อะไรบ้างที่มารไม่อยากให้คุณทำ

อะไรบ้างที่มารไม่อยากให้คุณทำ

ส่วนผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะต้องไม่เป็นคนที่ชอบทะเลาะ แต่ต้องมีใจเมตตาต่อทุกคน เป็นอาจารย์ที่เหมาะสมและมีความอดทน 25แก้ไขความคิดเห็นของฝ่ายตรงข้ามด้วยความสุภาพอ่อนโยน เพราะพระเจ้าอาจโปรดให้พวกเขากลับใจ และมาถึงความรู้ในความจริง (2ทิโมธี 2:24-25 THSV11)

ผลสำรวจจากบริษัทบาร์น่ากรุ๊ปในปี 2013 เผยว่าเมื่อถามคริสเตียนว่าพวกเขารู้สึกต้องรับผิดชอบต่อการแบ่งปันความเชื่อกับผู้อื่นหรือเปล่า?

73 % ตอบใช่ แต่ในรายงานยังบอกอีกว่ามีเพียงครึ่ง (52%) ของคริสเตียนบังเกิดใหม่บอกว่าที่จริงแล้วพวกเขาเคยเล่าข่าวประเสริฐให้คนที่มีความเชื่ออื่นอย่างน้อยครั้งหนึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

มารไม่ชอบให้เราแบ่งปันความเชื่อเพราะเป็นการคุกคามอาณาจักรของมันโดยตรง พวกมันจะทำทุกวิถีทางเพื่อกันไม่ให้เราแบ่งปันความเชื่อ ผมไม่รู้เกี่ยวกับคุณ แต่ผมจะพยายามทำเป็นสองเท่าในสิ่งที่พวกมารไม่ต้องการให้ทำ เราสามารถนำคนมาถึงพระเยซูได้ เพียงแต่พวกเราส่วนใหญ่ยังไม่ได้ก้าวเท้าแรกออกไป

คริสเตียนทุกคนควรแบ่งปันความเชื่อง่ายๆสั้นได้ภายในสามนาทีหรือน้อยกว่านั้น ลองคิดว่าคุณอยู่บนเครื่องบินและได้ยินว่าเครื่องยนต์มีปัญหา เครื่องกำลังดิ่งลง คุณมีเวลาสามนาทีพูดกับผู้โดยสาร คุณคิดว่าคุณสามารถเล่าข่าวประเสริฐได้ทันในเวลานั้นหรือเปล่า? ผมว่าคุณทำได้ คุณเพียงแต่พูดสาระสำคัญออกไป ผมเชื่อว่าถ้าเราได้ทำบ่อยๆ เราจะนำคนมากมายมาถึงพระเยซู

อย่าพูดว่า “ฉันไม่เชื่อว่าพระเจ้าเรียกให้ฉันไปประกาศ ฉันแค่ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีก็พอแล้ว” แบบอย่างที่ดีไม่อาจนำคนมาถึงพระคริสต์ได้ แบบอย่างที่ดีอาจเปิดประตูที่มองเห็นถึงความเชื่อและนำคนมาถึงพระคริสต์ได้ และแบบอย่างที่ดีเป็นสิ่งที่เราต้องทำเพื่อให้มีโอกาสใช้คำพูดเป็นหนทางแบ่งปันความเชื่อ

สถิติบอกเราว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของคริสเตียนไม่เคยนำใครไปถึงพระเยซูเลย คุณล่ะครับ?

 

โดย: Pastor Greg Laurie

อนุญาตโดย Harvest Ministries with Greg Laurie

PO Box 4000,Riverside,CA92514

(Cr.ภาพ ATD)

ก้าวที่ยิ่งใหญ่แห่งความเชื่อ

ก้าวที่ยิ่งใหญ่แห่งความเชื่อ

พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ (ยอห์น 3:16 THSV11)

ในเรื่องของอับราฮัมและอิสอัค เราเห็นภาพสวยงามของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่กางเขนบนเนินหัวกระโหลก เราเห็นพ่อที่ยอมก้าวออกไปในการเชื่อฟังพระเจ้า เราเห็นด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ที่บนกางเขนเพื่อเรา พ่อที่ยอมสละลูกชายเพื่อถวายบูชา และลูกที่ยอมสละชีวิตตนเองเพื่อเป็นเครื่องบูชา

