชา​เจ้านาย​ของ​เรา​ว่า ‘ทุกสิ่ง​ที่​ท่าน​เรียกร้อง​จาก​ผู้​รับใช้​ ของ​ท่าน​ใน​ครั้งแรก​นั้น เรา​จะ​ทำ​ตาม แต่​สิ่ง​นี้​เรา​ทำ​ไม่ได้’” แล้ว​ผู้​สื่อสาร​ก็​จาก​ไป และ​กลับ​มา​รายงาน”

  (So he said to the messengers of Ben-hadad, “Tell my lord the king, “All that you first demanded of your servant I will do, but this thing I cannot do.” And the messengers departed and brought  him word again.)

20:10 “เบนฮาดัด ​ส่ง​ข่าว​กลับ​มา​อีก​ว่า “ถ้า​ผงคลี​แห่ง​สะมาเรีย​จะ​พอ​แก่​คน​ที่​ติดตาม​เรา​มา​สัก​คน​ละ​ หยิบ​มือ​หนึ่ง ก็​ขอ​ให้​พระ​ทั้งหลาย​ลงโทษ​เรา​และ​ยิ่ง​หนัก​กว่า

  (Ben-hadad sent to him and said, “The gods do so to me and more also, if the dust of Samaria shall  suffice for handfuls for all the people who follow me.” )

20:11 “และ​กษัตริย์​อิสราเอล​ตรัส​ตอบ​ว่า “จง​ทูล​ท่าน​ว่า ‘ขอ​ท่าน​ผู้​ที่​สวม​เกราะ อย่า​อวดอ้าง​อย่าง​ผู้​ที่​ถอด​เกราะ​แล้ว​เลย’”

    (And the king of Israel answered, “Tell him, “Let not him who straps on his armor boast himself as he  who takes it off.” )

20:12 “เบนฮาดัด ​ทราบ​ข่าว​นี้ ขณะ​ที่​กำลัง​ดื่ม​อยู่​กับ​บรรดา​กษัตริย์​ที่​ใน​เพิง ท่าน​ก็​สั่ง​พวกข้า​ราชการ​ของ​ท่าน​ว่า “จง​เข้า​ประจำ​ที่” และ​เขา​ทั้งหลาย​ก็​เข้า​ประจำ​ที่​เพื่อ​ต่อสู้​กับ​เมือง​นั้น”

    (When Ben-hadad heard this message as he was drinking with the kings in the booths, he said to his  men, “Take your positions.” And they took their positions against the city. )

20:13 “นี่แน่ะผู้​เผย​พระวจนะ​คน​หนึ่ง เข้า​มา​ใกล้​อาหับ​กษัตริย์​แห่ง​อิสราเอล​ทูล​ว่า “พระยาห์เวห์​ตรัส​ดังนี้​ว่า เจ้า​เห็น​กองทัพ​ ใหญ่​นี้​หรือ? นี่แน่ะ เรา​จะ​มอบ​ไว้​ใน​มือ​ของ​เจ้า​ใน​วันนี้ แล้ว​เจ้า​จะ​ได้​รู้​ว่า​เรา​คือ​พระยาห์เวห์

  (And behold, a prophet came near to Ahab king of Israel and said, “Thus says the Lord, Have you seen all this  great multitude? Behold, I will give it into your hand this day, and you shall know that I am the Lord.” )

20:14 “และ​อาหับ​ตรัส​ถาม​ว่า “ทรง​ใช้​ใคร​ทำ?​ ” เขา​ทูล​ว่า “พระยาห์เวห์​ตรัส​ดังนี้​ว่า โดย​มือ​ของ​มหาดเล็ก​ของ​เจ้านาย​ประจำ​ จังหวัด​ทั้งหลาย” แล้ว​อาหับ​ตรัส​ว่า “ใคร​จะ​เริ่ม​รบ?” เขา​ทูล​ตอบ​ว่า “ฝ่า​พระบาท พ่ะย่ะค่ะ”             

    (And Ahab said, “By whom?” He said, “Thus says the Lord, By the servants of the governors of the  districts.” Then he said, “Who shall begin the battle?” He answered, “You.”)

