ทุกสิ่ง

everything 1

เรารู้ว่า  พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง  คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์ (โรม 8:28)

มีบางเวลาในชีวิตคริสเตียนของเรา พระเจ้าทรงทำบางสิ่ง หรือไม่ทำในสิ่งที่เราอยากให้พระองค์ทำ เราดูแล้วไม่มีเหตุผล เป็นเพราะไม่เห็นภาพรวมใหญ่ เราอาจคิดเหมาเอาผิดๆว่าพระเจ้าทิ้งเราไปแล้ว แต่เราจำต้องวางใจในพระองค์ในช่วงเวลาเหล่านี้ จำไว้ว่าพระเยซูคริสต์เป็นผู้ประพันธ์ และเป็นผู้ประทานความเชื่อกับเราจนถึงวันสุดท้าย พูดอีกแบบคือ อะไรที่พระเจ้าเริ่มต้น พระองค์จะทำให้สำเร็จ

จำพระคำจากหนังสือฟีลิปปีบทแรกได้หรือไม่? “ข้าพเจ้าแน่ใจว่าพระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีไว้ในพวกท่านแล้ว จะทรงกระทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์” (ฟีลิปปี 1:6)

เมื่ออายุมากขึ้น ผมหลงๆลืมๆอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าพระเจ้าลืมเราล่ะ? เป็นความคิดที่น่ากลัวเอาการ นึกภาพตัวเองตกอยู่ท่ามกลางการทดลองที่น่ากลัว ในขณะที่พระเจ้าเฝ้ามองและรอคอยให้ถึงเวลาที่จะนำเราออกมา จู่ๆโทรศัพท์ก็ดัง ดูเหมือนพระองค์หายไปนานมาก

ขอบพระคุณที่พระเจ้าไม่เคยลืมเรา ทรงควบคุมอยู่ตลอดไป – และตลอดไป ทรงทราบดีว่าทำสิ่งใดอยู่ และจะทรงทำสิ่งที่พระองค์ตั้งต้นไว้ให้สำเร็จ

บางครั้งในระหว่างขั้นตอน เราอาจคิดว่าพระเจ้าหายไป พระองค์ยังอยู่ เราต่างหากที่หายตัวไป จากมุมมองอันจำกัดของเรา เราคิดในเรื่องชั่วคราว แต่พระเจ้าทรงอยู่ในนิรันดร์กาล เราคิดถึงวันนี้ พระเจ้าทรงวางแผนการสำหรับพรุ่งนี้ … ที่จริง พระองค์อยู่ที่นั่นแล้ว เรานึกถึงความสะดวกสบาย แต่พระเจ้านึกถึงลักษณะนิสัย เราคิดถึงเวลาที่ง่ายดาย แต่พระเจ้าคิดว่าทำอย่างไรให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น

ดังนั้นวางใจในพระองค์ ไม่ว่าสถานการณ์หรือความยากลำบากใดๆ เชื่อในพระสัญญาในฐานะลูกของพระองค์ …ทุกสิ่งกำลังทำการเพื่อผลอันดี

โดย: Pastor Greg Laurie

อนุญาตโดย  Harvest Ministries with Greg Laurie

PO Box 4000,Riverside,CA9251

 

คุ้มที่สุด

paul_in_prison

เหตุฉะนั้นเพราะเห็นแก่พระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า ในการประทุษร้ายต่างๆในความยากลำบาก  ในการถูกข่มเหง ในความอับจน เพราะว่าข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น (2โครินธ์ 12:10)

บางครั้งในฐานะผู้เชื่อเราอาจมีจิตวิญญาณที่แผ่วลง พอมีสัญญาณบ่งถึงความทุกข์และความยากลำบาก เราก็ม้วนตัวอยู่ในห่อพูดว่า “ฉันไม่ได้ขอให้เป็นแบบนี้ ไม่อยากเจอความยากลำบาก อยากจะไปได้ดีกับทุกๆคน”
แต่ถ้าคุณเป็นผู้ติดตามพระเยซูอย่างแท้จริง จะมีความทุกข์เข้ามาในชีวิต และนี่คือคำอธิบายว่าความทุกข์นั้นเป็นอย่างไรจาก อ.เปาโล :

เขาเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์หรือ ข้าพเจ้าเป็นดีกว่าเขาเสียอีก (ข้าพเจ้าพูดอย่างคนบ้า) ข้าพเจ้าทำงานใหญ่ยิ่งกว่าเขาอีก ข้าพเจ้าติดคุกมากกว่าเขา ข้าพเจ้าถูกโบยตีเกินขนาด ข้าพเจ้าหวิดตายบ่อยๆ พวกยูเดียเฆี่ยนข้าพเจ้าห้าครั้งๆละสามสิบเก้าที เขาตีข้าพเจ้าด้วยตะบองสามครั้ง เขาเอาก้อนหินขว้างข้าพเจ้าครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเผชิญภัยเรือแตกสามครั้ง ข้าพเจ้าลอยอยู่ในทะเลวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ข้าพเจ้าต้องเดินทางบ่อยๆ เผชิญภัยอันน่ากลัวในแม่น้ำ เผชิญโจรภัย เผชิญภัยจากชนชาติของข้าพเจ้าเอง เผชิญภัยจากคนต่างชาติ เผชิญภัยในนคร เผชิญภัยในป่า เผชิญภัยในทะเล เผชิญภัยจากพี่น้องทรยศ ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก ต้องอดหลับอดนอนบ่อยๆ ต้องหิวและกระหาย ต้องอดข้าวบ่อยๆ ต้องทนหนาวและเปลือยกาย (2โครินธ์ 11:23-27)

เช่นเดียวกับ อ.เปาโล ถ้าพระเจ้าจะใช้คุณ คุณก็จะถูกโจมตี ถ้าคุณเป็นคริสเตียนแท้ คุณก็จะถูกแรงเสียดทาน ถ้าคุณเป็นคริสเตียนแท้ คุณก็จะเผชิญกับการต่อต้าน

ผมไม่ได้พยายามจะวาดภาพว่าเป็นคริสเตียนนั้นย่ำแย่ ผมพยายามพูดอย่างจริงใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับการเป็นผู้ติดตามพระเยซูคริสต์ แต่มันคุ้มที่สุดจริงๆ

โดย: Pastor Greg Laurie

อนุญาตโดย  Harvest Ministries with Greg Laurie

PO Box 4000,Riverside,CA9251

 

สารจากศิษยาภิบาล

23 มิถุนายน 2013

 สวัสดีพี่น้อง CJ ที่รัก

ผมประทับใจในน้ำใจของชาว CJ ทุกคนในค่าย Believe Behave และ Belong ที่ผ่านมา  ผมเห็นศักยภาพของ   แต่ละกลุ่มพันธกิจ CJ แล้วเป็นปลื้มมากๆ !

ทุกกลุ่มทำหน้าที่ด้วยใจ ขอยกนิ้วให้ เสียดายแทนบางคนที่ไม่ได้ไปร่วม!

ผมขอย้ำนะครับว่า การไปค่ายโบสถ์เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้เลย ไม่ว่าจะเอาการนมัสการวันอาทิตย์ใดมาแลกก็ไม่เหมือนหรือจะเอาทั้งปีที่มาโบสถ์มาแลกก็ไม่ได้ เพราะว่าเป็นการใช้ชีวิตร่วมกันที่ใกล้ชิดกว่ากันมากมายนัก ดังนั้น ปีหน้าอย่าพลาดนะครับ หากคุณเป็นสมาชิก CJ  จริง ๆ  หวังว่า จะได้พบปะและมีสามัคคีธรรมร่วมกันในค่าย CJ ปี 2014!