นักวิชาการพระคัมภีร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าในตอนนั้นอิสอัคน่าจะอายุราวๆ 18 ถึง 20 ปี บางคนว่าน่าจะถึง 33 ปี โจเซฟัส นักประวัติศาสตร์ชาวยิวคิดว่าน่าจะ 25 ปี ไม่ว่าอิสอัคจะอายุเท่าไร สิ่งหนึ่งที่ชัดเจน เขาไม่จำเป็นต้องทำตามถ้าไม่ต้องการ แต่เขาเต็มใจไป นี่เป็นภาพเดียวกับที่เกิดบนเส้นทางไปสู่กางเขนหรือไม่?  พ่อที่รักลูกมาก ยอมสละลูกคนเดียวที่มี และลูกรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ยินยอมไป

ลูกคือของขวัญที่พระเจ้าประทานให้ เราไม่ได้เป็นเจ้าของพวกเขา พวกเขาเป็นของพระเจ้า หน้าที่ของเราคือนำพวกเขาให้ไปถึงพระองค์ ทำนองเดียวกัน ทุกสิ่งที่เรามีในชีวิต – ทรัพย์สมบัติทุกอย่าง ทุกความชำนาญ ทุกความสามารถ ทุกพรสวรรค์ที่มี – เป็นของประทานจากพระเจ้า  ผมคิดเสมอว่าจะดีแค่ไหนถ้าได้นำสิ่งเหล่านี้กลับไปที่พระเจ้าทูลพระองค์ว่า “พระเจ้าครับ พระองค์ประทานสิ่งนี้ให้ลูก ลูกขอคืนกลับให้พระองค์” ทำได้ไหมครับ? กล้าทำไหมครับ?

อับราฮัมกล้า และได้ทำแล้วครับ

เราต่างก็มีอิสอัคอยู่ในชีวิต คือบางสิ่งหรือบางคนที่เรารักมากมาย นี่คือการดีที่ควรนำไปมอบให้พระเจ้า เพราะไม่มีที่ไหนปลอดภัยมากกว่าให้อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า คนที่เปลี่ยนแปลงโลกจะมอบทุกสิ่งที่มีคืนให้พระเจ้าเพราะทุกสิ่งนั้นมาจากพระองค์

ไม่มีที่ไหนจะปลอดภัยเท่ากับในพระหัตถ์ของพระเจ้า

 

โดย: Pastor Greg Laurie

อนุญาตโดย  Harvest Ministries with Greg Laurie

PO Box 4000, Riverside, CA 92514

(Cr.ภาพ Nuisri)

เมื่อโลกส่งกลิ่นเน่าเหม็นถึงฟ้าสวรรค์

เมื่อโลกส่งกลิ่นเน่าเหม็นถึงฟ้าสวรรค์

พระยาห์เวห์เสียพระทัยที่ทรงสร้างมนุษย์ไว้บนแผ่นดินและโทมนัสยิ่งนัก (ปฐมกาล 6:6 THSV11)

หลายปีมาแล้ว ขณะที่เราอยู่ในนิวยอร์ก คนขับรถขยะนัดกันหยุดงาน ขยะก็ล้นเมือง – กองขยะซ้อนทับกองขยะ – มองไปทางไหนก็มีแต่ขยะ ไม่ต้องพูดถึงหนูและแมลงสาบที่พล่านไปทั่ว ดูไม่จืดเลยครับ

นี่คือภาพเดียวกับศีลธรรมและจิตวิญญาณของโลกในยุคของโนอาห์ ความเน่าเหม็นส่งกลิ่นไปถึงสวรรค์ ปฐมกาลบทที่ 6 บอกเราว่าพระเจ้าทรงเสียพระทัยที่ทรงสร้างมนุษย์ไว้บนแผ่นดิน  ทำไมพระเจ้าทรงเสียพระทัย? ข้อ 5 ให้คำตอบเรา: “พระยาห์เวห์ทรงเห็นว่าความชั่วร้ายของมนุษย์มีมากบนแผ่นดิน และทรงเห็นว่าเค้าความคิดในใจทั้งหมดของเขาล้วนเป็นเรื่องชั่วร้ายตลอดเวลา”  

