ใจแข็งแรง

wooden heart

“ใจต้องแข็งแรงจึงจะรักได้

แต่ใจต้องแข็งแรงกว่านั้นอีก หากจะรักอีกครั้งหลังจากที่ถูกทำให้เจ็บปวด!”

(It takes a strong heart to love, but it takes a stronger heart to love after being hurt.)

 

โดยธรรมชาติ การที่เราจะรักใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย หากองค์ประกอบไม่ได้เป็นดังใจชอบ!

หากใครถูกบังคับจะให้จำใจต้องรักนั้นก็คงไม่ใช่ความรัก !

ยิ่งเจอะเจอคนไม่น่ารักด้วยล่ะก็ โอกาสที่จะรักนั้นอาจจะกลับกลายเป็น 0 หรือติดลบไปเลยในทันที! แต่ถึงแม้ว่า เราจะเจอคนที่เราชอบหรือรัก…หากว่าเขาหรือเธอมีนิสัยใจคอที่บั่นทอนความรักปรากฎอยู่เด่นชัด  อาทิ  การเอาแต่ใจตัวเอง การเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง การเห็นแก่ตัว ฯลฯ นั่นก็คงจะทำให้เราลังเลที่จะก้าวต่อไปกับเขาหรือเธอในฐานะคู่ชีวิตหรือคู่หู!

ดังนั้น คงต้องอาศัยใจที่แข็งแรงเข้มแข็งเท่านั้นจึงจะทำให้เราสามารถฟันฝ่าอุปสรรคปัญหาที่เกิดจาก “ความเห็นแก่ตัว” ของทั้ง 2 ฝ่ายไปจนถึงเป้าหมาย!

และหากว่าเราเคยมีประสบการณ์กับความรักที่ล้ม เหลว หรือพังลงซึ่งทิ้งความเจ็บปวดและความผิดหวังไว้ให้กับเรา ก็จะยิ่งเป็นเรื่องยุ่งยากหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้เรายอมรับรักหรือสานรักกับผู้ใดอีกครั้งหนึ่ง!

ดังนั้น ถ้าเราคิดที่จะมีรักอีกครั้งหนึ่ง เราคงต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งมากกว่าที่เคยมีมา เราจึงจะสามารถลองเสี่ยงดูกับรักใหม่นั้นอีกครั้งหนึ่ง!

ใจอย่างนี้ยิ่งหายากเป็นทวีคูณ!

แต่ที่แปลกก็คือ ไม่ว่าเราจะเคยรักหรือไม่ หรือไม่ว่าเราจะเคยผิดหวังเรื่องความรักมาแล้วสักกี่ครั้ง ใจของเราก็ยังคงร่ำร้องและถวิลหาความรัก ทั้ง ๆ ที่ก็รู้อยู่แล้วว่ามีความเสี่ยงกับความเจ็บปวดและผิดหวังรออยู่ข้างหน้าก็ตาม! ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย เราจึงควรที่จะฝึกฝนใจของเราให้แข็งแรงอยู่เสมอ

พระวจนะของพระเจ้า (พระคัมภีร์) นับเป็นคู่มือที่ดีที่สุดในการช่วยฝึกฝนหัวใจของเราให้เข้มแข็ง ฉะนั้น หากคุณต้องการจะรักใครสักคนหรือต้องการร่วมทางร่วมชีวิตกับผู้ใด คุณจำเป็นต้องอ่านคำแนะนำจากหนังสือคู่มือแห่งรักเล่มนี้ และตั้งใจปฏิบัติตามอย่างเชื่อฟัง แล้วคุณจะแปลกใจที่หัวใจของคุณจะแข็งแกร่งมากกว่าที่ผ่านมา !

และเหนือกว่านั้นก็คือ… พระเจ้าผู้เป็นเจ้าของหนังสือเล่มนี้ ยังได้ทรงสัญญาว่า พระองค์จะทรงสถิตอยู่กับคนที่เชื่อฟังและเชื่อพึ่งวางใจพระองค์เสมอไป! สิ่งที่คุณควรรู้ก็คือ พระองค์เป็นพระเจ้าแห่งความรักที่ทรงฤทธิ์เข้มแข็ง

ดังนั้น หากคุณยึดมั่นในพระองค์ และพระวจนะของพระองค์ คุณก็จะเข้มแข็งมากพอที่จะรักใครก็ได้ในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นรักครั้งแรกหรือรักครั้งที่เท่าไรก็ตาม !

เพียงแค่ขอให้คุณรักให้ถูกคน รักให้ถูกต้อง และถูกทาง อย่างที่พระองค์ทรงเตือนสอนไว้ก็แล้วกัน !

