1 และ 2 พงศ์กษัตริย์ (บทที่ 9)

วิหารของซาโลมอน  

 พระธรรม        1พงศ์กษัตริย์ 6:1-37

อ้างอิง            อพย.26:33-34;25:18-20;30:1-3

บทนำ           พระวิหารคือสิ่งที่กษัตริย์ดาวิดและกษัตริย์ซาโลมอนมุ่งมั่นที่จะสร้างถวายแด่พระเจ้า และพระเจ้าทรงยอมรับพระวิหารนั้น เพราะทอดพระเนตรเห็นความตั้งใจที่ดีของท่านทั้ง 2 แต่พระองค์ก็กำชับอยู่เสมอว่า การกระทำตามพระบัญญัติและพันธสัญญาของพระองค์นั้น สำคัญยิ่งกว่าวิหารใด ๆ ที่ มนุษย์จะมอบถวายแด่พระองค์!

บทเรียน

6:1 “ต่อ​มา​ใน​ปี​ที่​สี่‌ร้อย​แปด‌สิบ หลัง‌จาก​ที่​ชน​อิส‍รา‍เอล​ออก​มา​จาก​แผ่น‌ดิน​อี‍ยิปต์ ใน​ปี​ที่​สี่​ที่​ซา‍โล‍มอน​ทรง​ครอง​อิส‍รา‍เอล ใน​เดือน​ศิฟ​ซึ่ง​เป็น​เดือน​ที่​สอง พระ‌องค์​ทรง​เริ่ม​สร้าง​พระ‌นิเวศ​ของ​พระ‌ยาห์‍เวห์

  (In the four hundred and eightieth year after the people of Israel came out of the land of Egypt,  In the fourth year of Solomon’s reign over Israel, in the month of Ziv, which is the second month,  He began to build the house of the Lord. )

6:2 “พระ‌นิเวศ​ซึ่ง​พระ‌ราชา​ซา‍โล‍มอน​ทรง​สร้าง​สำ‍หรับ​พระ‌ยาห์‍เวห์​นั้น​ยาว 27 เมตร กว้าง 9 เมตร​และ​สูง 13.5  เมตร

 (The house that King Solomon built for the Lord was sixty cubits long, twenty cubits wide, and  thirty cubits high.)

6:3 “เฉลียง​หน้า​ห้อง‌โถง​ของ​พระ‌นิเวศ​นั้น​ยาว 9 เมตร เท่า‌กับ​ด้าน​กว้าง​ของ​พระ‌นิเวศ และ​ลึก​เข้า​ไป​หน้า​พระ‌นิเวศ   4.5 เมตร”

 (The vestibule in front of the nave of the house was twenty cubits long, equal to the width of the house, and ten cubits deep in front of the house.)

6:4 “และ​พระ‌องค์​ทรง​สร้าง​หน้า‌ต่าง​สำ‍หรับ​พระ‌นิเวศ โดย​ให้​ข้าง‌ใน​กว้าง​และ​ข้าง‌นอก​แคบ”​

     (And he made for the house windows with recessed frames.)

6:5 “พระ‌องค์​ทรง​สร้าง​ห้อง​ระเบียง​ติด​ผนัง​พระ‌นิเวศ​โดยรอบ​ห้อง‌โถง​และ​ห้อง‌ชั้น​ใน​สุด”​

  (He also built a structure against the wall of the house, running around the walls of the house,  both the nave and the inner sanctuary. And he made side chambers all around.)

6:6 “โดย ​ห้อง​ชั้น​ล่าง​สุด​กว้าง 2.2 เมตร ชั้น​กลาง​กว้าง 2.7 เมตร และ​ชั้น​ที่​สาม​กว้าง 3.1 เมตร เพราะ​รอบ​ด้าน​ นอก​ของ​พระ‌นิเวศ พระ‌องค์​ทรง​สร้าง​ขอบ​ยื่น​ออก​มา​จาก​ผนัง เพื่อ​คาน‌หนุน​จะ​ไม่‌ได้​ทะลวง​เข้า​ไป​ใน​ผนัง​พระ‌นิเวศ

 (The lowest story was five cubits broad, the middle one was six cubits broad, and the third was  seven cubits broad. For around the outside of the house he made offsets on the wall in order that the supporting beams should not be inserted into the walls of the house. )

6:7 “ขณะ ​กำ‍ลัง​ก่อ​สร้าง พระ‌นิเวศ​นั้น​ก็​สร้าง​ด้วย​ศิลา ซึ่ง​เตรียม​มา​จาก​บ่อ​ศิลา เพราะ​ฉะ‍นั้น​จึง​ไม่‌ได้​ยิน​เสียง​ค้อน​หรือ​ขวาน หรือ​เครื่อง​มือ​เหล็ก​ใดๆ ใน​พระ‌นิเวศ ขณะ​ทำ​การ​ก่อ‌สร้าง

 (When the house was built, it was with stone prepared at the quarry, so that neither hammer nor  axe nor any tool of iron was heard in the house while it was being built. )

6:8 “ทาง‌เข้า​ห้อง​ชั้น‌กลาง​อยู่​ด้าน​ขวา​ของ​พระ‌นิเวศ และ​คน​ขึ้น​ไป​ยัง​ห้อง​ชั้น​กลาง​ทาง​บัน‍ได​เวียน และ​ขึ้น​จาก​ห้อง​ชั้น​กลาง​ไป​ห้อง​ชั้น​ที่​สาม

  (The entrance for the lowest story was on the south side of the house, and one went up by stairs to the middle story, and from the middle story to the third.)

6:9 “พระ‌องค์​ทรง​สร้าง​พระ‌นิเวศ​จน​เสร็จ และ​ทรง​มุง​พระ‌นิเวศ​ด้วย​ไม้‌คร่าว​และ​กระ‍ดาน​ไม้‌สน​สี‍ดาร์”

     (So he built the house and finished it, and he made the ceiling of the house of beams and planks of cedar.

6:10 “พระ‌องค์​ทรง​สร้าง​ห้อง​รอบ​พระ‌นิเวศ​สูง 2.2 เมตร โดย​เชื่อม​ติด​กับ​ตัว​พระ‌นิเวศ​ด้วย​กระ‍ดาน​ไม้‌สน​สี‍ดาร์”

    (He built the structure against the whole house, five cubits high, and it was joined to the house  with timbers of cedar. )

6:11 “และ​พระ‌วจนะ​ของ​พระ‌ยาห์‍เวห์​มา​ถึง​ซา‍โล‍มอน​ว่า”

      (Now the word of the Lord came to Solomon,)

6:12 “เกี่ยว​ด้วย​พระ‌นิเวศ​นี้​ซึ่ง​เจ้า​สร้าง​อยู่ ถ้า​เจ้า​ดำ‍เนิน​ตาม​กฎ‌เกณฑ์​ของ​เราและ​เชื่อ​ฟัง​กฎ‌หมาย​ของ​เราและ​รักษา​บัญ‍ญัติ​ทั้ง‌สิ้น​ของ​เรา โดย​ดำ‍เนิน​ตาม เรา​ก็​จะ​สถา‍ปนา​ถ้อย‌คำ​ของ​เรา​กับ​เจ้า ซึ่ง​เรา​พูด​กับ​ดา‍วิด​บิดา​ของ​เจ้า

  “Concerning this house that you are building, if you will walk in my statutes and obey my rules and  keep all my commandments and walk in them, then I will establish my word with you, which I  spoke to David your father.)

6:13 “และ​เรา​จะ​อยู่​ท่ามกลาง​พงศ์‌พันธุ์​อิส‍รา‍เอล และ​จะ​ไม่​ทอด‌ทิ้ง​อิส‍รา‍เอล​ประ‍ชา‍กร​ของ​เรา​เลย”

      (And I will dwell among the children of Israel and will not forsake my people Israel.”)