มีแต่ความชั่วร้ายเท่านั้น ไม่ใช่ความชั่วร้ายบ้างเป็นบางครั้ง ไม่มีแม้กระทั่งความคิดดีๆที่แวบเข้ามาในหัวพวกเขา มีแต่ความชั่วร้ายซ้อนทับความชั่วร้าย ที่จริง คำในภาษาฮีบรูที่นำมาใช้ในตอนนี้แปลได้อีกว่าความชั่วร้ายนั้นชนเพดานแล้ว หรือสูงจนไปต่อไม่ได้แล้ว ผลก็คือ พระเจ้าทรงส่งการพิพากษาลงมา

เหตุใดพระเจ้าผู้เป็นความรักจึงต้องพิพากษา?

เพราะพระเจ้าไม่ใช่เป็นเพียงพระเจ้าแห่งความรัก แต่เป็นพระเจ้าแห่งความเที่ยงธรรมด้วย อัมราฮัมพูดไว้อย่างถูกต้องว่า “…พระองค์ผู้พิพากษาสากลโลกจะไม่ทรงทำสิ่งที่ยุติธรรมหรือ?” (ปฐมกาล 18:25 THSV11) ถ้ามนุษย์ยังเดินหน้าละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้าต่อ – ฆาตกรรม ทำลายล้าง และบิดเบือนความถูกต้อง จะเกิดประโยชน์อะไรถ้าพระเจ้าเบือนพระพักตร์หนีและไม่ทำสิ่งใด? เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นความดี เป็นความรัก เป็นความชอบธรรม และเป็นความยุติธรรม จึงต้องนำมาซึ่งการพิพากษา

เมื่อพระเจ้าตรัสกับโนอาห์ ทุกสิ่งก็เลวร้ายถึงที่สุดแล้ว โนอาห์เป็นผู้เชื่อท้ายๆที่เหลืออยู่ ที่แสดงให้เห็นว่าเราสามารถดำเนินในทางของพระเจ้าในโลกที่ไม่มีพระเจ้าได้ ท่านเป็นผู้ชอบธรรมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งความอธรรม ส่องสว่างไปในความมืดมิดที่เกินกว่าจะจินตนาการ

ชีวิตของโนอาห์แสดงให้เห็นว่าเราสามารถดำเนินในทางของพระเจ้าในโลกที่ไม่มีพระเจ้าได้

 

โดย: Pastor Greg Laurie

อนุญาตโดย Harvest Ministries with Greg Laurie

PO Box 4000,Riverside,CA92514

(Cr.ภาพ Reddit)

ไม่มีที่อยู่ส่งต่อ

ไม่มีที่อยู่ส่งต่อ

โดยความเชื่อ เมื่ออับราฮัมได้รับการทรงเรียกให้ออกเดินทางไปยังที่ที่ท่านจะรับเป็นมรดก ท่านก็เชื่อฟังและเดินทางออกไปโดยไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน (ฮีบรู 11:8 THSV11)

ผมคิดว่าบางครั้งเราชอบให้พระเจ้าบอกรายละเอียดทั้งหมดในพิมพ์เขียวชีวิตเรา เราต้องการรู้ว่าเราจะแต่งงานกับใคร จะอยู่ไปที่ไหน ประกอบอาชีพอะไร มีลูกกี่คน มีหลานกี่คน

