สารจากศิษยาภิบาล

ImageHandler

15 กันยายน 2013

สวัสดีครับชาว CJ และญาติมิตร

ผมขอต้อนรับทุกท่านในนามของคณะผู้อภิบาล ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องที่ต้อนรับพระคริสต์ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาคือ คุณโจ้ และขอแสดงความยินดีกับผู้รับบัพติศมาจำนวน 8 คน คือ

1. คุณพัชรพร วัฒนคามี (บี)                2. คุณภาริญ วงศ์ธนลดา (โบว์)

3. คุณเกศินี สังข์คำ (ฝน)                    4. คุณธิติกานต์ บวรศิวมนต์(โดนัท)

5. คุณศักดิ์ชัย อังกุรัตน์(ฉั่ง)               6.  คุณรตินันท์ บวรศิวมนต์ (แนน)

7. คุณปัทมา เพชรเดช (ปัท)               8. คุณธน วีระพงศ์ (อุ้ย)

ขอบคุณพระเจ้าที่ผู้รับบัพติศมาใหม่เหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญของคริสตจักรต่อไป!

ขอแสดงความยินดีกับสมาชิกที่จะแต่งงานในปีนี้มีหลายคู่คือ

1. คุณเบนซ์ และคุณออนนี่

2.คุณต้น และคุณเบิ้ล

3. คุณไนซ์ และ Gerald Tan

4.คุณหนิง และคุณป๊อบ

ขอพระเจ้าทรงอวยพรให้ทุกคู่มีความสุขและถวายเกียรติแด่พระเจ้า

ขออธิษฐานเผื่อ “สถานที่” สำหรับ CJ” ต่อไปจนกว่าจะมีมติเป็นเอกฉันท์จากคณะผู้อภิบาลและสมาชิกในการย้ายสถานที่นมัสการไปยังสุขุมวิท 36

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับพี่น้องที่ไปร่วมกลุ่มแคร์ และกิจกรรมของกลุ่มต่างๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมาศึกษาพระคัมภีร์ด้วยกันในทุกวันพฤหัส ที่ CJ!

วันนี้ขอให้เรานมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง !

ขอพระเจ้าอวยพรอย่างมากล้น

ด้วยรัก

ธงชัย ประดับชนานุรักษ์  (ศิษยาภิบาล)

 

 

 

กฎของความเจ็บปวด (The pain principle)

Angry Crosseyed Bull.svg.med

“คนที่กำลังเจ็บปวดมักทำให้คนอื่นเจ็บปวด และจะถูกคนอื่นทำให้เจ็บปวดได้ง่าย!”

(Hurting People Hurt People and are Easily Hurt By Them)

 คุณอาจเจ็บปวดเพราะคนบางคน หรือคนบางคนอาจรู้สึกเจ็บปวดเพราะคุณ!

ปกติคนเรามักทำให้คนอื่นเจ็บปวดหรือตัวเองถูกทำให้เจ็บปวดผ่านคำพูดหรือการกระทำ

ใช่ครับ!  คนเราอาจเจ็บปวดเพราะคำพูด แต่บางครั้งอาจเจ็บปวดเพราะการไม่พูด!

เช่นเดียวกัน บางทีเราอาจเจ็บปวดเพราะการกระทำ (ที่เราไม่คาดหวัง) หรือการไม่ยอมกระทำบางสิ่งบางอย่าง(ที่เราคาดหวัง)!

ดังนั้น ในความสัมพันธ์ระหว่างกัน เราจึงควรตระหนักถึงความจริง  4 ประการ ดังต่อไปนี้

1.        คนที่กำลังเจ็บปวดมีอยู่มากมาย (There Are Many Hurting People)

ในอเมริกาคน 1 ใน 4 จะมีสภาวะไม่สมดุลในตัวเอง หากคุณมีเพื่อนสนิทอยู่ 3 คน และพวกเขาเป็นปกติดีก็แสดงว่า คุณคือคนที่ 4 ที่ไม่ปกติ และกำลังเจ็บปวด (แต่ข่าวดีก็คือ พระเจ้าสามารถช่วยคนที่น่าสมเพชอย่างคุณได้!