20:15 “พระองค์​จึง​ทรง​เกณฑ์​มหาดเล็ก​ของ​เจ้านาย​ประจำ​จังหวัด​เหล่านั้น ซึ่ง​มี 232 คน​ด้วย​กัน และ​ภายหลัง​เกณฑ์​ประชาชน​ทั้งสิ้น คือ​คน​อิสราเอล​ทั้งหมด 7,000 คน”

  (Then he mustered the servants of the governors of the districts, and they were 232. And after them he  mustered all the people of Israel, seven thousand. )

20:16 “เขา​ทั้งหลาย​ยก​ออก​ไป​ใน​เวลา​เที่ยงวัน ส่วน​เบนฮาดัด​กำลัง​ดื่ม​จน​เมา​อยู่​ใน​เพิง ทั้ง​พระองค์​และ​กษัตริย์​อีก 32 องค์​ ที่​ช่วย​พระองค์”

 (And they went out at noon, while Ben-hadad was drinking himself drunk in the booths, he and the  thirty-two kings who helped him. )

20:17 “พวก​มหาดเล็ก​ของ​เจ้านาย​ประจำ​จังหวัด​ได้​ยก​ออก​ไป​ก่อน เบนฮาดัด​ก็​ส่ง​ผู้​สอดแนม​ออก​ไป เขา​ทั้งหลาย​ทูล​รายงาน​พระองค์​ว่า “มี​คน​ยก​ออก​มา​จาก​สะมาเรีย

(The servants of the governors of the districts went out first. And Ben-hadad sent out scouts, and they  reported to him, “Men are coming out from Samaria.” )

20:18 “แล้ว​พระองค์​ตรัส​ว่า “ถ้า​พวก​เขา​ออก​มา​ด้วย​สันติ จง​จับ​เขา​มา​เป็นๆ หรือ​ถ้า​เขา​ออก​มา​ทำ​ศึก ก็​จง​จับ​เขา​มา​เป็นๆ”

 (He said,”If they have come out for peace, take them alive. Or if they have come out for war, take them alive.” )

20:19 “พวก​มหาดเล็ก​ของ​เจ้านาย​ประจำ​จังหวัด และ​กองทัพ​ที่​ติดตาม​พวกเขา​ได้​เคลื่อน​ออก​จาก​เมือง”

        (So these went out of the city, the servants of the governors of the districts and the army that  followed them. )

20:20 “และ​ต่างก็​ฆ่า​คู่​ต่อสู้​ของ​ตน คน​ซีเรีย​หนี และ​คน​อิสราเอล​ไล่​ติดตาม​เขา​ไป แต่​เบนฮาดัด​กษัตริย์​แห่ง​ซีเรีย​ทรง​ม้า​หนี ไป​กับ​ทหาร​ม้า”

  (And each struck down his man. The Syrians fled, and Israel pursued them, but Ben-hadad king of  Syria escaped on a horse with horsemen. )

       20:21 “กษัตริย์​แห่ง​อิสราเอล​ก็​ออก​ไป​โจมตี​ม้า​และ​รถรบ และ​ประหาร​คน​ซีเรีย​มากมาย”

     (And the king of Israel went out and struck the horses and chariots, and struck the Syrians with a great blow. )

20:22 “แล้ว​ผู้​เผย​พระวจนะ​คนนั้น​ได้​เข้า​มา​ใกล้​กษัตริย์​แห่ง​อิสราเอล ทูล​พระองค์​ว่า “ไป​เถิด ขอ​เสริม​กำลัง​ของ​พระองค์และ​ตรึก‌ ตรอง​ดู​ว่า พระองค์​จะ​ทรง​ทำ​ประการ​ใด เพราะ​ใน​ฤดู​ใบไม้ผลิ​ปี​หน้า กษัตริย์​แห่ง​ซีเรีย​จะ​ยก​กองทัพ​มา​สู้​กับ​พระองค์​อีก

   (Then the prophet came near to the king of Israel and said to him, “Come, strengthen yourself, and consider well what you have to do, for in the spring the king of Syria will come up against you.” )

20:23 “ข้า​ราชการ​ของ​กษัตริย์​ซีเรีย​ทูล​พระองค์​ว่า “พระ​ทั้งหลาย​ของ​เขา​เป็น​พระเจ้า​แห่ง​ภูเขา เขา​ทั้งหลาย​จึง​เข้ม​แข็ง​กว่า​เรา  แต่​ขอ​ให้​เรา​สู้รบ​กับ​เขา​ใน​ที่​ราบ แล้ว​เรา​จะ​ต้อง​เข้ม​แข็ง​กว่า​เขา​แน่นอน​ทีเดียว”
   (And the servants of the king of Syria said to him, “Their gods are gods of the hills, and so they were stronger than we. But let us fight against them in the plain, and surely we shall be stronger than they. )

20:24 “ขอ​ทรง​ทำ​อย่างนี้ ขอ​ทรง​ปลด​กษัตริย์​เสีย​ทุก​องค์​จาก​ตำแหน่ง และ​ตั้ง​นาย​ทหาร​ขึ้นแทน”

         (And do this: remove the kings, each from his post, and put commanders in their places, )