ขอแจ้งว่า นับจากนี้ไป บทความในใบแทรกของสูจิบัตร CJ จะมีเรื่องราวและเกร็ดความรู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์และนอกพระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องมาแบ่งปัน (อาจไม่ใช่แนวข้อคิดคำคมอีกต่อไป) เพื่อช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในฝ่ายจิตวิญญาณมากขึ้น  ดังนั้นขอทุกท่านอ่าน และเก็บทุกตอนไว้เพื่อท่านจะสามารถสอนผู้อื่นต่อๆ ไปได้!

ขอบคุณพระเจ้าและขอยินดีกับผู้รับบัพติศมา 11 คน ในค่ายคือ

1. (ว่าที่ ดร.) จุฬาลักษณ์ ตลับนาค (ออม)                         2.คุณวิลาวัลย์ โตทอง  (ไนซ์)

3.คุณรัชนี จณะวัตร (หมี)                                                     4. คุณพัชรีย์พร สรรพสูพ  (พัช)

5. คุณจิตรา สะโมสูงเนิน (ตูน)                                             6. คุณวันทนา ยะมะโน (อุ๋ย)

7. คุณสมพร พรสมบุญดี  (หนุ่ย)                                          8.คุณสรณีย์   โลหะทัศน์  (เป้)

9.คุณฤชากร ศุภารัตน์ (ตั้ม)                                                  10.คุณพิมพกานต์ บุญเพียรผล (ผิง ผิง)

11. คุณทัณฑิมา สิริเลิศประเสริฐ (นุ้กกี้)

ขอให้เราช่วยพวกเขาให้เติบโตในฝ่ายจิตวิญญาณจนพวกเขากลายเป็นผู้ให้อย่างพระเยซูคริสต์นะครับ!

บัพติศมารุ่นต่อไปจะมีในเดือนกันยายน ดังนั้น ผู้ใดประสงค์จะรับกรุณาแจ้งชื่อได้ที่ครูเอ๋ ของเรา

ขอบคุณพระเจ้าที่ในกลุ่มแคร์(วันอังคาร) มีผู้ไปร่วมแน่นขนัด และกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์(วันพฤหัส) ก็มีผู้สู้ไม่ถอยกับปัญหาจราจร และฟ้าฝน ผมสรรเสริญพระเจ้าจริง ๆ สำหรับพี่น้องของผมที่รักและหิวกระหายในพระวจนะของพระเจ้า จงจำไว้ว่า คุณจะเติบโตไม่ได้ถ้าคุณไม่ได้กินอาหาร และคุณแข็งแรงไม่ได้ ถ้าขาดอาหาร ดังนั้น  ผมขอเชิญชวนสมาชิก CJ แท้ที่ปรารถนาจะเติบโตและประพฤติปฏิบัติตนตามพระวจนะของพระเจ้าเข้าเรียนพระคัมภีร์ในทุกวันพฤหัส และวันอาทิตย์ (รวมทั้งวันอื่น ๆ ที่มี) นะครับ ทั้งคนที่เคยมาเรียนแล้วหยุดไป และคนที่ยังไม่เคยมาเรียน!

ขอให้เรารักกันให้มาก ขอให้เราสำแดงความรักนั้นออกมาให้ประจักษ์

ขอขอบคุณ อ. พงษ์ศักดิ์ ที่ได้แบ่งปันพระวจนะในวันนี้ !

ขอพระเจ้าทรงเป็นพยานและได้รับพระเกียรติจากทุกสิ่งที่เราพูด คิด และทำ

ด้วยรักจากใจ

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์    ศิษยาภิบาล

ประกาศ ! บุรุษแท้แห่ง CJ ทุกท่าน หากท่านเต็มใจจะร่วมลงชีวิตกับผมเพื่อพัฒนาความเป็นผู้ชายอย่างที่พระเจ้า

              ประสงค์  ขอลงชื่อได้ที่คุณฝา และคุณกระดาษ!

