ป้าการ์ฟิลด์

ส.ค. 172018
 

เล่นเล็ก จบใหญ่

เราทุกคนล้วนพลั้งพลาดในหลายๆ ทาง ผู้ที่ไม่เคยทำผิดทางวาจาก็เป็นคนดีเพียบพร้อม สามารถควบคุมร่างกายทั้งหมดของตนได้ (ยากอบ 3:2 TNCV)

เหตุการณ์ล่องเรือสุดหรูกลางทะเลของกลุ่มเพื่อนเก่า กลับกลายเป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจลืมได้ พวกเขากระโดดลงไปว่ายน้ำเล่นกลางทะเลโดยลืมหย่อนบันไดข้างเรือลงไป และเรือก็สูงเกินกว่าจะปีนกลับขึ้นไปได้ พวกเขาจึงต้องลอยคอกลางทะเลลึกห่างจากฝั่งหลายไมล์

ยิ่งไปกว่านั้นหญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มยังมีอาการวิตกเกินขีด ต้องกดประสาทตัวเองกับความจริงว่าลูกสาวทารกของตัวเองถูกทิ้งอยู่บนเรือเพียงลำพัง เมื่อความกดดันเพิ่มขึ้น เพื่อนๆกลุ่มนี้ก็เริ่มทะเลาะกัน และไม่นานก็ล้ากับการพยุงตัวให้ลอยอยู่บนผืนน้ำ ยิ่งพยายามปีนขึ้นเรือเท่าไร ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นความน่าสะพรึง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง เพราะลืมคิดเรื่องหย่อนบันไดลงไปก่อนเล่นน้ำ คำพูดของเราก็เช่นกัน แม้จะเป็นคำพูดเพียงสองสามคำ หากไม่คิดก่อนพูดก็จะก่อปัญหาใหญ่หลวงเกินกว่าจะรับมือได้

อ่านข้อพระคัมภีร์: ยากอบ 3:1-8

  1. พระคัมภีร์เปรียบลิ้นเหมือนกับอะไรบ้าง? มี 3 สิ่ง
  2. เราควรมีท่าทีต่อคนอื่นและต่อตนเองที่ทำ “ผิดพลาด (ทางคำพูด)” อย่างไร? (ข้อ 2)
  3. คนที่สามารถควบคุมลิ้นของตนเองได้ ผลที่เขาควรได้รับคืออะไรบ้าง?

เรารู้ว่าคำพูดของคนนั้นมีพลังที่เปลี่ยนแปลงและควบคุมสถานการณ์ไปในทิศทางใดก็ได้ พระธรรมสุภาษิต 15:1, 4 เตือนใจเราว่า

“คำตอบนุ่มนวลช่วยละลายความโกรธเกรี้ยวให้หายไป แต่คำกักขฬะเร้าโทสะ…ลิ้นที่ปลอบโยนเป็นต้นไม้แห่งชีวิต แต่ลิ้นตลบตะแลงทำให้จิตใจแตกสลาย”

ฉะนั้นเราจึงต้องคอยควบคุมลิ้น อย่าให้สถานการณ์ควบคุมลิ้นของเราได้ ให้ความตั้งใจของตัวเองและพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในเรา สอนให้พูดในสิ่งที่เหมาะสม คำพูดที่น่าฟังไม่กี่คำก็เป็นพลังเปลี่ยนชีวิตและสถานการณ์ให้บางคนได้ เล่นไม่ต้องใหญ่ แต่จบใหญ่แน่นอน

 

บทเผ้าเดี่ยวโดยทีม Vitamin CJ

(Cr.ภาพ RCEM learning)

ส.ค. 162018
 

พูดทำไม?

บุคคลที่ยับยั้งถ้อยคำของเขาเป็นคนมีความรู้ และบุคคลผู้มีจิตใจเยือกเย็นเป็นคนมีความเข้าใจ แม้คนโง่หากนิ่งเสียก็นับว่ามีปัญญา เมื่อเขาปิดปากของตนก็นับว่ามีความคิด (สุภาษิต 17:27-28 THSV11)
 
หงส์สองตัวชวนเต่าไปเที่ยวถ้ำทอง โดยที่หงส์ทั้งสองจะใช้เล็บเท้ากุมปลายไม้ทั้งสองข้างไว้ แล้วให้เต่าใช้ปากคาบไม้อยู่ตรงกลาง
 
ระหว่างที่พวกมันกำลังบินพาเต่าไป มันได้กำชับเต่าว่า “ให้อดทน อย่าพูดอะไรออกมา เพราะถ้าแกพูด แกจะตกลงไปตายแน่นอน” เต่าก็รับปากหงส์เป็นอย่างดี แต่เมื่อไปถึงที่แห่งหนึ่ง มีคนเห็นการกระทำของหงส์ คนเหล่านั้นก็ร้องบอกกันต่อๆไปว่า “เฮ้ พวกเรา มาดูหงส์หามเต่าสิ”
 
ทันทีที่เต่าได้ยินก็เกิดความไม่พอใจ มันจึงเปิดปากร้องโอ้อวดไปว่า “ข้าต่างหากเล่าที่เป็นผู้หามหงส์สองตัวนี้” พูดยังไม่ทันจบ มันก็ร่วงตกลงไปที่พื้นเบื้องล่าง กระดองแตกตาย
 

จากข้อพระคัมภีร์: สุภาษิต 17:27-28

1. บุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจ พระคัมภีร์บอกว่าคนนั้นมีลักษณะใด? (ข้อ 27)

2. คนที่ยับยั้งปากจากสิ่งที่ต้องการพูด เป็นคนที่มีลักษณะใด? (ข้อ 28)

3. คุณได้เรียนรู้ผลเสียอะไรจากสิ่งที่ได้พลั้งปากไป?

4. หากย้อนเวลากลับไปได้ ในวันที่คุณหลุดคำพูดบางอย่างไป คุณจะเลือกทำสิ่งใดก่อนที่จะเผลอหลุดปากไป?

ประสบการณ์ที่ผ่านมาสามารถเป็นบทเรียนให้แก่เราเป็นอย่างดี อาจไม่จำเป็นต้องพูดทุกสิ่งที่เราอยากพูด บางเรื่องที่พูดใช่ว่าเราจะรู้ทั้งหมด และการที่ไม่พูดก็ใช่ว่าเราจะไม่รู้

ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับกาลเทศะที่เราควรทำความเข้าใจและฝึกฝน อย่าให้เราเป็นเหมือนเต่าที่พูดออกมาไม่ถูกที่ถูกเวลา ไม่ว่าใครจะพูดอะไร เราจะสามารถยับยั้งถ้อยคำของเราและนิ่งเฉยได้ พระวจนะของพระเจ้าพูดถึงคนเช่นนี้ว่าเป็น “คนที่มีปัญญา”

ดังนั้น ถ้าไม่จำเป็นต้องพูด ขอให้นิ่งเสีย เพราะพูดไปมีแต่เสียและเสีย ไม่พูดเสียเลยจะดีกว่า! 

