montri

ม.ค. 242013
 

“บุคคลผู้ใดรู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา” (มัทธิว 5:3)

 

“บกพร่องฝ่ายวิญญาณ” แปลว่าอะไร? แปลว่ามีคุณสมบัติเป็นผู้ดูแลเส้นทางเดินเรือไททานิคหรือ? ไม่ใช่ครับ พระเยซูกำลังตรัสถึงบางคนที่รู้ตัวดีว่าล้มเหลวฝ่ายวิญญาณในสายพระเนตรพระเจ้า แปลตรงตัวว่า มาถึงจุดจบของการวางใจในตัวเอง

คุณจะไม่มีวันค้นพบความมั่งคั่งแท้จริงของชีวิตคริสเตียน จนกว่าคุณจะยอมรับสถานภาพล้มละลายต่อหน้าฟ้าสวรรค์ และบางคนในพวกเราไม่ยอมรับเช่นนั้น  แต่ผมขอเตือนคุณบางอย่าง : พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างโลกนี้จากความว่างเปล่า นั่นคือพระธรรมชาติของพระองค์ พระองค์จะไม่สร้างสิ่งใดขึ้นมาจากคุณ จนกว่าคุณจะไม่มีสิ่งใดเหลือเลย

คุณเคยยอมรับหรือยังว่าเป็นคนบาปหลงหายในสายพระเนตรพระเจ้า? คุณไม่มีสิ่งใดมอบถวายพระองค์ได้?

พี่น้องครับ ถ้าคุณคิดว่าคุณสามารถเข้าสวรรค์ได้โดยทางอื่น คุณก็พลาดไปอย่างมหันต์ คุณไม่รู้เรื่องความบริสุทธิ์ของพระเจ้า และความบาปของตัวคุณเลย

 โดย: Pastor Adrian Rogers

Daily devotional

Love worth finding ministries: www.lwf.org

 

 Posted by at 12:00 am
ม.ค. 222013
 

“… จงสะสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตนในสวรรค์ที่ซึ่งแมลงและสนิมไม่อาจทำลายได้ และที่ซึ่งโจรไม่อาจงัดแงะเข้าไปขโมยได้” (มัทธิว 6:20)  

ผมอยากจะถามคำถามที่จริงจังกับคุณสักข้อ – นานแค่ไหนแล้วที่คุณคิดจริงจังว่าจะถวายเหตุเพราะพระเยซูคริสต์? คนส่วนใหญ่ที่ผมคุยด้วยแทบไม่มีใครคิดถึงเลย ถ้าพวกเขาจะถวายทรัพย์ ก็ถวายตรงตามเปอร์เซ็นต์ที่ต้องทำ หรือถวายเงินที่เหลือใช้ในวันนั้นให้พระองค์

แต่พระเจ้าต้องการให้คุณคิดเรื่องการถวาย  ไม่ใช่แค่ให้ไป สำหรับหลายคนมีโอกาสถวายเพราะต้องถวายสิบลด แต่ก็มีหลายคนได้รับพระพรด้านการเงิน และสามารถถวายได้มากกว่าสิบเปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม “ทุกคนจงให้ตามที่เขาได้คิดหมายไว้ในใจ มิใช่ให้ด้วยนึกเสียดาย มิใช่ให้ด้วยการฝืนใจ เพราะว่าพระเจ้าทรงรักคนนั้นที่ให้ด้วยใจยินดี” (2 โครินธ์ 9:7) ไม่ใช่เรื่องจำเจ … แต่เป็นสิทธิพิเศษที่มีส่วนได้รับใช้ในพันธกิจของพระเจ้า

ยิ่งคุณมีมากเท่าไร ในที่สุดก็จะสูญไปเท่านั้น แต่เมื่อคุณถวายให้พระเจ้า คุณก็กำลังลงทุนในนิรันดร และกำลังสะสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ ดังนั้นจงให้ด้วยใจยินดีและกว้างขวาง ด้วยรู้ว่าที่คุณถวายไปนั้นมีค่านิรันดร์กาล