คนเก็บภาษี คนเข้ารีต และคนต่างชาติ

Tax collectors 1

คนเก็บภาษี คนเข้ารีต และคนต่างชาติ

(Tax Collector, Proselyte(convert) & Gentiles)

      คน 2 กลุ่มที่ถูกคนยิวดูถูกอย่างมากในอดีต คือ       1.คนเก็บภาษี     และ   2. คนต่างชาติ

      ส่วนคนเข้ารีตนั้นพอจะเป็นที่รับได้มากกว่า

1) คนเก็บภาษี คือคนที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลโรมให้รับผิดชอบเก็บเงินภาษีของประชาชนในแต่ละเขตปกครอง(พื้นที่) ส่งไปให้โรมตามที่ตกลงกัน ภาษีเหล่านี้คือ ภาษีทั้งส่วนตัวโดยตรง และภาษีจากสิ่งของที่มีการขนส่งจากที่แห่งหนึ่งไปยังที่อีกแห่งหนึ่ง คนเก็บภาษีเหล่านี้จะมีรายได้จากส่วนที่เหลือจากการส่งเงินให้โรม อันจะเป็นค่าแรงงานตอบแทนของพวกเขา แต่ระบบการเก็บภาษีเหล่านั้นหละหลวมและมีโอกาสที่จะฉ้อโกงได้โดยง่าย ทำให้พวกเขามีชื่อเสียงไม่ดี และถูกตราหน้าว่า เป็นพวกคนบาป (มธ.5:46;9:10;11:9;18:17;มก.2:15-17)

พวกยิวเกลียดพวกโรมที่ปกครองพวกเขา แต่ยิ่งรังเกียจพวกคนยิวที่เก็บภาษีชาวยิวและส่งไปให้กับโรมถือว่าเป็นพวกขายชาติ แต่ในสมัยของพระเยซูคริสต์ มีคนเก็บภาษีหลายคนได้ยินข่าวประเสริฐและกลับใจใหม่จำนวนไม่น้อย

      “พวก​คน​เก็บ​ภาษี​ต่าง​ก็​มา​ขอ​รับ​บัพติศมา​ด้วย และ​ถาม​ท่าน​ว่า “อาจารย์ เรา​ต้อง​ทำ​อย่างไร?” ท่าน​จึง​ตอบ​พวก​เขา​ว่า “อย่า​เก็บ​ภาษี​เกิน​พิกัด” (ลก.3:12-13) (มธ.21:31-32;ลก.18:13)

