คริสตมาสเป็นเวลาเช่นใดในชีวิตของคุณ

คริสตมาสเป็นเวลาเช่นใดในชีวิตของคุณ?

ในหลายสิบปีหลังที่มามา แทบไม่มีปีใดที่ผมไม่ได้ร้องหรือไม่ได้ยินเพลงคริสตมาสสั้นๆ ที่มีชื่อว่า “คริสตมาสเป็นเวลา” ซึ่งแปลมาจากเพลงภาษาอังกฤษว่า “Christmas is a time to love”

เมื่อสืบเสาะดูก็พบว่า เป็นหนึ่งบทเพลงในอัลบั้ม ’Psalty’s Christmas Calamity‘  ที่มีชื่อเพลงว่า CHRISTMAS IS A TIME TO LOVE “  ประพันธ์และบันทึกเสียงโดย Ernie Rettino & Debby Kerner Rettino – 1982 & 2006 Rettino/Kerner Publishing. –

มีเนื้อร้องดังนี้

Chorus

        “Christmas is a time,   Christmas is a time,

           Christmas is a time to love.

           Christmas is a time,   Christmas is a time,

           Christmas is a time to love.”

Verse 1

            We often start to worry  and people get upset,

            If things don’t all go right on Christmas day.

            What we should remember in all the push and shove,

             Is Christmas is a time to love.  (Chorus)

Verse 2

             Maybe things don’t sound right, or look the way they should,

             And maybe they’re not perfectly in tune.

             It really doesn’t matter,  Let’s keep our eyes above.

             ‘Cause Christmas is a time to love   (Chorus)

และมีผู้นำมาแปลไว้เป็นภาษาไทย ดังนี้

เพลง คริสต์มาสเป็นเวลา  

“คริสตมาสเป็นเวลา    คริสตมาสเป็นเวลา  
  

คริสตมาสเป็นเวลาแห่งความรัก  (2)
     

บ่อยครั้งที่เรามัวกลุ้มใจ  ทิ้งให้ชีวิตหม่นหมอง  
 

เฝ้ามองมีใครบ้างไหมที่จะเข้าใจ
    

ข่าวดีวันนี้พระเจ้าให้  สายใยใจรักผูกพัน       

พระเยซูบังเกิดในรางหญ้า”

แต่เมื่อดูแล้ว ผมเห็นว่าเนื้อเพลงนี้ขาดหายไป 1ข้อ ผมก็เลยขอร่วมแปลข้อสองเพิ่มขึ้นมาว่า…

“บางครั้งฟังดูไม่น่าใช่ ไม่เป็นดังที่หวังไว้

 เฝ้ามองมีใครบ้างไหม ทำให้ชื่นใจ

 ข่าวดีวันนี้พระเจ้าให้  หัวใจเราเต็มสุขสันต์

 พระเยซูบังเกิดในใจเรา”

ใช่ครับ

  • ไม่ว่าเราจะเจอะเจอกับอะไร ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา
  • ไม่ว่าจะหนาวหรือร้อน  จะหนักมากหรือหนักเอาเรื่อง
  • ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางอาชีพการงาน หรือจะเป็นภาระหนักในความรับผิดชอบและความสัมพันธ์ต่อครอบครัว
  • ไม่ว่าจะเป็นความพลิกผัน หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่ทำให้ตั้งตัวรับไม่ทันหรือรับไม่ไหว
  • ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์เจ็บปวดจากการเจ็บป่วยของตัวคุณเอง   หรือความเจ็บไข้ของคนในครอบครัว และมวลหมู่คนที่คุณรัก หรือแม้แต่ ความผิดหวัง ท้อแท้ใจกับการทำดีรับใช้ ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน!

อย่างไรก็ตาม คริสต์มาสยังคงเป็นวาระเวลาแห่งการเตือนสติเราให้ได้สติว่า นี่ควรจะเป็นเวลาที่เราจะมีความสุข และได้ทำให้ผู้อื่นมีความสุขด้วย เพราะพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า เสด็จลงมาจากสวรรค์ มาเป็นบุตรของมนุษย์เพื่อไถ่บาปของเรา เพื่อทำให้มนุษย์ในโลกอย่างเรา ซึ่งได้รับพระคุณและพระเมตตากลับกลายเป็นบุตรของพระเจ้าได้อย่างอัศจรรย์

ดังนั้น คริสตมาสจึงไม่ควรที่เราจะนั่งจมอยู่ในความทุกข์ ท้อแท้ สิ้นหวัง หรือเจ็บปวด แต่ขอให้เป็นเวลาที่เราจะแสดงความรักต่อคนทั้งหลายที่ทุกข์ทนอยู่ในสภาวะเช่นนั้น และหากว่าคุณเองเป็นหนึ่งในท่ามกลางคนเหล่านั้น นี่คือข่าวดีสำหรับคุณ

  • จงเปิดใจรับพระคริสต์แห่งคริสต์มาส
  • จงเปรมปรีดิ์กับความรอดจากสวรรค์ที่นำมาถึงคุณผ่านทางองค์พระเยซูคริสต์
  • จงฉวยโอกาสนี้ดื่มด่ำกับความรักนิรันดร์ของพระองค์ และ
  • จงลุกขึ้น ก้าวออกไปแบ่งปันข่าวดี และ ความรักอันแสนวิเศษนั้นแก่คนรอบตัวของคุณ ณ บัดนี้เลย!