6:14 “ซา‍โล‍มอน​ได้​ทรง​สร้าง​พระ‌นิเวศ​สำ‍เร็จ”

      (So Solomon built the house and finished it. )

6:15 “พระ‌องค์ ​ทรง​กรุ​ผนัง​ข้าง‌ใน​ด้วย​กระ‍ดาน​ไม้‌สน​สี‍ดาร์ ตั้ง‌แต่​พื้น​พระ‌นิเวศ​จน​ถึง​ไม้​เพ‍ดาน พระ‌องค์​ทรง​กรุ​ข้าง‌ใน​ด้วย​ไม้ และ​พระ‌องค์​ทรง​ปู​ปิด​พื้น​พระ‌นิเวศ​ด้วย​ไม้‌สน​สาม‌ใบ

   (He lined the walls of the house on the inside with boards of cedar. From the floor of the house  to the walls of the ceiling, he covered them on the inside with wood, and he covered the floor of the house with boards of cypress. )

6:16 “พระ‌องค์​ทรง​สร้าง​ด้าน‌หลัง​ของ​พระ‌นิเวศ ด้วย​กระ‍ดาน​ไม้‌สน​สี‍ดาร์​จาก​พื้น​ถึง​ไม้​เพ‍ดาน​สูง 9 เมตร และ​พระ‌องค์​ทรง​สร้าง​ห้อง​นี้​ภาย‌ใน​ให้​เป็น​ห้อง‌ชั้น​ใน​สุด คือ​อภิ‍สุทธิ‍สถาน

   (He built twenty cubits of the rear of the house with boards of cedar from the floor to the walls,  and he built this within as an inner sanctuary, as the Most Holy Place.)

6:17 “ตัว​พระ‌นิเวศ​คือ​ห้อง‌โถง​ซึ่ง​อยู่​ส่วน​หน้าห้อง‌ชั้น​ใน​สุด​นั้น​ยาว 18 เมตร”

       (The house, that is, the nave in front of the inner sanctuary, was forty cubits long.)

6:18 “ส่วน​ข้าง‌ใน​พระ‌นิเวศ​ที่​เป็น​ไม้‌สน​สี‍ดาร์​นั้น​แกะ​เป็น​รูป​น้ำ‌เต้า และ​ดอก‌ไม้​บานทั้ง‌หมด​เป็น​ไม้‌สน​สี‍ดาร์ใน​ที่‌นั่น​ แล​ไม่​เห็น​หิน​เลย

       (The cedar within the house was carved in the form of gourds and open flowers. All was cedar; no stone was seen.)

6:19 “พระ‌องค์​ทรง​จัด​เตรียม​ห้อง‌ชั้น​ใน​สุด​ไว้​ข้าง‌ใน​พระ‌นิเวศ เพื่อ​จะ​วาง​หีบ​พันธ‍สัญญา​ของ​พระ‌ยาห์‍เวห์​ไว้​ที่‌นั่น”

       (The inner sanctuary he prepared in the innermost part of the house, to set there the ark of the  covenant of the Lord. )

6:20 “ห้อง‌ชั้น ​ใน​สุด​นั้น​ยาว 9 เมตร กว้าง 9 เมตร และ​สูง 9 เมตร และ​พระ‌องค์​ทรง​บุ​ที่​นั่น​ด้วย​ทอง‍คำ​บริ‍สุทธิ์ พระ‌องค์​ทรง​บุ​แท่น‌บูชา​ด้วย​ไม้‌สน​สี‍ดาร์​ด้วย

       (The inner sanctuary was twenty cubits long, twenty cubits wide, and twenty cubits high, and he overlaid it with pure gold. He also overlaid an altar of cedar.)

6:21 “และ ​ซา‍โล‍มอน​ทรง​บุ​ข้าง‌ใน​พระ‌นิเวศ​ด้วย​ทอง‍คำ​บริ‍สุทธิ์ และ​พระ‌องค์​ทรง​ขึง​โซ่​ทอง‍คำ​หน้า​ห้อง‌ชั้น​ใน​สุด ซึ่ง​บุ​ด้วย​ทอง‍คำ

    (And Solomon overlaid the inside of the house with pure gold, and he drew chains of gold  across, in front of the inner sanctuary, and overlaid it with gold. )

6:22 “และ ​พระ‌องค์​ทรง​บุ​พระ‌นิเวศ​ทั้ง​หลัง​ด้วย​ทอง‍คำ จน​พระ‌นิเวศ​นั้น​สำ‍เร็จ​ทั้ง‌สิ้น พระ‌องค์​ก็​ทรง​บุ​แท่น‌บูชา​ทั้ง​แท่น​ที่​เป็น​ของ​ห้อง‌ชั้น​ใน​สุด​ ด้วย​ทอง‍คำ

    (And he overlaid the whole house with gold, until all the house was finished. Also the whole altar that belonged to the inner sanctuary he overlaid with gold. )

6:23 “ใน​ห้อง‌ชั้น​ใน​สุด พระ‌องค์​ทรง​สร้าง​เค‍รูบ​สอง​รูป​ด้วย​ไม้​มะ‌กอก แต่​ละ​ตัว​สูง 4.5 เมตร”

       (In the inner sanctuary he made two cherubim of olivewood, each ten cubits high. )

6:24 “ปีก ​ข้าง‌หนึ่ง​ของ​เค‍รูบ​ยาว 2.25 เมตร ปีก​อีก​ข้าง‌หนึ่ง​ของ​เค‍รูบ​ยาว 2.25 เมตร จาก​ปลาย​ปีก​ข้าง‌หนึ่ง​ไป​ถึง​ปลาย​ปีก​อีก​ข้าง‌หนึ่ง​ยาว 4.5 เมตร”

     (Five cubits was the length of one wing of the cherub, and five cubits the length of the other wing of the cherub; it was ten cubits from the tip of one wing to the tip of the other.)

6:25 “เค‍รูบ​อีก​รูป​หนึ่ง​ก็​วัด​ได้ 4.5 เมตร​ด้วย เค‍รูบ​ทั้ง​สอง​มี​ขนาด​เท่า​กัน และ​รูป​อย่าง‌เดียว​กัน”

       (The other cherub also measured ten cubits; both cherubim had the same measure and the  same form. )

6:26 “ความ‌สูง​ของ​เค‍รูบ​รูป​หนึ่ง​เป็น 4.5 เมตร และ​เค‍รูบ​อีก​รูป​หนึ่ง​ก็​เหมือน‌กัน”

      (The height of one cherub was ten cubits, and so was that of the other cherub. )

6:27 “พระ‌องค์ ​ทรง​วาง​เค‍รูบ​ไว้​ใน​ส่วน​ชั้น​ใน​ที่‌สุด​ของ​พระ‌นิเวศ ปีก​ของ​เค‍รูบ​นั้น​กาง​ออก​เพื่อ​ให้​ปีก​หนึ่ง​จด​ผนัง​ข้าง‌หนึ่ง และ​ปีก​ของ​เค‍รูบ​อีก​รูป‌หนึ่ง​จด​ผนัง​อีก​ข้าง‌หนึ่ง ส่วน​ปีก​ข้าง​อื่น​ก็​มา​จด​กัน​ตรง‌กลาง​พระ‌นิเวศ

   (He put the cherubim in the innermost part of the house. And the wings of the cherubim were  spread out so that a wing of one touched the one wall, and a wing of the other cherub touched  the other wall; their other wings touched each other in the middle of the house. )

6:28 “และ​พระ‌องค์​ทรง​บุ​เค‍รูบ​ด้วย​ทอง‍คำ”

      (And he overlaid the cherubim with gold.)

6:29 “พระ‌องค์ ​ทรง​สลัก​ผนัง​ของ​พระ‌นิเวศ​นั้น​โดย​รอบ ด้วย​รูป​แกะ‌สลัก​เป็น​รูป​เค‍รูบ ต้น​อิน‍ท‍ผลัม และ​ดอก‌ไม้​บาน ทั้ง​ห้อง​ข้าง‌ใน​และ​ห้อง​ข้าง‌นอก

      (Around all the walls of the house he carved engraved figures of cherubim and palm trees and open flowers, in the inner and outer rooms.)

6:30 “พื้น​ของ​พระ‌นิเวศ​นั้น พระ‌องค์​ทรง​บุ​ด้วย​ทอง‍คำ​ทั้ง​ข้าง‌ใน​และ​ข้าง‌นอก”

       (The floor of the house he overlaid with gold in the inner and outer rooms.)