 

บทเฝ้าเดี่ยวจากทีม Vitamin CJ

(Cr.ภาพ Jyls Passion)

ส.ค. 152018
 

คำเทศนาของสเทเฟน (1)

พระธรรม        กิจการ   7:1-29

อ้างอิง             ปฐก.11:31;12:1-7;13:15-18;15:13-15;17:8-14;21:2-4;23:3-16;25:26;29:31-35:18;37:28;

                        39:2,21;41:39-41;42:1-2;45:1-18;146:1-7;49:33;50:7-13;ยชว.24:32;อพย.1:7-2:2-15

บทนำ              ชีวิตของคนเราอาจพลิกผันได้ในชั่วเวลาสั้น ๆ เมื่อพระเจ้าทรงเรียกเขา หรือเมื่อเขาประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน (ตามแผนการของพระเจ้า)

                        ชีวิตของคุณเคยประสบกับเรื่องไม่คาดคิด หรือไม่คาดฝันที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณมาบ้างหรือไม่?

บทเรียน

7:1 “มหาปุโรหิตจึงถามว่า “เรื่องนี้จริงหรือ?” 

      (And the high priest said, “Are these things so?” )

7:2 “สเทเฟนจึงตอบว่า “นี่แน่ะ ท่านพี่น้องและพวกท่านที่เป็นผู้ใหญ่ ขอฟังเถิด พระเจ้าผู้เต็มด้วยพระสิริทรงปรากฏแก่อับราฮัมบิดาของเรา เมื่อท่านยังอยู่ในประเทศเมโสโปเตเมีย ก่อนไปอาศัยอยู่ในเมืองฮาราน” 

     (And Stephen said: “Brothers and fathers, hear me. The God of glory appeared to our father Abraham when he was in Mesopotamia, before he lived in Haran)

7:3 “และตรัสกับท่านว่า ‘เจ้าจงออกจากเมืองและญาติพี่น้องของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะสำแดงให้เจ้า’”  

    (and said to him, ‘Go out from your land and from your kindred and go into the land that I will show you.)

7:4 “อับราฮัมจึงออกจากแผ่นดินของชาวเคลเดียไปอาศัยอยู่ที่เมืองฮาราน หลังจากบิดาของท่านเสียชีวิตแล้ว พระองค์ทรงให้ท่านออกจากที่นั่นมาอยู่ในแผ่นดินที่ท่านทั้งหลายอาศัยอยู่ทุกวันนี้”

     (Then he went out from the land of the Chaldeans and lived in Haran. And after his father died, God removed him from there into this land in which you are now living. )

7:5 “แต่พระองค์ไม่ทรงโปรดให้อับราฮัมมีมรดกในแผ่นดิน ไม่ให้มีแม้แต่ขนาดเท่าฝ่าเท้า และขณะเมื่อท่านยังไม่มีบุตร พระองค์ทรงสัญญาไว้ว่า จะให้แผ่นดินนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของท่านและเชื้อสายของท่าน”

    (Yet he gave him no inheritance in it, not even a foot’s length, but promised to give it to him as a possession and to his offspring after him, though he had no child.) 

7:6 “พระเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า เชื้อสายของท่านจะไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ และคนในประเทศนั้นจะเอาพวกเขาเป็นทาส และจะข่มเหงพวกเขานานถึงสี่ร้อยปี” 

    (And God spoke to this effect—that his offspring would be sojourners in a land belonging to others, who would enslave them and afflict them four hundred years.)

7:7 “แล้วพระเจ้าตรัสว่า‘และประเทศที่พวกเขาปรนนิบัติอยู่นั้น เราจะพิพากษาหลังจากนั้นพวกเขาจะออกมาและปรนนิบัติเรา ณ สถานที่นี้’ 

     (‘But I will judge the nation that they serve,’ said God, ‘and after that they shall come out and worship me in this place.’) 

7:8 “พระเจ้าจึงประทานพันธสัญญาแห่งการเข้าสุหนัต แก่ท่าน เพราะฉะนั้นเมื่ออับราฮัมมีบุตรชื่ออิสอัค จึงให้เข้าสุหนัตในวันที่แปด อิสอัคมีบุตรชื่อยาโคบ และยาโคบมีบุตรสิบสองคนซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเรา”

     (And he gave him the covenant of circumcision. And so Abraham became the father of Isaac, and circumcised him on the eighth day, and Isaac became the father of Jacob, and Jacob of the twelve patriarchs.)

7:9 “และบรรพบุรุษเหล่านั้นอิจฉาโยเซฟ จึงขายเขาไปยังประเทศอียิปต์ แต่พระเจ้าสถิตกับโยเซฟ” 

     (“And the patriarchs, jealous of Joseph, sold him into Egypt; but God was with him)

7:10 “ทรงช่วยให้พ้นจากความทุกข์ลำบากทั้งสิ้น ทรงให้มีความชอบและมีสติปัญญาเฉพาะพระพักตร์ฟาโรห์กษัตริย์ของประเทศอียิปต์ฟาโรห์จึงตั้งโยเซฟให้ดูแลประเทศอียิปต์และทุกอย่างในพระราชสำนักของพระองค์” 

     (and rescued him out of all his afflictions and gave him favor and wisdom before Pharaoh, king of Egypt, who made him ruler over Egypt and over all his household. )

7:11 “ต่อมาเกิดการกันดารอาหารทั่วแผ่นดินอียิปต์และแผ่นดินคานาอัน และมีความลำบากมาก บรรพบุรุษของเราจึงไม่มีอาหาร” 

     (Now there came a famine throughout all Egypt and Canaan, and great affliction, and our fathers could find no food.) 

7:12 “ยาโคบเมื่อได้ยินว่ามีข้าวอยู่ในประเทศอียิปต์ จึงใช้บรรพบุรุษของเราไปเป็นครั้งที่หนึ่ง” 

     (But when Jacob heard that there was grain in Egypt, he sent out our fathers on their first visit.) 

7:13 “พอครั้งที่สองโยเซฟแสดงตัวให้พี่น้องรู้ และฟาโรห์ก็ทรงรู้จักญาติของโยเซฟด้วย”

     (And on the second visit Joseph made himself known to his brothers, and Joseph’s family became known to Pharaoh.)