เพราะว่าคริสต์มาสเป็นเวลา แห่งการแบ่งปันความรักที่คุณสามารถจะทำได้!

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

(Cr.ภาพ TassiJae)

คุณรู้สึกอย่างไร หากว่าวันหนึ่งเพื่อนบ้านของคุณจะฟ้องร้องคุณต่อพระพักตร์ของพระเจ้า?

คุณรู้สึกอย่างไร หากว่าวันหนึ่งเพื่อนบ้านของคุณจะฟ้องร้องคุณต่อพระพักตร์ของพระเจ้า?

“เพราะว่าถ้าข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐ ข้าพเจ้าก็ไม่มีเหตุที่จะอวดได้ เพราะว่าข้าพเจ้าจำต้องทำและถ้าไม่ประกาศ วิบัติจะเกิดกับข้าพเจ้า” (1โครินธ์ 9:16)

เรารู้อยู่แล้ว มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป และต้องรับผลจากบาปที่เราแต่ละคนทำ นั่นคือเราต้องตาย!

Continue Reading “คุณรู้สึกอย่างไร หากว่าวันหนึ่งเพื่อนบ้านของคุณจะฟ้องร้องคุณต่อพระพักตร์ของพระเจ้า?”

จะฟังคำแนะนำของใคร ก็ให้ระวังด้วย

จะฟังคำแนะนำของใคร ก็ให้ระวังด้วย!

“อย่าตัดสินใจทำตามคำปรึกษาของคนที่ไม่ต้องรับผิดชอบกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำตามคำแนะนำนั้น!”

“Don’t base your decisions on the advice of those who don’t have to deal with the results.”

คำปรึกษาเป็นสิ่งสำคัญ เราทุกคนล้วนต้องการคำปรึกษา แต่หากเราคิดว่า ตัวเราเองรู้ทุกอย่างแล้ว และไม่ต้องการคำปรึกษาใดๆ อีก นั่นคือ เวลาที่เราต้องการคำปรึกษาอย่างเร่งด่วน!

แล้วใครล่ะคือบุคคลที่เราควรขอรับคำปรึกษา?   เราต้องตระหนักไว้เสมอว่า

หากปรึกษาถูกคน ชีวิตของเราก็เป็นสุข หากปรึกษาผิดคน ชีวิตของเราก็ต้องทนทุกข์!

คนบางคนยึดติดกฎติดกรอบจนกระดิกไม่ไหว หากไปขอคำปรึกษาจากคนประเภทนี้ คำปรึกษาของเขาแม้บางครั้งฟังดูดี แต่บางครั้งก็อาจสร้างปัญหาให้แก่เราเป็นอันมากได้ เพราะเขาอาจไม่รู้หรือไม่เข้าใจสถานการณ์ตามความเป็นจริง ต้องการความยืดหยุ่น และศิลปะในการจัดการกับปัญหานั้นอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าทำตามคำแนะนำโดยขาดข้อมูลสำคัญบางอย่าง นอกจากนี้ บางครั้งตัวเขาเองยังอาจไม่เข้าใจในเจตนารมณ์ของกฎกติกาเหล่านั้นที่เขายึดถืออยู่ซะด้วยซ้ำ ทำให้เขาเถรตรงยึดเอาแต่ตัวอักษรของกฎบัญญัติเท่านั้น

ดังนั้นหากใครปฏิบัติตามคำแนะนำนั้น อย่างขาดความเฉลียว ผู้ปฏิบัติตามก็อาจได้รับผลกระทบที่หนักหนาสาหัสโดยไม่จำเป็น

แต่ตรงกันข้าม หากไปปรึกษากับคนดีอีกประเภทหนึ่งที่ไม่เคารพในกฎกติกาใดๆ เขาเอาแต่อารมณ์ หรือความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ คำปรึกษาของคนประเภทนี้ บางครั้งก็ดี แต่บางครั้งก็อาจสร้างความอึดอัดใจให้แก่คนรอบข้างเป็นอย่างมาก เพราะเขาไม่มีหลักอะไรที่เป็นแก่นสารให้ควรยึดไว้เลยนอกจากตามความพอใจของตัวเขาเอง

ด้วยเหตุนี้ เวลาที่เราขอคำปรึกษาหรือให้คำปรึกษาแก่ผู้ใด เราจึงจำเป็นต้องเตือนสติตัวเราเองก่อนว่า การขอ หรือให้คำแนะนำ และหรือ การรับคำปรึกษาแนะนำจากผู้หนึ่งผู้ใด โดยปราศจากการหาข้อมูลและการใคร่ครวญตรึกตรองให้ดี อย่างมีวิจารณญาณอาจนำความหายนะ หรือความทุกข์เจ็บปวดมาสู่ตัวของเราและของผู้อื่นก็เป็นได้

ดังเช่นที่เพื่อนๆ ของโยบผู้เจตนาดี แต่กลับกลายเป็นผู้กวนใจโดยกระทำเช่นนั้นต่อโยบโดยไม่รู้ตัว

“ข้าเคยได้ยินเรื่องอย่างนี้มามากแล้ว  ท่านทุกคนเป็นผู้เล้าโลมที่กวนใจ (ผู้ปลอบโยนที่ทำให้ยิ่งทุกข์ใจ) คำลมๆ แล้งๆ จะจบสิ้นเมื่อไรหนอ  ท่านเป็นอะไรไปท่านจึงตอบอย่างนี้” ~โยบ 16:2-3 TH1971/THSV11