20:25 “และ​เกณฑ์​กองทัพ​เข้า​แทน​ส่วน​ที่​ล้ม​ตาย​ไป​ใน​คราว​ก่อน ม้า​แทน​ม้า รถรบ​แทน​รถรบ แล้ว​เรา​ทั้งหลาย​จะ​สู้รบ​กับ​เขา​ใน​ที่​ราบ เรา​จะ​ต้อง​เข้ม​แข็ง​กว่า​เขา​แน่นอน​ทีเดียว” และ​พระองค์​ก็​ทรง​เชื่อฟัง​เสียง​ของ​เขา​ทั้งหลายและ​ทรง​ทำ​ตาม”

         (and muster an army like the army that you have lost, horse for horse, and chariot for chariot. Then we  will fight against them in the plain, and surely we shall be stronger than they.” And he listened to their  voice and did so. )

20:26 “เมื่อ​ถึง​ฤดู​ใบไม้ผลิ เบนฮาดัด​ทรง​เกณฑ์​คน​ซีเรีย ยก​ขึ้น​ไป​รบ​กับ​อิสราเอล​ที่​เมือง​อาเฟก”

          (In the spring, Ben-hadad mustered the Syrians and went up to Aphek to fight against Israel. )

20:27 “และ​คน​อิสราเอล​ก็​ถูก​เกณฑ์ รับ​เสบียง​อาหาร และ​ยก​ออก​ไป​ต่อสู้​กับ​พวก​เขา คน​อิสราเอล​ตั้ง​ค่าย​ตรง​หน้า​พวกเขา​เหมือน​แพะ​สอง​ฝูง​เล็กๆ แต่​คนซีเรีย​เต็ม​ท้อง​ทุ่ง​ไป​หมด”
(And the people of Israel were mustered and were provisioned and went against them. The people of  Israel encamped before them like two little flocks of goats, but the Syrians filled the country. )

20:28 “และ​คน​ของ​พระเจ้า​คน​หนึ่ง​ได้​เข้า​ไป​ใกล้ และ​ทูล​กษัตริย์​แห่ง​อิสราเอล​ว่า “พระยาห์เวห์​ตรัส​ดังนี้​ว่า ‘เพราะ​คนซีเรีย​กล่าว​ว่า “พระยาห์เวห์​เป็น​พระเจ้า​แห่ง​ภูเขา พระองค์​ไม่ได้​เป็น​พระเจ้า​แห่ง​ที่​ลุ่ม” เพราะ​ฉะนั้น เรา​จะ​มอบ​กองทัพ​ใหญ่​ทั้งหมด​นี้​ไว้​ใน​มือ​ของ​เจ้า และ​พวกเจ้า​จะ​ได้​รู้​ว่า เรา​คือ​พระยาห์เวห์’”

 (And a man of God came near and said to the king of Israel, “Thus says the Lord, “Because the Syrians have said, “The Lord is a god of the hills but he is not a god of the valleys,” therefore I will give all this great multitude into your hand, and you shall know that I am the Lord.” )

    20:29 “แล้ว​เขา​ทั้งหลาย​ก็​ตั้ง​ค่าย​ตรงข้าม​กัน​อยู่​เจ็ด​วัน แล้ว​ใน​วัน​ที่​เจ็ด​ก็​ปะทะ​กัน คน​อิสราเอล​ฆ่า​คนซีเรีย ซึ่ง​เป็น​ทหาร​ราบ​เสีย  100,000 คน​ใน​วัน​เดียว

   (And they encamped opposite one another seven days. Then on the seventh day the battle was joined.   And the people of Israel struck down of the Syrians 100,000 foot soldiers in one day. )

20:30 “พวก​ที่​เหลือ​ก็​หนี​เข้า​เมือง​อาเฟก และ​กำแพง​เมือง​ล้มทับ​คน​เหล่า​นั้น​เสีย 27,000 คน เบนฮาดัด​ก็​หนี​เข้า​ไป​ใน​ห้อง​ชั้น​ใน​ที่​ใน​เมือง”

  (And the rest fled into the city of Aphek, and the wall fell upon 27,000 men who were left. Ben-hadad  also fled and entered an inner chamber in the city. )

 20:31 “และ​ข้า​ราชการ​ของ​เบนฮาดัด​ทูล​พระองค์​ว่า “นี่แน่ะ เรา​ได้ยิน​ว่า​บรรดา​พระราชา​แห่ง​วงศ์วาน​อิสราเอล​เป็น​พระราชา​ ที่​ทรง​เมตตา ขอ​ให้​เรา​เอา​ผ้า​กระสอบ​คาด​เอว และ​เอา​เชือก​พัน​ศีรษะ​ของ​เรา และ​ออก​ไป​หา​กษัตริย์​แห่ง​อิสราเอล บางที​พระองค์​จะ​ไว้​ชีวิต​ฝ่า​พระบาท

 (And his servants said to him, “Behold now, we have heard that the kings of the house of Israel are  merciful kings. Let us put sackcloth around our waists and ropes on our heads and go out to the king  of Israel. Perhaps he will spare your life.” )