7:14 “โยเซฟจึงเชิญยาโคบบิดา กับบรรดาญาติของตนเจ็ดสิบห้าคนให้มาหา”

     (And Joseph sent and summoned Jacob his father and all his kindred, seventy-five persons in all. )

7:15 “ยาโคบจึงลงไปที่ประเทศอียิปต์และท่านกับบรรพบุรุษของเราก็เสียชีวิตที่นั่น” 

       (And Jacob went down into Egypt, and he died, he and our fathers, )

7:16 “พวกเขาจึงนำศพไปฝังไว้ในเมืองเชเคม ในอุโมงค์ที่อับราฮัมเอาเงินจำนวนหนึ่งซื้อจากบุตรของฮาโมร์ในเชเคม”

      (and they were carried back to Shechem and laid in the tomb that Abraham had bought for a sum of silver from the sons of Hamor in Shechem.)

7:17 “แต่เมื่อใกล้จะถึงเวลาตามพระสัญญาที่พระเจ้าตรัสไว้กับอับราฮัม ชนชาติอิสราเอลได้ทวีจำนวนมากขึ้นในประเทศอียิปต์”

     (“But as the time of the promise drew near, which God had granted to Abraham, the people increased and multiplied in Egypt )

7:18 “จนกระทั่งกษัตริย์องค์หนึ่งซึ่งไม่รู้จักโยเซฟได้ขึ้นครองราชย์สมบัติในประเทศอียิปต์”

     (until there arose over Egypt another king who did not know Joseph. )

7:19 “กษัตริย์องค์นั้นทรงออกอุบายจัดการกับชนชาติของเรา ทรงข่มเหงบรรพบุรุษของเรา ทรงบังคับให้ทิ้งลูกอ่อนของพวกเขาเพื่อไม่ให้รอดชีวิต” 

     (He dealt shrewdly with our race and forced our fathers to expose their infants, so that they would not be kept alive. )

7:20 “เป็นเวลาเดียวกับที่โมเสสเกิดมา มีรูปร่างงดงามเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เขาจึงถูกเลี้ยงไว้ในบ้านบิดาจนครบสามเดือน” 

     (At this time Moses was born; and he was beautiful in God’s sight. And he was brought up for three months in his father’s house,) 

7:21 “แต่หลังจากถูกทิ้งไว้นอกบ้านแล้ว ราชธิดาของฟาโรห์ก็รับมาเลี้ยงเสมือนเป็นบุตรของตน” 

     (and when he was exposed, Pharaoh’s daughter adopted him and brought him up as her own son.) 

7:22 “โมเสสจึงได้รับการสอนในเรื่องวิชาการทุกอย่างของชาวอียิปต์ มีสมรรถภาพในการพูดและในกิจการต่าง ๆ”

     (And Moses was instructed in all the wisdom of the Egyptians, and he was mighty in his words and deeds.)

7:23 “เมื่อโมเสสมีอายุย่างเข้าสี่สิบปี ก็นึกอยากไปเยี่ยมญาติพี่น้องของตนคือชนชาติอิสราเอล” 

     (“When he was forty years old, it came into his heart to visit his brothers, the children of Israel.)

7:24 “เมื่อท่านเห็นคนหนึ่งถูกข่มเหง จึงเข้าไปช่วยโดยฆ่าชาวอียิปต์ซึ่งเป็นผู้ข่มเหงนั้นเพื่อแก้แค้น”

      (And seeing one of them being wronged, he defended the oppressed man and avenged him by striking down the Egyptian.) 

7:25 “เพราะคิดว่าญาติพี่น้องคงเข้าใจดีว่า พระเจ้าจะทรงช่วยพวกเขาให้รอดด้วยมือของตน แต่พวกเขาไม่เข้าใจอย่างนั้น”

     (He supposed that his brothers would understand that God was giving them salvation by his hand, but they did not understand.)

7:26 “วันรุ่งขึ้นโมเสสเข้ามาพบเขาทั้งสองขณะวิวาทกัน ก็อยากให้เขาทั้งสองกลับคืนดีกัน จึงกล่าวว่า ‘เพื่อนเอ๋ยพวกท่านเป็นพี่น้องกัน ทำไมถึงทำร้ายกัน?’ 

    (And on the following day he appeared to them as they were quarreling and tried to reconcile them, saying, ‘Men, you are brothers. Why do you wrong each other?’ )

7:27 “คนที่ข่มเหงเพื่อนก็ผลักโมเสสออกไป และกล่าวว่า ‘ใครตั้งเจ้าให้เป็นผู้ครอบครองและผู้พิพากษาของเรา?” 

    (But the man who was wronging his neighbor thrust him aside, saying, ‘Who made you a ruler and a judge over us? )

7:28 “เจ้าจะฆ่าข้าเหมือนกับที่ฆ่าชาวอียิปต์เมื่อวานนี้หรือ?’”

     (Do you want to kill me as you killed the Egyptian yesterday?’ )

7:29 “เมื่อโมเสสได้ยินคำพูดนั้น จึงหนีไปอาศัยอยู่ที่แผ่นดินมีเดียนและมีบุตรสองคนที่นั่น”

     (At this retort Moses fled and became an exile in the land of Midian, where he became the father of two sons.)

ข้อมูลมีประโยชน์

7:1       “มหาปุโรหิต” (  the high priest  ) = อาจเป็นคายาฟาส (มธ.26:57-66) ปท.กจ.4:6;ยน.18:19,24

            “เรื่องนี้จริงหรือ?” (Are these things so            ) =  “จริงตามคำฟ้องร้องนี้” -6:11,13

7:2-53  = ผู้เขียนให้ความสำคัญกับเนื้อหาคำพูดหรือคำเทศนาของสเทเฟนมาก เพราะเป็นการพูดอย่างกว้างๆ ไม่ใช่แค่เป็นคำแก้ต่างส่วนตัวของสเทเฟนต่อคนที่กล่าวหาท่านเท่านั้น (ข.51-52) แต่คำเทศนาของสเทเฟนนี้ เป็นการหักล้าง(โค่นล้ม)ที่โจมตีรากฐานของศาสนายิว โดยยกเรื่องความล้มเหลวในประวัติศาสตร์ขึ้นมาอ้างถึง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเสาหลัก 3 ประการที่ยิวเคร่งครัด

  1. ดินแดน (ข.2-36)
  2. บัญญัติ (ข.37-43)
  3. วิหาร (ข.44-50)

และจบลงด้วยการตำหนิผู้ที่มุ่งกล่าวโทษสเทเฟน (ข.57-52)

-คำกล่าวของสเทเฟนนี้ได้แยกศาสนายิวกับศาสนาคริสต์ออกจากกันอย่างเด็ดขาด และชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างความเชื่อเก่าและความเชื่อใหม่ (ที่ปรากฏในจดหมายฝากของ อ.เปาโล และผู้เขียน      พระธรรมฮีบรูในเวลาต่อมา)