คนที่ให้คำปรึกษาที่ดี จึงควรที่จะคำนึงถึงพระทัยของพระเจ้า และเจตนารมณ์แห่งพระบัญญัติของพระองค์ก่อนความคิดเห็นหรือความรู้สึกของตน และต้องทำความเข้าใจกับภูมิหลังความคิดความเชื่อ และสภาวการณ์ของคนที่อยู่ตรงหน้าของเราด้วยเสมอ

และเรื่องสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งคือ ผู้ให้คำปรึกษาที่ดีต้องตระหนักก่อนว่า ผลกระทบที่คนที่รับคำปรึกษา จะต้องรับหรือต้องเผชิญตามมานั้นคืออะไร?

และต้องถามตนเองซ้ำ ๆ อยู่บ่อย ๆ ว่า ยังมีคำแนะนำ ทางออกหรือทางเลือกใดที่ดีกว่าที่มีอยู่นั้นอีกหรือไม่?

และจงพยายามคิดถึงความเป็นไปได้อื่น ๆ  ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

จึงสรุปได้ว่า…ก่อนที่เราจะขอคำปรึกษาจากหรือให้คำแนะนำแก่ผู้ใด! ขอให้เราขอรับคำปรึกษาจากพระเจ้า ผู้ทรงเป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์ ทั้งโดยการอธิษฐาน และการศึกษาพระวจนะของพระองค์ และขอคำแนะนำจากผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณที่ผ่านประสบการณ์ในเรื่องนั้น และคิดถึงผลกระทบและผลข้างเคียงจากการกระทำตามคำแนะนำปรึกษาของเราต่อชีวิตของผู้รับคำปรึกษา โดยขอให้ตั้งใจที่จะเป็นผู้ให้คำปรึกษาที่มีความรักและมีคุณค่าแก่ผู้อื่นอย่างรับผิดชอบเสมอไป!

…จะดีไหมครับ?

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

(Cr.ภาพ Christian Standard Bible)

ผู้หญิงอย่างที่คริสตจักรต้องการ

ผู้หญิงอย่างที่คริสตจักรต้องการ

ในยุคนี้สมัยนี้ หากมีคริสตจักรไหนไม่มีสตรีร่วมรับใช้ คงเป็นเรื่องแปลกแบบสะท้านโลกาทีเดียว เพราะยุคนี้ เป็นยุคที่คริสตจักรมีจำนวนผู้หญิงเป็นผู้กระตือร้นในการรับใช้มากกว่าผู้ชาย แบบเห็นประจักษ์ชัด

ปกติแล้วคริสตจักรมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แต่ที่ยิ่งน่าเศร้าเข้าไปอีกก็คือ ผู้ชายที่มีจำนวนน้อยนิดนั้น กลับไม่ได้กระตือรือร้นในการรับใช้เหมือนกับที่บรรดาพวกผู้หญิงเหล่านั้นได้กระทำ ผู้หญิงจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้คริสตจักรอยู่รอดและสามารถกระทำพันธกิจของคริสตจักรต่อไปได้ เราจึงควรที่จะยกย่องให้เกียรติ ให้กำลังใจแก่บรรดาผู้หญิงที่พระเจ้าทรงโปรดปรานเหล่านี้อยู่เสมอ

ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ใหม่ได้กล่าวถึง ผู้หญิงประเภทใดบ้าง?

1.ผู้หญิงที่รับใช้ เล็กๆ น้อยตามถนัด
เช่น แม่ยายของเปโตร (มธ. 8:14-15; มก. 1:30-31; ลก 4:38-39)            

2.ผู้หญิงที่รักและนมัสการพระเยซูคริสต์หมดหัวใจ
เช่นผู้หญิงที่ชโลมพระเยซูคริสต์ด้วยน้ำหอม (มธ 26: 6-13; มก. 14:3-9; ยน.12:1-8)            

3.ผู้หญิงที่ยืนหยัดซื่อสัตย์ภักดีต่อพระเยซูคริสต์จนถึงที่สุด
เช่น มารีย์ ชาว มักดาลา (มธ 27:57, 61; มธ 28:1-10; มก 15: 40-41, 47; 16: 1-8, 9-11; ลก 8:2-3;   24: 1-11, 22-24; ยน 19:25; 20: 1-3, 11-18) 

4.ผู้หญิงที่ทุ่มถวายทรัพย์อย่างสุดกำลังเพื่อพระเจ้า
  เช่น หญิงม่ายยากจน ที่ถวายเหรียญทองแดง2อันที่มีแค่นั้น (มก 12:41-44; ลก 21:1-4)

5.ผู้หญิงที่จริงจังทุ่มใจในการรับใช้เช่น มารธา (ลก 10: 37-42; ยน 11: 1-6, 17-27, 34-45; 12:2)

6.ผู้หญิงที่ให้ความสำคัญกับพระเยซูคริสต์และพระวจนะของพระองค์เหนือสิ่งใด
    เช่น มารีย์ แห่งเบธานี(ลก 10: 37-42; ยน 11: 1-5, 17-20, 28-34, 39-45; 12:3-9)

7.ผู้หญิงผู้สนับสนุนสถานที่สำหรับสามัคคีธรรมและนมัสการพระเจ้า
    เช่น มารีย์ มารดาของ ยอห์น มาระโก (กจ 12:12; คส 4:10)