20:32 “เพราะ​ฉะนั้น พวกเขา​จึง​เอา​ผ้า​กระสอบ​คาด​เอว เอา​เชือก​พัน​ศีรษะ และ​ไป​เฝ้า​กษัตริย์​แห่ง​อิสราเอล ทูล​ว่า“เบนฮาดัด  ผู้​รับใช้​ของ​ฝ่า​พระบาท​ให้​มา​กราบทูล​ว่า ‘ได้​โปรด​เถิด ขอ​ให้​ข้าพเจ้า​รอด​ชีวิต​อยู่’” และ​พระองค์​ตรัส​ว่า “ท่าน​ยัง​มี​ ชีวิต​หรือ? ท่าน​เป็น​น้อง​ของ​เรา”

  (So they tied sackcloth around their waists and put ropes on their heads and went to the king of Israel and  said,”Your servant Ben-hadad says, “Please, let me live.” And he said, “Does he still live? He is my brother.”)

20:33 “คน​เหล่านั้น​สังเกต​เห็น​เป็น​ลาง​ดี ก็​รีบ​ตอบ​โดย​เร็ว​ว่า “พ่ะย่ะค่ะ เบนฮาดัด​เป็น​พระ​อนุชา​ของ​ฝ่า​พระบาท” แล้ว​พระองค์​ ตรัส​ว่า “ไป​นำ​ท่าน​มา​เถอะ” แล้ว​เบนฮาดัด​ก็​เสด็จ​ออก​มาหา​พระองค์ แล้ว​พระองค์​ก็​ให้​ท่าน​ขึ้น​ไป​บน​รถรบ”

   (Now the men were watching for a sign, and they quickly took it up from him and said, “Yes, your brother  Ben-hadad.” Then he said, “Go and bring him.” Then Ben-hadad came out to him, and he caused him to  come up into the chariot.)

20:34 “และ​เบนฮาดัด​ทูล​พระองค์​ว่า “เมือง​ต่างๆ ซึ่ง​บิดา​ของ​ข้าพเจ้า​ยึด​เอา​ไป​จาก​พระราชบิดา​ของ​ท่าน​นั้น ข้าพเจ้า​ขอ​คืน​ให้​ท่าน ท่าน​จะ​สร้าง​ย่าน​การ​ค้า​ของ​ท่าน​ใน​เมือง​ดามัสกัส​ก็​ได้ อย่าง​ที่​บิดา​ข้าพเจ้า​ทำ​ไว้​ใน​สะมาเรีย” แล้ว​อาหับ​ตรัส​ว่า “เรา​จะ​ยอม​ให้​ท่าน​ไป ตาม​ข้อ​ตกลง​นี้” พระองค์​จึง​ทรง​ทำ​พันธสัญญา​กับ​ท่าน และ​ปล่อย​ท่านไป”

 (And Ben-hadad said to him, “The cities that my father took from your father I will restore, and you may  establish bazaars for yourself in Damascus, as my father did in Samaria.” And Ahab said, “I will let you  go on these terms.” So he made a covenant with him and let him go. )

20:35 “มี​คน​หนึ่ง​ใน​กลุ่ม​ผู้​เผย​พระวจนะ​พูด​กับ​เพื่อน​ของ​ตน ตาม​พระบัญชา​ของ​พระยาห์เวห์​ว่า “ได้​โปรด​เถอะ ขอ​ตี​ข้า​ที” แต่​ชาย​คน​นั้น​ก็​ปฏิเสธ​ไม่​ยอม​ตี​ท่าน”

  (And a certain man of the sons of the prophets said to his fellow at the command of the Lord, “Strike  me, please.” But the man refused to strike him. )

20:36 “แล้ว​ท่าน​จึง​พูด​กับ​เขา​ว่า “เพราะ​ท่าน​ไม่​ฟัง​พระสุรเสียง​ของ​พระยาห์เวห์ นี่แน่ะ พอ​ท่าน​จาก​ข้า​ไป สิงโต​ตัว​หนึ่ง​จะ​สังหาร​ท่าน” พอ​เขา​จาก​ท่าน​ไป สิงโต​ตัว​หนึ่ง​ก็​มา​พบ​เขา และ​สังหาร​เขา​เสีย”
   (Then he said to him, “Because you have not obeyed the voice of the Lord, behold, as soon as you have  gone from me, a lion shall strike you down.” And as soon as he had departed from him, a lion met him   and struck him down. )

 20:37 “แล้ว​ท่าน​ไป​พบ​ชาย​อีก​คน​หนึ่ง และ​ท่าน​ว่า “ได้​โปรด​เถอะ ขอ​ตี​ข้า​ที” ชาย​คน​นั้น​ได้​ตี​ท่าน​และ​ทำ​ให้​ท่าน​บาดเจ็บ”

      (Then he found another man and said, “Strike me, please.” And the man struck him—struck him and   wounded him. )