7:2       “อับราฮัม…เมโสโปเตเมีย..ฮาราน” (Abraham … Mesopotamia, … Haran) = พระเจ้าเรียกอับราฮัมตั้งแต่อยู่ที่เมืองเออร์ ไม่ใช่ที่ฮาราน (ปท.ปฐก.12:1;15:7;นหม.9:7) และเรียกซ้ำอีกครั้งที่ ฮาราน(ยรม.15:19-21)

7:4       “แผ่นดินของชาวเคลเดีย” (the land of the Chaldeans) = แขวงหนึ่งทางใต้ของบาบิโลน ต่อมาใช้ชื่อนี้หมายถึงดินแดนบาบิโลนทั้งหมด

            “หลังจากบิดาของท่านเสียชีวิตแล้ว” (after his father died) ปฐก.11:26

            =บิดาของอับราฮัมคือ เทราห์ ซึ่งมีบุตร 3 คนคือ อับราฮัม ,นาโฮร์ และฮาราน  (ปฐก.11:26-12:1)

            -ฮารานอาจเป็นบุตรคนโตและอับราฮัมเกิดหลังจากนั้นอีก 60 ปี ดังนั้น เทราห์สิ้นชีวิตเมื่ออายุ 205 ปี        ไม่นานก่อนที่อับราฮัมจะเดินทางออกจากฮาราน ขณะเมื่อมีอายุ 75 ปี

7:6       “สี่ร้อยปี” (four hundred years  ) = เป็นตัวเลขกลม ๆ  ที่กล่าวถึงช่วงเวลาที่อิสราเอลอยู่ในอียิปต์        (อพย.12:40-41- ให้ตัวเลขว่า 430 ปี) ปท.ปฐก.15:16

            -ใน อพยพ 6:16-20 บ่งบอกว่า โมเสสเป็นรุ่นเหลนโหลนของเลวี บุตรของยาโคบ และเป็นพี่น้องของโยเซฟ

            = ทำให้ตั้งแต่เลวีถึงโมเสสนับได้ 4 ชั่วอายุคน ชั่วอายุละ 40 ปี เท่ากับ 400 ปี เท่ากับระยะเวลาที่ถูกบันทึกไว้ว่าเป็น 4 ชั่วอายุ

7:8       “พันธสัญญาแห่งการเข้าสุหนัต” (the covenant of circumcision) –ปฐก.17:10-11, เป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับศาสนายิว ตั้งแต่ก่อนสร้าพระวิหาร และก่อนที่มีธรรมเนียมประเพณีทางศาสนาอย่างที่พวกยิวปฏิบัติอยู่ในเวลาที่กล่าวถึงนี้

           “ยาโคบมีบุตรสิบสองคนซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเรา”( Jacob of the twelve patriarchs)–ปฐก.35:23-26

7:9       “ขายเขา” (sold him) = กล่าวย้ำว่า ชาวยิวมักปฏิเสธคนของพระเจ้าเสมอมา สเทเฟนแถลงคดีเกี่ยวกับการปฏิเสธพระเยซูขึ้นมา โดยยกเรื่องที่พวกพี่ ๆ โยเซฟปฏิเสธตัวท่าน ขึ้นมาเทียงเคียง (ปฐก.37:12-36)

7:13     “พอครั้งที่สอง” (on the second ) –ปฐก.43

7:14     “จึงเชิญยาโคบบิดากับบรรดาญาติมิตรของตนเจ็ดสิบห้าคนให้มาหา” (summoned Jacob his father and all his kindred, seventy-five persons in all)  -แม้ในพระคัมภีร์ฮีบรูใช้จำนวนเลข 70 คน (ปฐก.46:26-27;อพย.1:5;ฉธบ.10:22) แต่ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม ฉบับแปลกรีก(เซปทัวจิ้น) เพิ่มชื่อบุตรหนึ่งคนของมนัสเสห์ บุตรสองคนของเอฟราอิม และหลานของนมัสเสห์กับเอฟราอิมอีกอย่างละคนใน ปฐก.46:20 จึงทำให้รวมกันเท่ากับ 75 คน ตามที่สเทเฟนกล่าวถึง

7:16     “นำศพไปฝังในเมืองเชเคมในอุโมงค์” (  carried back to Shechem and laid in the tomb )

          = สเทเฟนขมวดเรื่องราวในพันธสัญญาเดิมเข้าด้วยกัน เกี่ยวกับการซื้อที่ดินสองครั้ง (โดยอับราฮัมและยาโคบ)และที่ฝังศพ 2 ที่ (ที่เฮโบรนและเชเคม)

            -ตามพันธสัญญาเดิม อับราฮัมซื้อที่ดินที่เฮโบรน (ปฐก23:17-18) ฝังศพตัวเอง (ปฐก.25:9-11) อิสอัค (ปฐก.35:29) ยาโคบ (ปฐก.50:13) ยาโคบซื้อที่ดินที่เชเคม (ปฐก.33:19) ซึ่งต่อมาใช้เป็นที่ฝังศพโยเซฟ (ยชว.24:32)

            -โจซีฟัส นักประวัติศาสตร์ยิว บันทึกตามเรื่องราวที่ส่งต่อกันมาว่า พวกพี่น้องของโยเซฟถูกฝังที่เฮโบรน วิธีพูดของสเทเฟนที่เตือนใจว่า ยาโคบกับบรรพบุรุษทั้ง 12 คน ไม่ได้ถูกฝังในอียิปต์ เป็นเรื่องแปลกหูสำหรับคนในยุคนี้ แต่ผู้ฟังของสเทเฟนเข้าใจดี

7:18     “กษัตริย์องค์หนึ่งซึ่งไม่รู้จักโยเซฟ ได้ขึ้นครองราชสมบัติในอียิปต์”( Egypt another king who did not know Joseph.) –อพย.1:8

7:22     “โมเสสจึงได้รับการสอนในเรื่องวิชาการทุกอย่างของชาวอียิปต์ มีสมรรถภาพในการพูด และในกิจการต่าง ๆ”  (Moses was instructed in all the wisdom of the Egyptians, and he was mighty in his words and deeds) –แม้ในพันธสัญญาเดิมไม่ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน แต่คาดว่า คงเป็นเช่นนั้น เพราะโมเสสเติบโตในวังของธิดาฟาโรห์

            นักประวัติศาสตร์ ทั้งฟิโล และโจซีฟัส กล่าวว่า โมเสสมีการศึกษาดี “มีสมรรถภาพในการพูด” (he was mighty in his words ) = “ทรงอำนาจทั้งด้านวาจา” –อพย.4:10