8.ผู้หญิงผู้ประกาศอย่างกล้าหาญและนำคนมาหาพระเยซูคริสต์
   เช่น หญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำ (ยน 4: 7-42)

9.ผู้หญิงผู้ประกอบกิจแห่งความดีช่วยเหลือคนจนด้วยความเมตตา
   เช่น ทาบิธา หรือ โดรคัส (กจ 9:36-42)

10.ผู้หญิงที่สอนลูกหลานให้รับความรอดและเดินอยู่ในทางของพระเจ้า
    เช่น โลอิส และยูนีส(2 ทธ 1:5; กจ 16:1)

11.ผู้หญิงผู้ใส่ใจอธิษฐาน สนับสนุนและอุปการะคนของพระเจ้า
     เช่น ลิเดีย และพวกผู้หญิง (กิจการ 16:11-15)

12.ผู้หญิงผู้กระตือรือร้นในการร่วมทีมประกาศข่าวประเสริฐและสร้างสาวก
     เช่น ปริสสิลลา (กจ 18:2-3, 18-20, 24-26; รม. 16: 3-5; 1คร. 16:19; 2 ทธ 4:19) 

13.ผู้หญิงที่เป็นผู้นำที่รับใช้ และอุปถัมภ์คนมากมาย
      เช่น เฟบี (รม 16:1-2)

14.ผู้หญิงที่ยอมตรากตรำปฏิบัติงานในองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อคนอื่น
      เช่น มารีย์ แห่งโรม (รม. 16:6) เปอร์ซีส ตรีเฟนาและตรีโฟสา(รม16:12)

15.ผู้หญิงที่มีชื่อเสียงดีในหมู่ผู้นำและผู้ประกาศข่าวประเสริฐ
      เช่น ยูนีอัส (รม. 16: 7)

16.ผู้หญิงที่รักการเผยแพร่ข่าวประเสริฐและตั้งคริสตจักรในบ้านของตน
      เช่น นุมฟา(คส.4:15)

ถ้าคุณเป็นผู้หญิง คุณได้ฝากชื่อของคุณให้เป็นที่เล่าขานกันต่อไปอย่างไร แบบสตรีคนใดในพระคัมภีร์? และหากคุณเป็นผู้ชาย คุณได้ทำอะไรบ้างที่จะช่วยสนับสนุนส่งเสริมให้สตรีในคริสตจักรของคุณได้มีโอกาสและเวทีในการสำแดงศักยภาพของพวกเธอออกมาแบบทำให้โลกตะลึง?

ขอให้พระเจ้าทรงได้รับการถวายพระเกียรติสูงสุด จากบรรดาผู้หญิงเช่นนี้ในคริสตจักร!

ไม่ทราบว่าพี่น้องเห็นด้วยไหมครับ? ถ้าเห็นด้วย…ก็ขอให้ทุกท่านจงพูดออกมาว่า “อ า เ ม น!”

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

จงเป็นพรต่อผู้อื่นด้วยการให้!

จงเป็นพรต่อผู้อื่นด้วยการให้!

“ไม่มีใครยากจนลงเพราะการให้”

“No one has ever become poor by giving.”   Anne Frank

จะมีอะไรทำให้พระทัยของพระเจ้า และ ใจของเรามีความสุขมากเท่ากับการให้!

แท้จริงแล้ว คนที่ให้ จะเป็นผู้แรกที่มีความสุขอยู่แล้ว ระหว่างคนให้กับคนรับ ใครมีความสุขมากกว่า?

โดยทั่วไป คนคิดกันว่า คนรับมีความสุขมากกว่าคนให้ ซึ่งก็ถูก แต่ไม่หมด เพราะความสุขที่เกิดจากการรับนั้นเกิดขึ้นทันที แต่ก็เป็นแค่สภาวะชั่วคราวและสั้นๆ แต่ความสุขที่เกิดจากการให้นั้นดำรงอยู่อย่างยาวนาน และถาวร ฉะนั้น เราจึงควรตั้งเป้า และขวนขวายหาโอกาสที่จะเป็นผู้ให้

ดังที่ Pablo Picasso กล่าวไว้ว่า…

“ความหมายของชีวิตคือการค้นพบของประทาน (พรจากสวรรค์) ของคุณ และวัตถุประสงค์ของชีวิตคือการให้สิ่ง(ที่พบ)นั้นออกไป!

“The meaning of life is to find your gift. The purpose of life is to give it away.” Pablo Picasso

ใช่ครับ สิ่งที่เราค้นพบ ควรเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่เราพร้อมเต็มใจจะแบ่งปันให้แก่ผู้อื่นต่อๆ ไป

ดังที่ Dorothy Day กล่าวว่า….

“สิ่งดีที่สุดที่ควรทำกับสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตก็คือ การให้สิ่งเหล่านั้นออกไป!”

“The best thing to do with the best things in life is to give them away.” —Dorothy Day

 และเราควร  “คิดและตระหนักไว้เสมอว่า การให้ไม่ใช่เป็นหน้าที่ แต่เป็นสิทธิพิเศษ!”

(Think of giving not as a duty but as a privilege.) John D. Rockefeller Jr.