6:31 “สำ‍หรับ​ทาง​เข้า​สู่​ห้อง‌ชั้น​ใน​สุด พระ‌องค์​ทรง​ทำ​บาน​ประ‍ตู​คู่​ด้วย​ไม้‌มะ‍กอก กรอบ​ประ‍ตู​เป็น​รูป​ห้า​เหลี่ยม”

     (For the entrance to the inner sanctuary he made doors of olivewood; the lintel and the  doorposts were five-sided. )

6:32 “บาน ​ประ‍ตู​ทั้ง​คู่​ทรง​ทำ​ด้วย​ไม้‌มะ‍กอก​แกะ​สลัก​เป็น​รูป​เค‍รูบ ต้น​อิน‍ท‍ผลัม และ​ดอก‌ไม้​บาน ทรง​บุ​บาน​ประตู​ ด้วย​ทอง‍คำ ทรง​แผ่​ทอง‍คำ​หุ้ม​เค‍รูบ​และ​หุ้ม​ต้น​อิน‍ท‍ผลัม

   (He covered the two doors of olivewood with carvings of cherubim, palm trees, and open  flowers. He overlaid them with gold and spread gold on the cherubim and on the palm trees. )

6:33 “พระ‌องค์​ทรง​ทำ​วง‌กบ​ประ‍ตู​ทาง​เข้า​ห้อง​โถง​ด้วย​ไม้​มะ‍กอก​เป็น​รูป​สี่‌เหลี่ยม”

       (So also he made for the entrance to the nave doorposts of olivewood, in the form of a square,)  

6:34 “และ ​ทรง​ทำ​ประ‍ตู​สอง​ประ‍ตู​ด้วย​ไม้‌สน​สาม‌ใบ บาน​ประ‍ตู​สอง​บาน​ของ​ประ‍ตู​หนึ่ง​พับ​หา​กัน​ได้ และ​อีก​สอง​บาน​ของ​อีก​ประ‍ตู​หนึ่ง​ก็​พับ​ได้​เช่น‌กัน

   (and two doors of cypress wood. The two leaves of the one door were folding, and the two leaves of the other door were folding. )

6:35 “พระ‌องค์ ​ทรง​แกะ‌สลัก​เค‍รูบ ต้น​อิน‍ท‍ผลัม และ​ดอก‌ไม้​บาน​บน​บาน​ประ‍ตู​นั้น และ​ทรง​บุ​ด้วย​ทอง‍คำ​สม่ำ‌เสมอ​กัน​บน​งาน​แกะ‌สลัก​นั้น

   (On them he carved cherubim and palm trees and open flowers, and he overlaid them with gold  evenly applied on the carved work. )

6:36 “พระ‌องค์​ทรง​สร้าง​ลาน​ชั้น​ใน​ด้วย​กำ‍แพง​หิน​สกัด​สาม​ชั้น และ​ด้วย​ไม้‌สน​สี‍ดาร์​หนึ่ง​ชั้น”

      (He built the inner court with three courses of cut stone and one course of cedar beams. )

6:37 “ใน​ปี​ที่​สี่ เดือน​ศิฟ พระ‌นิเวศ​ของ​พระ‌ยาห์‍เวห์​ก็​ถูก​วาง​รากฐาน”

        (In the fourth year the foundation of the house of the Lord was laid, in the month of Ziv. )

6:38 “และ​ใน​ปี​ที่​สิบ‌เอ็ด ใน​เดือน​บูล ซึ่ง​เป็น​เดือน​ที่​แปด พระ‌นิเวศ​นั้น​ก็​สำ‍เร็จ​หมด​ทุก​ส่วน ตาม​ที่​กำ‍หนด​ไว้​ทุก​อย่าง  พระ‌องค์​ทรง​สร้าง​พระ‌นิเวศ​นั้น​เจ็ด​ปี

     (And in the eleventh year, in the month of Bul, which is the eighth month, the house was finished   in all its parts, and according to all its specifications. He was seven years in building it. )

ข้อมูลมีประโยชน์

6:1       “ปีที่สี่ร้อยแปดสิบ…” (four hundred and eightieth year)= “ปีที่สี่ที่ซาโลมอนทรงครองอิสราเอล”

(in the fourth year of Solomon’s reign over Israel, ) -จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ทำให้ระบุได้ว่า “ปีที่ 4” ของรัชกาลซาโลมอนตรงกับปี 966 ก.ค.ศ.

-ถ้าการอพยพของอิสราเอลเกิดขึ้น 480 ปีก่อน ปี 966 ก.ค.ศ. ก็จะตรงกับช่วงรัชกาลฟาโรห์อามุนโฮเทปที่ 2 แห่งราชวงศ์ลำดับที่ 18 ของอียิปต์   = 1446 ปีก่อนคริสตศักราช (แต่คำว่าปีที่ 480 นี้อาจเป็นเพียงตัวเลขคร่าวๆ หมายถึงคน 12 รุ่นคูณด้วยระยะเวลารุ่นละ 40 ปีตามประเพณีนิยม)

6:2       “พระนิเวศซึ่งพระราชาซาโลมอนทรงสร้าง” (The house that King Solomon built) = สร้างขึ้นตามแบบของพลับพลา ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ อภิสุทธิสถาน วิสุทธิสถาน และลานด้านนอกอภิสุทธิสถาน มีรูปทรงเป็นลูกบาศก์ สัดส่วนของพระวิหารนั้นเป็นสองเท่าของพลับพลา(อพย.26:15-30;36:20-34)

6:6       “สร้างขอบยื่นออกมาจากผนัง” (made offsets on the wall in order that the supporting beams should not be inserted into the walls of the house.)= ผนังด้านนอกพระวิหารจะหยักเข้าเป็นบ่าเพื่อไม่ให้คานยื่นเข้าไปในผนังพระวิหาร

= เพื่อหลีกเลี่ยงการเจาะรูที่ผนังพระวิหาร จึงมีการสร้างบ่าเพื่อลองรับคานของห้องด้านข้างทั้ง 3 ชั้น การทำเช่นนั้นทำให้ความกว้างของห้องชั้นในแต่ละชั้นไม่เท่ากัน

6:8       “ทางเข้าห้องชั้นกลาง” (stairs to the middle story)= ในภาษาฮีบรูเรียกว่า “ชั้นที่ 2”

6:11     “…พระวจนะของพระยาห์เวห์มาถึงซาโลมอนว่า” (Now the word of the Lord came to Solomon,)

= เมื่อสร้างพระวิหารใกล้เสร็จสิ้น พระเจ้าตรัสกับซาโลมอน ซึ่งอาจตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะที่ไม่ทราบชื่อ (ปท. 3:5,11-14;9:2-9)

6:12     “ถ้าเจ้าดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา…เราก็จะสถาปนาถ้อยคำของเรากับเจ้า” (    if you will walk in my statutes ……. I will establish my word with you,) = คล้ายกับที่ดาวิดได้กล่าวไว้ (2:1-4) –พระเจ้ายืนยันกับซาโลมอนว่า วงศ์วานของท่านจะยืนยง (2ซมอ.7:12-16) แต่ท่านต้องสัตย์ซื่อต่อพันธสัญญาที่พระเจ้าประทานให้ที่ภูเขาซีนาย เพื่อพันธสัญญาที่พระองค์ประทานแก่ดาวิดจะสำเร็จ

6:13     “เราจะอยู่ท่ามกลางพงศ์พันธ์อิสราเอล” (I will dwell among the children of Israel) = พระเจ้าจะสถิตกับชนชาติอิสราเอลในพระวิหารที่กำลังสร้างอยู่ (9:3)  = พระเจ้าไม่ต้องการให้พวกอิสราเอลกังวล เกี่ยวกับการสถิตอยู่ของพระเจ้า พระองค์จึงย้ำว่า จะทรงสถิตอยู่ท่ามกลางพวกเขา (ปท.สดด.78:60;ยรม.26:6,9;1ซมอ.7:1;8:10-13;ลนต.26:11)