20:38 “ผู้​เผย​พระวจนะ​นั้น​จึง​จาก​ไป และ​คอย​พบ​พระราชา​อยู่​ที่​หนทาง โดย​ปลอม​ตัว​เอา​ผ้า​พัน​ตา”

          (So the prophet departed and waited for the king by the way, disguising himself with a bandage over   his eyes. )

20:39 “พอพระราชา​ทรง​ผ่าน​ไป ท่าน​ก็​ร้องทูล​พระราชา​ว่า “ผู้​รับใช้​ของ​ฝ่า​พระบาท​เข้า​ไป​ใน​กลาง​ศึก และ​ดูเถิด ทหาร​คน​หนึ่ง​ หัน​มา และ​นำ​ชาย​คนหนึ่ง​มา​ให้​ข้า​พระบาท บอก​ว่า ‘จง​ระวัง​ชาย​คน​นี้​ไว้​นะ ถ้า​เขา​หลุด​ไป​ได้​โดย​เหตุใดๆ ชีวิต​ของ​ท่าน​ จะ​ต้อง​แทน​ชีวิต​ของ​เขา หรือ​มิฉะนั้น​ท่าน​จะ​ต้อง​เสีย​เงิน​ตะลันต์​หนึ่ง’”

   (And as the king passed, he cried to the king and said, “Your servant went out into the midst of the battle,  and behold, a soldier turned and brought a man to me and said, “Guard this man; if by any means he is  missing, your life shall be for his life, or else you shall pay a talent of silver.”)

20:40 “และ​เมื่อ​ผู้​รับใช้​ของ​ฝ่า​พระบาท​ติด​ธุระ​อยู่​ที่นี่​ที่นั่น เขา​ก็​หาย​ไป” กษัตริย์​แห่ง​อิสราเอล​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “โทษ​ของ​เจ้า​ต้อง​เป็น​อย่างนั้น​แหละ เพราะ​เจ้า​เอง​ได้​ตัดสิน​แล้ว

  (And as your servant was busy here and there, he was gone.” The king of Israel said to him, “So shall  your judgment be; you yourself have decided it.” )

     20:41 “แล้ว​ท่าน​ก็​รีบ​เอา​ผ้า​พัน​ตา​ออก​เสีย และ​กษัตริย์​แห่ง​อิสราเอล​ก็​จำ​ท่าน​ได้​ว่า​เป็น​ผู้​เผย​พระวจนะ​คน​หนึ่ง”

       (Then he hurried to take the bandage away from his eyes, and the king of Israel recognized him as one of the prophets. )

 20:42 “และ​ท่าน​จึง​ทูล​พระองค์​ว่า “พระยาห์เวห์​ตรัส​ดังนี้​ว่า ‘เพราะ​เจ้า​ได้​ปล่อย​ชาย​คน​ที่​อยู่​ใน​มือ​ของ​เจ้า ผู้​ซึ่ง​เรา​ได้​กำหนด​ให้​ทำลาย​นั้น ดังนั้น​ชีวิต​ของ​เจ้า​จะ​ต้อง​แทน​ชีวิต​ของ​เขา และ​ประชาชน​ของ​เจ้า​แทน​ประชาชน​ของ​เขา’”

   (And he said to him, “Thus says the Lord, “Because you have let go out of your hand the man whom I had devoted to destruction, therefore your life shall be for his life, and your people for his people.” )

20:43 “และ​กษัตริย์​แห่ง​อิสราเอล​ก็​เสด็จ​เข้า​ไป​ใน​พระราชวัง ด้วย​อารมณ์​ขุ่น​มัวและ​กลัด​กลุ้ม​ยิ่ง​นัก และ​เสด็จ​มา​สะมาเรีย”

          (And the king of Israel went to his house vexed and sullen and came to Samaria. )

ข้อมูลมีประโยชน์

20:1      “เบนฮาดัด” (Ben-hadad) = กษัริย์ของซีเรีย(หรืออารัม) น่าจะเป็นเบนฮาดัดที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรหรือหลานของเบนฮาดัดที่ 1 (900-895 ก.ค.ศ.) -15:9-10,18-20,33   เหตุการณ์ในบทนี้ครอบคลุมช่วงเวลา 2 ปี (ข้อ 22-26) ตามมาด้วยช่วงเวลาสงบสุข 3 ปี (ระหว่างอิสราเอลกับซีเรีย-22:1)  -เมื่อ 3 ปีสิ้นสุดลง อาหับตายในช่วงที่มีการสู้รบกับซีเรีย (22:37) ในปี 853 ก.ค.ศ.   ดังนั้น เหตุการณ์ในบทนี้น่าจะเกิดขึ้นประมาณปี 857 ก.ค.ศ.