นั่นคือ ถ้าเรามีอะไรที่จะให้แก่ผู้อื่นได้ นั่นหมายความว่า พระเจ้าทรงให้สิทธิพิเศษที่จะทำเช่นนั้นแก่เรา เราจึงควรฉวยโอกาสที่จะให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ให้ความสุขแก่ผู้อื่นอยู่เสมอ อันที่จริง การให้นั้นคือการรับใช้ที่ทำให้เราค้นพบตัวเอง!

ดังคำกล่าวของ มหาตมะ คานธี ที่ว่า…

วิถีที่ดีที่สุดในการค้นพบตัวคุณเอง ก็คือ การยอมสูญเสียตัวคุณเองในการรับใช้ผู้อื่น!

(“The best way to find yourself, is to lose yourself in the service of others.”) —Mahatma Gandhi

ยิ่งกว่านั้น เราควรตระหนักว่า การให้ของเราคือการสร้างชีวิตของเราและผู้อื่นด้วย

ดุจดังที่ วินสตัน เชอร์ชิล กล่าวว่า…

“เราสร้างตัวโดยการได้มา เราสร้างชีวิตโดยการให้ไป!

“We make a living by what we get. We make a life by what we give.”  Winston S. Churchill

เชื่อได้เลยว่า คนที่ให้จะมีความสุข และยิ่งเขาให้มากขึ้น เขาก็จะยิ่งมีความสุขมากขึ้นไปอีก

และเป็นจริงตามที่ แจ๊คสัน บราวน์ กล่าวไว้ว่า…

“จงจำไว้ว่า คนที่มีความสุขที่สุด ไม่ใช่คนที่ได้มามากขึ้น แต่คือคนที่ให้เพิ่มขึ้น!

“Remember that the happiest people are not those getting more, but those giving more.” H. Jackson Brown J

ขอให้เราจดจำไว้เสมอว่า ยิ่งให้แก่คนอื่นมากเท่าไร เราก็จะยิ่งได้รับมากขึ้นเท่านั้น

“จงให้เขา แล้วพวกท่านจะได้รับด้วยแบบยัดสั่นแน่นพูนล้นเต็มหน้าตักของท่าน เพราะว่าเมื่อท่านตวงให้เขาเท่าไร ท่านก็จะได้รับการตวงกลับคืนไปเท่านั้นเช่นกัน”  (ลูกา6:38)

พระคัมภีร์ไบเบิลบอกเราว่า คนใดที่ให้ผู้อื่นด้วยใจกว้างขวาง คนนั้นก็จะเจริญรุ่งเรือง

“คนใจกว้างย่อมเจริญรุ่งเรือง คนที่ให้น้ำคนอื่นย่อมได้น้ำตอบแทน” -สุภาษิต11:25

(A generous person will prosper; whoever refreshes others will be refreshed. -Proverbs 11:25 NIV 

ฟรานซิส แห่งอัสซิสซี ก็กล่าวไว้เช่นกันว่า…

เพราะคนที่ให้คือคนที่จะได้รับ  “เพราะว่าในการให้ เป็นเหตุที่ทำให้เราได้รับ”

(“For it is in giving that we receive.”)  St. Francis of Assisi

เราจึงต้องให้ก่อนที่เราจะได้รับ! และเราควรจะให้ด้วยใจที่ยินดี

แต่ละคนจงให้ตามที่เขาคิดหมายไว้ในใจ ไม่ใช่ให้ด้วยความเสียดาย ไม่ใช่ให้ด้วยความจำใจ เพราะว่าพระเจ้าทรงรักคนที่ให้ด้วยใจยินดี” 2โครินธ์9:7

“Each of you should give what you have decided in your heart to give, not reluctantly or under compulsion, for God loves a cheerful giver.” 2 Corinthians 9:7  NIV

ดังนั้น หากวันนี้ เรามีสิทธิอำนาจที่จะรับใช้พระเจ้า และรับใช้ผู้อื่นด้วยการให้อะไร แก่ใคร ก็อย่าให้เรารีรอ ที่จะเป็นพรแก่คนเหล่านั้นโดยการเริ่มต้นให้สิ่งดีๆ ที่ให้กำลังใจ ให้ความรอดและให้ความสุขแก่ทุกคน โดยเริ่มต้นจากคนอยู่ใกล้ตัวของเรามากที่สุดก่อนแล้วค่อยๆ ขยายวงออกไปจนกว้างไกล!

“อย่ากีดกันสิ่งดีไว้จากผู้สมควรจะได้รับ ในเมื่อสิ่งนี้อยู่ในอำนาจของเจ้าที่จะทำได้” สุภาษิต3:27

(Do not withhold good from those to whom it is due, when it is in your power to act.) Proverbs 3:27 

เห็นด้วยไหมครับ?

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

(Cr.ภาพ Giving and receiving)

มีหูแต่ไม่ฟัง ก็ไร้ประโยชน์!

มีหูแต่ไม่ฟัง ก็ไร้ประโยชน์!

“ไม่มีใครหูหนวกเท่ากับคนที่ไม่ยอมฟัง!”

“No one is as deaf as the man who will not listen.”

พระเยซูคริสต์ตรัสว่า คนใดไม่ยอมฟังพระดำรัสของพระเจ้า คนนั้นก็ไม่ได้มาจากพระเจ้า! 