2.        คนที่กำลังเจ็บปวดมักทำให้คนอื่นเจ็บปวด (Those Hurting People often Hurt People)

มีคำเขียนไว้ว่า “ถ้าคุณเกลียดใครคนหนึ่ง คุณกำลังเกลียดบางสิ่งในตัวของเขาซึ่งแท้จริงก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวคุณเอง!” (อะไรที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในตัวของเราย่อมไม่อาจทำให้ตัวเราเจ็บ)

คนที่มีความเจ็บปวดมากที่สุดมักทำร้ายหรือทำความเสียหายมากที่สุดให้กับคนอื่น!

3.        คนที่กำลังเจ็บปวดมักรู้สึกเจ็บปวดเพราะคนอื่น (Those Hurting People Are often Hurt By People)

คนเจ็บปวดไม่เพียงทำให้คนอื่นเจ็บปวด แต่เขาเองยังมักรู้สึกเจ็บปวดได้ง่ายเพราะ(คำพูดหรือของการกระทำ)คนอื่นแม้จะด้วยเจตนาดีก็ตาม คล้ายกับคนที่ฟกช้ำหรือกระดูกแตกหัก เมื่อมีคนอื่น(ที่หวังดี)มาช่วยนวดให้ก็อาจทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดมากขึ้น!

คนที่เจ็บปวดทางอารมณ์ก็เช่นกัน มักแสดงอาการออกมามากเกินกว่าที่เป็นจริง

4.        คนที่กำลังเจ็บปวดมักทำให้ตัวเองเจ็บปวด (Those Hurting People Often Hurt Themselves)

คนที่กำลังเจ็บปวดและมุ่งทำให้คนที่ทำให้เขาเจ็บปวดต้องเจ็บปวด มักลงเอยที่ทำให้ตัวเองเจ็บปวดมากขึ้น

-โดยทำอะไรแบบไม่ยั้งคิด (รวมทั้งอาจประชดประชันชีวิตตัวเองและลงเอยที่ทำให้ตัวเอง)

วิธีจัดการกับคนที่กำลังเจ็บปวด

หากคุณต้องคลุกคลี ทำงานหรืออยู่ร่วมกับคนที่กำลังเจ็บปวด คุณควรกระทำดังต่อไปนี้

1. ไม่ถือสาเอามาเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างกัน – จงให้อภัยหรือขออภัยด้วยความสงสารตัวเขา และไม่ติดใจนำมาเป็นประเด็นส่วนตัว แม้ว่าจะยาก แต่ผลที่เกิดตามมามักคุ้มค่า

2.   มองปัญหาให้แยกออกไปจากตัวของเขา – ให้มองหาสาเหตุที่ทำให้เขาเป็นเช่นนี้ (ไม่ว่าจะมองเห็นหรือไม่) แต่ไม่ใช่ให้ไปสะดุดหยุดอยู่ที่ตัวเขา!

3.   ให้มองไปไกลกว่าสถานการณ์ที่อยู่เบื้องหน้า – ให้คุณทำตัวของคุณให้อยู่สูงกว่าปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่เขาระเบิดใส่คุณ ให้คุณตระหนักอยู่เสมอว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวของคุณเอง! ขอให้พระเจ้าแห่งสันติสุขและสันติสุขแห่งพระเจ้าสถิตอยู่กับคุณและคุ้มครองหัวใจของคุณ

4.   อย่าเพิ่มเติมความเจ็บปวดให้แก่เขา – ไม่ว่าคนที่กำลังเจ็บปวดทำอะไรใส่คุณ วิธีที่ดีที่สุดที่คุณควรทำคือ ยกโทษให้เขาและเดินหน้าต่อไป

5.  ช่วยเขาให้ได้รับความช่วยเหลือ – ความเมตตาที่สุดที่คุณสามารถทำให้กับคนที่กำลังเจ็บปวดก็คือ จงพยายามช่วยให้เขาได้รับการช่วยเหลือ แม้ว่าเขาจะไม่ตอบสนองหรือไม่ยอมจัดการกับปัญหาของตัวเขาเอง และคุณก็ไม่อาจบังคับให้เขารับการช่วยเหลือแต่คุณยังสามารถเลือกที่จะหยิบยื่นความเอื้ออาทรให้แก่เขาต่อไป (แม้ว่าต้องใช้เวลาบ้างก็ตาม) !

ด้วยเหตุนี้ หากว่าวันนี้คุณกำลังเผชิญกับคนที่กำลังเจ็บปวด จงแสดงความรักแท้ด้วยการอดทนนานต่อเขาและขยายความเมตตาที่มีต่อเขาให้ยาวไกลออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ !

แต่หากว่าตัวคุณเองเป็นฝ่ายกำลังเจ็บปวด ก็ขอให้คุณรีบขอรับการรักษาจากพระเจ้าให้หายเพื่อจะได้ยุติความเจ็บปวดของคุณให้เร็วที่สุดและคุณควรจะเตือนสติตัวของคุณว่า ไม่ควรที่คุณเองจะทำให้ผู้ใดต้องเจ็บปวดเพราะคุณต่อไปเลย

จะดีไหมครับ!

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

 

หลอดไฟเดินได้

images 

ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์ (มัทธิว 5:16)

พวกผู้นำศาสนาคิดว่ากำจัดปัญหาไปได้เมื่อเอาพระเยซูไปตรึงกางเขน  แต่กลับกลายเป็นสาวกของพระองค์ออกไปเทศนาสั่งสอนและทำการอัศจรรย์ ราวกับว่าพระเยซูกลับมาอีกครั้ง พระองค์กลับมาจริงๆ – ในหัวใจและชีวิตประชากรของพระองค์

สิ่งนี้เตือนให้เห็นว่าคำพยานที่ดีที่สุดในความเชื่อคริสเตียน คือชีวิตที่เปลี่ยนแปลง ผู้เชื่อใหม่เป็นงานโฆษณาชั้นเลิศของพระเจ้า เพราะวิถีชีวิต ทัศนคติ แม้แต่การบังคับตนที่เปลี่ยนไป ชีวประวัติที่ยิ่งใหญ่ของพระเยซูคริสต์เขียนขึ้นจากการกระทำของพระองค์เอง ชีวิตคุณที่ดำเนินไปกับพระเจ้าเป็นพยานการอัศจรรย์ที่เดินได้ เหมือนชายง่อยที่เปโตรและยอห์นรักษา

พระเยซูสั่งให้เราเป็นเกลือและเป็นแสงสว่างของโลก มีสถานที่ให้เราสามารถส่องสว่างและประกาศความจริงของพระเจ้า และมีสถานที่ๆให้เราเป็นเกลือของโลกนี้

ถึงแม้คุณไม่ได้บอกว่าเป็นคริสเตียน ผู้คนจะสัมผัสบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม แล้วคอยเฝ้าดู ในฐานะตัวแทนของพระเยซู คุณเป็นเหมือนหลอดไฟเดินได้ ถ้าคุณยังทำจิตวิญญาณให้สดชื่น อดทนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก หลอดไฟจะยิ่งเจิดจ้า เตะตาผู้คนที่มองดูด้วยความงุนงง

ถ้าคุณเป็นผู้ติดตามพระเยซูคริสต์อย่างที่พระเจ้าปรารถนาให้เป็น คุณจะเป็นคริสเตียนที่อุดมไปด้วย “เกลือ” ที่กระตุ้นให้คนอื่นกระหายพระเจ้า ผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่คือเมื่อมีคนกระหายมากจนอดใจไม่ไหว ต้องเข้ามาหาและถาม “ทำไมคุณเปลี่ยนไป มีอะไรหรือเปล่า?” แล้วโอกาสนั้นก็เข้ามา … เปิดไฟให้สว่างๆไว้นะครับ

มีพระวจนะหนึ่งตอนที่พูดไว้ดังนี้ :

“แต่ในใจของท่าน จงเคารพนับถือ พระคริสต์ว่าเป็น องค์พระผู้เป็นเจ้า จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด แต่จงตอบด้วยใจสุภาพและด้วยความนับถือ” (1เปโตร 3:15)

 

โดย: Pastor Greg Laurie

อนุญาตโดย  Harvest Ministries with Greg Laurie

PO Box 4000,Riverside,CA92514

 

เคล็ดลับสู่การไปให้ถึงเส้นชัย

Florence Chadwick in Water

ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุด ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว ต่อแต่นี้ไปมงกุฎแห่งความชอบธรรมก็จะเป็นของข้าพเจ้า ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้พิพากษาอันชอบธรรม จะทรงประทานเป็นรางวัลแก่ข้าพเจ้าในวันนั้น และมิใช่แก่ข้าพเจ้าผู้เดียวเท่านั้น แต่จะทรงประทานแก่คนทั้งปวงที่ยินดีในการเสด็จมาของพระองค์ (2ทิโมธี 4:7-8)