“กษัตริย์ 32 องค์ขึ้นกับพระองค์” (Thirty-two kings were with him ) = หัวหน้าเผ่าหรือกษัตริย์ของเมืองขึ้นของเบนฮาดัดที่ 2 ; “กรุงสะมาเรีย” (Samaria) -16:24

20:4      “ข้าพเจ้าเป็นของท่านรวมทั้งทุกอย่างที่ข้าพเจ้ามีอยู่นั้นด้วย” (I am yours, and all that I have)

= อาหับยอมจำนนต่อเบนฮาดัด เพราะว่ามีความหวังน้อยมากที่จะชนะเพื่อไม่ให้เมืองถูกปล้นทำลายและอาหับไม่ต้องตาย

20:6      “เราจะส่งข้าราชการของเราไปหาท่าน พวกเขาจะค้นวังของท่าน ค้นบ้านข้าราชการของท่าน” (will send

my servants to you tomorrow about this time, and they shall search your house and the houses of your servants) = ข้อเรียกร้องใหม่ของเบนฮาดัดคือ ให้ทั้งเมืองต้องยอมจำนนทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง

20:9      “…แต่สิ่งนี้เราทำไม่ได้” (but this thing I cannot do) = ข้อเรียกร้องครั้งหลังนี้อาหับ ผู้ใหญ่และประชาชนยอมรับไม่ได้ อาหับจึงยืนกรานไม่ยกเมืองและทรัพย์(พร้อมคน)ในเมืองให้

20:10    “ก็ขอให้พระทั้งหลายลงโทษเราและยิ่งหนักกว่า” (The gods do so to me and more also)

= เบนฮาดัดสาบานขอให้เทพเจ้าทั้งหลายของท่านจัดการกับท่านอย่างหนัก ถ้าทำลายสะมาเรียไม่ได้

= สำนวนของคำสาปแช่ง (1ซมอ.3:17)

20:11    “ขอให้ท่านผู้ที่สวมเกราะอย่าอวดอ้างอย่างผู้ที่ถอดเกราะแล้วเลย” (‘Let not him who straps on his armor boast himself as he who takes it off.) = สำนวนที่หมายความว่า “ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะอย่าเพิ่งคุยโว”  หรือ “อย่านับลูกไก่ก่อนที่มันจะฟักไข่ให้เป็นตัว”

20:13    “แล้วเจ้าจะได้รู้ว่า เราคือพระยาห์เวห์” (and you shall know that I am the Lord) = พระเจ้าทรงเมตตาประชากรของพระองค์แม้ว่ากษัตริย์อาหับจะไม่ได้แสวงหาความช่วยเหลือจากพระเจ้า แต่กระนั้นพระองค์ก็ยังทรงปรากฏพระองค์เองเพื่อช่วยกู้พวกเขา (18:36-37)

20:14    “มหาดเล็กของเจ้านายประจำจังหวัดทั้งหลาย” (servants of the governors of the districts.) = บรรดาทหารหนุ่มจากเหล่าผู้บัญชาการภูมิภาคต่าง ๆ  -16:27

20:15    “มี 232 คน …อิสราเอลทั้งหมด 7000 คน” (they were 232. all the people of Israel, seven thousand ) = ไม่ใช่กองกำลังขนาดใหญ่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าชัยชนะที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นมาจากพระเจ้า ไม่ใช่มาจากกำลังทหารของอิสราเอล (วนฉ.7:2)

20:20    “…ต่างก็ฆ่าคู่ต่อสู้ของตน” (struck down his man) –ปรากฏว่าทหารกองหน้าก็มีขนาดเล็กพอ ๆ กับ (2ซมอ.2:15-16)

20:22    “กษัตริย์แห่งซีเรียจะยกกองทัพมาสู้กับพระองค์อีก” (king of Syria will come up against you) = ผู้เผยพระวจนะนิรนามเตือนอาหับไม่ให้มั่นใจตนเองจนเกินไป เขาประกาศว่า เบนฮาดัดจะกลับมาโจมตีเพื่อหวังจะผลักดันให้อาหับวางใจในพระเจ้า (ผู้ทรงเปิดเผยพระองค์บนยอดเขาคารเมล และในชัยชนะที่เพิ่งผ่านมา)

20:23    “พระเจ้าแห่งขุนเขา” (gods of the hills) = แนวคิดของคนในสมัยนั้นที่คิดว่าเทพเจ้ามีอำนาจครอบคลุมเฉพาะพื้นที่จำกัดเท่าที่พระเจ้าองค์นั้นครอบครองอยู่