7:23     “โมเสสมีอายุย่างเข้าสี่สิบปี” (he was forty years old) = ก่อนช่วงอายุที่โมเสสหนีออกจากอียิปต์ในเวลาต่อจากนี้ จนเมื่อท่านอายุ 80 ปี พระเจ้าส่งท่านไปหาฟาโรห์ (อพย.7:17) และท่านเสียชีวิตเมื่ออายุ 120 ปี (ฉธบ.34:7)

7:29     “หนีไปอาศัยอยู่ที่แผ่นดินในมีเดียน” (Moses fled and became an exile in the land of Midian)

           = เมื่อถูกคนร่วมชาติปฏิเสธ โมเสสกลัวว่าพวกเขาจะไปฟ้องฟาโรห์ ก็หนีไปมีเดียน (อพย.2:15) ดินแดนถูกขนาบด้วยทั้ง 2 ฝั่งของอ่าว อาคาบา (อพย.2:12)

            “มีบุตรสองคนที่นั่น” (the father of two sons)  คือ เกอร์โชม และเอลีเยเซอร์ (อพย.2:22;18:3-4; 1พศด.23:15)

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยถูกคาดคั้นหรือซักฟอกหรือฟ้องร้องบ้างหรือไม่? ในเรื่องอะไร? จริงหรือไม่? แล้วผลออกมาอย่างไร?
  2. คุณเคยมีประสบการณ์กับการที่พระเจ้าปรากฏต่อคุณหรือไม่? อย่างไร? และส่งผลอะไรต่อชีวิตของคุณบ้าง?
  3. คุณเชื่อมั่นในพระสัญญาของพระเจ้า(ที่มีต่อคุณ) ในข้อใดมากที่สุด? แล้วคุณได้ตามนั้นแล้วหรือไม่? อย่างไร?
  4. คุณเคยเจ็บปวดหรือกลัวเพราะถูกอิจฉาริษยาหรือไม่? จากใคร? ในเรื่องอะไร? แล้วลงเอยอย่างไร?
  5. คุณเคยมีประสบการณ์กับการ “ต้นร้ายปลายดี” บ้างหรือไม่? เรื่องราวเป็นอย่างไร? (แบ่งปัน)
  6. คุณเคยประสบกับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตบ้างหรือไม่? อย่างไร? แล้วคุณรอดมาได้อย่างไร?
  7. คุณเคยมีประสบการณ์กับ “ต้นดีปลายร้าย” บ้างหรือไม่? อย่างไร ทำไม? แล้วคุณฟันฝ่ามาได้อย่างไร?
  8. คุณเคยประสบกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตของคุณแบบฉับพลันอย่างสิ้นเชิงบ้างหรือไม่? เรื่องอะไร? และอย่างไร? แล้วพระเจ้าทรงช่วยหรือทรงนำชีวิตของคุณอย่างไร?

 

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

ส.ค. 142018
 

เขาวงกต

จงทิ้งวาจาคดๆ เสีย และให้คำพูดลดเลี้ยวห่างจากเจ้า ให้ดวงตาของเจ้าเพ่งมองไปเบื้องหน้า และให้การจ้องของเจ้าตรงไปข้างหน้าเจ้า จงทำหนทางแห่งเท้าของเจ้าให้ราบ แล้วทางทั้งสิ้นของเจ้าจะมั่นคง (สุภาษิต 4:24-26 THSV11)
 
คุณเคยดูหนังที่มีคนหลงเข้าไปติดอยู่ในเขาวงกตแล้วหาทางออกไม่ได้หรือไม่? เขาวงกตที่คนสร้างขึ้นส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นกำแพงต้นไม้สูงท่วมหัว ทำให้ยิ่งหาทางออกยิ่งหลงวนไปมา แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือเขาวงกตที่มีกำแพงเป็นกระจกเงา ไม่ว่าคุณหันไปทางไหน คุณจะเห็นแต่ตัวเองในมุมต่างๆ จนยากที่จะเห็นทางออกจากเขาวงกตนี้ได้
 
คำพูดก็เหมือนกัน ถ้าเราเป็นคนที่มีวาจาคดคี้ยวเลี้ยวลด พูดไม่จริง หรือพูดความจริงครึ่งๆกลางๆให้คนเอาไปคิดต่อเอาเอง ไม่นานเราจะติดบ่วงคำพูดของเรา เมื่อติดแล้วก็เหมือนตกอยู่ในเขาวงกตแห่งคำพูดคดเคี้ยวของตัวเอง ไม่ว่าจะพยายามหาทางออกเท่าไร ก็จะยิ่งหลงวนเข้าไปมากเท่านั้น เหมือนคนที่เริ่มด้วยคำโกหก ก็ต้องโกหกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ถูกจับได้
 
อ่านข้อพระคัมภีร์: สุภาษิต 4:24; 18:7

1. พระคัมภีร์ได้ย้ำกับเราว่าสิ่งใดที่เป็นบ่วงดักตนเอง? (18:7)

2. เพราะเหตุใดคุณถึงพูดอ้อมค้อมหรือไม่จริงใจกับคนที่คุณสื่อสาร?

3. วันนี้ขอให้คุณอธิษฐานต่อพระเจ้าที่จะเปลี่ยนคำพูดที่อ้อมค้อมของคุณให้เป็นคำพูดที่จริงใจ เพราะนี่เป็นลักษณะหนึ่งที่เราจะสำแดงพระเจ้าในชีวิตของเราต่อผู้อื่น

ทางแก้วาจาที่อ้อมค้อมนั้นคือการพูดตรงไปตรงมาให้เหมาะสม พูดความจริงครบถ้วน และถูกที่ถูกเวลา ถ้าพลาดไปแล้วก็ให้กลับมาเริ่มต้นใหม่ เมื่อได้ทำ เราก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าผลร้ายอะไรจะเกิดขึ้นตามมา เพราะพระเจ้าพอพระทัยและอยู่ฝ่ายคนที่พูดความจริงเสมอ

วันนี้ขอให้คุณออกมาจากกับดักเขาวงกต และเดินอยู่บนพื้นที่แห่งอิสรภาพในการพูดความจริงได้

 

บทเฝ้าเดี่ยวจากทีม Vitamin CJ

(Cr. ภาพ Luna Park.au)            

ส.ค. 132018
 

ศัลยกรรมช่วยได้จริงหรือ?