ลองดูสิครับ!

 

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, e-mail thongchaibsc@gmail.com

จะค้นพบว่าพระเจ้าคือใครได้ที่ไหน ‏

book-leadership-lessons01-234x299

“…มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวหามิได้ แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำ ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า'” (มัทธิว 4:4)

ในกรีนสโบโร รัฐนอร์ธคาโรไรน่า มีสถาบันแห่งหนึ่งชื่อศูนย์ผู้นำสร้างสรรค์ เป็นศูนย์ที่มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความก้าวหน้าในการเข้าใจ ฝึก และพัฒนาการเป็นผู้นำทั่วโลก

หลายปีก่อนหน้า ที่ศูนย์แห่งนี้ทำการศึกษาเพื่อค้นหาว่าแนวคิดต่างๆนั้นถูกส่งต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนได้อย่างไร พวกเขามองไปที่องค์กรและหน่วยงานต่างๆ การทำงานของรัฐบาล และคริสตจักร แล้วพบว่าวิธีที่ได้ผลที่สุดในการสื่อความจริงไปสู่แต่ละบุคคล และให้คนๆนั้นรักษาเอาไว้ ด้วยการเล่าเรื่องที่กระตุ้นความสนใจ

เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ เราจะเห็นว่านี่คือวิธีที่ผู้เขียน (และผู้เขียนคนสำคัญที่สุด) สื่อความจริงกับเราด้วย ใช่ครับ มีบางตอนที่เป็นหลักศาสนศาสตร์ แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นการสื่อเรื่องของพระเจ้าผ่านเรื่องราวต่างๆมากกว่าอื่นใด

จริงๆแล้วพระคัมภีร์ถูกออกแบบมาเพื่อให้เราสามารถดื่มด่ำเข้าไปในประวัติศาสตร์การทรงสร้าง การล้มลง การไถ่ และพระสิริที่ดึงเราเข้าไป เปิดเผยให้รู้ว่าพระเจ้าคือผู้ใด จงซึมซับกับแต่ละหน้าของพระวจนะ เพราะมีไว้ให้เราได้ชิมรสชาติที่ประเสริฐที่สุด

ไปงานเลี้ยงแห่งพระวจนะอย่างสม่ำเสมอ และค้นหาว่าพระเจ้าคือผู้ใดเมื่อคุณดื่มดำลงไปในพระคำของพระองค์

อนุญาตโดย: Pastor Jack Graham

Jack Graham Power Point Ministry: www.powerpoint.org

ในพระหัตถ์

In His Hands 1

เขาเหล่านั้นชนะพญามารด้วยพระโลหิตของพระเมษโปดก  และเพราะคำพยานของพวกเขาเอง  เพราะเขาไม่ได้เสียดายที่จะพลีชีพของตน (วิวรณ์ 12:11)

มันสำคัญแค่ไหนสำหรับเราที่จะรู้ว่าชีวิตเราเป็นของพระเจ้า พระองค์เลือกวันที่เราเกิดมา และเลือกวันสุดท้ายของชีวิตเราไว้แล้ว และเรามีส่วนเกี่ยวข้องมากที่สุดในระหว่างช่องว่างของสองวันนั้น

ในวิวรณ์ 12:11 เราอ่านเรื่องบรรดาธรรมิกชนที่ต้องทนทุกข์ทรมาน “ที่ชนะ” (มาร) ด้วยพระโลหิตของพระเมษโปดก และคำพยานของพวกเขา พวกเขาไม่ได้รักชีวิตจนไม่ยอมพลีชีพ

พวกเขาไม่เสียดายที่จะพลีชีพของตน ผู้เชื่อเหล่านี้รู้ว่าชีวิตพวกเขาเป็นของพระเจ้า รู้ว่าในฐานะผู้ติดตามพระเยซูคริสต์ในช่วงความทุกข์ลำบากพวกเขาอาจเสียชีวิต และรู้ด้วยว่าเวลาของพวกเขาอยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า จึงกล้าพูดถึงความเชื่อที่มีในพระคริสต์ และไม่ว่าจะเกิดอะไรตามมา พวกเขาก็พร้อมเผชิญหน้า

มีเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์คริสเตียนถึงผู้เชื่อคนหนึ่งที่ถูกนำไปต่อหน้าซีซาร์ เขาถูกสั่งให้ประกาศละทิ้งความเชื่อ และไปยกย่องซีซาร์แทน ชายคนนั้นไม่ยอมทำ จักรพรรดิจึงบอกเขาว่า “ละทิ้งพระคริสต์ ไม่เช่นนั้นเราจะขับเจ้าไป”