6:16     “อภิสุทธิสถาน” (Most Holy Place.) = ศัพท์เฉพาะที่ หมายถึง พื้นที่ในสุด ซึ่งใช้เก็บรักษาหีบพันธสัญญาในพลับพลา –อพย.26:33-34;ลนต.16:2,16-17,20,23

6:19     “หีบพันธสัญญาของพระยาห์เวห์” (ark of the covenant of the Lord.)-พระบัญญัติ 10 ประการถูกเรียกว่า “ข้อความแห่งพันธสัญญา”  -ใน อพยพ 34:28  -แผ่นหินที่จารึกพระบัญญัติ 10 ประการ ถูกเรียกว่า “แผ่นจารึกพันธสัญญา” (ฉธบ.9:9)

-หีบที่ใช้เก็บแผ่นศิลานี้ บางครั้งเรียกว่า “หีบพันธสัญญาแห่งพระยาห์เวห์” (ฉธบ.10:8;31:9,25;

ยชว.3:11; ปท. ยชว.3:13;อพย.30:6;31:7;1ซมอ.4:11,17,21;5;1)

6:20     “ทองคำบริสุทธิ์” (pure gold) = ซาโลมอนใช้ทองคำจำนวนมากเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์แห่งพระสง่าราศีของพระเจ้า และพระวิหารของพระองค์ในสวรรค์ (วว.21:10-11,18,21)

6:21     “โซ่ทองคำ” (chains of gold across)= ม่านที่กั้นทางเข้าอภิสุทธิสถานคงแขวนอยู่บนโซ่เหล่านี้  -2พศด.3:14;มธ.27:51;ฮบ.6:19

6:22     “แท่นบูชา” (the whole altar)= แท่นเผ่าเครื่องหอม -7:48;อพย.30:1,6;37:25-28;ฮบ.9:3-4

6:23     “เครูบสองรูป” ( two cherubim) -อยพ.25:18= คล้ายกับตัวสฟิงซ์มีปีก

= สัญลักษณ์ของผู้ที่ทำหน้าที่ต้อนรับอยู่ ณ ที่ ๆ พระเจ้าทรงครองบัลลังก์ ในอาณาจักรของพระองค์ในโลกนี้ซึ่งอยู่ที่บนฝาหีบพันธสัญญา (ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระบัลลังก์ของพระเจ้า -1ซมอ.4:4;2ซมอ.6:2;2พกษ.19:15;สดด.99:1)

-การวางหีบพันธสัญญาของพระเจ้าที่มีเครูบนี้ไว้ในพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม  เป็นการประกาศว่า เยรูซาเล็มเป็นนครของพระเจ้าบนโลกนี้ (สดด.9:11)

-มีเครูบ 2 ตนบนหีบพันธสัญญาคือ ข้างละ 1 ตนบนปลายทั้ง  2 ด้านของพระที่นั่งกรุณา (อพย.25:17-22)

เครูบแต่ละตัวสูง 4.5 เมตร (10 ศอก มีปีกยาว 2.25 เมตร)  ส่วนอภิสุทธิสถานซึ่งเครูบตั้งอยู่นั้นสูง 9 เมตร (20 ศอก) –ข้อ 16

6:29     “รูปสลักเป็นรูปเครูบ” (carved engraved figures of cherubim)= ไม่ได้ละเมิดบัญญัติ 10 ประการ ที่ ห้ามสร้างรูปเคารพ หรือสิ่งใดเพื่อการนมัสการในฐานะเป็นพระเจ้าหรือตัวแทนของพระเจ้า (อพย.20:4)

“ต้นอินทผลัม และดอกไม้บาน” (palm trees and open flowers, ) = เป็นภาพของเครูบและต้นไม้ดอกที่งดงามราวกับสวนเอเดนที่อาดัมและเอวาเคยอยู่ก่อนถูกขับออกมา เนื่องจากทำบาป (ปฐก.3:24)

= เป็นสัญลักษณ์เพื่อบ่งบอกว่า การจะกลับสู่เมืองบรมสุขเกษม (เอเดน) อีกครั้งจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีการชำระบาปในสถานศักดิ์สิทธิ์อย่างในพระวิหารเท่านั้น (อพย.26:1)

-ต่อมาในธรรมศาลาของชาวยิวในยุคแรก ๆ ก็มีการประดับประดาในรูปแบบคล้าย ๆ กัน

6:36     “ลานชั้นใน” (inner= บ่งเป็นนัยว่ามีลานชั้นนอก (8:64) ใน 2พศด.4:9 อ้างถึง “ลานของปุโรหิต” (ชั้นใน) และ ลานใหญ่ (ชั้นนอก) ลานชั้นในยังเรียกว่า ลานด้านบน (ยรม.36:10) เพราะอยู่ในพระวิหารซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ตั้งบนเนินที่สูงกว่า

6:37     “ปีที่สี่เดือนศิฟ” (fourth year the foundation of the house of the Lord was laid, in the month of Ziv)

“ปีที่สี่” = ปีที่ 4 ในรัชกาลของกษัตริย์ซาโลมอน

          “ศิฟ” = เดือนที่ 2 ตามปฏิทินของอิสราเอล (ประมาณกลางเมษายน – กลางพฤษภาคม)

6:38     “ปีที่สิบเอ็ดในเดือนบลู” (the eleventh year, in the month of Bul,)

          “ปีที่สิบเอ็ด” = ในรัชกาลของกษัตริย์ซาโลมอน (ปี 959 ก่อนคริสตศักราช)

“บลู” = เดือนที่ 8 ตามปฏิทินของชาวอิสราเอล (ประมาณกลางตุลาคม – กลางพฤศจิกายน)

คำถามนำอภิปราย

  1. เมื่อคุณอ่านพระธรรม  1พงษ์กษัตริย์บทที่ 6 จบลง ความประทับใจแรกเกิดจากการอ่านหรือฟังพระธรรมตอนนี้คืออะไร ขอแบ่งปัน?
  2. คุณเคยทำงานชิ้นใดและให้แก่ใครที่ประณีตที่สุด (และคุณภูมิใจมากที่สุด?) ในชีวิตของคุณ? อย่างไร?
  3. พระเจ้าตรัสสัญญาเกี่ยวกับวิหารที่ซาโลมอนสร้างถวายแด่พระองค์ว่าอย่างไรบ้าง? สิ่งที่พระองค์ตรัสนั้นเตือนสติอะไรคุณบ้าง?
  4. คุณเคยมีประสบการณ์กับความทุกข์ยากลำบากหรือเผชิญกับปัญหาหนักหนาสาหัส แต่คุณกลับรู้สึกมั่นใจว่าพระเจ้าสถิตอยู่กบคุณจริง ๆ และไม่ได้ทอดทิ้งคุณเลยบ้างหรือไม่? เมื่อไร?  และอย่างไร?
  5. คุณมีอะไรบ้างที่เป็นสิ่งก่อสร้าง(หรือปฏิมากรรม)ที่คุณสร้างหรือมีครอบครองอยู่ที่อาจเข้าข่ายรูปเคารพ     แต่ไม่ใช่บ้างหรือไม่?  (อย่างเช่น รุปเครูบ) และคุณมีไว้เพื่ออะไร?  มีคนสะดุดหรือไม่?  อย่างไร?
  6. คุณได้ข้อคิด (ที่มีความหมายต่อจิตวิญญาณของคุณ) อะไรจากวิหารหรือกระบวนการก่อสร้างวิหารของซาโลมอนในครั้งนี้บ้าง?