ฟลอเรนซ์ แชดวิค เป็นนักว่ายน้ำผู้ยิ่งใหญ่ ในปี 1952 เธอตัดสินใจแน่วแน่ที่จะว่ายน้ำจากเกาะคาทาลีน่า เข้าสู่แผ่นดินใหญ่ชายฝั่งคาลิฟอเนียร์ ระยะทางร่วม 26 ไมล์ เธอเป็นนักว่ายน้ำที่เก่งในการว่ายระยะไกล เคยว่าข้ามช่องแคบอังกฤษมาแล้วถึงสองครั้ง

ขณะกำลังว่ายอยู่ หมอกลงจัดทำให้มองไม่เห็นชายฝั่ง เมื่อไม่เห็นแผ่นดิน แชดวิคก็เสียกำลังใจ ขอให้คนที่ติดตามดึงขึ้นจากน้ำ พอขึ้นเรือได้ไม่นานเธอก็พบว่าอยู่ห่างจากชายฝั่งคาลิฟอเนียร์แค่ไมล์เดียว

ขณะพวกเราที่อยู่ในพระคริสต์ กำลังเข้าใกล้วันที่จะจากขอบเขตของสิ่งที่เห็นและจับต้องได้ไปสู่ขอบเขตที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ต้องจับจ้องในสิ่งที่กำลังใกล้เข้ามา มันง่ายที่เราจะไขว้เขว และถูกสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวดึงดูดไป แต่สิ่งที่สำคัญแท้จริงคือการเข้าเส้นชัยได้อย่างงดงาม ไม่สิ้นหวังไปเสียก่อนการเดินทางจะสิ้นสุดลง

ฟลอเรนซ์ แชดวิค พยายามมุ่งมั่นว่ายให้ได้อีกครั้ง และครั้งนี้หมอกก็ลงจัดเหมือนครั้งที่แล้ว ที่เธอทำคือวาดเส้นชายฝั่งที่มองไม่เห็นไว้ในใจ และว่ายไปจนถึง

ดังนั้นจงแน่วแน่จับจ้องอยู่ที่บำเหน็จข้างหน้า และคุณจะถึงเส้นชัยอย่างเข้มแข็งและกล้าหาญ

อย่าปล่อยให้สิ่งของทางโลกที่มองเห็นได้ ดึงคุณออกไปจากบำเหน็จที่มองไม่เห็นที่จะได้รับเมื่อเข้าถึงเส้นชัยได้อย่างสง่างาม

 

อนุญาตโดย: Pastor Jack Graham

Jack Graham Power Point Ministry: www.powerpoint.org

1 และ 2 พงศ์กษัตริย์ (บทที่ 6)

ปัญญาเริ่มฉายแสง

พระธรรม        1พงศ์กษัตริย์ 3:16-28

อ้างอิง               สดด.102:13;อสย.49:15;63:15;ยรม.3:12;31:20;ฮชย.11:8

บทนำ           พระเจ้าทรงประทานสติปัญญาให้กับกษัตริย์ซาโลมอน ตามที่พระองค์ทรงสัญญา ใน 1 พงศ์กษัตริย์ 3:12

และซาโลมอนใช้สติปัญญาที่ได้รับนั้นจัดการแก้ไขปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อน ดังในกรณีหญิงโสเภณี 2 คน แย่งลูกดังในบทเรียนวันนี้

บทเรียน

          3:16 “แล้วหญิงโสเภณีสองคนมาเฝ้าพระราชา และยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์

       (Then two prostitutes came to the king and stood before him.)

3:17 “หญิง คนหนึ่งทูลว่า “เจ้านายของข้าพระบาท ข้าพระบาทและผู้หญิงคนนี้อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน และข้าพระบาทก็คลอดบุตรคนหนึ่ง ขณะที่นางอยู่ในบ้าน

       (The one woman said, “Oh, my lord, this woman and I live in the same house, and I gave birth to  a child while she was in the house.)

3:18 “เมื่อ ข้าพระบาทคลอดบุตรได้สามวันแล้ว หญิงคนนี้ก็คลอดบุตรด้วย และข้าพระบาททั้งสองอยู่ด้วยกัน ไม่มี​  ใครอยู่กับพวกข้าพระบาทในบ้านนั้น ข้าพระบาททั้งสองเท่านั้นอยู่ในบ้านนั้น

       (Then on the third day after I gave birth, this woman also gave birth. And we were alone. There  was no one else with us in the house; only we two were in the house. )

3:19 “แล้วบุตรของหญิงคนนี้ได้ตายในเวลากลางคืน เพราะนางนอนทับ

        (And this woman’s son died in the night, because she lay on him.)