จงให้ด้วยใจยินดีและกว้างขวาง สะสมทรัพย์สมบัตินิรันดร์ไว้ในสวรรค์ – ไม่ใช่สะสมแต่ทรัพย์สินในโลก

โดย: Pastor Jack Graham

Jack Graham Power Point Ministry: www.powerpoint.org

 

 Posted by at 12:00 am
ม.ค. 212013
 

เมื่อพระองค์ทรงรับหนังสือนั้นแล้ว สัตว์ทั้งสี่กับผู้อาวุโสยี่สิบสี่คนนั้น ก็ทรุดตัวลงถวายบังคมพระเมษโปดก ทุกคนถือพิณและถือขันทองคำบรรจุเครื่องหอม ซึ่งเป็นคำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งปวง (วิวรณ์ 5:8)

มีบางเวลาที่ชีวิตดูไม่ยุติธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีเหตุผล แล้วเราก็สงสัยว่าทำไมพระเจ้าไม่ตอบคำอธิษฐานของเรา

แต่พระเจ้าจะตอบคำอธิษฐานคุณ – ในแบบของพระองค์ เพื่อพระสิริของพระองค์ ในเวลาของพระองค์

วิวรณ์  5:8 ให้รายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับสวรรค์  “ผู้อาวุโสยี่สิบสี่คนนั้น ก็ทรุดตัวลงถวายบังคมพระเมษโปดก ทุกคนถือพิณและถือขันทองคำบรรจุเครื่องหอม ซึ่งเป็นคำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งปวง” เมื่อเราอยู่ในสวรรค์และยืนต่อหน้าพระบัลลังก์พระเจ้า และเมื่อขันทองคำที่เต็มด้วยคำอธิษฐานถูกนำมาต่อหน้าเรา เราจะรู้ได้ว่าพระเจ้าได้ยินทุกคำอธิษฐานเล็กๆของเรา และผมคิดว่าเราจะเข้าใจว่าคำตอบของพระองค์นั้นดีกว่าสิ่งที่เรากำลังขออยู่ในตอนนี้

เราจะตระหนักได้ว่าพระเจ้าเข้าไปควบคุมบางสิ่งที่เราทูลขอเพราะที่เราขอนั้นมันไม่ใช่สิ่งดีที่สุด ที่ทุกวันนี้เราไม่ตระหนักคือความยากลำบากและโศกนาฏกรรม เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ที่สุดแล้วจะนำเราไปสู่อีกเหตุการณ์ ที่อาจช่วยผู้อื่น หรือก่อให้เกิดผลกระทบในเหตุการณ์นั้นๆ

มันเป็นเหมือนห่วงลูกโซ่ยาวๆที่ส่งต่อและก่อให้เกิดบางสิ่งระหว่างทาง และสิ่งเหล่านั้นเป็นไปเพื่อพระสิริของพระเจ้า ดังนั้นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น หรือสถานการณ์ที่เราไม่อยากเผชิญหน้า จำต้องเกิดขึ้นเพื่อส่งต่อไปเกิดเป็นสิ่งใหม่ที่ใช้เพื่อถวายพระสิริแด่พระเจ้าได้ ในระหว่างนั้นคุณจำต้องวางใจในพระเจ้า ยอมรับว่าทุกสิ่งจะเปิดเผยให้เรารู้ในสวรรค์เมื่อเรายืนอยู่จำเพาะพระพักตร์พระองค์

คำอธิษฐานบางคำได้รับคำตอบในทันที แต่บางเรื่องจะถูกเก็บไว้ในห้องเก็บของบนสวรรค์เพื่อจะเปิดออกเป็นคำตอบให้เราเมื่อถึงเวลา

พระเจ้าไม่เพียงแต่เก็บน้ำตาของเราไว้ในขวด (ดูสดุดี  56:8) แต่พระองค์ยังเก็บคำอธิษฐานของเราไว้ในขันทองคำ พระองค์ไม่เคยโยนคำอธิษฐานของเราทิ้ง แต่ทรงเก็บรักษาไว้ให้เราครับ