ศจ. ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

กุญแจเข้าถึงบ้านคุณก่อน

housekey

เมื่อพระองค์กำลังเสด็จลงเรือ คนที่ผีได้สิงแต่ก่อนนั้นได้อ้อนวอนขอติดตามพระองค์ไป พระองค์ไม่ทรงอนุญาต แต่ตรัสแก่เขาว่า “จงไปหาพวกพ้องของเจ้าที่บ้าน แล้วบอกเขาถึงเรื่องเหตุการณ์ใหญ่ ซึ่งพระเป็นเจ้าได้ทรงกระทำแก่เจ้า และได้ทรงพระเมตตาแก่เจ้าแล้ว” (มาระโก 5:18-19)

ผมอัศจรรย์ใจเสมอเมื่ออ่านเรื่องพระเยซูรักษาชายที่ถูกผีสิงที่เขตเมืองเกราซา ชายคนนี้อาศัยอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ แยกไปจากชุมชน และมีอาการทำร้ายตัวเองตลอดเวลา ชาวเมืองพยามยามจะจับเขามัดไว้ด้วยโซ่ แต่เขาก็หักโซ่หลุดได้ทุกที

เมื่อพระเยซูเสด็จมาถึง และชายคนนั้นเห็นพระองค์จากที่ไกล ก็จำพระองค์ได้จึงตะโกนร้อง ทูลไม่ให้พระองค์เข้ามาทรมานเขา พระเยซูจึงขับผีไปจากชายคนนี้ ปล่อยให้มันไปสิงที่ฝูงสุกรแทน  และฝูงสุกรนั้นก็พากันกระโจนหน้าผาลงทะเลตายหมด

ชายนั้นจึงเป็นอิสระ และขอติดตามพระเยซูเพื่อไปอยู่กับพระองค์ ที่น่าสนใจคือพระเยซูตอบว่าไม่ แต่บอกให้ชายคนนี้กลับไปบ้านของตัวเองและแบ่งปันถึงสิ่งที่พระเยซูทำให้เขา เป็นคำพยานที่ทรงพลังมากสำหรับคนที่รู้จักชายคนนี้ดี

สถานที่แรกที่ควรแบ่งปันความจริงของพระเจ้าคือที่บ้านของคุณ เป็นที่ๆเราต้องมีชีวิตที่เปลี่ยนไป เดินไปกับพระเจ้าและให้ทุกคนเห็นถึงพระคุณที่พระองค์ประทาน … คู่สมรสของเรา ลูกของเรา พ่อแม่ของเรา และเพื่อนๆเรา เริ่มแบ่งปันพระกิตติคุณจากที่บ้าน เป็นพยานถึงความดีของพระเจ้า เป็นพยานชีวิตที่สำแดงพระคุณของพระองค์ให้กับคนที่คุณรักรอบด้าน

แบ่งปันพระคุณของพระเจ้ากับคนที่บ้านก่อน โดยดำเนินชีวิตกับพระเจ้าและเปลี่ยนไปจนเห็นได้ เพื่อเป็นพยานมีชีวิตสำแดงถึงพระคุณ

อนุญาตโดย: Pastor Jack Graham

Jack Graham Power Point Ministry: www.powerpoint.org

ยังกลับไม่ถึงบ้าน

african sunset

เพราะว่าที่นี่เราไม่มีนครที่ถาวร  แต่ว่าเราแสวงหานครที่จะมีในภายหน้า (ฮีบรู 13:14)

ผมอ่านเจอเรื่องมิชชันนารี่สองคนที่ไปประกาศในอัฟริกาอยู่หลายปี และกำลังกลับมาบ้านเกิดหลังเกษียณอายุ สุขภาพของพวกเขาย่ำแย่ แถมไม่มีเงินบำนาญด้วย เผอิญเรือลำที่พวกเขาโดยสารกลับมา มีผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเดินทางมาด้วย ประธานาธิบดี เท็ดดี้ รูสเวลท์ เพิ่งกลับจากการไปท่องป่าล่าสัตว์

ขณะผู้โดยสารทะยอยลงจากเรือ มีฝูงชนมารอต้อนรับ พวกเขาต่างมารอรับท่านประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกากลับ วงดนตรีเริ่มบรรเลงเพลง ฝูงชนต่างตะโกนร้องต้อนรับท่านเสียงดังกึกก้อง

แต่เมื่อสองมิชชันนารี่เดินลงจากเรือ ไม่มีวงดนตรี ไม่มีเสียงปรบมือ ไม่มีแม้ใครสักคนมาต้อนรับ  — ไม่มีใครมารับกลับบ้านเลย ด้วยความท้อใจ ผู้เป็นสามีปิดหน้าคร่ำครวญ “พระเจ้าครับ ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะเห็นวงดนตรี หรือขบวนพาเหรด แต่น่าจะมีใครสักคนมารับเรากลับบ้าน”

ได้ยินเช่นนี้ ผู้เป็นภรรยามองไปที่สามีและพูดว่า “ที่รักคะ เรายังไม่กลับถึงบ้านสักหน่อย”

นี่คือสิ่งที่เราต้องจำ เรายังไม่กลับถึงบ้าน แต่วันหนึ่งเราจะได้กลับไปแน่ จนกว่าจะถึงวันนั้น งานของเราคือสัตย์ซื่อกับโอกาสและทรัพยการต่างๆที่พระเจ้าประทานให้ บางคนเมื่อมาเป็นคริสเตียน เขายอมเสี่ยงภัยเพื่อพระเจ้า ยอมสละทำสิ่งยิ่งใหญ่เพื่อพระองค์ ยอมถวายทุกสิ่งที่มีให้พระองค์ และยังมีพวกที่ อยากรับใช้พระเจ้า แต่ค่อนข้างระมัดระวัง หวงตัว หวงเวลา และคิดเยอะ ขณะที่บางคนกำลังจุดไฟให้กับโลกนี้  บางคนก็ยังหาแต่ไม้ขีดไฟ

นี่คือสิ่งที่เราต้องมุ่งมั่น – สัตย์ซื่อกับพระเจ้า ใช้ของประทาน ทั้งโอกาสและทรัพยากรที่พระเจ้าประทานให้อย่างคุ้มค่านะครับ

โดย: Pastor Greg Laurie

อนุญาตโดย  Harvest Ministries with Greg Laurie

PO Box 4000,Riverside,CA92514

สารจากศิษยาภิบาล

ImageHandler

29 กันยายน 2013

สวัสดีชาว CJ และผู้มาเยี่ยม

ผมดีใจที่วันอาทิตย์เวียนกลับมาอีกครั้ง ขอให้นมัสการพระเจ้าด้วยความสุขใจ!

ผมดีใจที่กลุ่มอนุชนของ CJ กำลังคึกคัก เพราะมีรุ่นพี่ที่ไฟแรงหลายคนหนุนหลังอยู่ อาทิ พี่แอน

พี่ฟั่น พี่อู๊ด และพี่โบ ฯลฯ หวังว่า คนรุ่นใหม่เหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญของ CJ และของคริสตจักรไทยต่อไป และเป็นกำลังหลักในการเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุม Asian Pacific Youth Congress ในปี 2015 ที่จะมาถึงนี้

ผมดีใจที่คนมาเรียนพระคัมภีร์วันพฤหัสที่ผ่านมาคึกคัก แม้รถจะติด ผมอยากให้สมาชิก CJ ทุกคนมาเรียนพระคัมภีร์เดิมด้วยกัน เพราะอ่านคนเดียวเข้าใจยากหรือเข้าใจน้อย อ่านและเรียนด้วยกันสนุกมาก เข้าใจดีขึ้นเยอะ และหนุนใจมากจากมุมมองของหลาย ๆ คน ไม่เชื่อถามคุณปุ๊ และทุก ๆ คนที่มาเรียนได้เลย ยิ่งพฤหัสที่แล้วยิ่งสนุกใหญ่ เรื่องของเอลียาห์กับเอลีชา!

ส่วนกลุ่มแคร์วันอังคารที่ LoveIs และวันพุธที่บ้านคุณเอ๋ + ฟั่น ก็แน่นปึกเช่นกัน  ทุกคนต่างจริงจังในการศึกษาพระวจนะและแบ่งปันกันอย่างออกรสออกชาติ!

ในปีนี้ เรามีคู่แต่งงานหลายคู่ ขอแสดงความยินดีและอธิษฐานเผื่อด้วย ดังนี้

1. คุณเบนซ์และคุณออนนี่

2. คุณหนิงและคุณป๊อบ

3.คุณต้น และคุณเบิ้ล

4. คุณไนซ์ และ Gerald Tan

คืนนี้มี concert ของคุณก้อย(ศรัณย่า) ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ฝากอธิษฐานเผื่อด้วยเช่นกัน!