3:20 “พอ เที่ยงคืนนางลุกขึ้น และเอาบุตรของข้าพระบาทไปจากข้างกายข้าพระบาท ขณะที่สาวใช้ของฝ่าพระบาทนอนหลับอยู่ และวางเขาไว้ในอกของนาง และนางเอาบุตรของนางที่ตายแล้วนั้นไว้ในอกของข้าพระบาท

       (And she arose at midnight and took my son from beside me, while your servant slept, and laid  him at her breast, and laid her dead son at my breast.)

3:21 “เมื่อ ข้าพระบาทตื่นขึ้นในตอนเช้า เพื่อให้บุตรของข้าพระบาทกินนม นี่แน่ะ เขาตายแล้ว แต่เมื่อข้าพระบาทพินิจดูในตอนเช้า ดูสิ เด็กนั้นไม่ใช่บุตรที่ข้าพระบาทได้คลอดออกมา

       (When I rose in the morning to nurse my child, behold, he was dead. But when I looked  at him  closely in the morning, behold, he was not the child that I had borne.”

3:22 “แต่ หญิงอีกคนหนึ่งพูดว่า “ไม่ใช่ เด็กที่มีชีวิตเป็นลูกของข้า ส่วนเด็กที่ตายเป็นของเจ้า” หญิงคนที่หนึ่งพูดว่า  “ไม่ใช่ เด็กที่ตายเป็นของเจ้า และเด็กที่มีชีวิตเป็นของข้า” เขาทั้งสองพูดเถียงกันดังนี้ต่อพระพักตร์พระราชา

       (But the other woman said, “No, the living child is mine, and the dead child is yours.” The first  said, “No, the dead child is yours, and the living child is mine.” Thus they spoke before the king.)

3:23 “แล้ว พระราชาตรัสว่า “คนหนึ่งพูดว่า ‘เด็กที่มีชีวิตอยู่นี้เป็นลูกของข้า ส่วนลูกของเจ้าตายเสียแล้ว’ และอีกคน​หนึ่งพูดว่า ‘ไม่ใช่ ลูกของเจ้าตายเสียแล้ว และลูกของข้ายังมีชีวิตอยู่’ ”

      (Then the king said, “The one says, “This is my son that is alive, and your son is dead”; and the  other says, “No; but your son is dead, and my son is the living one.”)

3:24 “และพระราชาตรัสว่า “จงเอาดาบมาให้เราเล่มหนึ่ง” พวกเขาจึงเอาดาบมาไว้ต่อพระพักตร์พระราชา

       (And the king said, “Bring me a sword.” So a sword was brought before the king.)

3:25 “และพระราชาตรัสว่า “จงแบ่งเด็กที่มีชีวิตนั้นออกเป็นสองท่อน และให้หญิงคนหนึ่งครึ่งหนึ่ง และอีกคนหนึ่งครึ่งหนึ่ง

      (And the king said, “Divide the living child in two, and give half to the one and half to the other.”)

3:26 “แล้ว หญิงคนที่บุตรของตนยังมีชีวิตอยู่นั้นทูลพระราชา เพราะว่าจิตใจของนางสงสารบุตรของนาง นางจึง​กราบทูลว่า “เจ้านายของข้าพระบาท โปรดมอบเด็กที่มีชีวิตนั้นให้เธอไป อย่าฆ่าเขาเลย” แต่หญิงอีกคนหนึ่ง​ว่า “อย่าให้เด็กนั้นเป็นของข้าหรือของเจ้า ขอทรงแบ่งเถิดเพคะ

(Then the woman whose son was alive said to the king, because her heart yearned for her son, “Oh, my lord, give her the living child, and by no means put him to death.” But the other said, “He shall be neither mine nor yours; divide him.”)

3:27 “แล้วพระราชาตรัสตอบว่า “จงให้เด็กที่มีชีวิตนั้นแก่หญิงคนแรก อย่าฆ่าเด็กเลย นางเป็นแม่ของเด็กนั้น

(Then the king answered and said, “Give the living child to the first woman, and by no means put him to death; she is his mother.”)