หนึ่งในนั้นคือ มัทธิว ที่ได้กลายมาเป็น 1 ในอัครทูต 12 คน

“พระเยซู​เสด็จ​ลง​เรือ​ข้าม​ฟาก​ไป​ยัง​เมือง​ของ​พระองค์ นี่แน่ะ เขา​ทั้งหลาย​หาม​คน​ง่อย​คน​หนึ่ง​ซึ่ง​นอน​อยู่​บน​ที่​นอน​มา​หา​พระองค์ เมื่อ​พระเยซู​ทอด​พระเนตร​เห็น​ความ​เชื่อ​ของ​พวก​เขา จึง​ตรัส​กับ​คน​ง่อย​ว่า “ลูก​เอ๋ย จง​ชื่นใจ​เถิดบาป​ของ​เจ้า​ได้​รับ​อภัย​แล้ว” เมื่อ​ได้​ยิน​ดังนั้น พวก​ธรรมาจารย์​บางคน​คิด​ใน​ใจ​ว่า “คน​นี้​หมิ่น​ประมาท​    พระเจ้า” พระเยซู​ทรง​ทราบ​ความ​คิด​ของ​พวก​เขา จึง​ตรัส​ว่า “ทำไม​พวก​ท่าน​จึง​คิด​การ​ชั่ว​อยู่​ใน​ใจ? การ​ที่​พูด​ว่า ‘บาป​ต่างๆ ของ​ท่าน​ได้​รับ​อภัย​แล้ว’ กับ​การ​พูด​ว่า ‘จง​ลุก​ขึ้น​เดิน​ไป​เถิด’ แบบ​ไหน​จะ​ง่าย​กว่า​กัน? ทั้ง​นี้​เพื่อ​ให้​ท่าน​รู้​ว่า บุตรมนุษย์​มี​สิทธิ​อำนาจ​ใน​โลก​ที่​จะ​อภัย​บาป​ได้” พระองค์​จึง​ตรัส​สั่ง​คน​ง่อย​ว่า “จง​ลุก​ขึ้น​ยก​ที่​นอน​กลับ​ไป​บ้าน​ของ​ท่าน” เขา​จึง​ลุก​ขึ้น​ไป​บ้าน เมื่อ​ฝูงชน​เห็น​ดังนั้น พวก​เขา​ก็​เกรงกลัว แล้ว​พา​กัน​สรรเสริญ​พระเจ้า ผู้​ประทาน​สิทธิ​อำนาจ​เช่น​นั้น​แก่​มนุษย์ เมื่อ​พระเยซู​เสด็จ​เลย​ตำบล​นั้น​ไป ก็​ทอด​พระเนตร​เห็น​คน​หนึ่ง​ชื่อ​มัทธิว​นั่ง​อยู่​ที่​ด่าน​ภาษี จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “จง​ตาม​เรา​มา​เถิด” เขา​ก็​ลุก​ขึ้น​ตาม​พระองค์​ไป เมื่อ​พระองค์​ประทับ​และ​เสวย​อาหาร​อยู่​ใน​บ้าน มี​คน​เก็บ​ภาษี​และ​คน​บาป​อื่นๆ หลาย​คน เข้า​มา​ร่วม​รับประทาน​อาหาร​กับ​พระเยซูและ​กับ​บรรดา​สาวก​ของ​พระองค์ 

เมื่อ​พวก​ฟาริสี​เห็น​แล้วก็​กล่าว​กับ​พวก​สาวก​ของ​พระองค์​ว่า “ทำไม​อาจารย์​ของ​พวก​ท่าน​จึง​รับประทาน​อาหาร​ด้วย​กัน​กับ​พวก​คนเก็บ​ภาษี และ​พวก​คน​บาป?” เมื่อ​พระเยซู​ทรงได้​ยิน​แล้ว​ก็​ตรัส​ว่า “คน​แข็งแรง​ไม่​ต้อง​การ​หมอ แต่​คน​เจ็บ​ป่วย​ต้อง​การ ท่าน​จง​ไป​เรียน​ความ​หมาย​ของ​คัมภีร์​ข้อ​นี้ ที่​ว่า ‘เรา​  ประสงค์​ความ​เมตตาไม่​ประสงค์​เครื่อง​สัตวบูชา’ ด้วย​ว่า​เรา​ไม่​ได้​มา​เพื่อ​เรียก​คน​ชอบธรรม แต่​มา​เรียก​คน​บาป”  (มธ.9:1-13)

     “ฟีลิปและ​บารโธโลมิว โธมัส และ​มัทธิว​คน​เก็บ​ภาษี ยากอบ​บุตร​อัลเฟอัส​และ​เลบเบอัส ผู้​ที่​มี​ชื่อ​อีก​ว่า​ธัดเดอัส”  (มธ.10:3)