ท่านทั้งหลายไม่เห็นหรือ? ว่าสิ่งใดๆ ซึ่งเข้าไปในปากก็ลงไปในท้อง แล้วก็ถ่ายออกลงส้วมไป แต่สิ่งที่ออกจากปากก็ออกมาจากใจ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน (มัทธิว 15:17-18 THSV11)

มีคำกล่าวว่า “ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ” คุณว่าจริงหรือไม่? ในสมัยนี้ใครๆก็เรียนการแสดงที่สามารถส่งความรู้สึกผ่านสายตาที่แตกต่างจากความรู้สึกจริงๆได้อย่างแนบเนียน

นอกเหนือจากฝึกฝนในเชิงการแสดง ศัลยกรรมก็มีส่วนด้วย ผู้คนส่วนใหญ่จะเน้นทำศัลยกรรมที่บนใบหน้า ทำตา ทำจมูก ทำปาก สักคิ้ว ฯลฯ แต่มีบางสิ่งที่ศัลยกรรมทำไม่ได้ คือสิ่งที่อยู่ภายในใจ หากเราไม่ระวังมันก็สามารถส่งผ่านความรู้สึกมาทางสายตา และสามารถส่งสุ้มเสียงผ่านมาทางริมฝีปากของเราได้อีกด้วย

อ่านข้อพระคัมภีร์: มัทธิว 15:17-18

  1. อะไรที่ทำให้คุณเห็นสิ่งที่อยู่ในจิตใจคน? (ข้อ 18)
  2. คุณมักจะพูดจาไม่ดีในสถานการณ์ใด?
  3. คุณจะยั้บยั้งคำพูดที่ไม่ดีของคุณได้อย่างไร?
  4. เพราะเหตุใดคุณถึงพูดอ้อมค้อมหรือไม่จริงใจกับคนที่คุณสื่อสาร

สิ่งที่ออกมาจากปากคือสิ่งที่ออกมาจากใจ

เราอาจจะหลอกคนได้สักระยะหนึ่ง แต่ที่สุดแล้วความจริงจะเผยโฉมออกมา วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือการสะสมพระวจนะไว้ในใจ ท่องจำพระวจนะ คิดก่อนพูด พูดในสิ่งที่เสริมสร้างและให้กำลังใจ และสำคัญที่สุดคือ สิ่งที่พระเจ้าปรารถนาให้เราพูด ได้แก่เรื่องราวข่าวประเสริฐ คำพูดที่ดีๆและคำพูดที่เสริมสร้างกันและกัน 

การทำศัลยกรรมทำปากรูปกระจับจึงไม่ได้ช่วยให้คุณพูดในสิ่งที่ดีได้  แต่การสะสมพระคำของพระเจ้าต่างหากที่ช่วยให้คุณยั้บยั้งคำพูดที่ไม่ดีได้ เหมือนใน สดุดี 119:11 ที่ได้บอกว่า “ข้าพระองค์ได้เก็บรักษาพระดำรัสของพระองค์ไว้ในใจ เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์”

 

บทเฝ้าเดี่ยวจากทีม Vitamin CJ

(Cr. ภาพ Being beautiful)

ส.ค. 122018
 

12 สิงหาคม 2018

สวัสดีครับสมาชิก CJ และผู้มาเยือน

อาทิตย์ที่แล้ว เราฉลองครบรอบ 4 ปี ของคริสตจักรในหัวข้อ commitment’  ต้องขอขอบคุณ คุณม่อน + หญิง และทีมงานที่เตรียมการได้ดีและขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วม ทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง จนทุกอย่างดำเนินไปได้ดีและงดงาม อาหารไม่ต้องพูดถึงเหลือเฟือ!

ขอขอบคุณสำหรับทุกท่านที่นำอาหารมาแบ่งปันในวันอาทิตย์ที่แล้วครับ นับเป็นความงดงามแห่งความรักสามัคคี ที่ทำให้เราไม่ต้องใช้งบส่วนกลางจัดงานเลย เพราะว่าทุกคนต่างรู้สึกว่าเป็นงานของแต่ละคนจึงร่วมมือกันอย่างเต็มที่ บางคนเอาอาหารสำเร็จรูปมา บางคนเอาอาหารมาแล้วลงมือปรุงแต่ง บางคนมอบถวายเงินแล้วหาผู้ทำแทนให้ แต่ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด ทุกคนต่างเป็นพระพรอย่างมาก ขอขอบคุณอีกครั้งครับ

และขอขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับ ดร.สมนึก คีรีโต เป็นตัวแทนคริสตจักรนิมิตใหม่ มาร่วมนมัสการและร่วมฉลอง โดยนำของขวัญพิเศษจากคริสตจักรมามอบให้ ควบคู่กับ คุณธนบดีพนธ์ (โจ)  เป็นตัวแทนของคริสตจักรแห่งความรัก (Church of Love) นำของขวัญมามอบให้เช่นกัน ขอขอบคุณ CL อย่างมากครับ

และคริสตจักร CJ ของเราก็ได้ขอขอบคุณ คุณตั้ก และคุณหน่อย เจ้าของ โรงเรียน Trinity ด้วยการมอบกระเช้าผลไม้ในนามของสมาชิก CJ ทุกท่านให้แก่ท่านทั้งสองในตอนท้ายของการนมัสการด้วย

ผมเห็นความหวังอันสวยงามของคริสตจักรผ่านอนุชนที่มีส่วนรวมในรายการนี้ ทั้งในด้าน ดนตรี และด้านอื่นๆ

ผมเห็นความกระตือรือร้นในท่ามกลางสมาชิก

  1. ในการเคลื่อนไหวของพันธกิจใหม่ใน CJ คือ พันธกิจ Alpha(Classic)ภายใต้การนำของคุณฤทธิ์ โอฬาริกศิริ โดยได้รับการมอบหมายจากคณะผู้อภิบาล ที่เวลานี้มีสมาชิกร้อนรนเข้าร่วม คึกคักพร้อมเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ ผู้ใดสนใจพาญาติมิตรที่ไม่ได้เป็นคริสเตียนเข้าร่วม ผมขอสนับสนุนเต็มที่ครับ
  2. ในการเคลื่อนไหวของ Alpha อนุชน (youth) ที่เวลานี้ครู บี (คัมภีร์) ก็กำลังรวบรวมทีม และญาติมิตรเข้าร่วมอยู่ ขออธิษฐานเผื่อทั้ง 2 Alpha Ministries ครับ