“เขาทั้งหลายจึงเข้มแข็งกว่าเรา” (be stronger than they)  = ชาวซีเรีย(อารัม) เชื่อว่าผลลัพธ์ของสงครามนั้นขึ้นอยู่กับกำลังของเทพเจ้าแต่ละฝ่ายที่ต่อ สู้กันมากกว่าเกิดจากกองทัพ – พวกเขาจึงวางแผนการสู้รบครั้งต่อไปโดยหาช่องทางให้เทพเจ้าของฝ่ายเขาได้เปรียบมากที่สุด และให้อีกฝ่ายเสียเปรียบมากที่สุด

20:26    “เมืองอาเฟก (Aphek) = น่าจะเป็นอาเฟกที่ตั้งอยู่ห่างจากทะเลสาบกาลิลีไปทางทิศตะวันออกราว 3-4 กิโลเมตร การต่อสู้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นที่หุบเขาจอร์แดนใกล้จุดที่แม่น้ำยารมัดเชื่อมกับแม่น้ำจอร์แดน

20:28    “คนของพระเจ้าคนหนึ่ง” (a man of God ) = เป็นผู้เผยพระวจนะคนเดิมในข้อ 13,22

“และพวกเจ้าจะได้รู้ว่า เราคือพระยาห์เวห์” (and you shall know that I am the Lord)  -ข.13 = พระเจ้าจะสำแดงอีกครั้งว่า พระเจ้าทรงครอบครองเหนือธรรมชาติและประวัติศาสตร์ เทพเจ้าแห่งธรรมชาติต่าง ๆ (ของคนต่างชาติ) ไม่มีอำนาจใด ๆ เมื่ออยู่ต่อพระพักตร์ของพระเจ้า

20:30    “กำแพงเมืองล้มทับคนเหล่านั้น” (wall fell upon)  = พระเจ้าแห่งอิสราเอลไม่เพียงทำให้กองทัพอิสราเอลมีชัยชนะในการรบแต่ยังทรงบันดาลให้เกิดภัยพิบัติกับกองทัพของซีเรียด้วย

20:31    “…เป็นพระราชาที่ทรงเมตตา” (…merciful kings) = ชาวซีเรียตระหนักว่ากษัตริย์อิสราเอลแตกต่างจากชนชาติอื่น ๆ ที่เลือดเย็น

“เอาผ้ากระสอบคาดเอว เอาเชือกพันศีรษะ” (us put sackcloth around our waists and ropes on our heads) = สัญลักษณ์ของการถ่อมตน และยอมจำนน

20:32    “…ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาท” (..Your servant) = ภาษาทางการฑูตที่ยอมรับว่าตนเองต่ำต้อยและยอมอยู่ใต้อำนาจอาหับ

“ท่านเป็นน้องของเรา” (He is my brother) = อาหับตอบสนองด้วยการใช้สรรพนามที่ใช้กับชนชั้นผู้ปกครองที่ถือว่าเท่าเทียมกัน (9:13) นับเป็นสิ่งที่อาหับให้มากกว่าที่เบนฮาดัดคิดหรือหวังจากพระองค์

20:33    “พระองค์ให้ท่านขึ้นไปบนรถรบ” (he caused him to come up into the chariot) = ประทับร่วมกันในราชรถ นับเป็นวิธีที่ไม่ปกตินักในการปฏิบัติต่อศัตรูที่เพิ่งพ่ายแพ้ในสงคราม

20:34    “เมืองต่างๆ ที่บิดาของข้าพเจ้ายึดเอาไปจากพระราชบิดาของท่านนั้น” (The cities that my father took from your father I will restore) = อาจเป็นราโมทกิเลอาด (22:3) และเมืองอื่น ๆ ที่เบนฮาดัดที่ 1 ยึดจากบาอาชา (15:20) ก่อนหน้านั้น

“สร้างย่านการค้าของท่าน” (may establish bazaars for yourself) = เปิดช่องให้มีการค้าระหว่างประเทศเป็นผลประโยน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งปกติเป็นสิทธิพิเศษเฉพาะของคนในท้องถิ่นเท่านั้น

            “ทำพันธสัญญากับท่าน” (made a covenant with him) = สนธิสัญญาแบบเท่าเทียม นอกจากเป็นสัญญาสันติภาพแล้วยังรวมถึงเงื่อนไขทางการเมืองและการค้าที่เบนฮาดัดเสมอมา (โดยไม่ได้ปรึกษากับพระเจ้าก่อน)

20:35    “คนหนึ่งในกลุ่มผู้เผยพระวจนะ” (man of the sons of the prophets)

= ในบางฉบับใช้ว่า “บุตรของผู้เผยพระวจนะคนหนึ่ง” ซึ่งเป็นสำนวนหมายถึงสมาชิกในกลุ่มผู้เผยพระวจนะ –2พกษ.2:3,5,7,15;4:1,38;5:22; 6:1;9:1

= นับว่าเป็น 1 ในกลุ่มของผู้เผยพระวจนะที่เป็นชุมชนทางศาสนาในยุคที่คนทั่วไปไม่ใส่ใจพระเจ้า