     และอีกคนหนึ่งที่โด่งดังรู้จักกันทั่วคือ ซัคเคียส ที่มีเรื่องราวน่าสนใจดังนี้

    “เมื่อ​พระเยซู​เสด็จ​เข้า​ไป​ใน​เมือง​เยรีโค​และ​กำลัง​เสด็จ​ผ่าน​ไป​ตาม​ทาง มี​ชาย​คน​หนึ่ง​ชื่อ​ศักเคียส​อยู่​ที่​นั่น เขา​เป็น​นายด่าน​ภาษี​และ​เป็น​คน​มั่งมี เขา​พยายาม​จะ​ดู​ว่า​พระเยซู​เป็น​ใคร แต่​คน​มาก​จึง​มอง​ไม่​เห็น เพราะ​เขา​เป็น​คน​เตี้ย เขา​จึง​วิ่ง​ไป​ข้างหน้า ปีน​ขึ้น​ต้น​มะเดื่อ​เพื่อ​จะ​ได้​มอง​เห็น​พระองค์ เพราะว่า​พระองค์​กำลัง​จะ​เสด็จ​ผ่าน​ทาง​นั้น เมื่อ​พระเยซู​เสด็จ​มา​ถึง​ที่​นั่น พระองค์​แหงน​พระพักตร์​ดู​ศักเคียส​แล้ว​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ศักเคียส​เอ๋ย จง​รีบ​ลง​มา เพราะว่า​วันนี้​เรา​จะ​ต้อง​พัก​อยู่​ใน​บ้าน​ของ​ท่าน” แล้ว​เขา​ก็​รีบ​ลง​มา​ต้อนรับ​พระองค์​ด้วย​ความ​ชื่นชม​ยินดี ทุก​คน​ที่​เห็น​แล้ว​ก็​พา​กัน​บ่น​และ​กล่าว​ว่า “ท่าน​ผู้​นี้​จะ​เข้า​ไป​พัก​อยู่​กับ​คนบาป” ส่วน​ศักเคียส​นั้น​ยืน​ขึ้น​ทูล​องค์​พระผู้เป็นเจ้า​ว่า “องค์​พระผู้เป็นเจ้า ทรัพย์​สิ่งของ​ของ​ข้าพระองค์ ข้าพระองค์​ยอม​ให้​คน​ยากจน​ครึ่งหนึ่ง และ​ถ้า​ข้าพระองค์​โกง​อะไร​ของ​ใคร​มา ก็​ยอม​คืน​ให้​เขา​สี่​เท่า” พระเยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “วันนี้​ความ​รอด​มา​ถึง​บ้าน​นี้​แล้ว เพราะ​คนนี้​เป็น​ลูก​ของ​       อับราฮัม​ด้วย เพราะว่า​บุตรมนุษย์​มา​เพื่อ​จะ​แสวงหา​และ​ช่วย​ผู้​ที่​หลงหาย​ไป​นั้น​ให้​รอด”  (ลก.19:1-10)

     ต้องขอบคุณพระเจ้าที่พระเยซูคริสต์ไม่ได้ทรงดูถูกหรือรังเกียจคนเก็บภาษีที่ถูกสังคมมองว่าเป็นคนบาปเหล่านี้เลย พระองค์ทรงรักและให้โอกาสพวกเขากลับใจใหม่ มาหาพระองค์ โดยพระองค์ทรงยินดีต้อนรับรับทุกคนด้วยความรัก และด้วยความเห็นใจอยู่เสมอ!

     ดังนั้น วันนี้ หากคุณรู้สึกว่า คุณเป็นคนบาปที่ต้องการพระคุณและความเมตตาจากพระเจ้าอย่างคนเก็บภาษีเหล่านี้  คุณควรกลับใจเสียใหม่รับการอภัยโทษบาป และรับฐานะใหม่คือ บุตรของพระเจ้า!

     ณ บัดนี้เลย  จะดีไหมครับ ?

 -ธงชัย ประดับชนานุรัตน์- twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/

thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

ทำอย่างไรไม่ให้ซาตานลากคุณลงไป

undertow 1

เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงน้อมใจยอมฟังพระเจ้า จงต่อสู้กับมาร และมันจะหนีท่านไป ท่านทั้งหลายจงเข้าใกล้พระเจ้า และพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน คนบาปทั้งหลายเอ๋ย จงชำระมือให้สะอาด และคนสองใจ จงชำระใจของตนให้บริสุทธิ์ (ยากอบ 4:7-8)