โดย: Pastor Greg Laurie

อนุญาตโดย  Harvest Ministries with Greg Laurie

PO Box 4000,Riverside,CA92514

 

 

 Posted by at 12:00 am
ม.ค. 182013
 

ท่านทั้งหลายจงจำพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ให้กำลังแก่ท่านที่จะได้  ทรัพย์สมบัตินี้  เพื่อว่าพระองค์จะทรงดำรงพันธสัญญาซึ่งพระองค์ทรง กระทำโดยปฏิญาณต่อบรรพบุรุษของท่าน ดังวันนี้ (เฉลยธรรมบัญญัติ 8:18)

ทำไมพระเจ้าอนุญาตให้ชีวิตเราต้องมีความลำบาก? ทำไมทรงปล่อยให้เราต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก?

ผมเชื่อว่า หนึ่งในพระประสงค์คือเพื่อให้เราถ่อมใจ ความมั่งคั่ง และความสำเร็จบางครั้งอาจทำให้เราภูมิใจและคิดว่าตัวเองเก่ง คิดว่าไม่จำเป็นต้องมีพระเจ้า  เพราะมีรายได้ มีการลงทุนที่ดี สุขภาพดี มีครอบครัว และงานรับใช้ของเราก็เกิดผล

แต่เมื่อเศรษฐกิจถดถอย ตลาดหุ้นดิ่งลง หรือบ้านไฟใหม้  เราจะหันมาหาพระเจ้า และได้รับการย้ำเตือนว่าจริงๆแล้วอะไรคือสิ่งสำคัญ

ก่อนที่คนอิสราเอลจะเข้าสู่ดินแดนพันธสัญญา พระเจ้าทรงเตือนพวกเขา

“ท่านทั้งหลายจงระวังตัวอย่าลืมพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ด้วยไม่รักษาพระบัญญัติและกฎหมายและกฎเกณฑ์ของพระองค์ ซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านในวันนี้ เกรงว่า เมื่อท่านได้รับประทานอิ่มหนำ ได้สร้างบ้านเรือนดีๆ และได้อาศัยอยู่ในนั้น และเมื่อฝูงวัวและฝูงแพะแกะของท่านทวีขึ้น มีเงินทองมากขึ้น และบรรดาซึ่งท่านมีอยู่ก็ทวีขึ้น จิตใจของท่านทั้งหลายจะผยองขึ้น และท่านทั้งหลายก็ลืมพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทั้งหลายผู้ทรงนำท่านทั้งหลาย ออกจากแผ่นดินอียิปต์ ออกจากแดนทาส” (เฉลยธรรมบัญญัติ 8:11−14)

ผมคิดว่าเราควรอธิษฐานขอความสำเร็จในสิ่งที่เราทำ แต่ผมยังคิดว่าน่าจะพูดด้วยว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอให้น้ำพระทัยพระองค์สำเร็จลง” บางครั้งพระเจ้าไม่ปล่อยให้เราได้รับความสำเร็จจากความพยายามของเราเอง

เป็นการดีกว่าที่จะพลาดและหันกลับมาหาพระเจ้า แทนที่จะประสบความสำเร็จแล้วลืมพระองค์ ไม่ได้หมายความว่าเราจะพลาดเสมอไป แต่ประตูสู่ความสำเร็จบ่อยครั้งต้องเดินผ่านห้องโถงแห่งความผิดหวังเสียก่อน และความผิดพลาดก็มีที่ของมัน คืออยู่ในกระบวนการของการเรียนรู้

บางครั้งพระเจ้าอนุญาตให้เราล้มเหลว หรือประสบกับความทุกข์ยากเพื่อให้เราเรียนรู้ถึงการวางใจในพระองค์

โดย: Pastor Greg Laurie

อนุญาตโดย  Harvest Ministries with Greg Laurie

PO Box 4000,Riverside,CA92514

 

 