ส่วนอีก 2 Alpha  เรากำลังรอดูการเคลื่อนไหวอยู่ครับ คือ

  • Alpha Marriage Course นำโดย คุณคิด (ภาษิต ภัทรนุกุล) และ
  • Alpha Parenting  Course นำโดย คุณเอ๋ (หทัยรัตน์ บุญเพียรผล)
  1. ในการเคลื่อนไหวสำหรับโครงการประกาศใหญ่ต้นปี 2019 วันที่ 19-20 ม.ค. ณ ไบเทคบางนา คือ “Amazing Love Festival” โดยจะมีการอบรมสมาชิกเพื่อเข้าร่วมงานนี้ในการพาญาติมิตรไปร่วมรายการ
  • โครงการ FDS (Follow-Up Discipleship Seminar) เพื่ออบรมการติดตามผลตามที่เราพาไปร่วมงาน
  • โครงการ OA (Operations Andrew) ในการอธิษฐานเผื่อคนที่เราจะชวนไปงาน นำโดย ครูเอ๋ (หทัยรัตน์ บุญเพียรผล)
  1. ในการเคลื่อนไหวตามกลุ่มแคร์ต่าง ๆ
  • กลุ่มแคร์วันจันทร์ที่ บ้านครูเอ๋ ซอย ลาซาล เวลา 18.00 น. -21.00 น สนใจไปร่วม  ติดต่อ คุณหทัยรัตน์
  • กลุ่มแคร์วันอังคารที่ บ.Love Is (ทองหล่อ) เวลา.เวลา 18.00 – 21.00 น.สนใจไปร่วม ติดต่อคุณปาลิดา
  • กลุ่มแคร์วันพุธที่บ้านคุณต้น(ตระการ)+ คุณเปิ้ล หรือหมุนเวียนไปตามบ้านอื่นๆ เวลา 18.00-21.00 น.สนใจติดต่อ คุณปาลิดา 
  • กลุ่มแคร์วันเสาร์ที่บ้านคุณชี แถวดอนเมือง  เวลา 15.00 – 18.00 น. สนใจไปร่วม ติดต่อ คุณจรรยา และ
  1. ในการรับใช้อื่นๆ เช่นงานปฏิคม ทีมนมัสการ (ดนตรี/ผู้นำ) และอื่น ๆ
  2. ในการอธิษฐานและถวายเพื่ออาคาร/ที่ดินของ CJ ในอนาคตนี้
  3. ในการอบรมบัพติศมา และการสมัครเป็นสมาชิกของ CJ หากเวลานี้มีผู้ใดต้องการรับบัพติศมาหรือสมัครเป็นสมาชิก CJในเร็ววันนี้ ขอแจ้งได้ที่ครูเอ๋ และคุณแดง ครับ

แนะนำสมาชิกใหม่  

น.ส.วรางคณ์ วิเชียรรัตน์  ชื่อเล่น: ปลิว

อาชีพ : เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายบริษัท Opus international education

1.ถาม มาเชื่อพระเจ้าเพราะอะไร?

ตอบ “ได้สัมผัสถึงพระคุณความรักของพระเจ้าและมีประสบการณ์กับพระเจ้ามาเรื่อยๆ ตั้งแต่เด็กๆ (ได้ยินเรื่องราวพระเจ้าครั้งแรกตอนที่มีการแจกหนังสือพลังแห่งชีวิตส่งมาที่บ้าน จึงได้อ่านและลองอธิษฐานดูตามที่หนังสือบอก และเป็นช่วงที่คุณป้าสะใภ้เพิ่งรับเชื่อ จึงได้ไปโบสถ์อยู่เรื่อยๆ) แต่เพิ่งมีโอกาสได้รับเชื่อด้วยตัวเองและติดตามพระเจ้าอย่างจริงจังตอนเรียนมหาวิทยาลัยที่เชียงรายเมื่อ 4 ปีที่แล้ว รู้จัก CJ เพราะหลังจากเรียนจบ ได้เข้ามาทำงานที่กรุงเทพช่วงเดือนสิงหาคม 2560 จึงได้ค้นหาโบสถ์ในกูเกิ้ล เจอข้อมูลของ CJ ขึ้นเป็นอันดับแรกๆ และไม่ไกลจากที่ทำงานมากนักจึงเลือกมาที่นี่

2.ถาม ประทับใจอะไรใน CJ?

 ตอบ “ประทับใจในบรรยากาศและความเรียบง่ายของที่นี่ รวมถึงวิธีการสอน/เทศนาของอาจารย์ ทีมนมัสการ และทีมงานที่คอยติดตามดูแลสมาชิก

อยากขอบคุณพระเจ้า ที่นำชีวิตให้ได้มาอยู่ในที่ที่ดีเสมอ ที่ที่ช่วยเสริมสร้างให้ได้เติบโตกับพระเจ้ามากขึ้นในทุกๆวัน ทั้งที่บางครั้งเราก็ไม่ได้เชื่อฟังพระเจ้า หรือไม่ได้ตัดสินใจเลือกพระเจ้าก่อนในบางสถานการณ์ แต่พระเจ้าก็ยังรักและไม่เคยซ้ำเติมเลย ยิ่งมองย้อนกลับไปในสิ่งที่ผ่านมา ก็ยิ่งเห็นพระคุณความรักของพระเจ้าชัดเจนยิ่งขึ้น

3.ถาม อยากตอบแทนพระเจ้าผ่าน CJ อย่างไร?

ตอบ ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าจะสามารถช่วยเหลืองานคริสตจักรอย่างไรได้บ้าง แต่หากมีอะไรที่พอจะช่วยหรือเป็นส่วนหนึ่งได้ ยินดีช่วยเต็มที่ค่ะ อยากหนุนใจพี่น้องด้วยพระวจนะที่ว่า…

“จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงให้” (มัทธิว 6:33)

เป็นข้อที่รู้สึกว่าสามารถเป็นคำตอบสำหรับทุกคำถาม ทุกสถานการณ์ ทุกปัญหา ที่เข้ามาในชีวิตเรา เป็นกำลัง เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้เราไม่จำเป็นต้องดิ้นรนหรือพยายามหาทางออกใดๆ เพราะพระเจ้าเป็นทุกอย่าง เพียงแค่เราเข้ามาหาพระเจ้า บอกกับพระเจ้า และเชื่อว่าพระองค์รักเราและจะไม่ปล่อยให้เราเผชิญสิ่งต่างๆโดยลำพัง หรือแม้แต่ในวันที่ดี พระเจ้าก็จะทำให้เราดีขึ้นอีกเพื่อเราจะได้เป็นพรแก่คนรอบข้างได้

รวมถึงเป็นข้อพระคัมภีร์ทำให้เรามั่นใจได้ว่าพระเจ้าจะสร้างชีวิตใหม่ให้เราทุกคนที่เข้ามาหาพระองค์ จะเพิ่มเติมสิ่งที่เราไม่มี หรือสิ่งไม่ดีที่เราเป็นพระองค์ก็จะทรงช่วยให้เราดีขึ้น  เพื่อให้เราเป็นคนที่ดีที่สุดในทางของพระองค์”

ขอขอบคุณ คุณวรางคณ์ วิเชียรรัตน์  (ปลิว) สำหรับคำแบ่งปัน และขอพระเจ้าทรงได้รับเกียรติจากการเคลื่อนไหวที่ดีภายในคริสตจักรของเรา

 

จากใจรัก

(ธงชัย  ประดับชนานุรัตน์) ศิษยาภิบาล

ส.ค. 112018
 

ถ้าหากเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ล่ะ?