3:28 “เมื่อ คนอิสราเอลทั้งสิ้นทราบเรื่องการพิพากษา ซึ่งพระราชาทรงวินิจฉัยนั้น เขาทั้งหลายก็เกรงกลัวพระราชา  เพราะเขาเห็นว่า พระปัญญาของพระเจ้าอยู่ในพระองค์ ที่จะทรงวินิจฉัยให้ความยุติธรรม

      (And all Israel heard of the judgment that the king had rendered, and they stood in awe of the  king, because they perceived that the wisdom of God was in him to do justice. )

 

ข้อมูลมีประโยชน์

 3:16     “หญิงโสเภณี 2 คน” (two prostitutes)-ในสุภาษิตกล่าวถึงเรื่อง หญิงโสเภณีไว้หลายครั้ง  ในสุภาษิต 1-9 ในฐานะที่เป็นผู้หญิงซึ่งผู้ชายควรหลีกห่าง –และเตือนสติให้ผู้ชายใส่ใจและเลือกเข้าใกล้ชิดกับหญิงที่มีชื่อว่า “ปัญญา” (Lady Wisdom)  ซึ่งจะช่วยพวกเขาให้สามารถเห็นอุบายหรือคำล่อลวงของหญิงโสเภณีเหล่านั้นแล้วจะปลีกตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย (ปท. สุภาษิต 6:20-29)

“มาเฝ้าพระราชา” (came to the king) = ปกติชาวอิสราเอลรวมทั้งผู้ที่อาศัยอยู่ที่นั่น (2พกษ.8:3 ; 2ซมอ.16:2) สามารถเข้าเฝ้าพระราชาได้โดยไม่ต้องผ่านเจ้าหน้าที่ระดับล่าง (ฉธบ.16:18)  -กดว.27:2

3:17     “อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน” (live in the same house) =ซ่องโสเภณี มีอยู่ทั่วไปในเมืองแถบตะวันออกใกล้ ในยุคนั้น

3:18     “3 วัน” (the third day) = ในขณะที่ลูกของหญิงโสเภณีคนหนึ่ง อายุได้ 3 วัน หญิงโสเภณีอีกคนก็คลอดลูกออกมาเช่นกัน

3:19     “ตายในเวลากลางคืน” (died in the night) = ลูกของหญิงคนที่ 2 ตายภายในคืนเดียวกันกับวันที่เกิด

3:23     “คนหนึ่งพูดว่า…และอีกคนหนึ่งพูดว่า…”  (The one says…and the other says…)  = ปัญหานี้ ซับซ้อนสับสนจนยากจะตัดสิน เพราะต่างก็ยืนยันกันคนละอย่าง

3:24     “จงเอาดาบมาให้เราเล่มหนึ่ง” (Bring me a sword.)  ปท. สดุดี 45:2-4    = ซาโลมอนผู้ที่ประกอบด้วยสติปัญญามองทะลุเห็นความจริงหรือสามารถวินิจฉัยมีวิธีหาความจริงผ่านความสับสนยุ่งยากได้ในทันที แม้ว่าจะไม่มีผู้เป็นพยานให้การเข้าข้างฝ่ายใดเลยก็ตาม ซึ่งเป็นปัจจัยที่จำเป็นอย่างมากในการตัดสินความตามธรรมบัญญัติ (ฉธบ.19:15)

-เพราะหากว่าขาดพยานไปกระบวนการการตัดสินความก็ดำเนินต่อไม่ได้ ในเวลานั้นกษัตริย์อิสราเอลเป็นตัวแทนของศาลสูงสุดในการพิจารณาคำอุทธรณ์ และเป็นรากฐานของการบริหารจัดการและกระบวนการยุติธรรม (ปท.1พกษ.3:28)

3:25     “จงแบ่งเด็กที่มีชีวิตนั้นออกเป็น 2 ท่อน” (Divide the living child in two) = คำบัญชาซึ่งประกอบด้วยสติปัญญาของซาโลมอนสามารถตัดสินแก้ไขปัญหาอันซับซ้อนของหญิงโสเภณี 2 คนนั้นได้ในฉับพลัน แต่น่าเศร้าที่ปัญญาที่เคยมีนี้หมดสิ้นไปในภายหลังเมื่อซาโลมอนกระทำบาปและเป็นเหตุให้พระเจ้าตัดสินแบ่งอาณาจักรออกเป็น 2 ท่อน เหมือนดังที่ซาโลมอนตรัสออกมาในครั้งนี้ โดยที่อาณาจักรส่วนหนึ่ง (ส่วนใหญ่) มอบให้แก่ เรโหโบอัม บุตรชายของซาโลมอน และอีกส่วนหนึ่งมอบให้แก่เยโรโบอัม (11:9-13) นับจากนั้นมา อาณาจักรเหนือใต้ทั้ง 2 ส่วนนั้นมักถูกผู้เผยพระวจนะในยุคต่อ ๆ มานำมาเปรียบเทียบกับหญิงโสเภณี (ยรม.3:6-12;อสค.16:15-46;23:3-5;ฮชย.1:2)