แต่พระเจ้าจะนำเราไปทีละก้าว เราจำเป็นต้องก้าวตาม และพระองค์จะเปิดเผยก้าวต่อไป บุคคลที่เปลี่ยนโลกชื่ออับราฮัม พระเจ้าทรงเรียกท่านให้ออกมาจากบ้านเกิด ทิ้งญาติพี่น้องไปยังปลายทางที่ไม่รู้จัก อับราฮัมต้องอาศัยอยู่ในวัฒนธรรมของคนต่างชาติ ครอบครัวของท่านนมัสการพระเทียมเท็จ และท่านเองก็อาจเคยกราบไว้รูปเคารพมา ทั้งหมดนี้ พระเจ้าก็ยังทรงเลือกอับราฮัม พระเจ้าเสด็จมาหาท่านตรัสว่า “พระยาห์เวห์ตรัสแก่อับรามว่า “เจ้าจงออกจากดินแดนของเจ้า จากญาติพี่น้องของเจ้า จากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะสำแดงแก่เจ้า” (ปฐมกาล 12:1 THSV11)

พระเจ้าไม่ได้บอกว่าคือดินแดนอะไร พระองค์ไม่ได้บอกอับราฮัมว่าดินแดนนี้อยู่ที่ไหน พระองค์ไม่ได้บอกอับราฮัมและภรรยาว่าพวกเขาจะไปอาศัยอยู่ที่ไหน แต่อับราฮัมเชื่อฟังพระเจ้า ท่านเก็บกระเป๋าและออกเดินทางไปโดยไม่ได้แจ้งใครถึงที่อยู่ปลายทาง แต่ปลายทางสุดท้ายของชีวิตท่านคือบ้านบนสวรรค์

พระคัมภีร์บอกเราว่า “โดยความเชื่อ เมื่ออับราฮัมได้รับการทรงเรียกให้ออกเดินทางไปยังที่ที่ท่านจะรับเป็นมรดก ท่านก็เชื่อฟังและเดินทางออกไปโดยไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน” (ฮีบรู 11:8 THSV11)

อับราอัมมีภาพของนิรันดร์กาลอยู่ในสายตา และท่านได้เปลี่ยนแปลงโลกของท่าน

วันนี้เรายังต้องการคนที่จะเปลี่ยนแปลงโลกของตนเอง คนทั่วโลกต่างก็ต้องมีพระเจ้า คนทั่วโลกต่างก็ต้องได้ยินพระกิตติคุณ แต่ตอนนี้ให้เรามาพูดถึงโลกของคุณและอิทธิพลที่คุณมีต่อโลกรอบตัวเหมือนที่อับราฮัมทำ

คุณอยากเปลี่ยนแปลงโลกนี้หรือไม่? ให้เริ่มจากเปลี่ยนโลกของคุณ

 

โดย: Pastor Greg Laurie

อนุญาตโดย Harvest Ministries with Greg Laurie

PO Box 4000,Riverside,CA92514

(Cr. ภาพ KookkaiJoyce)

อย่าลืมคำว่าขอบพระคุณ

อย่าลืมคำว่าขอบพระคุณ

ให้เขาทั้งหลายขอบพระคุณพระยาห์เวห์ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ เพราะการอัศจรรย์ต่างๆ ของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์ทั้งหลาย (สดุดี 107:8 THSV11)

ในพระคัมภีร์เดิม เราพบเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับกษัตริย์เยโฮชาฟัท และวิธีที่ท่านรับมือกับศัตรูที่ยกทัพมาสู้ในแบบที่ไม่ธรรมดา แทนที่จะส่งกองทัพออกไปก่อน ท่านส่งคณะนักร้องและนักดนตรีไปแทน

ลองมาจินตนาการภาพเหตุการณ์ “เอาหละ พวกคุณๆ แผนการวันนี้จะเป็นแบบนี้ กองทัพเตรียมพร้อมไว้อย่างดีแล้ว แต่เราจะส่งคณะนักร้องและนักดนตรีออกไปก่อน” ถ้าผมอยู่ในคณะนักร้องหรือเป็นนักดนตรี ผมคงสงสัยว่ากษัตริย์ชอบดนตรีจริงๆหรือ

แต่พระเจ้าทรงนำเยโฮชาฟัทด้วยกลยุทธการรบที่ไม่ธรรมดา เราอ่านพบว่ากษัตริย์เยโฮชาฟัท “ทรงปรึกษากับประชาชนแล้ว พระองค์ทรงแต่งตั้งพวกที่จะร้องเพลงถวายพระยาห์เวห์ และสรรเสริญพระองค์ผู้ทรงไว้ด้วยความบริสุทธิ์ ขณะเมื่อพวกเขาเดินนำหน้ากองทัพออกไปและร้องว่า “จงขอบพระคุณพระยาห์เวห์ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงอยู่เป็นนิตย์” (2พงศาวดาร 20:21 THSV11)