= เป็นชุมชนที่ปลูกฝังคำสอนและประสบการณ์เกี่ยวกับพระเจ้า (18:29;กดว.11:25-27;1ซมอ.10:5-6,10-11;18:10;19:20-24) ซึ่งอาจแตกต่างกับ “ผู้เผยพระวจนะ” ซึ่งมาจากพระเจ้า(โดยตรง) และเป็นพี่เลี้ยงฝ่ายวิญญาณของพวกเขา

20:36    “สิงห์โตตัวหนึ่งจะสังหารท่าน” (a lion shall strike you down)= บทลงโทษที่คล้ายคลึงกับที่เกิดกับคนของพระเจ้าจากยูดาห์ ใน 13:23-24

20:39    “เงินหนึ่งตะลันต์” (a talent of silver) = 34 กิโลกรัม มีทหารน้อยคนที่มีค่าตัวหรือมีราคาแพงขนาดนี้

20:40    “โทษของเจ้าต้องเป็นเช่นนั้นแหละ เพราะเจ้าเองได้ตัดสินแล้ว” (shall your judgment be; you yourself have decided it.) = อาหับไม่ยอมผ่อนปรน แต่หารู้ไม่ว่าพระองค์กำลังสั่งประหารตัวเอง (ปท. วิธีการที่นาธันใช้ใน 2ซมอ.12:1-12)

20:42    “ผู้ชึ่งเรากำหนดให้ทำลาย” (whom I had devoted to destruction) –ลนต.27:28;ยชว.6:17

พระเจ้ามอบเบนฮาดัดไว้ในมือของอาหับ (ข.28) พระองค์ต้องรับผิดชอบ

“ชีวิตของเจ้าจะต้องแทนชีวิตของเขาและประชาชนของเจ้าแทนประชาชนของเขา” (our life shall be for his life, and your people for his people) = อาหับทำบาปในฐานะกษัตริย์ โทษจึงไม่ได้ตกอยู่กับอาหับคนเดียว แต่ตกอยู่กับประชาชนในอาณาจักรเหนือ(อิสราเอล) ด้วย

-ต่อมาอาหับตายในสงครามต่อสู้กับพวกซีเรีย (22:29-39) และอิสราเอลต้องอับอายขายหน้าเพราะอารัม (ในช่วงรัชกาล เยฮูและเยโฮอาหาส) –2พกษ.10:32;13:3

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยถูกรุกรานหรือโจมตีด้วยฝ่ายตรงข้ามที่มีกำลังมากกว่าคุณอย่างมากมายหรือไม่? เรื่องอะไร?
  2. คุณรับมือสถานการณ์ในข้อ 1 นั้นอย่างไร?

1)       คุณยอมจำนน?

2)       คุณเจรจาต่อรอง?

3)       คุณไม่ยอมและต่อสู้? ทำไมจึงเลือกปฏิบัติเช่นนั้น?

3.  คุณเคยคิดที่จะยอมหรือยอมให้หรือยอมแพ้ต่อคนที่โจมตีหรือเล่นงานคุณ แต่อีกฝ่ายกลับเล่นไม่เลิกและเหิมเกริมหนักข้อมากขึ้นจนคุณทนไม่ไหวบ้างหรือไม่? แล้วคุณทำอย่างไร? (แบ่งปัน)

4.    คุณเคยมีประสบการณ์กับการที่พระเจ้ายืนยันกับคุณว่า “ศึกใหญ่” ที่คุณเผชิญอยู่นั้น พระเจ้าจะทรงมอบชัยชนะให้แก่คุณบ้างหรือไม่? อย่างไร?

5. คุณเคยคุยโวโอ้อวดด้วยความทระนงหรือมั่นใจในตัวเอง แต่สุดท้ายจบลงที่ความอัปยศหรืออับอายบ้างหรือไม่? เป็นอย่างไร(แบ่งปัน)

6.  คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่า การมีทัพใหญ่หรือกำลังมากกว่าไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะมีชัยชนะเสมอไป? และคนที่มีกำลังน้อยกว่าก็ไม่ได้หมายความว่า ต้องพ่ายแพ้เสมอไป? อะไรคือปัจจัยหรือตัวแปรแห่งชัยชนะหรือความพ่ายแพ้นั้น?

7. คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่า การเชื่อฟังพระเจ้าเป็นสิ่งที่สำคัญมากยิ่งกว่าความเมตตาหรือความกลัวใด ๆ ทำไม?

8.คุณเคยโกรธกริ้วคนบางคนที่ชี้หรือจี้ความผิดของคุณต่อหน้าคนอื่น (แทนที่ตัวคุณจะสำนึกผิด)บ้างหรือไม่? แล้ว  ผลเป็นอย่างไร?

ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

 Leave a Reply

(ต้องใส่)

(ต้องใส่)