ขอแสดงความยินดีกับ BSC ที่ได้รับเกียรติบัตรเป็นโรงเรียนที่ได้มาตรฐานการประกันคุณภาพภายใน ในระดับดีมาก (ปี 2556)   และเวลานี้ต้องการรับสมัครตำแหน่งงานหลายตำแหน่ง อาทิ คนทำและออกแบบหนังสือ , ครูสอนภาษาไทย และภาษาต่าง ๆ , ฝ่ายการตลาด/ขาย ฯลฯ   ขออธิษฐานเผื่อหรือไปสมัครก็ได้!

ขออธิษฐานเผื่อสมาชิกและภรรยาสมาชิกที่ตั้งครรภ์ด้วย อาทิ  คุณตอย ,  คุณเอ๊าะ และลูกสาวของผมด้วยคือ คุณแคร์ !

ท้ายสุดขออธิษฐานเผื่อสมาชิกหรือคนในครอบครัวที่มีปัญหาสุขภาพ การงานหรือปัญหาอื่น ๆ

วันนี้ ขอทุกคนมีความสุขนะครับ!

ขอพระเจ้าอวยพร

ด้วยรัก

ธงชัย  ประดับชนานุรัตน์  (ศิษยาภิบาล)

หลักการของลิฟท์ (The Elevator Principle)

ลิฟท์

“ในความสัมพันธ์… เราอาจยกคนอื่นขึ้นสูง หรือพาเขาลงต่ำก็ได้!”

(We can lift people up or take people down in our relationships.)

ในการคบหาหรือคบค้าสมาคมระหว่างกัน เราแต่ละคนต่างมีส่วนในชีวิตของอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เราอาจหนุนเสริมกันหรือถ่วงดึงกันก็เป็นได้!

ดังคำกล่าวที่ว่า…

            “คนอื่นอาจเป็นดุจลมใต้ปีกของเราหรือเป็นดุจดังสมอที่ถ่วงเรือของเรา!”

แล้วคุณล่ะเป็นคนชนิดไหน ในความสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ?

มีคำกล่าวว่า แท้จริงแล้วมีคนอยู่เพียงแค่ 2 ประเภทเท่านั้นบนโลกในทุกวันนี้ … แต่

…ไม่ใช่คนบาปและนักบุญ เพราะแม้แต่คนดีก็มีส่วนที่ไม่ดี และคนไม่ดีก็ยังมีส่วนดี

…ไม่ใช่คนรวยและคนจน เพราะว่าดูแค่เงินทองไม่ได้  ต้องดูที่สภาวะแห่งจิตสำนึกและสุขภาพของเขาด้วย

…ไม่ใช่คนมีความสุขและคนมีความทุกข์ เพราะว่าในชีวิตที่ไวเหมือนติดปีกนั้น คนแต่ละคนล้วนประสบกับทั้งเสียงหัวเราะและเสียงร้องไห้

…ไม่ใช่คนที่ถ่อมใจและคนเย่อหยิ่ง เพราะว่า คนที่ถ่อมก็ยังมีความหยิ่ง และคนที่หยิ่งก็มีความถ่อม

นักวิชาการบางคนบอกว่า มีคนอยู่เพียง 2 ประเภทเท่านั้น คือคนที่ยกคนอื่นขึ้นและคนที่ถ่วงคนอื่นลง!

ไม่ทราบว่าคุณเห็นด้วยหรือไม่?    แล้วคุณละเป็นคนประเภทใด? คุณทำให้ภาระของคนอื่นเบาลงหรือว่าหนักขึ้น?

ดร.จอห์น ซี แม็กซ์เวลล์ แบ่งคนออกเป็น 4 ประเภท (จากมุมมองของความสัมพันธ์) ดังนี้

  1. คนที่ “เพิ่ม” (ADD) บางสิ่งเข้าไปในชีวิตของคนอื่น – เราชื่นชอบคนประเภทนี้

เราเรียกคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นว่า “ผู้เพิ่ม” (adders) หรือ “ผู้ที่ยก” (lifters) พวกเขาทำให้ชีวิตคนอื่นน่าอยู่และน่าเพลิดเพลินขึ้น ดี แอล มูดี้ แนะนำให้ทำดังนี้

“จงทำดีทั้งหมดเท่าที่คุณทำได้แก่คนทั้งปวงเท่าที่คุณทำได้ ในวิถีทางทั้งหลายที่คุณทำได้ และให้นานตราบเท่าที่คุณสามารถทำได้!”

1) คนที่เป็นผู้เพิ่มคือ คนที่ยอมมอบตัวของเขาเองออกมาด้วยความตั้งใจ (ไม่ใช่บังเอิญ)   ตัวอย่างที่ “ผู้เพิ่ม” ทำในที่ทำงานคือ

…ไปที่ทำงานเร็วขึ้นสักนิด และอยู่ให้สายกว่าปกติสักหน่อย

…ทำให้มากกว่าที่คาดหวัง

…ทำบางสิ่งทุกวันที่จะช่วยคนรอบตัว

…เสนอตัวช่วยหัวหน้า/เจ้านาย เพิ่มมากขึ้นกว่าที่สั่ง

2) คนที่“ดึงออก”(subtract) บางสิ่งไปจากชีวิต -เราต้องฝึกทนกับคนประเภทนี้

ในความสัมพันธ์ระหว่างกัน การรับนั้นเป็นเรื่องง่าย  การให้นับเป็นสิ่งที่ยากมากกว่า การสร้างบางสิ่งกับการทำลายทิ้งเป็นคนละเรื่องกัน  ต้องมีช่างผู้เชี่ยวชาญใช้เวลา ฝีมือและพลังงานจึงจะสร้างผลงานที่งดงามออกมาได้ อาทิ เก้าอี้สวยงาม แต่ว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้ช่างฝีมือใด ๆ ในการทุบทำลายเก้าอี้สวยงามตัวนั้นให้พังพินาศลง

คนที่ไม่เพิ่มอะไรให้กับชีวิตของคนอื่น คือคนที่ดึงบางสิ่งออกจากชีวิตของพวกเขา คนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ไม่ได้ช่วยแบกภาระแต่พวกเขากลับทำให้ภาระที่เราแบกนั้นหนักมากยิ่งขึ้น เพราะว่าพวกเขาดึงพลังจากตัวเราออกไป!

3) คนที่ “ทวีคูณ” (Multiply) บางสิ่งในชีวิต –เราให้คุณค่ากับคนประเภทนี้

-ใคร ๆ ก็สามารถเป็น “ผู้เพิ่ม” (adder) ได้หากต้องการ แต่หากจะเป็น “ผู้ทวีคูณ” (Multiplier) เขาต้องมีความตั้งใจ มีแผนการและมีทักษะ

-ยิ่งเขามีของประทาน และทรัพยากรมากเท่าไร เขาก็ยิ่งมีศักยภาพในการเป็นผู้ทวีคูณมากกว่านั้น

ถ้าคุณมีความสัมพันธ์กับคนประเภทนี้ เขาจะเป็นคนที่อยู่เพื่อช่วยเหลือคุณให้บรรลุความสำเร็จบนเส้นทางชีวิตของคุณ

…คุณมีคนอย่างนี้อยู่ในชีวิตของคุณแล้วหรือไม่?

4) คนที่ “แบ่งแยก” (Divide) บางสิ่งในชีวิต – เราต้องหลีกเลี่ยงคนประเภทนี้

คนประเภทนี้คือ คนที่ดึงคุณให้ต่ำลงสุดหรือดึงคุณให้ลงต่ำอย่างช้า ๆ เท่าที่เขาทำได้ พวกเขาเป็นคนที่สร้างความเสียหาย เพราะว่าพวกเขามักทำอะไรในเชิงลบแบบมีเจตนา พวกเขาทำให้คนอื่นเจ็บปวด โดยทำให้คนอื่นทำได้แย่กว่าที่เขาทำเพื่อทำให้ตัวของเขาเองดูดีขึ้น

-เพราะเขาเป็นพวกที่ทำลายความสัมพันธ์ที่เรามีอยู่!