และเยโฮชาฟัทก็ทำตามนั้น พระคัมภีร์บันทึกว่าเมื่อพวกเขาเริ่มร้องเพลงและสรรเสริญพระยาห์เวห์ พระองค์ทรงส่งกองซุ่มโจมตีมาจัดการกับศัตรูจนถูกทำลายลงสิ้น ประชากรของพระเจ้าสามารถเข้าไปในสถานการณ์นี้ด้วยใจขอบพระคุณ เพราะพระองค์ทรงควบคุมอยู่

เมื่อเราเข้าเฝ้าพระเจ้าเพื่อทูลขอพระพรใหม่ๆ เราไม่ควรลืมขอบพระคุณสำหรับพระพรที่เคยได้รับมาแล้ว

ครั้งสุดท้ายเมื่อไรที่คุณทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า และพระองค์ประทานให้? คุณเคยกลับไปแล้วกล่าวคำ “ขอบพระคุณ”หรือไม่?

ถ้าเราหยุดและคิดว่ากี่ครั้งที่เราอธิษฐานทูลขอและพระเจ้าประทานให้ตามที่ขอ และกี่ครั้งที่เรากลับมาขอบพระคุณพระองค์ เราจะประหลาดใจ เราควรจะขอบพระคุณให้มากกว่าหรือเท่าเทียมกับคำทูลขอของเรา

วันนี้อย่าลืมขอบพระคุณสำหรับพระพรที่พระองค์ประทานให้คุณนะครับ

 

โดย: Pastor Greg Laurie

อนุญาตโดย Harvest Ministries with Greg Laurie

PO Box 4000,Riverside,CA92514

(Cr. ภาพ Wallpaper-mania.org)

ความเมตตาของคุณเปลี่ยนทุกสิ่งได้อย่างไร

ความเมตตาของคุณเปลี่ยนทุกสิ่งได้อย่างไร

แต่จงมีใจกรุณา ใจสงสาร และใจให้อภัยแก่กันและกัน เหมือนอย่างที่พระเจ้าทรงให้อภัยพวกท่านในพระคริสต์ (เอเฟซัส 4:32 THSV11)

หลายปีที่แล้ว ตอนที่ผมเทศนาในเช้าวันอาทิตย์เกี่ยวกับพระวจนะด้านบน ผมถูกระบบเครื่องเสียงรบกวนอย่างหนัก ลำโพงมีเสียงครืดคราดตลอดเวลา ไมโครโฟนหอนดังแสบหู  คงไม่ต้องบอกว่าผมหงุดหงิดกับสถานการณ์นี้ขนาดไหน

พอลงจากเวทีหลังเทศนา กะว่าจะไปแบ่งปันความโกรธกับผู้คนในห้องควบคุมเสียง ขณะกำลังเปิดประตูเข้าไป ผมก็จำพระวจนะข้อที่ผมเทศนาก่อนหน้าได้ ไม่ว่าจะอย่างไร ผมรู้ถึงขอบเขตพิเศษของพระคุณจากพระวจนะข้อนี้ที่ยังสดใหม่อยู่ในความคิด

เมื่อกลับบ้านบ่ายวันนั้น ผมใช้เวลาคิดทบทวนว่าชีวิตเราจะเป็นอย่างไรถ้าก่อนทุกการตัดสินใจที่เราทำ เราจำในสิ่งที่พระวจนะกล่าวไว้ได้ และผมเชื่อว่าหนึ่งในพื้นที่ใหญ่ที่สุดของชีวิตเราที่จะเปลี่ยนไปคือวิธีที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่น

ผมขออธิษฐานให้คนของพระเจ้ารักกันและกันมากพอที่จะทำให้โลกเห็นเราแล้วพูดได้ว่า “มีบางสิ่งที่พวกเขาแตกต่าง”