 Posted by at 12:00 am
ม.ค. 172013
 

ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ที่ทรงเรียกท่านก็เพื่อให้มีเสรีภาพ อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางที่จะปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง  แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด เพราะว่าธรรมบัญญัติทั้งสิ้นนั้นสรุปได้เป็นคำเดียว คือว่า จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง (กาลาเทีย 5:13−14)

ชายชราคนหนึ่งต้องนั่งรถเมล์หนึ่งชั่วโมงทุกวันอาทิตย์เพื่อไปโบสถ์เล็กๆที่อยู่อีกด้านของเมืองไกลออกไป ทุกเช้าวันอาทิตย์เมื่อชายชราก้าวขึ้นรถ ทักทายคนขับ จ่ายค่าโดยสาร แล้วไปหาที่นั่ง

อยู่มาอาทิตย์หนึ่ง ขณะกำลังขึ้นรถ คนขับรถถามขึ้นมาว่า “คุณตาครับ รถคันนี้ผ่านโบสถ์อย่างน้อยเป็นสิบแห่งกว่าจะถึงโบสถ์ของคุณตา ทำไมไม่ไปโบสถ์ที่อยู่ใกล้ๆบ้าน จะได้ไม่ต้องเสียเวลาและค่ารถล่ะครับ?”

ชายชราท่านนั้นหยุดคิดก่อนที่จะตอบคนขับรถไปว่า “เพราะผมรักโบสถ์ของผมครับ”

คริสตจักรของพระเจ้าควรเป็นอู่ข้าวอู่น้ำแห่งความรัก ควรเป็นสถานที่ๆเราต้อนรับคนบาป คนที่บาดเจ็บมา ควรเป็นที่ๆเราอ้าแขนต้อนรับผู้อ่อนล้าและหิวโหย ควรเป็นเหมือนแสงที่ส่องออกจากประภาคารในวันที่พายุแห่งชีวิตถาโถม เป็นที่ๆหลายคนได้เข้ามาพักสงบ

ขอให้คริสตจักรของคุณเป็นคริสเตจักรที่สำแดงความรักของพระคริสต์ออกไปสู่ผู้อื่น นี่คือภาระสำคัญสูงสุดของชีวิตคริสเตียน รักและนำผู้คนเข้ามาสู่อาณาจักรของพระเจ้า

จงเป็นแสงสว่างของโลกนี้โดยใช้ความรักนำคนมาถึงอาณาจักรของพระเจ้า

โดย: Pastor Jack Graham

Jack Graham Power Point Ministry: www.powerpoint.org

 Posted by at 12:00 am
ม.ค. 152013
 

เวลาเช้าเจ้าจงหว่านพืชของเจ้าและพอ เวลาเย็นก็อย่าหดมือของเจ้าเสีย เพราะเจ้าหาทราบไม่ว่าการไหนจะเจริญ การนี้หรือการนั้น  หรือการทั้งสองจะเจริญดีเหมือนกัน (ปัญญาจารย์ 11:6)

เซาโลที่ต่อมากลายเป็นอัครทูตเปาโล ทำงานให้กับแผ่นดินของพระเจ้าตั้งแต่ท่านยังไม่ได้เหยียบเข้าไปที่นั่นด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะท่านที่คอยข่มเหงคริสตจักร ผมคิดว่าคริสเตียนในศตวรรษที่หนึ่งอาจพอใจแค่รวมตัวกันอยู่ในเยรูซาเล็ม ไม่คิดจะย้ายไปไหน

ครับเป็นสิ่งที่ดี พระเจ้าทรงอวยพระพร มีผู้เชื่อเกิดขึ้นรอบๆตัว ใครเล่าอยากจะจากเมืองนี้ไป? แต่เมื่อถูกเซาโลข่มเหง พวกคริสเตียนต่างต้องกระจัดกระจายไป เมื่อเป็นเช่นนั้น ที่พวกเขานำติดตัวไปทั่วโลกคือข่าวประเสริฐแห่งพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์