“คนที่มาจากพระเจ้าก็ย่อมฟังพระดำรัสของพระเจ้า พวกท่านไม่ได้มาจากพระเจ้าเพราะเหตุนี้พวกท่าน จึงไม่ฟัง” (ยอห์น 8 :47 THSV11) 

ดังนั้น ถ้าเราอ้างว่าเราเป็นพวกเดียวกับพระเยซูคริสต์ เราต้องพิสูจน์ความจริงนั้นผ่านการยอมฟังคำตรัสสอน หรือพระบัญชาของพระองค์โดยการลงมือกระทำตามคำตรัสนั้นทันที พระเยซูคริสต์ให้ความสำคัญกับการฟังพระวจนะของพระเจ้า และการปฏิบัติตามถ้อยคำเหล่านั้นอย่างมาก โดยทรงถือว่า คนที่ทำตามเช่นนั้นคือ คนที่เป็นสุขและเป็นพี่น้องของพระองค์ 

ขณะที่พระองค์กำลังตรัสคำเหล่านั้น มีผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนร้องทูลพระองค์ว่า “ครรภ์ที่ให้กำเนิด ท่านและเต้านมที่เลี้ยงท่านนั้นก็เป็นสุข”  แต่พระองค์ตรัสว่า “คนทั้งหลายที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้าแล้วถือรักษาไว้ต่างหากที่เป็นสุข” (ลูกา 11:27-28 THSV11) 

“ขณะที่พระองค์ยังตรัสกับฝูงชนอยู่นั้น มารดาและบรรดาน้องชายของพระองค์ยืนอยู่ข้างนอก หาโอกาสจะพูดกับพระองค์ [ มีคนหนึ่งทูลพระองค์ว่า “นี่แน่ะท่าน มารดาและบรรดาน้องชายของท่านยืนอยู่ข้างนอก หาโอกาสที่จะสนทนากับท่าน”] พระองค์จึงตรัสกับผู้ที่มาทูลนั้นว่า “ใครเป็นมารดาของเรา? ใครเป็นพี่น้องของเรา?” พระองค์ทรงชี้ไปทางสาวกทั้งหลายของพระองค์และตรัสว่า “นี่เป็นมารดาและพี่น้องของเรา  เพราะว่าใครก็ตามที่ทำตามพระทัยพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ ผู้นั้นแหละเป็นพี่น้องชายหญิงและมารดาของเรา”  (มัทธิว 12:46-50 THSV11) 

ดังนั้น ถ้าเราไม่ฟังพระคริสต์ก็เท่ากับเราไม่ใช่พวกเดียวกับพระองค์ เราจึงต้องฟังเพื่อจะรู้จักน้ำพระทัยของพระเจ้า ต้องสังเกตดูสิ่งที่พระองค์กระทำ เพื่อเราจะเข้าใจ และทำตาม และเราต้องกระทำเช่นนั้นอย่างต่อเนื่อง จนกว่าเราจะทำสิ่งนั้นได้อย่างถูกต้อง 

ปัญหาที่มักเกิดขึ้นก็คือ เราไม่ยอมฟัง(ผู้ใด) หรือถ้าฟัง ก็ฟังแบบไม่ได้ให้ความสนใจสักเท่าไร หรือ ฟังก็เพียงเพื่อจะตอบโต้โดยไม่ได้คิดที่จะเข้าใจและทำตามแต่อย่างใด 

ดังคำกล่าวที่ว่า… 

“คนส่วนใหญ่ไม่ได้ฟังด้วยความตั้งใจที่จะเข้าใจ พวกเขารับฟังด้วยความตั้งใจที่จะโต้ตอบ!” 

(Most people do not listen with the intent to understand;  they listen with the intent to reply.) -Stephen R. Covey 

ด้วยเหตุนี้ ขอให้เราเรียนรู้ให้มากยิ่งขึ้น ผ่านการรับฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจเพื่อจะเข้าใจ และนำสิ่งที่เรียนรู้นั้นไปปฏิบัติตามจนกว่าจะเกิดผล 

ขอให้เราเรียนรู้ที่จะฟังผู้อื่น และฟังพวกเขา อย่างให้เกียรติ และการฟังผู้อื่นอย่างให้เกียรติ คือการเต็มใจฟังในสิ่งที่อีกคนตั้งใจพูด หรือกำลังพูด ดังที่ Bryant H. McGill กล่าวว่า… 

“One of the most sincere forms of respect is actually listening to what another has to say.”

(หนึ่งในรูปแบบการให้เกียรติที่จริงใจมากที่สุดประการหนึ่งก็คือการฟังในสิ่งที่อีกคนหนึ่งจำเป็นต้องพูด) 

ดังนั้น หากเราต้องการเป็นและทำให้เกิดสิ่งที่สร้างสรรค์ และเกิดคุณประโยชน์ต่อสังคม ทั้งฝ่ายกาย จิต และวิญญาณ เราจำเป็นต้องเริ่มต้นฟังพระคริสต์และพระวจนะของพระองค์ รวมทั้งฟังความคิด และความรู้สึกของผู้อื่นอย่างใส่ใจให้เกียรติ ขอให้เราทำเช่นนั้น อย่างมีวินัยต่อเนื่อง จนกระทั่งสิ่งที่เราทำจะเกิดผลล้ำเลิศ และถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า!

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

(Cr.ภาพ My sheep hear my voice)

เรารับใช้พระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียม!

เรารับใช้พระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียม!

“พระเจ้าของฉันเป็นพระเจ้าแห่งการจัดเตรียม พระองค์ทรงประทานสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ฉันในยามที่ฉันย่ำแย่ที่สุด!”
 (My God is a God of Provision!  He gives me the best of things the worst of times.)