ขอให้เรารักกันและกันด้วยความกรุณาและใจเมตตา ไม่เพียงแต่คุณจะเชื่อฟังพระเจ้าแล้ว คุณยังทำให้โลกนี้ได้เห็นภาพแห่งความหวังที่อยู่ในตัวคุณ

จงมีเมตตาและให้อภัย และให้ความรักขอคุณต่อผู้อื่นเป็นแสงสว่างส่องเข้าไปในโลกที่หลงหาย

 

อนุญาตโดย Pastor Jack Graham

Jack Graham Power Point Ministry: www.jackgraham.org

(Cr.ภาพ conner-stone.com)  

หมวกแห่งความรอด

หมวกแห่งความรอด

เพราะว่า ถึงแม้ว่าเราดำเนินชีวิตอยู่ในร่างกายมนุษย์ แต่เราก็ไม่ได้สู้รบตามแบบมนุษย์ทั่วๆ ไป เพราะว่าอาวุธของเราที่ใช้สู้รบไม่ใช่แบบมนุษย์ แต่เป็นฤทธานุภาพจากพระเจ้าที่จะทำลายป้อมปราการได้ คือทำลายเหตุผลปลอมทั้งหลาย (2โครินธ์ 10:3-4 THSV11)

เคยสังเกตหรือไม่ คุณไม่อาจคิดสองเรื่องได้ในเวลาเดียวกัน? ถ้าคุณกำลังคิดความคิดที่บริสุทธิ์ ก็ไม่อาจคิดเรื่องสกปรกในเวลาเดียวกัน ถ้ากำลังคิดเรื่องความรัก ก็ไม่อาจคิดเรื่องความเกลียดชังในเวลาเดียวกัน หรือคิดในเรื่องอื่นๆที่ค้านกัน

พระคัมภีร์บอกว่า “เพราะเหตุนี้จงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้ เพื่อท่านจะสามารถต่อสู้ในวันชั่วร้ายนั้น…จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ และจงถือพระแสงของพระวิญญาณคือพระวจนะของพระเจ้า” (เอเฟซัส 6:13, 17 THSV11)  

หมวกแห่งความรอดจะคุ้มครองจิตใจ คุ้มครองความคิดของเรา เพราะนั่นคือที่ๆมารจะจู่โจม ถ้าย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นบาป ผมเชื่อว่าคุณคงพบว่ามันเริ่มมาจากความคิด  

สุภาษิต 23:7 กล่าวว่า “เพราะเขาคิดในใจอย่างไร เขาก็เป็นอย่างนั้น” (KJV)  เราต้องปกป้องความคิดจิตใจและมโนของเรา เพราะนั่นคือพื้นที่ที่การทดลองเริ่มต้น

มารเป็นพวกเหลี่ยมจัด เหมือนเซลส์แมนขายรถชอบพูดว่า “ทำไมไม่ลองเอาไปขับดูล่ะครับ?” หรือคนขายขนมปังที่เสนอให้ลองชิมฟรี พวกเขาจะพูดทำนองว่า “ผมรู้ว่าคุณคงไม่ทำอะไรแบบนี้แน่ เพราะคุณเป็นคนดี. . . แต่เอาเถอะเพื่อความมัน ทำไมไม่ลองเอารถไปลองขับดู …. อยากให้คุณคิดให้ดีนะครับ … จะได้รู้ว่ามันเป็นยังไง”

นี่คือเหตุผลที่ทำไมเราต้องคุ้มครองความคิดของเรา และนี่คือเหตุผลที่ทำไมเราต้องเติมความคิดของเราด้วยความจริง เริ่มจากความคิด แค่ไม่ทำบางสิ่งยังไม่พอ ต้องหยุดความคิดร้ายนั้นด้วย ศัตรูจะโจมตีเราในพื้นที่นี้ ต้องป้องกันไว้ตลอดเวลา

คุณกำลังดิ้นรนอยู่ในการทดลองหรือเปล่า? ระวังความคิดให้ดีๆนะครับ

 

โดย: Pastor Greg Laurie

อนุญาตโดย Harvest Ministries with Greg Laurie

PO Box 4000,Riverside,CA92514