ส่วนหนึ่งของความสุขในชีวิตผมคือได้อยู่ทีเวสท์ปาล์มบีช ฟลอริดา ผมยังจำวันเหล่านั้นได้ดี โดยเฉพาะวันเสาร์ที่เราไปที่ชายหาดกับลูกๆ และสิ่งหนึ่งที่ใครๆก็เตือนเมื่อพาลูกไปที่ชายหาด – ระวังคลื่นใต้น้ำ

คลื่นใต้น้ำในมหาสมุทรคือกระแสน้ำที่สามารถดึงคุณลงไปข้างใต้ได้แม้ข้างบนจะดูสงบนิ่ง  มันเกิดจากน้ำที่ซัดเข้าชายฝั่งแล้วเวียนกลับสู่ทะเล แต่คลื่นใต้น้ำยังไม่อันตรายเท่า ผิวน้ำที่ดูสงบนิ่งด้านบน

ในฐานะคริสเตียน เราเผชิญกับคลื่นใต้นำฝ่ายวิญญาณทุกวัน และไม่ใช่กำลังของพวกมันที่ทำให้เหนือกว่า ซาตานไม่มีทางเทียบกับพระคริสต์ที่อยู่ในคุณได้ สิ่งที่ทำให้พวกมันเป็นอันตรายคือผู้คนมักประมาทกับการงานของมัน จนกระทั่งถูกมันลากลงไปข้างใต้

ทางออกของปัญหานี้คือลงไปที่ใต้ผิวหน้าของชีวิตเรา และเผชิญหน้ากับแผนการของศัตรู ประเมินสิ่งที่คุณต่อสู้อย่างเป็นจริง ก้าวออกไปจัดการกับอิทธิพลของมัน และประกาศพระคริสต์ในทุกๆด้านของชีวิต

พยุงวิญญาณให้ลอยเหนือน้ำไว้ มองลึกลงไปใต้ผิวหน้าของชีวิต และทำสงครามต่อต้านซาตานในทุกที่ๆมันโจมตี !

อนุญาตโดย: Pastor Jack Graham

Jack Graham Power Point Ministry: www.powerpoint.org

 

ไม่ใช่ไม่สามารถ แต่ไม่ว่าง

serving God

เราคือเยโฮวาห์ นั่นเป็นนามของเรา พระสิริของเรา เรามิได้ให้แก่ผู้อื่น หรือให้คำที่สรรเสริญเราแก่รูปแกะสลัก (อิสยาห์ 42:8)

พระเจ้าแสวงหาคนแบบไหนเพื่อมารับใช้? พระองค์มองหาคุณสมบัติแบบไหนในตัวบุคคล? ฉลาดล้ำ? มีความเป็นผู้นำสูง? พระเจ้าจะสามารถใช้คนที่ขี้อายได้หรือ? คนที่พระองค์เลือกจำเป็นต้องเก่ง หล่อ สวยหรือเปล่า?

คำตอบสำหรับคำถามด้านบนคือ “ไม่จำเป็นครับ” บางครั้งดูเหมือนพระองค์ไปดั้นด้นค้นหาคนที่ไม่มีใครคาดคิดให้มาทำงานถวายพระองค์

ถ้าผมต้องเลือกพระคำสักตอนที่คิดว่าสรุปชีวิตคริสเตียนของผมได้ดีที่สุดก็น่าจะเป็นจาก 1โครินธ์ 1:26–29 ที่ อ.เปาโลเขียนไว้

ดูก่อนพี่น้องทั้งหลายจงพิจารณาดูว่า พวกท่านที่พระเจ้าได้ทรงเรียกมานั้นเป็นคนพวกไหน มีน้อยคนที่โลกนิยมว่ามีปัญญา มีน้อยคนที่มีอำนาจ มีน้อยคนที่มีตระกูลสูง แต่พระเจ้าได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าโง่เขลา เพื่อทำให้คนมีปัญญาอับอาย และได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าอ่อนแอ เพื่อทำให้คนที่แข็งแรงอับอาย พระเจ้าได้ทรงเลือกสิ่งที่โลกถือว่าต่ำต้อยและดูหมิ่น และเห็นว่าไร้สาระ เพื่อทำลายสิ่งซึ่งโลกเห็นว่าสำคัญเพื่อมิให้มนุษย์สักคนหนึ่งอวดต่อพระเจ้าได้