3:26     “จิตใจของนางสงสารบุตรของนาง” (her heart yearned for her son,) -สดด.102:13;อสย.49:15; 63:15;ยรม.3:12;31:20;ฮชย.11:8

3:27    “จงให้เด็กที่มีชีวิตนั้นแก่หญิงคนแรก…นางเป็นแม่ของเด็กนั้น” (“Give the living child to the first woman, …she is his mother.”)   = พระเจ้าประทานสติปัญญาให้ซาโลมอนเข้าใจและแยกแยะธรรมชาติของความเป็นแม่ที่ซับซ้อนได้ (และตระหนักว่า พระเจ้าประทานสติปัญญาให้ท่านตามที่ทูลขอใน 1พกษ.3:9,12)

3:28     “พระปัญญาของพระเจ้าอยู่ในพระองค์” (that the wisdom of God was in him)

= พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของซาโลมอนที่ทูลขอความคิดความเข้าใจจากพระเจ้าใน -1พกษ.3:8-9;10-14   ปท. อสร.7:25

คำถามนำอภิปราย

  1. หากคุณเป็นกษัตริย์ซาโลมอนคุณจะตัดสินคดีดังกล่าวอย่างไร ในเมื่อหญิงโสเภณี 2 คนต่างแย่งลูกกัน โดยไม่มีพยานหลักฐาน?  ทำไม?
  2. คุณเคยประสบกับปัญหาที่ยากในการตัดสินความหรือคดีบ้างหรือไม่?  มีเรื่องใดที่เป็นเรื่องที่ยากที่สุดในชีวิตของคุณ?  และคุณตัดสินใจอย่างไร?   ได้ผลดีหรือผลเสียอย่างไรบ้าง?
  3. คุณเคยประทับใจหรือทึ่งในการตัดสินคดีความหรือข้อขัดแย้งที่ประกอบด้วยสติปัญญาของผู้ใดบ้าง? เรื่องอะไร?  และผลที่ตามมาคืออะไร?
  4. คุณเคยประทับใจในความรักหรือความสงสารที่บุคคลใดมีต่อลูกของตัวเอง ที่เขาหรือเธอยอมทนทุกข์กายใจเป็นฝ่ายเสียเปรียบหรือยอมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้(ทั้ง ๆ ที่เขาหรือเธอเป็นฝ่ายถูกหรือมีสิทธิ์โดยชอบธรรม) ?  (แบ่งปัน)
  5. มีเหตุการณ์ตอนใดในชีวิตของคุณหรือเรื่องราวหรือข้อพระธรรมตอนใดในพระคัมภีร์ที่ทำให้คุณเกิดความ       ยำเกรงในพระเจ้า เพราะพระสติปัญญาของพระองค์บ้าง?  ทำไม?

ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

เอาชนะสงครามความคิดได้อย่างไร

1290401

…จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ (เอเฟซัส 6:17)

 อุปกรณ์สำคัญอันหนึ่งที่ใช้ป้องกันในการทำงาน เล่นกีฬา หรือสู้ศึกก็คือ “หมวกเหล็ก” ตัวอย่างเช่นหมวกในฟุตบอลอเมริกัน ตั้งแต่ยุค 1900  อุปกรณ์ชิ้นนี้มีการพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง
เหตุผลก็เพราะว่าส่วนหัวของเรานั้นสำคัญมาก ไหล่คุณอาจหลุด แต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ ขาอาจหัก แต่เมื่อหายดีและทำกายภาพก็จะกลับมาเดินได้ แต่ถ้ามีบางสิ่งเกิดขึ้นกับสมองของคุณ ผลที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะแก้ไขกลับคืนไม่ได้