อาจารย์เปาโล เขียนจดหมายฉบับสำคัญยิ่ง เล่าว่า…
“พี่น้องทั้งหลาย เราอยากให้พวกท่านรู้ถึงความยากลำบากที่เกิดกับเราในแคว้นเอเชีย คือเราเผชิญความทุกข์หนักอย่างยิ่งชนิดที่เกินกำลัง จนเราหมดหวังที่จะเอาชีวิตรอดมาได้ ที่จริงเรารู้สึกว่าถูกตัดสินให้ถึงที่ตายแล้ว ทั้งนี้เพื่อเราจะไม่ไว้ใจตัวเอง แต่ไว้ใจพระเจ้าผู้ทรงให้คนทั้งหลายเป็นขึ้นจากตาย พระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากมรณภัยมาแล้ว และพระองค์จะทรงช่วยเราอีก เราหวังในพระองค์ว่าพระองค์จะทรงช่วยเราต่อไปอีก”    -2 โครินธ์ 1:8-10 THSV11

อาจารย์เปาโลกำลังบอกเราว่า ท่านได้ทุ่มเทรับใช้พระเจ้าอย่างเต็มกำลัง ทั้งกาย จิต และวิญญาณ แต่ท่านก็เปิดเผยให้เราทราบความจริงที่สำคัญยิ่งว่า การติดตามและรับใช้พระเจ้าไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เรื่องสะดวกราบรื่น ไม่ใช่เรื่องว่าจะปลอดภัย หรือ มีความสุขตลอดเวลา เพราะในขณะที่เราดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์และไปกับพระองค์นั้น เราอาจประสบกับความผิดหวัง การต่อต้าน การทรยศ (ทั้งจากคนในและคนนอกกลุ่มของเราจนเรา) และความทุกข์หนักแสนสาหัส จนทำให้เราอยู่ในสภาวะที่หมดหวังหรือสิ้นหวัง ดุจต้องคำพิพากษาให้ต้องตาย

แต่ท่านอาจารย์เปาโลเป็นพยานยืนยันว่า พระเจ้าที่ท่านและเรารับใช้ เป็นพระเจ้าผู้ที่เราทั้งหลายควรไว้วางใจ เพราะพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียมทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับเราเพื่อช่วยให้เราสามารถก้าวฟันฝ่าทุกอุปสรรคหรืออุบัติภัยที่ขวางหน้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรง
            1.ช่วยเราแล้ว
            2.จะช่วยเราอีก
 และ
            3.จะช่วยเราต่อไปอีก!

บทเรียนที่เราได้รับจากพระวจนะของพระเจ้าในตอนนี้ก็คือ

1.พระเจ้าทรงช่วยเราแล้ว 

อาจารย์เปาโลมีประสบการณ์กับการจัดเตรียม และการช่วยเหลือของพระเจ้าตั้งแต่วันแรกที่ท่านกลับใจใหม่ ท่านเคยหลงผิดคิดไล่ล่าฆ่าพวกคริสเตียน(ที่กำลังประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์)อย่างเมามันเพื่อศาสนา (ยูดาอิซึ่ม)ของท่าน แต่พระเจ้าทรงเรียกท่านให้มาหาพระองค์และรับใช้พระองค์ด้วยการประกาศข่าวประเสริฐที่ครั้งหนึ่งท่านเคยต่อต้านและพยายามทำลาย

พระเยซูคริสต์ทรงจัดเตรียมอานาเนียไว้ให้มาอธิษฐานและบอกท่านว่าต้องทำอะไรต่อไป พระองค์ทรงเตรียมพวกสาวกให้ช่วยชีวิตของท่านในยามที่พวกยิวคอยเฝ้าประตูเมืองเพื่อดักฆ่าท่าน และทรงเตรียมบารนาบัสให้ช่วยเป็นคนกลางพาท่านไปพบพวกอัครทูต ในขณะที่สาวกคนอื่นๆไม่ไว้วางใจท่าน จากนั้นมา ท่านอาจารย์เปาโลก็มีประสบการณ์กับการทรงจัดเตรียมของพระเจ้าในท่ามกลางอุปสรรคระดับที่ยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเราทั้งหลายที่กำลังรับใช้พระเจ้าองค์เดียวกับที่อาจารย์เปาโลรับใช้อยู่ในทุกวันนี้จึงควรไว้วางใจในการจัดเตรียมของพระองค์ด้วยเช่นกัน

2.พระเจ้าจะทรงช่วยเราอีก   

อาจารย์เปาโล ยืนยันกับเราทั้งหลายว่า พระเจ้ามิได้เป็นพระเจ้าแห่งอดีตเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงเป็นพระเจ้าแห่งปัจจุบันด้วย หลังจากประสบการณ์การกลับใจของท่านในกิจการบทที่ 9 พระเจ้าทรงนำอาจารย์เปาโลไปเก็บตัว ใช้เวลากับพระองค์ (ตามลำพัง)ในเมืองทาร์ซัสเป็นที่ที่พระองค์ทรงจัดเตรียมความรู้ในแผนการและพระประสงค์ของพระองค์ให้อาจารย์เปาโลเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