“ไม่มีหนทางใดที่จะทำให้คุณเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบได้ แต่มีนับล้านหนทางที่คุณจะเป็นแม่ที่ดีได้!”

(There is no way to be a perfect mother, and a million ways to be a good one.) -Jill Churchill-

มีน้อยคนหรือแทบไม่มีสักคนที่เป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบ สตรีบางคนเกิดมาสูงศักดิ์ รวยทรัพย์ และเติบโตขึ้นมาด้วยองค์ประกอบที่ดีเลิศ แต่กระนั้น ก็ยังไม่สามารถเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบได้เลยแม้แต่สักคนเดียว   เพราะแม่ก็คือมนุษย์เดินดินคนหนึ่ง และมนุษย์ทุกคนต่างก็ล้วนเป็นคนบาป!             

อย่างไรก็ตามผู้หญิงทุกคนสามารถเรียนรู้ที่จะเป็นแม่ที่ดีได้ทุกคน อาทิ

  1. ให้เรียนรู้จากผู้มีความรู้และประสบการณ์ในการเลี้ยงลูก และนำบทเรียนนั้นมาประยุกต์ปฏิบัติให้เหมาะสมกับลูกของตน
  2. ให้มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนที่ลูกรับรู้และนำมาปฏิบัติตามได้
  3. ให้มีการสร้างวินัยให้แก่ลูก ตั้งแต่ก่อนทำผิดพลาด และมีการลงวินัยด้วยความรัก เมื่อมีการละเมิดกฎกติกา
  4. ให้แสดงความรักห่วงใยต่อลูกอยู่เสมอเป็นประจำอย่างไม่ขาดตอนหรือถูกบั่นทอนด้วยอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ของผู้เป็นแม่
  5. ให้เปิดช่องหรือโอกาสเพื่อให้ลูก ๆ สามารถเข้าหาและพูดคุยหรือขอคำปรึกษาจากผู้เป็นแม่ได้ เสมอ ด้วยความเต็มใจและยินดี
  6. ให้การยอมรับตัวลูกของตนเองตามสภาพที่เขาเป็นอยู่ด้วยความรักเอ็นดู (โดยไม่คาดหวังบีบคั้น กดดันให้เขาเป็นคนอย่างที่ตัวของแม่ ต้องการ)
  7. ให้มีเวลาที่ใช้ร่วมกันเป็นส่วนตัวกับลูกของตัวเองอย่างมีคุณภาพได้อย่างสม่ำเสมอ
  8. ให้การสนับสนุนลูก ๆ ในสิ่งดีที่ลูกทำแล้วมีความสุขและเพิ่มพัฒนาการทางใดทางหนึ่งให้แก่ตัวเขา
  9. ให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือในแผนที่ลูก ๆ คิดทำ และช่วยเหลือเท่าที่จำเป็น
  10. ให้คำแนะนำ หนุนใจเตือนสติและอบรมสั่งสอนลูกในทางที่เขาควรเดิน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางของพระเจ้า)

-จนกว่าเขาจะรู้จักกับพระคริสต์เป็นส่วนตัว รับความรอดและเติบโตขึ้นในสัมพันธภาพกับพระองค์ ขอให้เราเข้าใจว่า ตัวเราเองหรือลูกของเราไม่ได้เกิดมาพร้อมคู่มือในการดำเนินชีวิต แต่เราเกิดมาในโลกนี้พร้อมกับแม่!

ดังนั้น ถ้าเราเป็นลูก เราต้องรับฟังคำแนะนำสั่งสอนของแม่ที่อยู่ในโลกนี้มาก่อนเรา หากเราเป็นแม่ เราก็ต้องรับผิดชอบในการแนะนำสั่งสอนลูกของเราที่เพิ่งเข้ามาสู่โลกนี้ และอยู่ในวัยเยาว์ ขาดความรู้และประสบการณ์

ขอให้ผู้เป็นแม่รักลูกอย่างที่พวกเขาเป็น เพราะแม่เป็นรักแรกของลูก ๆ ทุกคน และลูกก็รักแม่ตั้งแต่ลูกเริ่มลืมตาดูโลก!

ขอให้แม่เป็นดุจบทเพลงแห่งความรักห่วงใยที่ยังอยู่ในหัวใจของลูกอย่างไม่มีวันลืมเลือน และให้บทเพลงเหล่านั้นปลอบโยนและประโลมใจลูกอยู่เสมอในยามที่พวกเขาเผชิญทุกข์ภัย ลูกอาจจะลืมเนื้อเพลงในบางคำหรือบางตอนไปบ้าง แต่ลูกจะไม่มีวันลืมท่วงทำนองที่ฝังใจเหล่านั้นไปได้ตลอดกาล

ขอให้ทั้งผู้เป็นแม่และเป็นลูกเข้าใจตรงกัน ณ ที่ตรงนี้ว่า …

“ผู้เป็นแม่อาจเป็นเพียงแค่คนธรรมดาหรือคนเล็ก ๆ คนหนึ่งสำหรับโลกนี้ แต่สำหรับลูกแล้ว แม่คือโลกใบใหญ่ทั้งใบของพวกเขา!”

ขอให้ผู้เป็นลูกจะไม่ลืมเลือนคุณแม่ที่เสียสละเพื่อลูกตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าผู้เป็นแม่จะเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบหรือไม่  ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ที่สำคัญคือผู้เป็นลูกจะสนองตอบต่อพระคุณของคุณแม่อย่างไรบ้าง?

เช่นเดียวกันกับที่ไม่มีแม่ดีสมบูรณ์แบบ แต่แม่ทุกคนสามารถเป็นแม่ที่ดีต่อลูกได้ ผู้เป็นลูกก็เช่นกัน แม้ไม่มีวิธีเป็นลูกที่ดีต่อแม่แบบสมบูรณ์แบบ แต่มีนับล้านวิธีที่ลูกจะกระทำดีต่อแม่ได้ ลูกอาจจำไม่ได้ว่าแม่เคยทำอะไรดี ที่ยิ่งใหญ่แก่ตัวเขา  แต่ผู้เป็นแม่จะไม่มีวันลืมสิ่งดี ๆ (แม้จะเล็ก ๆ น้อยๆ) ที่ลูกทำให้กับแม่เลย ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดูด้อยค่าหรือน้อยนิดสักปานใดในสายตาของผู้คน

ดังนั้น ในเมื่อของขวัญทุกชิ้นของลูกล้วนมีความหมายต่อจิตใจของแม่ แล้วทำไมวันนี้ คุณผู้เป็นลูกจะไม่มอบสิ่งดีสักอย่างให้คุณแม่หรือ?

 

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

(Cr.ภาพ Idolfragrance.com)