ไม่มีใครเลยที่มีน้อยกว่าที่ผมมีในชีวิต ผมน่าจะเรียกได้ว่าเป็นคนสุดท้ายในทีมที่ถูกเลือกให้ลงเล่นไม่ว่าจะในกีฬาประเภทใด ผมไม่ได้มีการศึกษาอะไร เป็นคนที่สุดขั้วมาแล้วในทุกด้านของชีวิต และเมื่อพระเจ้าเรียกผมให้ไปทำงานถวาย มันชัดเจนว่าเป็นการกระทำของพระองค์ – ไม่ใช่ผมเอง เป็นเพราะว่าพระเจ้าจะไม่ให้พระสิริของพระองค์ไปตกอยู่กับมือมนุษย์คนหนึ่งคนใด

อย่างที่ได้กล่าวไป – พระเจ้าไม่ได้มองหาความสามารถมากเท่ากับใจที่พร้อมรับใช้ คุณพร้อมจะทำงานถวายพระองค์หรือเปล่าครับ?

 โดย: Pastor Greg Laurie

อนุญาตโดย  Harvest Ministries with Greg Laurie

PO Box 4000, Riverside, CA9251

 

จะพบคุณค่าแท้จริงของคุณได้ที่ไหน

cat

เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ (ยอห์น 3:16)

 

หลายปีมาแล้ว นิตยสารนิวส์วีคในอเมริกาลงบทความชื่อ “ขบวนการรู้สึกดี” ภายใต้หัวข้อ “คำสาปแช่งแห่งศักดิ์ศรี – ขบวนการรู้สึกดีผิดที่ตรงไหน” สาระสำคัญของขบวนการนี้เน้นไปที่การเห็นคุณค่าและการนับถือตนเอง แต่บทความนี้ค้นลงไปว่าทำไมความคิดเช่นนี้กำลังทำให้สังคมของเราเสื่อมถอย

ข้อสรุปของบทความนี้บ่งว่าการรู้สึกดีเกี่ยวกับตนเองไม่อาจเติมเต็มความพึงพอใจลึกๆ ทั้งด้านปรัชญาและจิตวิญญาณได้ มันแค่ฉาบฉวย และทำให้ผู้คนพยายามใช้ชีวิตอยู่บนมาตรฐานที่เป็นไปไม่ได้ ส่งพวกเขาให้ไปถึงปลายทางแห่งความผิดหวัง และทำให้คุณค่าของตนเองพังพินาศลง

สิ่งนี้มีแต่จะนำเรากลับไปที่ปัญหาดั้งเดิม – ผู้คนในทุกวันนี้ป่วยเป็นโรคเกลียดชังตัวเอง ไม่ว่าจะมีความคิดเชิงบวกมากแค่ไหนก็ไม่อาจเยียวยาได้ แล้วเราจะเยียวยาอาการป่วยนี้ได้อย่างไร? มันไปไกลเกินกว่าที่เราคิด ไปยังหัวใจสำคัญว่าเราคือใคร

กุญแจที่จะรู้คุณค่าแท้จริงคือการมองตนเองอย่างที่พระเจ้ามองเราในพระเยซูคริสต์ สำหรับพระองค์ชีวิตคุณไม่ได้ไร้คุณค่า ทันทีที่เราเริ่มเข้าใจว่าเราเป็นใครในพระคริสต์ เมื่อนั้นเราก็จะรู้คุณค่าแท้จริงของตัวคุณเอง

 

ค้นหาคุณค่าแท้จริงของเราไม่ใช่เรื่องความคิดเชิงบวก แต่ในสิ่งที่พระเจ้าตรัสว่าคุณเป็นใคร

อนุญาตโดย: Pastor Jack Graham

Jack Graham Power Point Ministry: www.powerpoint.org