คริสเตียนท่านนั้นตอบว่า “ท่านจะขับไล่ข้าพเจ้าไปจากพระคริสต์ไม่ได้ เพราะพระเจ้าตรัสว่า “เราจะไม่ละทิ้งเจ้าเลย”

จักรพรรดิกล่าวว่า “เราจะยึดทรัพย์ของเจ้า”
คริสเตียนท่านนั้นตอบว่า “ทรัพย์สมบัติของข้าพเจ้าอยู่ในสวรรค์ ท่านไม่อาจแตะต้องได้”
จักรพรรดิจึงกล่าวว่า “เราจะฆ่าเจ้า”
คริสเตียนท่านนั้นตอบว่า “ในพระคริสต์ข้าพเจ้าได้ตายจากโลกนี้ไป 40 ปีแล้ว ชีวิตข้าพเจ้าซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า ท่านไม่อาจแตะต้องได้”

จักรพรรดิหันไปหาเจ้าหน้าที่ในศาลพูดว่า “เราจะทำอย่างไรกับคนบ้าพวกนี้ดี?”

 

ขอพระเจ้าประทานคริสเตียนแบบนี้ให้เราอีกเยอะๆนะครับ

โดย: Pastor Greg Laurie

อนุญาตโดย  Harvest Ministries with Greg Laurie

PO Box 4000,Riverside,CA9251

 

อธิษฐานด้วยความมั่นใจ

pray in scripture 1

“และนี่คือความมั่นใจที่เรามีต่อพระองค์ คือถ้าเราทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ก็ทรงโปรดฟังเรา” (1ยอห์น 5:14)

ฉันเคยรีๆรอๆไม่ค่อยกล้าอธิษฐาน พบว่าตัวเองพูดจาตะกุกตะกักกับพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่รู้จะอธิษฐานอย่างไรขณะดิ้นรนต่อสู้กับความไม่แน่ใจและสงสัย ใจก็อยากจะพูดในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเชื่อว่าถ้าอธิษฐานในแบบที่ถูกต้อง พระเจ้าจะทรงฟังและตอบคำอธิษฐานในแบบที่ฉันต้องการให้พระองค์ทำ

หลังผ่านไปพอควร ในที่สุดก็มีใจกล้าพูดกับเพื่อนคนหนึ่งถึงความกลัวและสิ่งที่ฉันกำลังต่อสู้ เธอเล่าให้ฟังว่าเธอก็เคยต่อสู้ในเรื่องเดียวกัน เธอเล่าประสบการณ์ให้ฟัง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเธอค้นพบว่า “การอธิษฐาน” ไม่ใช่เป็นเรื่องของการพูด การขอในสิ่งที่ถูกต้อง แต่เป็นการสร้างสัมพันธ์กับพระเจ้าโดยการพูดคุยกับพระองค์ เธอยังแนะนำให้ฉันลองนำพระวจนะจากพระคัมภีร์มาใช้ในคำอธิษฐานเพื่อให้มีฤทธิ์อำนาจ เมื่อใช้พระคำของพระเจ้าเป็นตัวนำ ฉันเริ่มเกิดความมั่นใจและมีทิศทางในขณะที่ไม่รู้จะอธิษฐานอย่างไร

วันหนึ่งได้มีโอกาสอ่าน 1ยอห์น 5:14 และเห็นว่า เราสามารถอธิษฐานด้วยความมั่นใจเมื่อทูลขอในส่วนที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์: “และนี่คือความมั่นใจที่เรามีต่อพระองค์ คือถ้าเราทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ก็ทรงโปรดฟังเรา”

เมื่อเวลาผ่านไป การอธิษฐานโดยใช้พระวจนะยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้ฉัน เพราะรู้ว่ากำลังอธิษฐานตามน้ำพระทัยเมื่อได้อธิษฐานตามพระวจนะของพระองค์

ต้องการให้คำอธิษฐานเต็มไปด้วยพลังและหัวใจที่ซึมซับไปด้วยความเชื่อ เดี๋ยวนี้ฉันค้นหาพระประสงค์ และวิถีของพระองค์จากพระคัมภีร์ หนึ่งในนั้นคือฮีบรู 4:12 ที่พระองค์สอนว่าพระคำของพระองค์นั้น “ไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ” เมื่ออธิษฐานตามความจริงข้อนี้ ฉันทูลขอพระองค์ช่วยให้พระวจนะนั้นมีชีวิตในทุกๆสถานการณ์ และเกิดผลในชีวิตของผู้คนที่ฉันอธิษฐานถึง รวมถึงตัวเองด้วย