วันนี้ ขอให้คุณมาเป็นผู้ที่ยกผู้อื่นขึ้นสูงเหมือน “ลิฟท์”  กันจะดีกว่า!

คนที่เป็น “ผู้ยก” (Lifters) นี้ทำอย่างไรกันบ้าง?

  1. เขาอุทิศตัวในการหนุนใจผู้อื่นเป็นประจำทุกวัน
  2. เขารู้จักความแตกต่างระหว่างการทำให้คนอื่นเจ็บปวดกับการช่วยเหลือผู้อื่น
  3. เขาริเริ่มสิ่งสร้างสรรค์เชิงบวกในสภาพแวดล้อมในเชิงลบ
  4. เขาเข้าใจว่า ชีวิตไม่ใช่สิ่งที่จะย้อนกลับไปแก้ไขได้อีก –นั่นคือ ชีวิตไม่ใช่การซ้อม แต่เป็นเหตุการณ์จริง  ที่ล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินค่าได้

ดังนั้น ขอให้คุณจงทำให้ความสัมพันธ์ที่มีอยู่ระหว่างกันเป็นความสัมพันธ์ที่ก่อเกิดประโยชน์อันล้ำค่าขึ้นในในชีวิตของคุณและของคนอื่น ๆ !

จะดีไหมครับ?

 “เหตุ​ฉะนั้น​ให้​เรา​มุ่ง​ประพฤติ​ใน​สิ่ง​ซึ่ง​ทำ​ให้​เกิด​ความ​สงบสุข​และ​ความ​เจริญ​แก่​กัน​และ​กัน”  (โรม 14:19)  

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

                                                                                  

Ultimate happiness (ความสุขสุดยอด)

บอย โกสิยพงษ์

สวัสดีครับ

ME – ก่อนที่ผมจะได้รู้จักกับพระเจ้า Ultimate happiness (ความสุขสุดยอด) ของผมคือการได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว ได้ทำสิ่งที่อยากทำ ได้ซื้อของที่ต้องการตามเวลาที่คาดหวัง และได้ทำทุกอย่างตามใจตนเองโดยไม่มีกำแพงอะไรมาขวางกั้น

นั่นเป็นที่มาของการทำงานหนักอย่างไม่ลืมหูลืมตาเป็นเวลาสิบปี ผมเริ่มต้นทุกวันด้วยการไปทำงาน ประชุมต่างๆตั้งแต่หกโมงเช้าถึงหกโมงเย็น ผมก็รีบขับรถกลับบ้านมาทานข้าวกับภรรยาและลูกสาว และใช้เวลาด้วยกันครู่หนึ่งจนถึงสามทุ่ม พอพวกเขาเข้านอน ผมก็ออกจากบ้านอีกครั้งเพื่อไปทำเพลงจนถึงตีสาม เป็นอย่างนี้ทุกๆวัน ตลอดเวลาสิบปี ที่ผมฝากความหวังของผมทั้งหมดไว้ที่ความสำเร็จทางการเงิน

สิบปีที่ผมเชื่อมาตลอดว่า เงินคือปัจจัยเดียวที่ผมจะสามารถได้มาซึ่ง Ultimate happiness กับครอบครัวของผมได้ สิบปีที่ผมเชื่อมาตลอดว่าเมื่อผมมีเงิน มีความสำเร็จในหน้าที่การงาน ผมก็จะได้ใช้เวลากับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างมีความสุข ผมก็จะได้ทำในสิ่งที่ผมอยากทำให้กับครอบครัวและซื้อของต่างๆตามที่พวกเราต้องการ

แต่แล้วเริ่มต้นที่คุณยายที่ผมรัก และรักผมมากที่สุด คุณยายที่คอยทำขนมที่ผมชอบ ทำอาหารที่หากินได้ยากมากเพราะต้องใช้เวลาเยอะในการทำ คุณยายที่คอยร้องไห้กับผมเมื่อผมอกหัก คุณยายได้จากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกสูญเสียอย่างมากที่สุด และนับเป็นครั้งแรกที่ผมต้องจากคนที่ผมรักมากเหลือเกินในครอบครัวไป โดยที่ตลอดเวลาสิบปีที่ผ่านมา ผมแทบไม่ค่อยได้ใช้เวลากับคุณยายให้คู่ควรกับความรักที่เรามีให้กันเลย

ทุกปีหลังจากนั้นเป็นเวลา 4 ปีติดต่อกัน จะต้องมีหนึ่งคนในครอบครัวที่ผมรักและผูกพัน เสียชีวิตปีละคน ตั้งแต่พี่เขยผู้ซึ่งลูกสาวคนที่สองของเขาเพิ่งเกิดได้หนึ่งเดือน และยังไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับพ่อของตัวเอง พี่เขยของผมก็ถูกรถชนตาย ปีต่อมา พี่ชายลูกของน้าที่โตมาด้วยกัน และผูกพันกันมากนอนหลับจากไปโดยที่ไม่มีสัญญาณหรือมีโอกาสได้ร่ำลากับใครในครอบครัวเลย ปีต่อมา พ่อผู้เป็นต้นแบบที่ดี เป็นทุกๆอย่างในชีวิตของผม ที่สนิทกันเหมือนเพื่อน เหมือนพี่ ก็เสียชีวิตเพราะแค่เป็นไข้หวัดและติดเชื้อจากโรงพยาบาล ปีต่อมาคุณแม่ของผม ที่เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ผมเหลืออยู่ ก็ตามพ่อไปสวรรค์อย่างไม่มีวันกลับ

เงิน ความสำเร็จ ชื่อเสียงต่างๆที่ผมฝากความหวังไว้ ไม่ได้ช่วยอะไรให้ผมสมหวังอย่างที่ผมใฝ่ฝันไว้เลย อาจจะช่วยได้แค่เพียงประวิง ชลอ เวลาให้ผมได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันนานอีกนิดเดียวเท่านั้น (โดยการจ่ายค่ารักษาพยาบาล) แต่เงินไม่ได้ให้ความหวังที่ผมจะได้อยู่กันพร้อมหน้าครอบครัวเป็นจริงขึ้นมาได้เลย

WE – คุณๆในที่นี้ Ultimate happiness ของคุณคืออะไร? แล้วคุณฝากความหวังของคุณเพื่อให้ไปถึงจุดนั้นกับอะไรบ้าง?

GOD – แต่ขอบคุณพระเจ้าเหลือเกินที่พระองค์ส่งข้อพระคัมภีร์ในพระธรรมโรมบทที่ 5 ข้อ 5 มาเพื่อให้เป็นคำตอบที่ทำให้เราสามารถจะยึดถือเพื่อที่จะมีความหวังได้อย่างไม่ต้องกังวล

“และความหวังจะไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะเหตุว่าความรักของพระเจ้าได้หลั่งเข้าสู่จิตใจของเราโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่เราแล้ว”       

ในระหว่างสิบปีที่ทำงานหนัก และระหว่างสิบปีที่มีปัญหามากมายเกิดขึ้นในชีวิตนั้น พระเจ้ามาตามหาและพบผม แล้วค่อยๆนำผมให้รู้ว่า Ultimate happiness ที่จริงแล้วคืออะไร ผมคงไม่อาจที่จะอยู่ได้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวไปตลอดชีวิต คงไม่อาจซื้อของทุกอย่างได้ตามเวลาที่ต้องการและคาดหวัง และคงไม่อาจได้ทำทุกอย่างโดยไม่มีกำแพงอะไรมาขวางกั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ผมทำได้โดยการเรียนรู้จากพระเจ้าก็คือ ผมสามารถมีความหวังในพระองค์ได้ และเป็นความหวังที่ผมจะไม่มีทางผิดหวังด้วย ในชีวิตหน้า ผมจะได้อยู่กับครอบครัวผมอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาโดยที่ทุกคนแข็งแรงและมีความสุขกันบนสวรรค์ และของทุกอย่างที่ผมเคยอยากได้คงไม่มีความหมายกับผมอีกต่อไป เพราะพระเจ้าได้สัญญาไว้ว่าผู้ที่เชื่อในพระองค์จะได้มากเกินกว่าที่จินตนาการไหวเสียอีก