ผมคิดว่าบุคคลที่สร้างผลกระทบยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทำให้เซาโลกลับใจคือสเทเฟน ผู้พลีชีพคนแรกของคริสตจักร ผมเชื่อว่าเมื่อท่านเป็นพยานอย่างเข้มแข็งกล้าหาญ มันเหมือนกับสาดน้ำมันเข้าไปในกองเพลิงของเซาโล เพราะท่านกำลังถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์กระตุ้นความรู้สึกผิด แม้สเทเฟนมีช่วงเวลาน้อยนิดในการรับใช้ ไม่เคยเขียนหนังสือในพระคัมภีร์ใหม่สักเล่ม แต่สิ่งที่ท่านทำเป็นพยานจนเซาโลแห่งทาร์ซัสกลับใจ ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก

คุณอาจไปไม่ถึงคนเป็นล้าน ไม่ถึงพัน ไม่ถึงร้อย แต่คุณอาจเป็นคนที่พระเจ้าใช้ไปหาบางคนที่ต่อมาเขาจะทำสิ่งยิ่งใหญ่ หรือคว่ำโลกเพื่อพระเจ้าได้ หรืออาจเป็นเด็กที่คุณเลี้ยงดูให้อยู่ในทางของพระเจ้า แต่แล้ววันหนึ่งมีโอกาสได้ไปพบ ได้คุยเรื่องพระเจ้ากับใครบางคนเช่นเซาโล ดังนั้นจงจำไว้ – มันยังไม่จบ จนกว่าจะถึงตอนจบ

เราต้องสัตย์ซื่อในการหว่านเมล็ดพันธ์แห่งพระวจนะ เราไม่รู้ว่าต้นไม้นั้นจะไปโตขึ้นที่ไหน … ในชีวิตนี้  หรือในยุคต่อไป… หรือต่อๆไปครับ

โดย: Pastor Greg Laurie

อนุญาตโดย  Harvest Ministries with Greg Laurie

PO Box 4000,Riverside,CA92514

 Posted by at 10:13 pm
ม.ค. 152013
 

“ซีโมนเปโตรทูลตอบพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า พวกข้าพระองค์จะจากไปหาผู้ใดเล่า พระองค์มีถ้อยคำซึ่งให้มีชีวิตนิรันดร์ และข้าพระองค์ทั้งหลายก็เชื่อ และมาทราบแล้วว่า พระองค์ทรงเป็นองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า” (ยอห์น 6:68-69)

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมคริสเตียนจึงถูกข่มเหงในสมัยโรมันปกครอง? พวกโรมันไม่ได้ข่มเหงคนที่นับถือศาสนาอื่น ข่มเหงแต่พวกคริสเตียนเท่านั้น ทำไมพวกเขาถึงเลือกเฉพาะคริสเตียน? เพราะคริสเตียนประกาศว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และไม่ใช่ซีซ่าร์

ชาวโรมันเป็นชาติที่นับถือพหุเทวนิยม (เชื่อว่าโลกนี้มีพระ มีเทพ และมีเจ้าหลายองค์) – มีการสร้างปูชนียสถาน ให้เป็นสถานนมัสการของเทพต่างๆของยุคโรมันโบราณที่พวกเขานมัสการ และเมื่อปราบปรามประชาชนสำเร็จ พวกเขาอนุญาตให้มีการนมัสการเทพต่างๆได้ – ด้วยเงื่อนไขว่า – พวกเขาต้องจำไว้ว่าซีซ่าร์นั้นคือพระเจ้า

ขณะที่โลกกำลังประสานความรู้ และปรัชญาต่างๆเข้าด้วยกันมากขึ้นเพื่อมุ่งสู่ความเป็น “โลกเดียวกัน” หญิงหรือชายที่พูดว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าแท้เพียงพระองค์เดียวจะถูกข่มเหง คุณยังจะยืนหยัดและประกาศพระเยซูว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าหรือไม่ในทุกๆสถานการณ์?

Pastor  Adrian Rogers

Daily Devotional

Love worth finding ministries: www.lwf.org

 Posted by at 10:10 pm