เดี๋ยวนี้บ่อยครั้งเวลาอธิษฐาน ฉันจะจำพระวจนะในพระคัมภีร์แล้วนำมาใช้ ตัวอย่างเช่น เมื่อรู้สึกว่าแผนการของฉันกำลังหลุดไปจากการควบคุม เยเรมีย์  29:11 จะขึ้นมาในความคิด

พระเจ้าไม่ได้มองหาคำพูดที่สมบูรณ์แบบ แล้วก็ไม่มีสูตรตายดัวด้วย และเมื่อแรงกดดันให้พูดในรูปแบบที่ถูกต้องหมดไป การอธิษฐานกลับกลายเป็นสิ่งโปรดปรานที่ฉันอยากทำ — ไม่ว่าจะตามลำพังหรือกับเพื่อนๆ

บางครั้งแค่นั่งสงบนิ่งและปล่อยให้พระเจ้ากระซิบพระสัญญาเข้ามาในความคิด และฉันอธิษฐานขอให้พระเจ้าเติมเต็มพระสัญญานั้นเกิดเพื่อให้เกิดขึ้นเป็นจริงในชีวิต

โดย: Renee Swope

Encouragement for today : www.crosswalk.com

พิสูจน์พระเจ้าในเรื่องการเงิน

tithes_coins

พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า จงนำทศางค์ เต็มขนาดมาไว้ในคลัง เพื่อว่าจะมีอาหารในนิเวศของเรา จงลองดูเราในเรื่องนี้ดูทีหรือว่า  เราจะเปิดหน้าต่างในฟ้าสวรรค์ให้เจ้า และเทพรอย่างล้นไหลมาให้เจ้าหรือไม่ (มาลาคี 3:10)

คุณจะพูดอะไรก็ได้ตามต้องการว่าคุณนั้นถูกต้องตรงต่อพระเจ้า แต่ถ้าคุณไม่ถูกต้องต่อพระเจ้าในเรื่องเงินของคุณ คุณก็ยังไม่ถูกต้องต่อพระเจ้า การสำนึกในแบบที่แตะต้องบัญชีธนาคารไม่ได้นั้น เป็นการสำนึกที่ยังแตะไปไม่ถึงหัวใจ

ในมาลาคี  3:7 พระเจ้าตรัสว่า “…เจ้าจงกลับมาหาเรา และเราจะกลับมาหาเจ้าทั้งหลาย แต่เจ้ากล่าวว่า ‘เราทั้งหลายจะกลับมาสถานใด’  ที่พระเจ้าทรงตอบในข้อ 8 เผยให้เห็นถึงการกลับมาหาพระองค์ด้วยทศางค์และเครื่องบูชา

จุดที่หันกลับมานั่นคือจุดเริ่มต้น ถ้าคุณจะกลับมาหาพระเจ้าและต้องการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพระองค์ คุณต้องเริ่มจากการถวายทศางค์ (สิบลด) ก่อน

ถึงเวลาที่จะนำพระคำมาปฏิบัติให้เกิดได้จริงโดยผ่านทางสมุดเช็คของคุณครับ!

ชีวิตของคุณที่ดำเนินในส่วนนี้กับพระเจ้าเป็นอย่างไรบ้างครับ?

อนุญาตโดย: Pastor Jack Graham

Jack Graham Power Point Ministry: www.powerpoint.org

เน้นไปที่นิรันดร

Bread of life

“พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่วางใจในเรา จะไม่กระหายอีกเลย” (ยอห์น 6:35)

บางครั้งผู้คนในโบสถ์ใหญ่ๆรู้สึกเศร้าใจไปกับเรื่อง “ทางโลก” เพราะค่าใช้จ่ายมหาศาลสำหรับตัวอาคารและการดูแลรักษา ผมเคยได้ยินว่า “ทำไมไม่เอาเงินนี้ไปเลี้ยงดูคนจน?”