ดังนั้น การมีความหวังในพระเจ้านั้นคือ Ultimate happiness ของผมและคริสเตียนทุกคน ความหวังทำให้เราชื่นใจและมีกำลังใจที่จะเดินผ่านเส้นทางในชีวิต แม้ว่าบางครั้งจะขรุขระและมีหลุมมีบ่อ แต่ว่าความหวังนั้นทำให้เราไม่กลัว พร้อมที่จะเดินไปถึงความหวังนั้น นี่คือเหตุที่ทำไมเราถึงต้องจดจ้องอยู่ที่พระเจ้า ทำไมถึงต้องอ่านพระคัมภีร์เกี่ยวกับเรื่องของพระเจ้า นี่คือเหตุที่ทำไมเราต้องไปโบสถ์เพื่อจะได้รับฟังการแบ่งปันในทางของพระเจ้า นี่คือเหตุที่ทำไมเราร้องเพลงสรรเสริญและมีความสุขใจอยู่เสมอ เพราะทั้งหมดเหล่านี้นำเราสู่ความหวังในพระเจ้าที่เป็น Ultimate happiness ของทุกคน

YOU – คุณลองจินตนาการดูสิครับว่า ถ้าชีวิตคุณมีความหวัง แม้อยู่ในเวลาที่ลำบากยากเข็ญแค่ไหน พายุจะโหมกระหน่ำเท่าไร แต่คุณยังมีสันติสุขอยู่ในจิตใจ เพราะคุณแน่ใจแน่ๆว่าสิ่งที่คุณหวังนั้น จะไม่ทำให้คุณผิดหวังตามที่พระเจ้าสัญญาเอาไว้แน่ๆ แต่สำหรับคนที่ยังไม่เชื่อในพระเจ้า คุณลองฟังวิธีเปรียบเทียบของผมก่อน คิดในแง่นักลงทุนในพอร์ทนี้ยังไงก็คุ้ม สมมุติว่าไม่มีพระเจ้าจริง พวกเราทุกคนโดนหลอกหมด ก็ยังจ๊าบอยู่ดี เพราะว่าตลอดชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหา เราก็จะสามารถมีความหวัง และเดินผ่านเส้นทางลำบากเหล่านั้นได้อย่างมีสันติสุขในจิตใจไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ซึ่งถ้าไม่มีพระเจ้าจริง ผลลัพท์ที่เราได้ก็คือการที่ทั้งชีวิตของเราได้มีความสุขสงบ แต่ถ้าเกิดมีพระเจ้าจริง เราก็ยังได้ขึ้นสวรรค์อีก และได้ตามที่พระเจ้าสัญญาไว้หมดด้วย และถ้าเกิดไม่ใช่พระคริสต์เป็นพระเจ้า เป็นพระอื่นๆแทน พระอื่นๆก็แค่สอนให้เราแค่ทำดีก็ได้ขึ้นสวรรค์แล้ว ยังไงๆ เราก็ได้ขึ้นสวรรค์ทั้งขึ้นทั้งล่อง แต่ถ้าเกิดพระเจ้าของเราเป็นเรื่องจริงขึ้นมา คุณก็อดขึ้นสวรรค์ถ้าเลือกข้อหลัง เพราะว่าคุณยังไม่ได้ไปขอวีซ่าจากพระเจ้าเพื่อเข้าสวรรค์ของพระองค์เลย ดังนั้นมองในแง่นักลงทุน หรือไม่นักลงทุน คุณก็ควรจะเลือกพอร์ทนี้อยู่ดี พอร์ทที่จะทำให้คุณได้รู้จัก Ultimate happiness แม้ในเวลาที่เจอกับ Ultimate sadness (ความเศร้าที่สุด)

WE – คราวนี้ลองมาจินตนาการดู ว่าถ้าครอบครัวของคุณ บ้านของคุณ เพื่อนบ้านของคุณ เพื่อนร่วมซอยของคุณ คนอีกมากมายในชุมชนของคุณ ในจังหวัดของคุณ ในประเทศของคุณ ในทวีปที่คุณอยู่ และคนทั้งหมดในโลกนี้ ได้รู้จักกับ Ultimate happiness ซึ่งมาจากความหวังใจในพระคริสต์ คุณจะมีความสุขขนาดไหน ครอบครัวของคุณ บ้านของคุณ เพื่อนบ้านของคุณ เพื่อนร่วมซอยของคุณ คนอีกมากมายในชุมชนของคุณ ในจังหวัดของคุณ ในประเทศของคุณ ในทวีปที่คุณอยู่ และคนทั้งหมดในโลกนี้คงไม่ต้องทะเลาะกัน แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น หรือฝากความหวังไว้กับอะไรที่ไม่สามารถให้ความหวังได้อย่างเช่นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ เราคงจะเห็นแต่รอยยิ้มที่มีสันติสุขในทุกที่ที่คุณเดินไปแน่ๆ

ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ  ชีวิน (บอย) โกสิยพงษ์

หนทางที่จะเคลื่อนความเชื่อของคุณไปข้างหน้า

David Livingstone

ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัล ซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบน ให้เราไปรับ เราซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้วจึงคิดอย่างนั้น และถ้าท่านคิดอย่างอื่น พระเจ้าก็จะทรงโปรดให้เรื่องนั้นประจักษ์แก่ท่านด้วย  (ฟีลิปปี 3:14-15)

ในบันทึกประวัติศาสตร์ของคริสเตียน มีคริสเตียนมากมายที่โดดเด่นในฐานะแบบอย่างที่ดีเยี่ยมของความสัตย์ซื่อ หนึ่งในคนเหล่านั้นคือ เดวิด ลิฟวิ่งสโตน  มิชชันนารีผู้ยิ่งใหญ่ให้แก่อัฟริกา ผมได้กลับไปอ่านสิ่งที่เดวิดพูดเอาไว้ “ผมจะไปที่ไหนก็ได้ ตราบที่ได้เดินหน้าไป” นับเป็นถ้อยคำแห่งความเชื่อที่สร้างแรงบันดาลใจมาก

ผมสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคริสตจักรทุกวันนี้ดำเนินไปตามถ้อยคำที่แสนธรรมดานั้น … ไปที่ไหนก็ได้เพื่อพระเจ้า และเดินหน้าไปในความเชื่อ … ผมเชื่อว่าคริสตจักรของเราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ผมเชื่อว่าเราจะเห็นผู้คนมากมายได้มาถึงความรอดในองค์พระเยซูคริสต์

แล้วสิ่งใดกำลังขวางเราอยู่? สิ่งใดรั้งเราไว้จากการทุ่มเทเดินไปข้างหน้าเพื่อขยายแผ่นดินของพระเจ้า? คำตอบนั้นง่ายมาก “ความกลัว” ผู้คนกลัวว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร และเป็นห่วงเรื่องรักษาภาพพจน์เดิมๆเอาไว้ แทนที่จะเป็นห่วงวิญญาณที่หลงหายและกำลังมุ่งหน้าไปนรก

กระตุกเราได้บ้างมั้ยครับ? เราทุกคนมีอำนาจที่จะเปลี่ยนไปเมื่อได้อยู่ในพระคริสต์ คุณสามารถยอมจำนนชีวิตทั้งสิ้นให้พระองค์ได้ในวันนี้ พระองค์จะนำคุณไปข้างหน้า แต่สิ่งแรกที่ต้องมาก่อน … ยอมให้พระเจ้าเป็นผู้ควบคุม ละตัวตนของคุณให้พระองค์ แล้วพระองค์จะขับเคลื่อนความเชื่อของคุณไปข้างหน้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เคลื่อนความเชื่อของคุณไปข้างหน้าโดยให้พระเจ้าเข้ามาควบคุมในชีวิต และดำเนินไปด้วยใจที่เชื่อฟังพระองค์นะครับ

อนุญาตโดย : Pastor Jack Graham

Jack Graham Power Point Ministry: www.powerpoint.org