และนี่คือเหตุที่พระวจนะตอนนี้ อ.เปาโลจึงสอนพวกเราให้ “สวมหมวกเหล็กแห่งความรอด” เป็นเครื่องป้องกันที่สำคัญที่สุด เพราะเช่นเดียวกับที่หมวกเหล็กป้องกันสมอง ความรอดที่เรามีจะป้องกันความคิดของเรา

ในสงคราม ซาตานจะทำทุกทางเพื่อจัดการกับศีรษะของคุณ  – นั่นคือความคิด และเมื่อมันลงมือ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่คุณต้องสวมหมวกเหล็กแห่งความรอดป้องกันไว้ เป็นเครื่องป้องกันที่จะทำให้คุณมีแรงต้านการโจมตีที่ทำลายล้างมากที่สุด

คุณจะชนะสงครามในความคิดได้เมื่อคุณนำความเชื่อมาวางไว้อย่างมั่นคงในความรอดขององค์พระเยซูคริสต์ เช่นเดียวกับหมวกเหล็ก พระองค์จะปกป้องคุณจากการโจมตีของศัตรู เพื่อให้คุณดำเนินชีวิตได้อย่างมีชัย

ชนะสงครามความคิดโดยนำความเชื่อที่มั่นคงมาวางไว้ในพระคริสต์ เพื่อรัการคุ้มครองให้พ้นจากการโจมตีของมาร

อนุญาตโดย: Pastor Jack Graham

Jack Graham Power Point Ministry: www.powerpoint.org

 

 

ที่มาของปรปักษ์ฝ่ายวิญญาณ

Falling stars

“โอ ดาวประจำกลางวันเอ๋ย พ่อโอรสแห่งพระอรุณ เจ้าร่วงลงมาจากฟ้าสวรรค์แล้วซิ เจ้าถูกตัดลงมายังพื้นดินอย่างไรหนอ เจ้าผู้กระทำให้บรรดาประชาชาติตกต่ำน่ะ” (อิสยาห์ 14:12)


ถ้าคุณชอบดูหนัง เบื้องหลังของผู้ร้ายมักมีเรื่องราวน่าสนใจ ปรปักษ์หรือผู้ร้ายฝ่ายวิญญาณของเรา ซาตาน ก็ไม่แตกต่าง ที่จริงเรื่องราวที่มาของพวกมันมีอยู่ในพระคัมภีร์ เราพบว่าครั้งหนึ่งพวกมันเคยเป็นทูตสวรรค์ที่สวยงาม

ในอิสยาห์ 14 เราเห็นภาพแวบหนึ่งว่าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้น เห็นว่าเมื่อซาตานเริ่มเย่อหยิ่ง ที่จริงหยิ่งยโสมาก พวกมันพูดในใจว่า “ข้าจะขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์…ข้าจะกระทำตัวของข้าเหมือนองค์ผู้สูงสุด” (14:13-14)

ตลอดพระวจนะทั้งเล่ม เราเห็นภาพย้อนอดีตไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ก่อนที่พระเจ้าสร้างมนุษย์ด้วยซ้ำ ในหนังสือวิวรณ์ เราพบว่าซาตานหรือที่เรียกว่าพญานาค “ตวัดดวงดาวในท้องฟ้าทิ้งลงมาที่แผ่นดินโลก เสียหนึ่งในสามส่วน” (12:4) นั่นหมายถึงหนึ่งในสามของทูตสวรรค์ที่ติดตามมารซาตานที่กบฏลงมา

ลูซีเฟอร์ โอรสแห่งอรุณ มีทุกอย่างที่ควรพอใจ ถึงกระนั้น มันยังไม่เคยพอ และมันไม่มีโอกาสอีกแล้ว แต่พระเจ้าประทานโอกาสให้เราสำนึกผิดกลับใจ กลับมาหาพระองค์ แม้ว่าเราจะเย่อหยิ่งต่อพระองค์ สรรเสริญพระเจ้าสำหรับโอกาสที่ได้รับในวันนี้ และจงยืนหยัดเข้มแข็งต่อการพยายามฟ้องผิดจากศัตรูผู้เป็นปรปักษ์ของเรา

 ยืนหยัดเข้มแข็งต่อต้านศัตรูผู้พินาศไปเพราะความหยิ่งของพวกมันเอง สรรเสริญพระเจ้าที่ทรงประทานโอกาสให้เราได้รับการไถ่ และได้กลับคืนดีกับพระองค์

 

อนุญาตโดย: Pastor Jack Graham

Jack Graham Power Point Ministry: www.powerpoint.org