นี่คือคำตอบของผม “ผู้คนต้องการพระเยซู” นักสังคมสงเคราะห์คิดว่ามนุษย์ทุกคนต้องการอาหาร ถ้าผมมีเงินเป็นแสนๆล้าน แล้วเอาเงินไปซื้ออาหารแจกทุกคนที่บนโลก ภายในไม่กี่ชั่วโมง พวกเขาก็จะหิวอีก

การเลี้ยงดูคนจนไม่ใช่สิ่งที่ผิด เป็นสิ่งที่เราควรทำ แต่นักสังคมสงเคราะห์เน้นไปที่ของชั่วคราว แต่ผู้ที่ประกาศพระกิตติคุณจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นนิรันดร์ ผู้คนต้องการมากกว่าอาหารและสบู่ พวกเขาต้องการความรอด

คิดถึงหนทางที่คุณอาจมีส่วนร่วมในการเลี้ยงอาหาร บริจาคเสือ้ผ้า และหาที่อยู่ให้คนจรจัด เพื่อเปิดประตูโอกาสนำอาหารแห่งชีวิตของพระเยซูคริสต์ไปเลี้ยงดูพวกเขาด้วยนะครับ

โดย: Pastor Adrian Rogers’ daily devotional

อนุญาตโดย: Love worth finding ministries: www.lwf.org

 

สารจากศิษยาภิบาล

2 มิถุนายน 2013

สวัสดีครับชาว CJ

ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านที่มาในวันนี้ ไม่ว่าท่านจะเป็นสมาชิกหรือไม่ใช่ก็ตาม!

ค่าย CJ ของเราก็ใกล้เข้ามาแล้ว ผมเสียดายแทนทุกท่านที่ไปไม่ได้ และดีใจแทนทุกท่านที่ได้ไป!

2-3 วันในค่ายเป็นประสบการณ์ที่ให้ความทรงจำที่ดี นับเป็นของขวัญอันยั่งยืนสำหรับชีวิต!

ตลอดชีวิตของผม …ผมได้รับพระพรจากพระเจ้าในทุกค่ายที่ผมไป แม้แต่ในค่ายที่ผมเองไม่อยากไป!

หากเรามีอุปสรรคใด ขวางกั้นอยู่ ขอให้พี่น้องมองไปที่พระเจ้าและพี่น้องอีกมากมายที่ใสซื่อบริสุทธิ์ที่กำลังต้องการพวกเราไปช่วยบรรจุความทรงจำอันล้ำค่าไว้ในสมอง และในใจของพวกเขา

ดังนั้น เวลานี้เราควรจะรีบ clear ใจและ clear งานของเราเพื่อเราจะสามารถไปใช้ชีวิตร่วมกันในค่าย  Believe, Behave และ Belong” วันที่ 14-16 มิถุนายน The Grace อัมพวา ในปีนี้ได้ อนึ่ง จะมีผู้รับบัพติศมาหลายคน  จึงขอให้เราไปร่วมกันให้กำลังใจแก่เขาและเธอด้วยกันนะครับ!

สำหรับ วันพฤหัส ผมขอแสดงความนับถือต่อผู้ที่สามารถฟันฝ่าทั้งฝนฟ้าและจราจร สามารถ เอาชนะอุปสรรค และมาร่วมศึกษาพระคัมภีร์ด้วยกันได้ ขอพระเจ้าอวยพรเป็นทวีคูณ

เวลานี้ ผมขอเชิญชวนพี่น้องอธิษฐานเผื่อสถานที่นมัสการของเรา ทั้ง ณ ที่นี้ และที่กำลังมองหาใหม่ ถ้าพระเจ้าทรงอนุญาตและทรงช่วยเหลือ เราจะอยู่ที่นี่ตลอดไป  แต่หากพระเจ้าทรงนำให้เราขยับขยาย หรือย้ายจากที่นี่ เราก็จะเชื่อฟังพระองค์!

ดังนั้น เราจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรจนกว่าพระเจ้าจะทรงนำให้เราเห็นพ้องต้องกันอย่างชัดเจนว่า ถึงเวลาที่เราจะต้องเปลี่ยนแล้ว!

ประกาศ!

เช้าวันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน  เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ คริสตจักรมหาชล ที่ นวมินทร์ 24 จะมีการถวายอาคารพระนิเวศน์ โนอาห์ เพื่อราชกิจของพระเจ้า สมาชิกท่านใดไปได้ ขอเชิญไปร่วมด้วยนะครับ!

สุดท้ายนี้  ผมจะใช้เวลาเดือนละ 1 ครั้ง ลงชีวิตกับคนที่ต้องการรับการถ่ายทอดนิมิต ประสบการณ์ชีวิต และแนวทางการรับใช้จากผมอย่างจริงจัง! (ทั้งกับสมาชิก CJ , Agape และ NVB)

ผู้ใดปรารถนาที่จะร่วมในการปลูกฝังและสร้างชีวิต ขอกรุณาแจ้งผมด้วย

และ…อย่าลืมอธิษฐานเผื่อใครสักคนหรือกับใครสักคนก่อนจะกลับบ้านนะครับ!

ขอพระเจ้าอวยพร

ด้วยรัก

ศจ. ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ (ศิษยาภิบาล )