จากนั้นพระเจ้าทรงให้ท่านนำสิ่งที่ท่านหยั่งรู้ในพระทัยอันซับซ้อนของพระองค์ มาอธิบายสั่งสอนทั้งโดยตรงผ่านการเดินทางเทศนาไปยังเมืองต่างๆ จากเอเชีย ไปจนถึงยุโรปและผ่านจดหมายฝากที่ฝากไปให้คริสตจักรต่างๆหลายๆ เล่ม อาทิ 1-2โครินธ์ กาลาเทีย เอเฟซัส ฟิลิปปี โคโลสี 1-2เธสะโลนิกา ฯลฯ

พระเจ้าทรงจัดเตรียมบารนาบัสไว้เพื่อนำเอาท่านอาจารย์เปาโลกลับมาสู่วงการการรับใช้อีกครั้งจนแจ้งเกิดได้อย่างยิ่งใหญ่ตั้งแต่ในบทที่ 11 ของพระธรรมกิจการและเราได้เห็นการทรงนำ การช่วยเหลือและการจัดเตรียมของพระเจ้าสำหรับท่านที่เริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ในบทที่13 จนถึงบทที่18 ด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ได้เชื่อวางใจในพระเจ้าเฉพาะในอดีตที่ผ่านมา แต่เราเชื่อวางใจในพระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียมและช่วยเหลือเราได้เสมอแม้แต่ในปัจจุบันเราจึงควรรับใช้พระองค์ต่อไปด้วยความมั่นใจอย่างไม่หวาดหวั่นหรือวิตกในเรื่องใด

3.พระเจ้าจะทรงช่วยเราต่อไปอีก 

หลังจากที่อาจารย์เปาโลได้มีประสบการณ์กับการช่วยเหลือและการจัดเตรียมของพระเจ้าท่ามกลางเหตุการณ์ที่ยากลำบากอย่างแสนสาหัสต่างๆ จนแทบหมดหวัง และสิ้นชีวิต ที่ผ่านมา ทั้งใน อดีต และปัจจุบัน ท่านก็มีความเชื่อ และเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นว่า จากนี้ไป จนสุดปลายอนาคตในชีวิตของท่าน ท่านสามารถที่จะวางใจในพระเจ้า จนกว่าพระองค์จะทรงรับท่านไปอยู่กับพระองค์

เราได้เห็นการช่วยเหลือและการจัดเตรียมของพระเจ้าที่พระองค์กระทำในชีวิตของท่านอีกตลอดทั้งเล่มที่บันทึกไว้ในพระธรรมกิจการจนสิ้นสุดลงในบทสุดท้ายคือ บทที่ 28 ท่านได้เล่าถึงการช่วยเหลืออย่างอัศจรรย์เกินกว่าที่ปกติชนทั่วไปจะทนได้ แต่พระเจ้าก็ทรงจัดเตรียมจิตใจที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษให้แก่ท่าน นั่นคือ พระเจ้าทรงช่วยท่านให้สามารถ

                •ตรากตรำทำงานหนักกว่าผู้อื่น
                •ติดคุกบ่อยกว่า 
                •ถูกเฆี่ยนตีสาหัสกว่า และ
                •เผชิญกับความตายครั้งแล้วครั้งเล่า
                •ถูกพวกยิวเฆี่ยนห้าครั้ง ครั้งละสามสิบเก้าที 
                •ถูกฟาดด้วยไม้ตะบองสามครั้ง 
                •ถูกเอาหินขว้างหนึ่งครั้ง 
                •เรือแตกสามครั้ง ลอยคออยู่กลางทะเลหนึ่งคืนหนึ่งวัน 
                •ต้องย้ายที่อยู่เสมอๆ 
                •เผชิญภัยในแม่น้ำ
                • ภัยจากโจรผู้ร้าย 
                •ภัยจากพี่น้องร่วมชาติของตัวเอง 
                •ภัยจากคนต่างชาติ 
                •เผชิญภัยในเมือง 
                •ภัยนอกเมือง 
                •ภัยในทะเล และ
                •ภัยจากพี่น้องจอมปลอม
                •ต้องเหน็ดเหนื่อย ทำงานด้วยความยากลำบาก 
                •อดหลับอดนอนอยู่เรื่อย 
                •ต้องหิวโหย อดข้าวอดน้ำบ่อยๆ 
                •ต้องหนาวเหน็บและเปลือยกาย 
                •นอกจากทั้งหมดนี้แล้วยังเผชิญความกดดันจากความห่วงใยที่มีต่อคริสตจักรทั้งปวงอยู่ทุกวัน 
                •อ่อนกำลัง
                •เดือดเนื้อร้อนใจ เมื่อเห็นพี่น้องถูกชักนำให้ทำบาป   (2โครินธ์ 11:23-29 TNCV)

อาจารย์เปาโลได้กล่าวไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ท่านหวังว่าพระเจ้าจะทรงช่วยท่านต่อไปอีก และพระเจ้าก็ทรงช่วยท่านดังเช่นที่ท่านหวังไว้จริงๆ ดังนั้น วันนี้ ขอให้เราจะมีความหวังใจเช่นเดียวกับที่ท่านอาจารย์เปาโลมี นั่นคือ ขอให้ เรารับใช้พระองค์ต่อไป โดยเชื่อมั่น และวางใจในการจัดเตรียมของพระองค์อย่างสิ้นเชิง ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต
               

จะดีไหมครับ?

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

(Cr.ภาพ stPaulservice.com)